"คู่มือ...ทำกับข้าวเมืองเหนือประยุกต์" (ฉบับรีไซเคิ้ล) เล่มนี้ ผมขออนุญาตเรียกอย่างนี้ เพราะกระดากที่จะเรียกว่า "ตำรา" ผมเขียนขึ้นจากประสบการณ์ในการทำกับข้าวด้วยตนเองเกือบจะทุกวัน ตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่จนเกือบจะลาจากโลกใบนี้ไปแล้ว ส่วนหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นส่วนมากที่สุดมาจากความทรงจำในอดีต ที่ได้อาสาเป็นลูกมือช่วยผู้ใหญ่ทำกับข้าวอยู่เสมอ... และทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ผมได้ตรวจสอบชำระข้อความบางท่อนบางตอนที่เป็นส่วนสาระสำคัญกับหนังสือ "ตำราทำกับข้าวเมืองเหนือ" เขียนโดย คุณสงวน โชติสุขรัตน์ ซึ่งเป็นบรมครูทางการหนังสือพิมพ์ขั้นปฐมของผม แล้วนำมาคลุกเคล้าผสมผสานเรียบเรียงเขียนขึ้นมาใหม่ในเชิง "เล่าสู่กันฟัง" ทั้งนี้ เพื่อสะดวกแก่คนรุ่นใหม่ จะได้นำเอาไปเป็น "คู่มือ" อนุรักษ์การทำกับข้าวของเมืองเหนือ ให้คงอยู่ถึงคนรุ่นต่อๆไป โดยคำนึงถึงวิธีการการทำกับข้าวเพื่อให้ทำกันได้อย่างง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนอะไร
"โปรดสังเกต.. ที่ช่อง url ด้านบนซ้าย ถ้าเป็น https กรุณาเปลี่ยนเป็น http แล้วกด enter เข้ามาใหม่ครับ"
@ คลิกที่นี่ ดูบนyoutube... @ ภาพรับปริญญามีต่อที่นี่... @ และที่นี่อีกจ้า... @ บัณฑิตรามฯรุ่น38(2555) ทุกคณะและทุกคน โหลดคลิปที่นี่...

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

เรื่องเหลือเชื่อในชีวิตของผม..


เรื่องเหลือเชื่อในชีวิตของผม..
By: ธนวุฒิ ดุษฎีปัญจพร

ปีนี้(2557)เป็นปีที่ 68 ของผมแล้วนะครับ

ผมเกษียณแล้ว มีอิสระเสรีเพราะไม่มีหลานให้เลี้ยง ตอนนี้อยู่กับบ้านให้ลูกชายโทนหาเลี้ยง ผลัดกันบ้าง เขาเรียนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ตอนนี้ทำงานบริษัทใหญ่แถวๆถนนศรีนครินทร์ ตำแหน่งงาน System Engineer (วิศวกรระบบเซิร์ฟเวอร์,เน็ตเวิร์ค,ซิเคียวริตี้) จะว่าผมโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่รู้ แต่เพื่อนหรือคนที่รู้จักพากันอิจฉานินทาว่าผมเป็นพ่อที่โชคดีที่สุดในโลกเลยทีเดียวเชียวแหละครับ

เป็นกิจวัตร..ปกติผมจะเข้านอนเวลาตีหนึ่งกว่าๆ ตื่นนอนเก้าโมงเช้าทุกวัน เรียกว่านอนรวดเดียว อะ..ไม่ใช่สิ นอนสองรวดตื่น คือประมาณตีห้ากว่าๆจะลุกมาเยี่ยวครั้งนึงแล้วจิบน้ำหนึ่งอึก(ในขวดที่ตั้งไว้ในห้องนอน) แล้วกลับเข้าไปนอนต่อ ทีนี้ก็จะตื่นตอนเก้าโมงกว่าๆ รู้สึกกระปี้กระเปร่าสดชื่นนอนได้เต็มอิ่มครับ

ผมเคยลองเข้านอนเวลาสี่-ห้าทุ่ม ปรากฏว่าจะตื่นเวลาตีสองตีสาม แล้วทีนี้จะหลับไม่ลงตาค้างจนสว่างแล้วผลอยหลับไปตื่นอีกทีก็สี่โมงเช้ารู้สึกงัวเงียมึนงงไม่สดชื่นปวดหัวตึบๆเหมือนนอนไม่เต็มอิ่มนั่นแหละ

หลังตื่นนอนเก็บที่หลับที่นอนเข้าที่เข้าทางแล้วยังไม่ได้ล้างหน้าถูฟัน ผมจะชงดื่มสับปะรดไซเดอร์ + น้ำผึ้งแท้อย่างละหนึ่งช้อนโต๊ะผสมน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว แล้วดื่มน้ำตามอีกขวดนึง(600มิลลิลิตร) ดื่มหมดขวดภายในห้านาที น้ำเปล่าธรรมดาๆไม่แช่เย็นนะครับ (หมายเหตุ: สับปะรดไซเดอร์ระดับพรีเมี่ยม ตราแอมโบรเซีย FOODLAND ฿60.-, น้ำผึ้งแท้ตราเอราวัณ TESCO Lotus ฿229.-)

[[[..ยกเว้นเฉพาะวันจันทร์ต้องล้างผนังลำไส้กระทุ้งไขมัน ผมจะเปลี่ยนเป็น ผสมโยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย(140 กรัม) + นมสด(ไขมัน0%) 400 มิลลิลิตร + น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ + น้ำมะนาว 1-2 ลูก คนให้เข้ากัน วางตั้งทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที เพื่อให้จุลินทรีย์ในโยเกิร์ตขยายตัว แล้วดื่มหมดภายใน 15 นาที..]]]

แล้วก็ออกกำลังกายปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดเดินไปเดินมาจากหน้าบ้านถึงหลังบ้านจนทั่ว(ประมาณ 20 เมตร)เหงื่อผุดออกมาชุ่มตัวแหละ นั่งพักให้เหงื่อแห้งซักกะเดี๋ยวทีนี้ก็เข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวจนเสร็จสิ้นกระบวนความ ไม่ต้องบอกนะว่าอะไรบ้าง (ถ้าไม่รู้ก็จะบอกให้ครับ ขี้..แล้วก็อาบน้ำล้างหน้าสระผมถูฟัน เฮ้อ..)

เที่ยงตรงกินข้าวมื้อแรก ปกติหนึ่งวันผมกินข้าวสองมื้อเท่านั้น คือมื้อเที่ยงและมื้อทุ่ม บ่ายสามก็กินผลไม้ตามฤดูกาลครับ อ้อ..ก่อนกินข้าวมื้อทุ่มซักสิบห้านาที ผมจะชงดื่มสับปะรดไซเดอร์เหมือนตอนเช้านั่นแหละ มื้อนี้ไม่ดื่มน้ำตามเดี๋ยวจะอิ่มจนกินข้าวไม่ลงครับ


โทษที่เกิดจากการที่ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหาร เป็นผลทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น
1. ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว นิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย
2. เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศีรษะ
3. ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว
4. ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย
5. ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด
6. ถ้าไขมันเกาะผนังลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้ ทำให้จามในตอนเช้า
7. ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก


วันนี้(15ก.ย.2557)เช่นกัน.. ตอนอาบน้ำสังเกตตัวเองในกระจก อะ..ปีนี้เราเหลาเหย่ลงไปเยอะเนอะ เพ่งพิศพินิจดูก็สังเกตเห็นปานดำเท่าหัวนิ้วโป้ง(ซึ่งจางลงไปแล้ว)ตรงหัวนมด้านซ้าย พลันความหลังเมื่อครั้งยังเด็กตอนเรียนหนังสือชั้นประถมก็พรั่งพรูเข้ามาในความนึกคิด...

"..ย้อนอดีตกลับไป พ.ศ.2496...คุณแม่ส่งผมเข้าเรียนชั้นประถม1 ที่โรงเรียนเทศบาลใกล้บ้าน วันแรกที่ไปโรงเรียนผมยังจำติดหูติดตาได้เป็นอย่างดี เช้าวันนั้น "หละอ่อนหน้อย"(เด็กน้อย)ตัวเล็กๆใบหน้าตื่นๆด้วยความตื่นเต้น สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวไหล่ตก ตรงหน้าอกด้านกระเป๋าเสื้อปักอักษรย่อชื่อโรงเรียน"ท.1"(เทศบาล1) ด้วยเส้นไหมสีน้ำเงินเข้ม นุ่งกางเกงขาสั้นสีกากีตัวหลวมๆรัดเข็มขัดติ้ว บนหัวสวมหมวกกะโล่สีเดียวกับกางเกงสำหรับกันแดด ที่หัวไหล่สะพายถุงผ้าดิบสำหรับใส่หนังสือเรียน ซึ่งก็มีเพียงเล่มเดียวเท่านั้น(อิอิ...ตอนนั้นยังไม่มีtablet) กำลังเดินลากรองเท้าหนังสีดำปลิวไปตามแรงจูงมือจนเกือบจะฉุดของ"แม่เฒ่า"(คุณยายทวด-ท่านเป็นคุณแม่ของคุณแม่ของคุณแม่ของผม โอ๊ย...ลำดับไม่ถูก)

ใครก็ตามที่ได้เห็นภาพน่ารักๆเช่นนี้ คงจะอดอมยิ้มไปตามๆกันไม่ได้ แต่ถ้าสังเกตให้ดีๆ เมื่อมองไปที่เข็มขัดคาดเอวของ"หละอ่อนหน้อย"คนนั้น จะเห็นเชือกสีขาวเส้นเล็กๆร้อยเรียงเหรียญยี่สิบสตางค์-สิบสตางค์และห้าสตางค์ ซึ่งมีขนาดไม่เท่ากันเรียงซ้อนกันอยู่(ค่าจ้างเรียนวันละสามสิบห้าสตางค์) ทั้งหมดเป็นเหรียญดีบุกกลมหนาๆมีรูตรงกลาง ผูกติดกับหูกางเกงด้านหน้าแน่น ซึ่งคุณยายทวดผูกให้ ท่านบอกว่ากลัวเหรียญมันจะหล่นหาย เดี๋ยวจะอดซื้อขนมกินที่โรงเรียน.."

เรื่องเหลือเชื่อในชีวิตของผม..เริ่มตรงนี้ครับ

รอยแผลเป็นแห่งแรก.. ปานดำเหมือนหัวนิ้วโป้งบนหัวนมด้านซ้าย.. คุณยายทวดท่านเล่าให้ผมฟังว่า ในอดีตชาตินั้นผมเป็นสามีของท่าน มียศฐาเป็น "ขุนพิศิษฏ์ไพศาล" สมัย ร.7 ตอนผมเป็นเด็กคุณยายทวดยังเอาใบแต่งตั้งซึ่งเก็บไว้ในหีบเหล็กของท่านออกมาให้ผมดู ใบแต่งตั้งก็เหมือนโฉนดที่ดินรุ่นเก่าๆนั่นแหละครับ ประทับตราสีแดงๆบนลายเซ็น ผมเคยเปิดดู..ในหีบเหล็กของคุณยายทวดนั้นมีรูปถ่ายของท่านขุน พระเครื่องพระรอด และอะไรต่ออะไรที่เป็นสมบัติติดตัวของท่านขุนตอนมีชีวิตอยู่อีกหลายๆอย่าง เป็นที่น่าเสียดายสิ่งของเหล่านี้ได้สูญหายไปหมดแล้วจ้า..

คุณยายทวดท่านเล่าว่า ตอนหนีภัยสงครามท่านขุนพิศิษฏ์ไพศาลได้ฝังหีบเหล็กของท่านไว้ที่สถานที่แห่งหนึ่งใน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ก่อนท่านขุนหมดลมหายใจท่านก็บอกคุณยายทวดถึงที่ซ่อนหีบสมบัติ แต่คุณยายทวดท่านลืมเสียสนิทเพราะกำลังโศกเศร้ากับการตายของท่านขุน ตำนานหีบเหล็กหีบสมบัติของท่านขุนจึงเป็นความลับที่ดำมืดตึ๊ดตื๋อ เสียดายน่ะ อิอิ..

"ขุนพิศิษฏ์ไพศาล" ถึงแก่กรรมด้วยโรคเหน็บชา ตอนทำศพคุณยายทวดซึ่งเป็นภรรยาได้เอานิ้วโป้งของท่านไปแตะหมิ่นหม้อดำๆ(คือเขม่าไฟ สมัยนั้นใช้หม้อดินกระทะดินหุงข้าวต้มแกง)แล้วเอามากดตรงหัวนมด้านซ้ายของท่านขุน พร้อมกับอธิษฐานชาติหน้าให้ท่านขุนมาเกิดใหม่กับลูกสาวคนโตของท่าน ส่วนลูกสาวทั้งสอง ก็เอาแป้งดินสอพองมาถูๆที่ตาตุ่มเท้าทั้งสองข้างของท่านขุน พร้อมกับอธิษฐานชาติหน้าให้ท่านขุนมาเกิดใหม่กับตัวเอง (ท่านมีลูกสาว 2 คน คนโตชื่อคุณยาย "จันทน์หอม" ซึ่งเป็นคุณแม่ของคุณแม่ของผม ส่วนคนน้องชื่อคุณยาย "ศรีนวล" ซึ่งเป็นคนเลี้ยงคุณแม่ของผมหลังจากที่คุณยาย "จันทน์หอม" ถึงแก่กรรมภายหลังคลอดคุณแม่ของผม "คุณแม่อุบลวรรณ พงษ์สวัสดิ์" ได้สิบปีกว่าๆ)

คุณยาย "ศรีนวล" นามสกุลที่ติดตัวมา "พิศิษฏ์ไพศาล" เป็นผู้ก่อตั้ง "โรงเรียนเกียรติพงษ์พิทยา" จ.ลำพูน ซึ่งตอนนี้เลิกกิจการไปแล้ว ท่านสมรสกับ คุณตา "ศุภชัย ช่างเพ็ชร" ชาว อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์

ตอนผมเกิดมา..ตรงหัวนมด้านซ้ายปรากฏรอยนิ้วโป้งสีดำชัดเจน และตาตุ่มที่เท้าทั้งสองข้างก็ขาวโพลน ตรงตามที่คุณยายทวดและลูกสาวทั้งสองอธิษฐานไว้ทุกประการ ผมจึงเป็นที่รักที่นับถือของบริวารเก่าแก่(ที่ยังมีชีวิตอยู่)ของท่านขุนและญาติๆทางฝ่ายคุณยายทวด ซึ่งใครๆก็รักและเอาใจตามใจเสียจนกระทั่งผมดื้อซนเอาแต่ใจตัวเอง จนกระทั่งเป็นที่เกลียดชังของหลายๆท่านหลายๆคนมาจนถึงทุกวันนี้ไง ส่วนคนที่รักก็ล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว เฮ้อ..

ก็เพราะเหตุนี้แหละ ผมจึงเป็นคนมีเพื่อนน้อยแทบจะนับคนได้ เพื่อนรุ่นเดียวคราวเดียวที่เรียนมาด้วยกันสมัยเป็นเด็กบางคนผมเข้าไปทักมันยังย้อนถามผมว่าเป็นใคร เพื่อนบางคนก็อำลาไปเกิดใหม่ก็มี ผมมีนิสัยเสียอย่างนึง อะ..หลายๆอย่างสิ ที่เสือกจดจำในสิ่งที่คนอื่นเขาไม่อยากจำ เพื่อนคนนึงสมัยเด็กขี้รดกระโปรงใครๆเขาอยากลืมไม่อยากจำผมก็ไปฟื้นฝอยขึ้นมา เขาก็ยิ่งเกลียดขี้หน้าผมเพิ่มเป็นทวีคูณ อิอิ..

แม้แต่ชื่อเพื่อนๆที่เคยเรียนในห้องเดียวกันผมก็เสือกจำได้ สมัยนั้นแต่ละห้องเรียนเขาเรียงลำดับชื่อตามหมายเลขประจำตัว คนที่ลาออกไปเรียนต่อที่อื่นเขาก็ลบชื่อออกแล้วเลื่อนคนลำดับถัดไปขึ้นมาแทน คนที่เข้ามาเรียนใหม่ก็เอาชื่อต่อท้ายยาวไปเรื่อยๆ หลังเคารพธงชาติเป็นหน้าที่ของคุณครูประจำชั้นจะต้องหอบสมุดบัญชีรายชื่อนักเรียนทั้งหมดมาตรวจสอบว่าใครขาดใครลามาครบหรือไม่ที่หน้าชั้นเรียนก่อนคุณครูประจำวิชาเข้ามาสอน

ถ้าวันไหนคุณครูติดธุระก็จะเป็นหน้าที่ของหัวหน้าชั้นจะต้องขานชื่อแทน แต่ยังไม่ทันที่หัวหน้าชั้นจะขานชื่อ พวกเราทั้งห้องก็ประสานเสียงขานเรียงรายชื่อนักเรียนทั้งห้องไปเลย คนที่เป็นเจ้าของชื่อพอถึงชื่อตัวก็ขานตอบ มาครับ ไปเรื่อยๆจบครบ ฟังซ้ำๆท่องซ้ำๆทุกวัน 6 ปีเต็มๆ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผมจำได้ยังไงล่ะ

ถ้าใครจะค้าน ผมจะยกตัวอย่างอีกเรื่องนึง สูตรคูณที่เราจำได้คล่องปากมาจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะถูกบังคับให้ท่องตอนเรียนชั้นประถม3ใช่มั้ย ก่อนเลิกเรียนในแต่ละวันนักเรียนทุกคนและทุกห้องเรียนจะต้องท่องสูตรคูณแข่งกันตั้งแต่แม่2ไปจนถึงแม่12 ห้องไหนท่องจบก่อนก็ได้เลิกเรียนกลับบ้านก่อน ถามว่า..มีใครท่องสูตรคูณตั้งแต่แม่13ขึ้นไปได้คล่องปากบ้าง??

ผมเอารายชื่อเพื่อน"เมธีฯ2505"เท่าที่จำได้ไปค้นหาในเฟสบุ๊ค เชื่อไหม..หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอซักกะคน แต่ดันไปเจอ"ส่วนบุญฯ2505"เข้าให้ โอ้โฮ..สาวๆทั้งนั้น(สาวน้อย) อิอิ.. รวมกลุ่มกันได้มากกว่า20-30คนทำกิจกรรมที่น่ารักๆ นัดกันไปกินข้าว-รดน้ำดำหัวคุณครูซึ่งท่านก็เฒ่าชะแรแก่ชราปลดเกษียณกันไปแล้ว


มหัศจรรย์วันเดอร์ฟูลทายแลนด์.. แทบไม่น่าเชื่อว่าเพื่อนผู้หญิงรุ่นเดียวกันกับผม ท่านมีอายุยืนยาวกันจริงๆ ส่วนเพื่อนผู้ชายสงสัยท่านคงจะหนีไปเกิดใหม่กันแล้ว อิอิ.. ทุกวันนี้ผมจึงเหลือเพื่อนที่สนิทกันเพียงคนเดียวเท่านั้น คบกันมาตั้งแต่ตอนเรียนจบมาหมาดๆแล้วไปฝึกงานที่ น.ส.พ.เดลินิวส์ สมัยอยู่ถนนสี่พระยาโน่นแน่ะครับ เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆผิวขาวเนียนหน้าตาสวยแก้มสองข้างแดงเป็นลูกตำลึง เพื่อนๆที่เรียนมหา'ลัยเห็นผมเดินควงเธอไปไหนมาไหนพากันอิจฉาว่าผมมีแฟนสวย เฮ้อ..ถ้าเพื่อนมันรู้ความจริงมันคงไม่อิจฉาแน่ๆ

ความจริงมันมีอยู่ว่า.. เธอใช้ผมเป็นไม้กันหมาน่ะ เพราะเธอเป็นคนสวยนี่แหละจึงมีหนุ่มๆทั้งหนุ่มทั้งแก่โสดบ้างไม่โสดบ้างมารุมมาตามจีบเธอเป็นแถว ถ้าคนที่มาจีบเธอคนไหนเธอชอบเธอก็จะแนะนำว่าผมเป็นพี่ชาย แต่ถ้าคนไหนเธอไม่ชอบเธอก็จะแนะนำว่าผมเป็นแฟน ส่วนคนไหนถ้าเธอจับได้ว่าจะมาหลอกกินไข่แดง จะได้รับการตอบแทนจากเธออย่างเจ็บแสบที่สุด ไอ้เราก็หนุ่มทั้งแท่งยังไม่มีแฟนกะเค้าซักคน เทียวรับเทียวส่งเธอนานวันเข้าผมก็แอบรักแอบชอบเธอเข้าให้เต็มเปา

แต่เธอก็สังเกตเห็นท่าทีของผมแหละ วันนึงเธอก็โพล่งออกมา "นี่ไอ้เฒ่า(เธอเรียกผมยังงี้จนติดปาก) จะเป็นแฟนหรือเป็นเพื่อนให้เลือกเอาอย่างนึง แต่ขอเตือนเธอไว้เราเป็นคนใจร้ายนะ คนที่มาติดพันเราต้องหมดเนื้อหมดตัวไปหลายคนแล้ว" ผมนิ่งคิดทบทวนคำพูดของเธอแล้วก็ตัดสินใจบอกเธอว่าเป็นเพื่อนดีกว่า เพราะไปไหนมาไหนด้วยกันไม่ต้องควักเงินซักบาท ได้กินได้ใช้เงินสบายๆ ประกอบกับตอนนั้นเงินเดือนผมไม่พอใช้ด้วยแหละ หยิบยืมเงินเธอบ่อยๆ ใช้คืนบ้างไม่คืนบ้างเธอก็ไม่เคยทวงถามเลย เพื่อนคนนี้ก็คบกันมาจนถึงเดี๋ยวนี้แหละ เธอแต่งงานมีเนื้อคู่เป็นตัวเป็นตนไปแล้ว ตอนนี้เธออ้วนฉุเป็นยายเพิ้ง แต่ก็ยังไม่ทิ้งความสวยแก้มสองข้างยังแดงเป็นลูกตำลึงเหมือนตอนสาวๆ ส่วนผมยังเอาะๆ "หนุ่มน้อย" ทั้งแท่ง อิอิ..


รอยแผลเป็นแห่งที่สอง.. รอยถูกครูดเป็นทางยาวบนหน้าอกซ้าย.. ปี 2509 ที่บ้านซึ่งปัจจุบันเป็นใต้สะพานพระปิ่นเกล้าด้านฝั่งธนฯไปแล้ว ผมเข้านอนตอนสี่ทุ่มแล้วตื่นกลางดึกออกมาเยี่ยวที่นอกชานหลังบ้านซึ่งเป็นสวนรกรุงรัง หลังเยี่ยวเสร็จเข้าใจว่าคงจะหมดสติแล้วหัวทิ่มลงไปบนพื้นดินซึ่งมีน้ำแฉะๆ หน้าอกไปครูดกับปลายชานไม้ที่ยื่นล้ำออกมา หมดสติไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อฟ้าสว่างแล้ว รู้สึกอุ่นๆที่หัวแล้วก็ปวดแสบปวดร้อนที่หน้าอกด้านซ้าย เอามือคลำดูแผลเป็นรอยถูกครูดเป็นทางยาวมีเลือดไหลซิบๆ ตอนนั้นผมเข้าใจว่าผมคงจะตายไปแล้ว แต่เพราะยังไม่ถึงคราวจึงได้รอดตัวกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

รอยแผลเป็นแห่งที่สาม.. รอยถูกตะปูทิ่มสองรูใจกลางฝ่ามือขวา.. จำได้ตอนนั้นอายุราวๆ 8 ขวบ ไปโหนบาร์คู่แต่ผมโหนข้างเดียว เข้าใจว่าไม้บาร์คงจะผุ พอผมทุ่มตัวไปโหนไม้บาร์จึงหักครึ่งแล้วถอนออกจากหัวเสาที่ตรึงด้วยตะปูตัวยาวใหญ่สองตัว ส่วนผมเข้าใจว่าคงจะตกใจจึงเอาฝ่ามือขวาตะปบไม้บาร์ที่มีตะปูสองตัวติดอยู่ ตะปูสองตัวฝังลึกเข้าไปในเนื้อแต่ไม่ทะลุหลังมือ เลือดแดงแจ๋พุ่งกระฉูด.. กว่าแผลจะหายสนิทนานเป็นเดือนเลยละ

รอยแผลเป็นแห่งที่สี่.. รอยเขี้ยวเสน่ห์ของเพื่อนตรงนิ้วชี้สันหมัดมือขวา.. ตอนนั้นเป็นหนุ่มรุ่นกระทงราวๆ 14 ขวบปี ซ้อมมวยกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน ก็ผลัดกันรุกผลัดกันรับอยู่ร่วมครึ่งชั่วโมง มีอยู่ตอนนึงผมโดนหมัดเพื่อนแล้วเซถอยหลังไปก้าวนึง เพื่อนคู่ซ้อมก็สาวเท้าเข้ามา ผมตั้งหลักได้ก็กำหมัดขวาแน่น ได้จังหวะที่เพื่อนก้าวเข้ามาพอดีกับหมัดขวาของผมพุ่งตรงออกไปโดนเข้าที่ปากครึ่งจมูกครึ่งของเพื่อน ตรงกับเขี้ยวเสน่ห์ของเพื่อนพอดีเป๊ะ พลันเขี้ยวเสน่ห์ทะลุออกมาจากแผ่นเนื้อริมฝีปากพร้อมกับเลือดพุ่งกระฉูดออกมาด้วย ผมรู้สึกแสบแป๊บๆที่นิ้วชี้สันหมัดมือขวาแล้วเลือดสีแดงฉานก็ไหลทะลักออกมา อิอิ..ผมแค่ปล่อยหมัดออกไปเบาๆเท่านั้นไม่ได้ออกแรงเลย พับผ่าซิ!!

รอยแผลเป็นแห่งที่ห้า.. รอยถูกใบเลื่อยครูดที่กลางแขนซ้าย.. ตอนนั้นทะเลาะกับน้องสาวอายุอ่อนกว่ากันแค่ 2 ปี จำไม่ได้ว่าทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร ผมชะล่าใจถลาเข้าไปหากะจะชกที่เบ้าตา น้องสาวคนนี้ก็เลือดนักสู้พอตัวแหละ ควักใบเลื่อยที่ใช้ฉลุไม้อัด(ใช้ทำการฝีมือส่งครู)ที่พกติดตัวเป็นประจำ ฟาดเข้ามาที่แขนซ้ายของผมเป็นรอยทางยาวเลือดไหลออกไม่หยุดเพราะไปพอดีกับเส้นเลือด ต้องนำส่งโรงพยาบาลที่เดียวเชียวแหละ น้องสาวคนนี้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 15ธ.ค.53 ณ รพ.นพรัตนราชธานี

รอยแผลเป็นแห่งที่หก.. รอยเม็ดหูดที่หัวเข่าข้างขวา.. เม็ดหูดนี้มันเป็นมาตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบแล้ว เป็นเม็ดใหญ่กว่าหัวไม้ขีดไฟนิดนึง มันปูดนูนขึ้นมาตรงหัวเข่าข้างขวาแล้วก็เม็ดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พอมันคันผมก็เอากรรไกรตัดเล็บตัดมันจนเลือดไหลแล้วก็เอาทิงเจอร์ราดลงไป ปวดแสบปวดร้อนเชียวแหละ พอแผลแห้งหูดมันก็ปูดขึ้นมาอีก แล้วก็คันๆๆ..

ตอนเรียนชั้นมัธยมโรงเรียนบังคับให้ใช้ปากกาหมึกซึม ต้องพกกระดาษซับหมึกแผ่นสีแดงๆและน้ำยาลบหมึกชนิดขวดติดไปด้วย น้ำยาลบหมึกนี่ใช้น้ำยาคลอรีนเป็นส่วนผสมเปิดขวดใช้ทีเหม็นชะมัดญาติ ที่โรงเรียนถ้าคันหูดขึ้นมาผมก็เอาปากกาหมึกซึมนี่แหละจิ้มๆลงไปที่เม็ดหูดจนเลือดซึมแล้วก็เอาน้ำยาลบหมึกราดลงไป มันเลอะก็เอาเอากระดาษซับหมึกซับจนแห้ง ปวดแสบปวดร้อนก็ทนเอา

ตอนนั้นมีปากกาหมึกซึมยี่ห้อดังๆอยู่หลายเจ้าเช่น sheaffer เชฟเฟอร์ ปลอกทองแพงสุดๆ รองลงมาก็ Parker ปาร์คเกอร์, Pilot ไพล็อต, Marshall มาแชล ฯลฯ ราคาถูกลดหลั่นกันลงมา ส่วนยี่ห้อจีนแดงราคาถูกสุดๆด้ามละ 9 บาทเท่านั้น จำได้ว่าตอนนั้นคุณแม่ซื้อปากกาหมึกซึมยี่ห้อ Pilot ไพล็อต ใช้หมึกสีน้ำเงินให้ผมไว้เขียน ราคาด้ามละ 25 บาท แต่ถ้าคัดลายมือภาษาอังกฤษก็ใช้ปากกาคอแร้งจุ่มน้ำหมึก สำหรับปากกาใช้น้ำหมึกสีแดงเอาไว้ขีดเส้นใต้ผมใช้ปากกาจีนแดงที่ราคาถูกๆ ส่วนน้ำหมึกขวดสีน้ำเงินสีแดงมีหลายยี่ห้อเช่น ควิ้งค์ ไพล็อต เกฮา เป็นต้น

แล้วเรื่องเหลือเชื่อในชีวิตของผมก็เกิดขึ้น..

มีอยู่คืนนึงเดือนมืดดวงดาวขึ้นเต็มท้องฟ้า ผมเอาเสื่อไปปูนอนบนสนามหญ้าหลังบ้านที่ลำพูนโน่น นอนดูดวงดาวเพลินๆเสียงคุณแม่เรียกมาจากบนบ้าน ผมรีบลุกขึ้นทันที เผอิญต้องคุกเข่าบนเสื่อด้วย เจ้ากรรมหัวเข่าข้างขวาที่เป็นเม็ดหูดดันไปครูดกับพื้นเสื่อที่ปูนอน ไม่น่าเชื่อ..เม็ดหูดที่ปวดแสบปวดร้อนเพราะโดนน้ำยาลบหมึกเมื่อตอนกลางวันมันหลุดหายไปไหนก็ไม่รู้ ที่ปวดแสบปวดร้อนก็หายเป็นปลิดทิ้ง เอามือคลำหัวเข่าข้างขวาดูมันเกลี้ยงเกลาอย่างไม่มีวี่แววว่าเคยมีเม็ดหูดผุดขึ้นมาก่อน แม้แต่แผลเป็นก็ไม่ปรากฏให้เห็นด้วย

ผมฉงนเรื่องเม็ดหูดที่หัวเข่าข้างขวาที่มันหลุดหายไปอย่างไม่มีร่องรอย ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง กลัวเขาจะหาว่าบ้า จนกระทั่งเมื่ออายุเข้าปีที่ 63 (อิอิ..ยังไม่แก่) เจ้าเม็ดหูดที่หายไปเมื่อตอนเป็นเด็กมันผุดขึ้นมาตรงหัวเข่าข้างขวาตำแหน่งเดิมเป๊ะเลย เม็ดหูดก็เริ่มเม็ดใหญ่ขึ้นแล้วก็คันสุดๆอีก ผมเอาหินเปลือกไข่สีเหลืองๆแช่น้ำแล้วเอาไปหยอดตรงเม็ดหูดปวดแสบปวดร้อนจนทนไม่ไหว ต้องใช้ทิงเจอร์ชนิดไม่แสบทาลงไป ก็เป็นแผลปวดแสบปวดร้อนเป็นอาทิตย์เชียวแหละ

ต่อมาเมื่อแผลแห้งและเม็ดหูดก็เม็ดใหญ่ขึ้นมาอีก วันนึงผมไปซื้อของที่พันธ์ทิพย์ประตูน้ำเจอเพื่อนเก่าที่มันเรียนเภสัชฯ มันเปิดร้านขายยามาเป็นสิบๆปี ตอนนี้เกษียณแล้วลูกชายของมันรับหน้าที่ต่อ เจอกันก็เล่าสารทุกข์สุกดิบวกไปวนมา แล้วมาจบตรงที่เม็ดหูดที่หัวเข่าข้างขวาของผม มันแนะนำให้ใช้ ครีมโคลบีเวท ซึ่งเป็นยาพวกคอร์ดิโคสเตอรอยด์ บรรเทาอาการอักเสบของผิวหนัง ทาที่เม็ดหูดก่อน แล้วใช้ เบโทซาลิก ออยท์เมนท์ ทาทับอีกที ผมตั้งหน้าตั้งตาทายาทั้งสองหลอดจนเกือบหมด เม็ดหูดก็หายเป็นปลิดทิ้ง คงทิ้งรอยแผลเป็นที่หัวเข่าข้างขวาไว้ดูต่างหน้าจนถึงวันนี้แหละครับ

แล้วก็จบซะที เรื่องเหลือเชื่อในชีวิตของผม..

ขอขอบคุณทุกท่านที่ทนอ่านมาถึงบรรทัดนี้

ขอบคุณครับ






@ ศาสตร์เลี้ยงลูกให้ได้อย่างใจ..(41หน้า)

@ โฉมฉาย อรุณฉาน...สาวสวยร้องเพลงไพเราะ

@ แก้ห้องนอนเหม็นอับ

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2557

How To : ฝึกดูหนังให้เก่งภาษาอังกฤษ, ละครเรื่องลูกทาส

PlayList.. ละคร"ลูกทาส" ตอนแรกถึงตอนจบ

น่าเป็นห่วง! มหาวิทยาลัยไทยไร้คุณภาพ โดนขึ้นบัญชีดำ เกียรตินิยมก็ไม่รับ


How To : ฝึกดูหนังให้เก่งภาษาอังกฤษ
By: Wuttichai Pianboon • 10/09/2014 • in How To, Productivity

บทความนี้เขียนโดยผู้อ่านที่เป็นแฟนของเว็บไซต์ thinkdifferent.in.th ที่อยากเข้ามาแบ่งปันประสบการณ์เล็กๆของตัวเองในการเรียนภาษาอังกฤษ ผมเชื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์และแนวทางในการเริ่มต้นสำหรับใครบางคนแน่นอนครับ

หลายคนคงเคยได้ยินมาว่า การดูหนังฝรั่งช่วยพัฒนาภาษาอังกฤษได้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ เอ๊ะ! ทำไมดูไม่รู้เรื่อง แถมดูจนจบยังไม่ได้อะไรเลย เนื้อเรื่องบางทีก็ยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำ เพราะมัวแต่พะวงกับ ซับไตเติ้ล

แล้วต้องดูหนังยังไงให้เก่งอังกฤษกันละทีนี้..

ขั้นแรก ปรับ mindset

-อย่ากลัวว่าจะดูไม่รู้เรื่อง
-อย่าอายที่จะทำตาม หัดตาม พูดตาม
-อย่าคิดว่ามันยากเกินไป เราคงทำไม่ได้หรอก จงคิดว่าเราทำได้ แล้วเราก็จะทำได้ จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว เคยได้ยินป่าว?

ขั้นตอนที่สอง เลือกหนัง

การเลือกหนังอย่างแรกควรจะดูเลือกดูเพื่อฝึกเฉพาะไปเลยว่าจะดูหนัง American หรือหนัง British ถึงจะเป็นภาษาอังกฤษเหมือนกัน แต่สำเนียงค่อนข้างต่างกัน ในการเลือกฝึกควรเลือกเพียงอย่างเดียว เพื่อไม่ให้สับสนในการออกเสียง (แนะนำ American เพราะหนังจะมีเยอะกว่า และภาษาค่อนข้างจะแพร่หลายกว่า)

ประเภทของหนังที่เลือก ประเภทหนังที่เลือกก็มีส่วนในการช่วยฝึกเช่นกัน ควรจะเป็นหนังดราม่า หรือ โรแมนติกจะดีที่สุด เพราะมีบทพูดค่อนข้างเยอะ หนังแอนนิเมชัน จริงๆเอามาฝึกได้ แต่ไม่แนะนำเพราะ เราจะไม่เห็นวิธีการออกเสียงและเสียงที่พูดออกมามักจะถูกดัดแปลงให้เข้ากับตัวการ์ตูน ส่วนหนังแอ๊คชั่น บางครั้งศัพท์เทคนิคค่อนข้างจะเยอะ และคุณอาจจะมันจนลืมไปเลยว่าคุณกำลังต้องการฝึกภาษาจากหนังอยู่..อิอิ

ขั้นตอนที่สาม ลงทุน

เดี๋ยวนี้ใครๆก็โหลดมาดูกันทั้งนั้นแหละ เพราะโหลดแล้วไม่ต้องเสียตังค์ ใครๆก็ดูได้! พอเลือกสำเนียง เลือกแนวได้แล้ว ทีนี้ก็มาเลือกหนัง เลือกหนังได้แล้ว ก็ลงมือโหลดเลยครับ.. เดี๋ยวๆ!!! ไม่ใช่ละๆ อยากเก่งต้องลงทุนกันหน่อยครับ หนัง DVD เดี๋ยวนี้แผ่นละไม่กี่บาท ลงทุนเถอะครับ การเลือกดูจาก DVD ทำให้เราได้ภาษาที่แม่นยำกว่า ซับไตเติ้ลที่ได้ ภาษาค่อนข้างชัวร์กว่าที่เราโหลดมา ที่สำคัญคือได้สนับสนุนสินค้าที่มีลิขสิทธิ์ด้วยครับ

ขั้นตอนที่สี่ ลุย!

หลังจากที่เราได้หนังมาสักเรื่องแล้วทีนี้ก็ถึงเวลาดูซะที วิธีการดูหนังให้ได้ผลในการฝึกนั้น ควรดูอย่างน้อยสองรอบ! ขึ้นไป

รอบแรก ให้ดูโดยเปิด soundtrack พร้อมกับซับไตเติ้ลภาษาไทย ไปก่อน เพื่อทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่อง และอารมณ์ของหนัง

รอบสอง ให้เปิด sountrack + ซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ เพื่อดูว่าคำแต่ละคำเขาพูดกันยังไง

รอบสุดท้าย ให้เปิด sountrack ภาษาอังกฤษ ไม่มีซับไตเติ้ลภาษาอะไรทั้งนั้น

*Tips & Tricks

การเลือกหนัง ควรเลือกหนังที่เราสนใจ เพราะมันจะทำให้มีแรงจูงใจที่จะเข้าใจมากขึ้น

การดูหนัง เป็นฝึกการฟังอย่างดีเยี่ยม ทำให้เรารู้ว่าแต่ละคำ แต่ละประโยคออกเสียงยังไง ระหว่างที่ดูหนังให้สังเกตการออกเสียง และรูปปากเวลาพูดของตัวละคร และพยายามออกเสียงตามดู (อย่าไปอายที่จะลองทำตาม)

การจดและจำทำให้เก่งขึ้น ในระหว่างที่ดูหนัง ควรจดและจำคำศัพท์ต่างๆที่น่าสนใจ หลังจากดูจบก็มาหาข้อมูลต่อ ว่ามันมีความหมายอย่างไรใช้อย่างไร

การดูหนังคือการฝึกภาษาอังกฤษที่ดีและไม่น่าเบื่อวิธีหนึ่ง แต่ยังมีอีกหลายวิธีที่จะช่วยให้คุณเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณจะเก่งภาษาอังกฤษขึ้นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตัวคุณ ถ้าคุณมั่นใจและฝึกฝน ไม่มีทางที่คุณจะไม่เก่ง

ขอให้สนุกกับการดูหนังครับ


10 เคล็ดไม่ลับ..

ภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในภาษาที่ฟังยาก เนื่องจากภาษาอังกฤษจะมีการเชื่อมเสียงระหว่างพยางค์ และมีการกร่อนเสียงในคำที่ไม่มีความสำคัญในประโยค ยิ่งไปกว่านั้น ผู้พูดจะพูดเร็วมากถึงมากที่สุด

โดยเฉพาะอเมริกันที่พูดราวกับว่าจะทำยังไงก็ได้ให้จบประโยคเร็วที่สุด วันนี้เราจึงมีเคล็ดการฝึกฝนให้น้องๆ ได้ลองนำไปใช้ เชื่อว่า หลายคนถ้าปฏิบัติตามนี้ละก็จะใช้ภาษาอังกฤษได้ไม่แพ้เจ้าของภาษาเลย…10 สุดยอดเคล็ดลับ ทำไงให้เก่งภาษาอังกฤษ

1. เริ่มจากการฟังอะไรที่ง่ายๆ จะได้มีกำลังใจไม่ท้อตั้งแต่แรก ทั้งนี้รวมทั้งที่เป็น slow speed เพราะในระยะแรกเราอาจจะไม่คุ้นเคยกับที่เป็น normal speed ซึ่งการฝึกฟังช้าๆ จะทำไรเราชินกับสำเนียง และสำนวนพูด

2. ฟังเรื่องที่เราถูกใจ เพราะจะนำไปสู่ความสุขใจ ใส่ใจ และเข้าใจ มากกว่าฟังเรื่องที่เราไม่ค่อยสนใจหรือต้องทนฟัง

3. ให้ฝึกฟังเรื่องที่จบภายในเวลาสั้นๆ ในระยะเริ่มต้น ถ้าฝึกฟังเรื่องที่ยาวเกินไปจะทำให้สมองล้ารับไม่ไหว

4. ฟังพร้อมอ่าน หรืออ่านก่อนฟัง หรือฟังแล้วอ่าน จะฝึกแบบไหนก็ตามถนัด การอ่านจะช่วยผ่อนแรงในการสร้างความเข้าใจเรื่องที่ฟัง

5. ฟังพร้อมดูวีดิโอ การที่สามารถรับสารผ่าน 2 ประสาท คือ ทางหูและทางตา จะช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น ยิ่งถ้ามี subtitle ให้อ่านพร้อมกับชมภาพวีดิโอที่เคลื่อนไหว ยิ่งช่วยให้เข้าใจยิ่งขึ้นไปอีก

6. ฝึกฟังน้อยๆ แต่ฟังบ่อยๆ ดีกว่าฝึกฟังนานๆ แต่ไม่บ่อย เพราะฉะนั้นการฝึกฟังวันละ 15 นาทีแต่ฟังทุกวันใน 1 สัปดาห์ ย่อมดีกว่าในสัปดาห์หนึ่งฟังนานถึง 2 ชั่วโมง แต่ฟังครั้งเดียว

7. ลองฟังโดยใช้หูฟัง จะได้ยินสำเนียงชัดขึ้น ช่วยให้ง่ายในการฝึกออกเสียงตาม แต่อย่าเปิดเสียงดังเกินไปนะครับ ฟังนาน ๆ เดี๋ยวจะหูตึง

8. ฝึกฟังพร้อมพูดตาม การฝึกพูดตามจะช่วยสร้างความมั่นใจว่า เราฟังได้ถูกต้อง เพราะถ้าเราฟังได้ถูกต้องเราก็น่าจะพูดได้ถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ การฟังโดยมีภาระที่จะต้องพูดให้ได้ตามที่ฟังจะทำให้เราใส่ใจในการฟังมากขึ้น ไม่ใช่ฟังสักแต่ว่าฟัง

9. ฟังอย่างตั้งใจ ถ้าเราจะอุทิศเวลาวันละ 20–30 นาทีเพื่อการฝึกฟังภาษาอังกฤษ ก็ต้องให้ทั้ง 1 ใจไปพร้อมกับ 2 หู ถ้าให้แต่หูไม่ให้ใจฝึกฟังเท่าไรๆก็มักไม่ค่อยได้ผล

10. ฟังด้วยความสุข ถึงยังฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ก็ไม่ได้แปลว่าฟังไม่ได้เรื่อง แม้ในระยะแรกๆ อาจจะรู้สึกว่าท้อ แต่เรียนภาษาอังกฤษไม่มีทางลัด คนที่เอาแต่มองหาทางลัดและไม่ค่อยตั้งใจเดินไปตามทางตรงที่มีให้เดิน จะเดินไปถึงปลายทางได้ช้ากว่าคนที่ตั้งใจเดินไปตรงๆเสียอีก

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แม่หมาขี้เรื้อนตัวนั้น..., แม่เฒ่า..แม่ของคน..คนนั้น...


แม่เฒ่า..แม่ของคน..คนนั้น...
By: อดีต นร.ช่างกล2516

บ้านพักคนชราที่ผมไปเยี่ยมเยือนมาหลังวันเกิดในเดือนที่แล้ว เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวไม่ใหญ่โตนัก ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของวัดเล็กๆ ที่สมภารเจ้าอาวาสอดีตนักเรียนโรงเรียนเดียวกับผม ท่านเอาเงินที่ญาติโยมศรัทธาถวายท่าน มาปลูกสร้างเพื่อให้ผู้เฒ่าผู้ชราได้มาพักอาศัยยามเมื่อขาดที่พึ่งพิง

มีโยมผู้หญิงวัยกลางคนไร้ญาติและสิ่งเกาะเกี่ยวทางโลกมาบำเพ็ญธรรมโดยไม่บวชชี ท่วงท่าเจรจาพาทีดูสำรวมราบเรียบ พร้อมเด็กวัดลูกชาวบ้านแถบนั้นแวะเวียนผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้ดูแลผู้ชราทั้งหญิงชายที่ถูกทอดทิ้งรวม 13 ชีวิต ค่าจ้างคนดูแล น้ำไฟ เสื้อผ้ายารักษาโรค ข้าวปลา อาหาร สมภารใจดีอดีตนักเรียนช่างกลที่รอดตายมาจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหมาจ่ายคนเดียว โดยไม่เคยพิมพ์ฎีกาเรี่ยไรใคร

พูดคุยกับท่านหลายเรื่องจนตอนจะลากลับ ผมควักเงิน 500 บาท ใส่ซองถวายท่านเป็นค่าใช้จ่าย ท่านจึงนึกอะไรขึ้นมาได้ ชวนผมเดินลงจากศาลาไปที่บ้านพักคนชราแห่งนั้น เปิดนรกบนดินอีกขุมหนึ่งให้คนบาปอย่างผมได้มีดวงตาเห็นธรรม โดยไม่ต้องฟังเทศน์เทียบชาดกบทใดๆ

หญิงชรารูปร่างเล็กผิวสองสีบอบบาง ทอดกายเหยียดตรงบนเตียงเล็กๆ แต่สะอาด มีผ้าห่มผืนบางๆ ห่มปิดทรวงอกที่ยังกระเพื่อมเบาๆ ราวเครื่องยนต์ใกล้ดับอย่างเหนื่อยหน่าย แม่เฒ่าพยายามยกมือขึ้นประนมไหว้เมื่อท่านสมภารพาผมมานั่งอยู่ข้างขอบเตียง

กังวานน้ำเสียงแห่งพุทธบุตรผู้เมตตาเปล่งวาจาถามไถ่อาการ และให้ศีลให้พรเบาๆ แต่เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ หยาดน้ำตาแห่งความปีติท่วมท้นดวงตาสีขาวขุ่น แล้วค่อยๆ ซึมเซาะรินไหลไปตามร่องขอบตาที่เหี่ยวย่นบนใบหน้า เวทนาบังเกิดจนผมต้องเบือนหน้าหนี

ผู้เฒ่าอายุ 91 ปี อาวุโสสูงสุดในจำนวน 13 คนชราของที่นี่ เรื่องราวทั้งหลายในอดีตยังเจิดจ้าอยู่ในความทรงจำ เหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน...

แม่เฒ่ามีลูกชายสองคนและหญิงหนึ่งคน 60 ปีที่ผ่านมาครอบครัวแม่เฒ่าจัดอยู่ในระดับผู้มีอันจะกินของจังหวัด สามีของแม่เฒ่ามีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ก่อร่างสร้างตัวจากกรรมกรกินค่าแรงรายวัน โดยแม่เฒ่ารับจ้างทอผ้าอยู่ในโรงงงานแห่งหนึ่ง อดออมสะสมจนฐานะดีขึ้น สามารถสร้างหลักฐานมีที่ดินบ้านช่องสมฐานะ

แต่สามีก็ยังทำงานหนักไม่ยอมพักหวังจะฟูมฟักลูก 3 คน ให้อยู่อุ่นกินอิ่มโดยไม่ต้องลำบาก ช่วงนั้นแม่เฒ่าเลิกท้อผ้าแล้วอยู่บ้านเลี้ยงลูก 3 คนที่อยู่ในวัยซนไล่เรียงตามลำดับ

* * * * *

เช้าวันหนึ่งเมื่อลูกชายคนโตอายุได้ 6 ขวบ สามีของแม่เฒ่าก็หลับไปไม่ตื่นมาล่ำลา หมอที่โรงพยาบาลบอกว่าสามีตับแข็งตายทั้งๆที่ไม่เคยแตะเหล้าซักหยด

แม่เฒ่าเปลี่ยนสภาพบ้านพักเปิดเป็นร้านค้าโชห่วย ขายของสารพัดชนิด อดทนอดออมเลี้ยงลูกทั้ง 3 คนให้ร่ำเรียนจนจบปริญญา ครอบครัวอบอุ่น พี่น้องรักใคร่กันดี ไม่มีเค้าลางว่าจะแตกหัก ดั่งหนึ่งคนละสายเลือด

ลูกชายคนโตแต่งงานไปกับลูกสาวเจ้าของร้านขายทองในตลาด ในชีวิตของแม่เฒ่าไม่เคยมีความสุขครั้งไหนเหมือนวันที่ลูกชายแต่งงาน สมบัติที่มีแม่เฒ่าจัดแบ่งเป็นสามส่วน ให้ลูกชายคนโตเปิดร้านขายทองตามที่สะใภ้ต้องการ

ปีต่อมาลูกคนที่สองแต่งสาวเข้าบ้านอีกคน แม่เฒ่ายกบ้านและที่ดินที่เปิดร้านขายของสองคูหาสามชั้นให้เป็นสมบัติของลูกด้วยความยินดี โดยที่แม่เฒ่าขอสิทธิ์แค่อยู่อาศัย

สองปีถัดมาลูกสาวคนสุดท้องแต่งกับข้าราชการระดับหัวหน้ากองในจังหวัด แม่เฒ่ายกที่ดินและเงินสดก้อนสุดท้ายของแม่เฒ่ารับขวัญลูกเขยด้วยความปรีดา

และแล้ว สะใภ้คนที่สองเริ่มจุดประกายแห่งการแตกหัก ตั้งแต่แต่งเข้าบ้านไม่เคยแม้แต่เสียบปลั๊กหม้อหุงข้าว แม่เฒ่ากลายเป็นทาสในเรือน ซักผ้าทำกับข้าวจัดสำรับคับค้อนตั้งโต๊ะคอยท่าสองผัวเมียกินก่อนจนอิ่ม แม่เฒ่าจึงมีโอกาสได้กินของเหลือก่อนจะเก็บกวาดถ้วยชามไปล้าง กวาดเช็ดบ้านช่องเรียบร้อยแล้วจึงได้พักผ่อนด้วยการเดินออกไปคุยกับเพื่อนบ้านในวัยไล่เลี่ยกัน

สะใภ้สองเข้มงวดแม้แต่ของสดทุกชนิดที่ซื้อมาทำกับข้าว ต้องถามราคาแล้วยกไปชั่งน้ำหนักราคาสินค้ากับเงินทอนที่เหลือต้องตรงกับเงินที่ให้ไปตลาด แต่แม่เฒ่าก็ไม่เคยเก็บมาเป็นอารมณ์

แล้ววันหนึ่งสะใภ้สองก็จัดระเบียบการกินใหม่ หล่อนไปสั่งผูกปิ่นโต เพื่อกินกันแค่สองผัวเมีย แล้วสั่งให้ผัวจ่ายเงินให้แม่เฒ่าแค่วันละยี่สิบบาทไปหากินเอาเอง ด้วยเหตุผลโง่ๆ คือต้องการประหยัด แต่ลึกๆในใจไม่ต้องการให้แม่ผัวเม้มส่วนเกิน แม่เฒ่าคิดเอาเองว่าลูกๆ คงไม่อยากให้แม่เหนื่อยจึงน้อมรับประกาศิตลูกสะใภ้ด้วยดุษฎี สองสามวันต่อมาแม่เฒ่าก็ลืมสิ้นเพราะความรักลูก

* * * * *

หลายครั้งที่แม่เฒ่าคิดถึงลูกชายคนโตที่เปิดร้านขายทองในตลาด แม่เฒ่าจะเจียดเงินที่เก็บออมไว้ ซื้อผลไม้ที่ลูกชอบติดมือไปด้วย แต่ทุกครั้งที่แม่เฒ่าเดินเข้าไปในบ้านสะใภ้ใหญ่จะมองอย่างเหยียดๆ แล้วเดินหนีเข้าห้องแอร์ปิดประตูนอนดูโทรทัศน์ สั่งคนใช้ให้คอยสอดส่องเดินตามแม่เฒ่า เธอกลัวแม่ผัวขโมยของในบ้าน

จะคุยกับลูกชายไอ้นั่นก็ออกอาการไม่ว่างถามคำตอบคำเหมือนหนามตำโดนโคนลิ้นจนอ้าปากลำบากลำบน อึดอัดแม่ เกรงใจเมีย แกล้งถอดสร้อยคอทองคำเส้นโตที่ห้อยแขวนพระเครื่องราคาแพงในกรอบทองฝังเพชรพวงใหญ่ ขึ้นมาส่องทีละองค์ด้วยความเลื่อมใส และไม่แม้แต่จะชายตามองแม่เฒ่าที่นั่งซึมอยู่ข้างตู้ทองอย่างเดียวดายเก้ๆกังๆ อยู่พักใหญ่ก็เดินออกจากบ้านลูกชายคนโตอย่างเหงาๆ โดยมีคนใช้ของลูกหิ้วถุงผลไม้ตามมายัดคืนใส่มือ ระหว่างทางก็แวะทักทายคนรู้จักเพื่อรักษามารยาท แต่ในใจของแม่เฒ่ามันวังเวงจนจำไม่ได้ว่าพูดคุยกับใครไปบ้างระหว่างทาง

ลูกสาวคนเล็กที่แม่เฒ่าทั้งรักทั้งหวงนั่นแทบไม่ต้องพูดถึง เธอยื่นคำขาดกับแม่เฒ่าตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปเยี่ยมเข้าพบผัวของเธอเพื่อขออำนวยความสะดวกในทางธุรกิจ และผัวของหล่อนก็ค่อนข้างเจ้ายศเจ้าอย่าง ถ้าแม่เฒ่ารักลูกก็ควรจะต้องรักษาเกียรติรักษาหน้าตาของผัวลูกด้วย แม่เฒ่าไม่เข้าใจว่าการรักษาหน้าตาของลูกเขยนั้นต้องทำอย่างไร แม่เฒ่ายังเคยปลื้มกับคำชมของเพื่อนบ้าน เขาว่าแม่เฒ่าวาสนาดีลูกเขยเป็นเจ้าคนนายคน แม่เฒ่าก็ได้แต่แอบปลื้มทั้งๆที่ไม่เข้าใจว่าทำไมการเป็นเจ้าคนนายคน จึงเหมือนกำแพงชนชั้นปิดกั้นระหว่างความเป็นแม่ลูกจนหนักหนาสาหัสขนาดนั้น

ร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าขนาดยักษ์โผล่ขึ้นมารายรอบร้านค้าของลูกชายคนที่สอง กระทบธุรกิจของสองผัวเมียจนซวดเซ ของขายไม่ได้มากเหมือนเก่าที่เอาอะไรมาวางก็ขายหมด ปัญหาและวิกฤติการเงินในบ้านส่งสัญญาณถึงขาลง สองผัวเมียเริ่มมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง และแทบทุกครั้งลูกสะใภ้ก็จะฉวยโอกาสด่ากระทบแม่ผัวเป็นของแถมโดยไม่มีเหตุผล โดยที่ลูกชายก็ไม่ออกอาการปกป้องแม่เฒ่าแต่อย่างใด...

* * * * *

12 มิถุนายน 2530 ประมาณ 3 ทุ่มของคืนโลกาวินาศ ท้องฟ้ามืดครึ้มไปด้วยพยับเมฆสลับกับเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องเป็นระยะๆ ครู่ใหญ่ๆ ต่อมาสายฝนจึงโปรยปรายชุ่มฉ่ำน้ำนองไปทั่วเมือง

ลูกชายลูกสะใภ้ออกไปกินข้าวนอกบ้านยังไม่กลับปล่อยแม่เฒ่าเฝ้าร้านค้าคนเดียว แม่เฒ่าจำได้ว่าวัยรุ่นสองคนขี่รถเครื่องฝ่าสายฝนมาจอดหน้าร้าน ขอซื้อเบียร์หนึ่งขวด แม่เฒ่ารับเงินแล้วเดินเข้าไปเก็บในลิ้นชักโดยไม่ระแวงว่าสองวัยรุ่นแอบยกลังใส่บุหรี่ที่ลูกชายสั่งมายังไม่แกะกล่องช่วยกันแบกขึ้นรถขี่หายไปกับความมืด

ก่อนสี่ทุ่มเล็กน้อยสองผัวเมียจึงขับรถกลับเข้าถึงบ้านช่วยกันเก็บของเข้าร้าน วางของทุกชิ้นเข้าที่ที่เคยวาง เมื่อไม่เห็นลังบุหรี่จึงหันไปตะโกนถามแม่เฒ่าที่กำลังจุดธูปไหว้รูปสามีบนหิ้ง เพียงคำตอบที่แม่เฒ่าตอบว่าไม่เห็นก่อนปักธูปลงกระถาง เสียงสบถด้วยคำหยาบของลูกชายก็ดังสวนสนั่นบ้าน ครู่เดียวทั้งลูกสะใภ้กับลูกชาย ก็สลับปากจิกหัวด่าแม่กึกก้องประสานเสียงกับสายลมนอกบ้านก่อนที่ทั้งคู่จะขับรถไปโรงพักแจ้งจับแม่ลักทรัพย์

ตำรวจพาแม่เฒ่าไปนั่งอยู่หน้าโต๊ะร้อยเวร แม่เฒ่าให้การไม่รู้ด้วยซื่อบริสุทธิ์ โดยไม่ตัดพ้อต่อว่าลูกชายแม้แต่คำเดียวกว่าชั่วโมงในห้องแอร์เย็นเฉียบ แต่ในอกในใจของร้อยเวรหนุ่มร้อนรุ่มเหมือนถูกไฟนรกแผดเผา ที่ต้องวิงวอนสองผัวเมียให้เห็นบาปบุญคุณโทษ แต่สองผัวเมียกลับโยนภาระตอกย้ำให้ตำรวจอบรมแม่เฒ่า ก่อนที่จะสะบัดก้นกลับไปบ้าน โดยไม่ใส่ใจแม่เฒ่าที่เปียกฝนนั่งสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ

สายฝนยังสาดซัดกระหน่ำหนักเหมือนฟ้าแตก ตำรวจยศนายดาบขับรถร้อยเวรมาส่งแม่เฒ่าที่บ้าน บ้านซึ่งประตูเหล็กถูกปิดสนิท แม่เฒ่าลงจากรถเดินฝ่าฝนถึงหน้าบ้านแล้วแม่เฒ่าก็ตกใจสุดขีดกับภาพเบื้องหน้าที่พื้นหน้าบ้าน เสื้อผ้าเก่าๆ ยัดแน่นอยู่ในถุง ถูกโยนออกมากองเรี่ยราดเหมือนขยะ

บนกองเสื้อผ้าของแม่เฒ่า กระถางธูปและรูปถ่ายของสามีแตกกระจายเกลื่อนกราด หยาดฝนสาดซัดรูปถ่ายขาวดำของสามีจนเปียกปอนขาดวิ่น แม่เฒ่าก้มลงหยิบรูปของสามีมากอดแนบอก น้ำตาแห่งความรันทดทะลักล้นปนน้ำฝน ปวดร้าวเหมือนถูกฟ้าผ่าเข้ากลางใจ แม่เฒ่ากอดรูปนั้นไว้เหมือนจะปกป้องจากสายฝนสุดชีวิต

สองเท้าออกก้าวช้าๆ เหมือนร่างไร้วิญญาณเข้าตลาดไปหยุดนิ่งอยู่หน้าร้านขายทองของลูกชายคนโตเหมือนเป็นการบอกลา แล้วลัดเลาะฝ่าความมืดและสายฝนไปยืนอยู่หน้าบ้านลูกสาวคนเล็กเก็บภาพแห่งความรักความทรงจำสุดท้ายเป็นครู่ใหญ่ จึงเดินจากไปท่ามกลางเสียงกึกก้องของฟ้าร้องระงม สลับกับเสียงฟ้าผ่าแน่นหนักเป็นระยะ

รถกระบะเก่าๆ คันนั้นวิ่งฝ่าสายฝนมาจอดสงบนิ่งอยู่หน้ากุฏิพระของสมภารเจ้าวัดตอนตีสามเศษๆ คนขับรถพบแม่เฒ่าเดินโซซัดโซเซอยู่ข้างถนนเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ด้วยใจเมตตา เมื่อแม่เฒ่าต้องการมาที่นี่ จึงขับรถมาส่งด้วยความสังเวช

แม่เฒ่ามักคุ้นกับสมภารวัดนี้มานานแล้ว ตั้งแต่เจ้าอาวาสองค์เก่ายังอยู่ นาทีสุดท้ายของการตัดสินใจครั้งใหญ่ของชีวิต จึงไม่มีที่ไหนอบอุ่นให้พึ่งพิงเหมือนร่มเงาฉัตรแก้วกงธรรมแห่งรัตนทั้งสาม

ฟ้าเริ่มขมุกขมัวใกล้ค่ำลงทุกขณะ ผมจำเป็นต้องบอกลาท่านสมภารและแม่เฒ่าเจ้าของเรื่องราวน่าสลด นับแต่นาทีแรกที่แม่เฒ่ามาถึงที่นี่จนวันนี้ แม่เฒ่าไม่เคยออกไปนอกวัดเหมือนๆกับที่ลูกทั้งสามคนก็ไม่เคยออกติดตามถามหา จะรู้หรือไม่ก็แล้วแต่ ว่าแม่ซมซานมาอยู่วัด แต่ก็ไม่เคยปรากฏแม้แต่เงาของสามลูกอกตัญญู

* * * * *

ผมจากลาออกมาทั้งที่น้ำตาเปื้อนหน้า ประโยคสุดท้ายของแม่เฒ่าที่ฝากมา...

"แม่จำลูกได้ทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนโต จะทุกข์จะสุขก็คือลูกของแม่ แม่ให้โดยไม่เคยวาดหวังจะได้จากลูกทุกคนเป็นการตอบแทน...

ลูกเอ๋ย...เมื่อลูกยังเป็นทารกทุกครั้งที่แนบอกดูดดื่มน้ำนมจากเต้า สองมือน้อยๆของเจ้าไขว่คว้าอยู่ไหวๆ...

วันนี้แม่สิ้นแรงแทบสิ้นใจ จะมีมือของลูกคนไหน เอื้อมมาปิดตาให้แม่ก่อนสิ้นลม..."



แม่หมาขี้เรื้อนตัวนั้น...
By: hondacrvclub.com

เกิดอะไรขึ้น??? เมื่อคนใจร้ายใจดำเปี๊ยนไป๋...เอ่ยคำ "ขอโทษ" ต่อหน้า...............

เรื่องมีอยู่ว่า พี่ชิตแกเป็นคนใจร้ายใจดำครับ ชอบยิงนกตกปลาไปเรื่อย แต่ที่หนักก็คงเป็นเนื้อหมา แกกินแหลกครับ แต่แม่แกบอกมันบาปนะลูก (ไม่สน)

เมื่อราว 15 ปีก่อน มีเหตุการณ์ที่ทำให้แกเปลี่ยนไป...

ครั้งนั้นมีหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งครับ มันมักวิ่งไปหาของกินแถวๆ บ้านแกบ่อย เพราะบ้านแกติดตลาด พี่แกกินหมาอยู่บ่อยๆ แต่กรณีหมาขี้เรื้อนแกบอก "กูกินไม่ลงว่ะ" แกทำอย่างเดียวคือไล่ฆ่า แต่มันรอดได้ทุกครั้ง มันไปหาของกินบางทีก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง

คราวนั้น เนื้อแห้งที่แกตากไว้หายไป...พอมองไปก็เห็นแม่หมาขี้เรื้อนวิ่งหลุนๆไป แกเดือดทันทีครับวิ่งตามไป คราวนี้ทันครับ เพราะหมาขี้เรื้อนวิ่งช้ามาก แกทุบไปทีเดียวหมานั่นล้มลงชักทันที (แกบอกว่าหากตีตรงจุดแค่ไม้บรรทัดก็ตาย)

แกทิ้งหมาขี้เรื้อนไว้ตรงนั้น...ไม่อยากจับแต่จะทำกินตรงนั้น จึงกลับบ้านไปเตรียมของ (แค้นจัดอยากกินหมาขี้เรื้อน) แกให้ผมเฝ้าไว้ (ยังเด็กอายุแค่ 12) ผมก็มัวแต่เก็บตะขบจนลืมดู (ในใจอยากให้มันรีบไปจะได้ไม่ตาย)

มันไปจริงครับหายวับไป พี่ชิตแกโกรธมากคงอยากเตะผมเต็มแก่ แต่ลุงผมแกเป็นนักเลงใหญ่ และเป็นคนสอนวิธีฆ่าหมา ก็ต้องวิ่งตามอย่างเดียวพร้อมบ่น "ทำไมมันไม่ตายวะ"

พักหนึ่งก็ได้ยินเสียงหมาเห่า แกตามทันทีพอไปถึง ภาพที่เห็น หมาขี้เรื้อนกำลังจะตาย...มันมีลูกที่ต้องเลี้ยง 5 ตัวครับ วัยกำลังหย่านมบางตัวยังกินนมอยู่ บางตัวก็วิ่งไปคาบเนื้อที่แม่หมาขี้เรื้อนคาบไปฝาก (เห็นกับตา)

ที่มันยังไม่ยอมตายเพราะต้องกลับไปให้นมลูก แม้น้ำนมแห้งกรัง เอาอาหารไปให้ลูก มันเรียกลูกๆเพื่อให้นม ให้อาหารเป็นครั้งสุดท้าย แม่หมาพยายามอย่างดีที่สุด มันมองผมกับพี่ชิตอย่างขอร้อง ขอให้มันให้นมลูกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย

ไม่อยากเชื่อนั่นคือ น้ำตาของหมาขี้เรื้อน มันแค่ต้องการให้นมลูกก่อนตาย พี่ชิตไม้หล่นลงกับพื้น เดินเข้าไปดูแม่หมานั่น ในยามนั้นสิ่งที่แกเห็นไม่ใช่หมาขี้เรื้อน แต่แกเห็นแม่ที่ยิ่งใหญ่ ที่ทนเจ็บกลับไปหาลูก แกไม่พูดอะไรทุกอย่างจุกอยู่ที่ลำคอ สายตาอ่อนโยนลง

ลูกหมาตัวหนึ่ง วิ่งไปหาแก กระดิกหางให้ แกอุ้มลูกหมาขึ้นพร้อมพูดว่า "ขอโทษ" พูดได้แค่นั้นแม่หมาก็ตาย

เราช่วยกันฝังแม่หมา พี่ชิตรับเลี้ยงหมานั่นไว้ทั้ง 5 ตัว ตั้งแต่นั้นแกกลายเป็นคนใจดี ไม่ไล่ยิงนกยิงหมายิงแมวอีก แกบอก "มันอาจมีลูกรออยู่ก็ได้"

วันแม่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว แกเอามะลิร้อยเป็นพวงไปให้แม่ทั้งๆที่ไม่เคยทำ พูดกับแม่ว่า

"ตอนผมอายุ 16 แม่สอนผมยังไงนะ…สอนอีกหนได้ไหมครับ"

แม่แกน้ำตาคลอพูดไม่ออก ไม่อยากเชื่อ แม่หมาขี้เรื้อนตายไป 1 ตัว กลับทำให้คนใจร้ายใจดำอย่างแกเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้...รักแม่...

วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ตลาดน้ำอัมพวา, พิษจากเงินสินสอด, นกแก้วตัวนั้น?


ตลาดน้ำอัมพวา
By: โอ ณัฐวุฒิ

"อัมพวา"ขาลง.. น้อยคนจะรู้ว่าตลาดน้ำอัมพวาในช่วงวันธรรมดา บรรยากาศช่างเงียบเชียบวังเวง ไร้เงานักท่องเที่ยว พ่อค้าแม่ค้า เหลือเพียงชาวบ้านอัมพวาเพียงไม่กี่หลังคาเรือนเท่านั้น

"เจ้าของร้านกว่า 80% เป็นคนนอกพื้นที่ทั้งคนกรุงเทพฯ คนราชบุรีนี่เยอะเลย วันจันทร์ถึงพฤหัสเขาก็กลับไปอยู่บ้าน มาเปิดร้านเฉพาะแค่ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 3 วันเท่านั้น"

ป้าพร วัย 71 เจ้าของร้านขายของชำ ยืนยันว่าการเปิดตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา ส่งผลให้การทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรืองขึ้น

"เมื่อก่อนเงียบมาก ขายได้อย่างเก่งวันละ 1,000 แต่พอมีตลาดน้ำคนมากันเยอะจนหยิบแทบไม่ทัน ช่วงบูมสุดๆสมัยปี 2550 สามวันขายได้เป็นแสน"

ปทุม วียาหาร วัย 63 เพื่อนบ้าน เล่าว่าเมื่อก่อนเธอมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ยากจนถึงขนาดต้องเก็บยอดผักจิ้มน้ำพริกกินแทบทุกมื้อ

"พอตลาดน้ำเปิด ลูกๆก็ยุให้ขายของ พวกน้ำปั่น ไอติมหลอด ขนมจุกจิก รายได้ก็เพิ่มขึ้นมาหน่อย ไม่ถึงกับรวยแต่ก็พออยู่ได้ไม่ลำบากเหมือนเก่า ใครหันมาค้าขายลืมตาอ้าปากกันได้ทั้งนั้น"

ทั้งคู่ยืนยันว่าตลาดน้ำอัมพวากำลังอยู่ในช่วง "ขาลง" เมื่อวัดจากรายได้ที่ตกลงอย่างต่อเนื่อง

"เดี๋ยวนี้คนยังมาเที่ยวเยอะก็จริง แต่กำลังซื้อลดลง เพราะสินค้าเหมือนกันไปหมด ราคาแพงไม่แพ้กรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวก็เบื่อ เคยได้ยินเด็กที่เพิ่งมาครั้งแรกพูดว่า "ไม่เห็นจะมีอะไรเลย" อีกอย่างตอนนี้มีตลาดน้ำเปิดใหม่หลายแห่ง เขาเลยแค่มาแวะเดินเที่ยวแป๊บๆแล้วก็ไปต่อที่อื่น"

@ อ่านต่อที่นี่ครับ.. 10ปี"ตลาดน้ำอัมพวา"ถึงเวลาขาลง



สวัสดีครับ ท่านเพื่อนๆของพ่อ ลุง ป้า น้า อา และพี่ๆทุกๆคน

พ่อผมสิ้นปีถึงจะกลับครับ เอา COMPAQ NoteBook คู่ชีพติดไปด้วย เมื่อมีเวลาว่างพ่อก็เข้ามาอ่านกระทู้ในเว็บ อ่านเฉยๆครับ เพราะเกรงใจต้องขอยืมแอร์การ์ดคนอื่นใช้ ผมจะติดต่อกับพ่อทาง MSN พ่อจะส่งไฟล์กระทู้หรือไฟล์ข้อความมาให้ แล้วให้ผมอยู่ทางบ้านโพสต์ลงประชาไทแทน

วันนี้วันหยุด ผมเลยมีเวลาว่างนั่งหน้าคอมฯ กำลังรอไฟล์กระทู้พ่ออยู่ครับ สงสัยงานคงยุ่งวันนี้ไม่ออนเลย

วันก่อนภาควิชาคอมฯจัดกิจกรรมพา นศ.ไปปลูกป่าชายเลนถวายพ่อหลวงที่คลองโคนสมุทรสงคราม ขากลับทางผ่านพอดีหิวเลยแวะตลาดน้ำอัมพวาหาอะไรกินรองท้องก่อนกลับกรุงเทพฯ

มองลงไปในคลองเห็นก๋วยเตี๋ยวเรือปักป้ายราคาขายชามละ 15 บาท ผัดไท 20 บาท เพื่อนๆไปด้วยกันเป็นกลุ่ม 20 กว่าคนลงความเห็นอยากกินสั่งขึ้นมา ดูชามใหญ่แต่ก๋วยเตี๋ยวนิดเดียวเท่ากำมือเด็กๆ เอาช้อนตัก 2-3 ทีก็หมดล่ะ ตอนคิดตังค์กลายเป็นก๋วยเตี๋ยวชามละ 25 บาท ผัดไท 30 บาท

ส่วนเพื่อนอีกคนเห็นปลาหมึกย่างตัวเท่าฝ่ามือสั่งมากิน ตอนคิดตังค์ตัวละ 120 เชียว สมุทรสงครามเป็นเมืองใกล้ทะเล บรรดาอาหารทะเลน่าจะถูกกว่านี้ ถ้าซื้อสดๆ 120 นี่ได้ปลาหมึกเป็นกิโล

ได้ยินว่าก่อนหน้านี้เห็นร้องกันระงม บรรดาตลาดน้ำทั้งหลายไม่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนไปเยี่ยมคงเป็นเพราะสาเหตุนี้หรือเปล่าไม่ทราบได้ นี่ไม่นับตลาดน้ำที่อื่นๆจะเป็นเหมือนที่อัมพวาหรือเปล่า ท่านเพื่อนๆของพ่อ ลุง ป้า น้า อา และพี่ๆทุกๆคน ถ้ามีประสบการณ์ก็เอามาเล่าสู่กันฟังบ้างครับ

ผมว่าไม่ไหวนะครับ คราวหน้าถ้าบังเอิญทางคณะภาควิชาคอมฯพาไปอีก ผมต้องเตรียมห่อข้าวเหนียวกับหมูอบ(จิ๊นเก็ม)ไปด้วย ส่วนน้ำก็ซื้อยกโหลแช่กระติกไปเลย

ก็อยากให้ทุกๆท่านทำอย่างนี้กันมั่ง

อิอิ...ขี้เหนียว...ขี้เหนียว


ประสบการณ์ผมที่นี่อีกที่ครับ เมื่อปีกลายไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ รถตู้พาคณะเราขึ้นดอยไปก่อน ส่วนผมขอแวะทักทายเพื่อนเก่าที่ตลาดต้นลำไยแล้วจะตามไปทีหลัง

ไปขึ้นรถสองแถวที่คิวหน้า มช. ก่อนออกรถคนขับจะเก็บค่าโดยสาร คนอื่นๆเขาจะคะยั้นคะยอเก็บค่าโดยสารขาลงด้วย โดยให้อยู่เที่ยวบนดอยได้ 1-2 ชั่วโมงแล้วรถของเขาจะอยู่รอ อ้างสารพัดว่าขาลงไม่มีรถลงนะ ผู้โดยสารคนอื่นๆกลัวไม่มีรถลงก็จ่ายค่าโดยสารขาลงไปด้วย

พอมาเก็บเงินผม ผมบอกว่ารถของผมขึ้นไปรอบนดอยแล้ว ขอจ่ายแค่ขาขึ้นอย่างเดียว คนขับแสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรผม ตกลงผมจ่ายค่าโดยสารแค่ขาขึ้นอย่างเดียว

พอขึ้นไปถึงบนดอย โอ้โฮ...รถจอดรอรับผู้โดยสารเป็นแถวยาวเหยียด ผมลองเข้าไปสอบถาม พี่รอผู้โดยสารของพี่เหรอครับ คนขับตอบว่าไงรู้ไหม ไม่ได้รอ คุณจะลงก็ขึ้นๆมาเลย แล้วขอเก็บค่าโดยสารด้วย ผมลองแย้งดู อ้าวก็ผมจ่ายค่าโดยสารขาลงแล้วทำไมต้องจ่ายอีก คนขับว่าใครจะจำหน้าได้ล่ะ ยังไงก็ต้องจ่าย เพราะรถทุกๆคันจะเข้าคิว 15 นาทีออกใครจะอยู่รอได้ตั้งชั่วโมง

ผมว่าถ้าเอารัดเอาเปรียบกันอย่างนี้ อีกหน่อยคงไม่มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยว แล้ววันนั้นก็อย่ามาร้องแรกแหกกระเชอก็แล้วกัน

ท่านเพื่อนๆของพ่อ ลุง ป้า น้า อา และพี่ๆทุกๆคน ถ้ามีประสบการณ์ก็เอามาเล่าสู่กันฟังบ้างครับ


พิษจากเงินสินสอด

"เรื่องราวต่อไปนี้.. มันเหมือนละครน้ำเน่าหลังข่าว หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง แต่เชื่อเถอะว่า เลวร้ายกว่านี้ก็มี.."

พิษจากเงินสินสอด : เพื่อนฝากแชร์ประสบการณ์ตรงอุทาหรณ์สอนใจลูกผู้หญิงค่ะ

ดิฉันเป็นผู้หญิง ขออนุญาตบอกตรงๆว่า ไม่ชอบ ไม่เห็นด้วยเลยจริงๆค่ะ

ดิฉันไม่ชอบและรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ถ้าจะต้องไปนั่งอยู่ท่ามกลางฝูงแขกเหรื่อ ให้ผู้เฒ่าสองสามคนประกาศนับเงินค่าดองออกไมโครโฟนสนุกสนาน ดิฉันคงจะรู้สึกไม่ต่างจากวัวควาย ที่ขายไปแล้วได้เงินมา คนขายมานั่งนับเงินสบายใจ

มาตรฐานการคัดกรองผู้ชายที่ให้ลูกสาว มันควรมีมิติที่กว้างและลึกกว่าการใช้มูลค่าสินสอดเป็นตัววัด

สืบเนื่องมาจาก การได้อ่านกระทู้นี้ .. http://pantip.com/topic/32256922 ..

"..ค่าสินสอด เมื่อไหร่จะยกเลิกไปซะที .. ช่วงนี้เห็นกระทู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะ ผมก็ไม่เห็นด้วยเรื่องค่าสินสอดนะ

ผู้ชายบางคนที่บ้านเค้าไม่ได้รวยมาตั้งแต่แรก ทำงานทำการตั้งใจเพื่อที่จะตั้งตัวให้ได้เร็วๆ ต่อให้รวยมาตั้งแต่เกิด แล้วมันเรื่องอะไรต้องเอาเงินของที่บ้าน ของพ่อของแม่เพื่อมาใช้เรื่องพวกนี้

ครอบครัวฝ่ายหญิงยังจะมากดดัน ด้วยการเรียกสินสอด บางกระทู้เรียกกันเป็นล้าน ถามจริงๆคนทำงานมาไม่กี่ปีจะเอามาจากไหน เห็นหลายทีที่ต้องเลิกลากันไปเพราะเคลียร์เรื่องนี้กันไม่ได้ บางคู่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อใช้กับเรื่องแบบนี้ มันไม่ควรจะเป็นแบบนั้นหรือป่าวครับ โตมาค่าเลี้ยงดู ก็ไม่ได้จะแตกต่างกัน

ปัจจุบัน ทั้งชายทั้งหญิงทำงานกันทั้งสองฝ่าย รายได้ก็พอๆกัน ก็ควรจะช่วยกันมากกว่าไหมนะ

ป.ล. -ผมเป็นผู้ชาย อาจจะไบแอสนิดหน่อย / -ผมยังไม่ได้จะแต่งงาน แต่ค่อนข้างอินนิดหน่อยครับ.."

เลยอยากแชร์เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นอุทาหรณ์ มุมมองสะท้อนสังคมอีกด้านนะคะ

เป็นเรื่องราวของ เพื่อนคนหนึ่งสมัยเรียนมัธยม ดิฉันกับเพื่อนคนนี้ สนิทสนมกันมานานพอสมควรค่ะ ครอบครัวเธอฐานะค่อนข้างยากจน แต่เธอเป็นคนใฝ่ดี เรียนดี เธอทำงานพิเศษหาเงินส่งตัวเองจนจบ

เธอได้พบรักกับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเรียนอยู่ที่เดียวกัน คบกันมาหลายปี จนเรียนจบวางแผนแต่งงานกัน

ก่อนแต่งฝ่ายหญิงเอ่ยกับพ่อแม่ว่า พวกตนยังทำงานได้ไม่นาน ขอร้องว่าสินสอด อย่าสูงเกินไปได้ไหม ตอนนั้นครอบครัวนี้ทะเลาะ ตบตีลูกสาวบ้านจะแตกกันเลยทีเดียว คนเป็นพ่อนะคะ ถึงขั้นขู่ลูกสาวว่าจ้างทนายเดินเรื่องจะฟ้องร้องเอาสินสอดจากฝ่ายชาย

ตอนนั้น ฝ่ายหญิงไม่กล้าบอกฝ่ายชาย เอามาระบายกับดิฉัน คนฟังน้ำตาไหลตาม ใจจะขาดตาม

ไม่นานหลังจากวันนั้น ฝ่ายชายก็เดินทางไปสู่ขอตามประเพณี ตอนไปสู่ขอ พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็ เรียกสินสอดเฉียดครึ่งล้าน พ่อแม่ฝ่ายชายถึงกับเหวอ เพราะครอบครัวพื้นเพของทั้งบ้านฝ่ายชายและฝ่ายหญิงก็ไม่ได้ต่างกันมาก

ผู้ใหญ่ฝ่ายชายก็พยายามกล่อม หว่านล้อม ไปๆมาๆ พ่อแม่ฝ่ายหญิงบอก ยังไงก็ต้องหามาให้ได้ ห้าแสน ทองเก้าบาท เอามาวางโชว์ ให้ชาวบ้านเห็นก็ยังดี

วันแต่ง พ่อแม่รวมทั้งตัวว่าที่เจ้าบ่าวเอง ก็ดิ้นรนหาเงินและทองจนครบตามจำนวน เอาไปวางใส่พาน โชว์ชาวบ้าน

แต่หลังงานเลิก พ่อแม่ฝ่ายหญิง เห็นเงินกองใหญ่เป็นฟ่อนๆอยู่ตรงหน้า ก็หอบเงินหนี ลูกสาวลูกเขย ทวงถามสัญญาที่ตกลงกันแต่แรก ก็บอก ให้กูแล้ว จะเอากลับไปทำไม ค่าน้ำนมกู กูเลี้ยงมา กูเบ่งคลอดมา อย่ามาเนรคุณ ต้องตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ บลาบลา..

(นึกออกป่ะค่ะ ลูกสาวดิ้นรนหาทางเรียนเอง ทำทุกอย่างสู้ด้วยลำแข้งตัวเอง คือจะขอเงินสักบาทต้องทนฟังเสียงด่าทอหยาบคายจากพ่อแม่มาตลอด)

ฝั่งเจ้าบ่าวกับพ่อแม่ โกรธจนสั่น โกรธจนพูดอะไรไม่ออก พวกเขาพาเจ้าสาวขึ้นรถกลับบ้านตอนนั้นเลย

นับว่าโชคดีอยู่ที่ ฝ่ายชายยังรักเธอไม่เสื่อมคลาย ถึงปัญหาตรงนี้มันจะหนักหนา แต่พ่อแม่ฝ่ายชายเกลียดครอบครัวฝ่ายหญิงเข้าไส้ พาลเกลียดลูกสะใภ้อย่างเธอไปด้วย

เธอต้องย้ายเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายชาย เพราะตอนแรกๆก่อนแต่งพ่อแม่ผู้ชายรักและเอ็นดูมาก ฝ่ายหญิงก็เคารพรักพ่อแม่ฝ่ายชายมาก อยากให้ย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกัน

แต่พอเกิดเรื่องปัญหาเงินค่าดอง ทำให้ทุกอย่างกลับตาลปัด เธอไม่เคยมีความสุขเลยแม้แต่วันเดียว ต้องทนฟังเสียงประณาม ด่าทอเหยียดหยาม ดูถูกดูแคลน หาว่าเธอรวมหัวกับพ่อแม่โกงเงินสินสอด แต่เธอทนเพราะรักสามีมาก

หนักเข้าฝ่ายชายก็เอนไหวไปตามแรงยุยงของพ่อแม่ เธอทนจนถึงที่สุด ที่สุดของที่สุด สุดท้ายเลยตัดสินใจหย่าขาด หย่าทั้งที่ยังรักสามีนั่นล่ะ เข้าบ้านหลังนั้นตัวเปล่า ก็ออกจากบ้านหลังนั้นมาแต่ตัวเหมือนกัน

ซมซานกลับไปบ้านพ่อแม่ สิ่งที่ได้รับ กลับไม่ใช่อ้อมกอดกำลังใจ หากแต่เป็นการเหยียบย่ำซ้ำเติม จากน้ำมือของบุพการี เธอเหมือนลูกนกหลงทางไร้ที่พึ่ง

พ่อแม่ไม่ได้คิดว่า ตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชีวิตคู่ลูกสาวตั้งพังทลาย กลับโทษเธอว่า เพราะเธอทำตัวเอง กรรมเก่าของเธอเอง

เธอถามหาเงินสินสอดขวัญถุง ที่พ่อแม่บอกว่าจะคืนให้ ก็โดนไล่ออกจากบ้าน หาว่า แกล้งเล่นละครจะหาทางออกอุบาย มาเอาเงินคืน

จนสุดท้าย เพื่อนคนนี้ก็ออกจากบ้านและไม่ติดต่อกับทางบ้านอีกเลย

ทุกวันนี้เธอมีความสุขกับชีวิตคู่ครั้งใหม่ กับสามีที่รักเธอจริง มีลูกสาวน่ารักหนึ่งคน เธอบอก ผ่านเรื่องร้ายๆมาวันนั้น ถึงวันนี้เธอไม่เคยคิดกลัวคิดท้อแท้ เพราะเธอแกร่งเกินจะล้มแล้ว

ส่วนพ่อแม่ก็ยังหาทางตามรังควานชีวิตคู่เธออยู่เรื่อยๆ เพราะเงินห้าแสนตรงนั้นหมด หายไปกับลมแล้ว

เธอขอให้ดิฉันนำเรื่องราวของเธอมาเผยแพร่เป็นวิทยาทาน

พวกคุณหลายๆคนในที่นี้ อาจจะโชคดีมากๆๆที่พ่อแม่เข้าใจ และยอมรับคุณ ไม่เอาเงินสินสอดมาบั่นทอนความสุขของลูกเต้า

ถ้าคุณพ่อคุณแม่ท่านใด ไม่หวังรวยเงินก้อนทางลัดจากลูกเขย ยกสินสอดให้ลูกไปตั้งตัว เป็นเงินขวัญถุง รักและเอ็นดูลูกเขยลูกสะใภ้อย่างดี ทุกอย่างงราบรื่นดี ดิฉันขอคารวะจิตใจความเป็นพ่อแม่ จริงๆค่ะ

มันเหมือนละครน้ำเน่าหลังข่าว หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง แต่เชื่อเถอะค่ะว่า เลวร้ายกว่านี้ก็มี

โดยส่วนตัวแล้ว ถ้าในอนาคตภายภาคหน้ามีลูกสาว ลูกชาย ดิฉันไม่เคยคิดว่า จะให้ตัวเองเป็นภาระของลูกเต้า ดิฉันไม่ปรารถนาจะให้ลูกมาส่งเสีย เพราะมีงานทำ เก็บออมมีเงินเก็บ มีประกันชีวิตประกันสุขภาพอย่างดี พวกเขาต้องสร้างครอบครัวมีชีวิตเป็นของตัวเอง

ดิฉันมีลูกเพราะอยากมี ตั้งใจจะมี ไม่ได้หวังจะมีเพื่อเอามาหาประโยชน์ใส่ตัว สิ่งสำคัญที่สุด คือ ไม่คิดจะเอาการอุ้มท้องตั้งท้องตรงนั้น มาเป็นเงื่อนไขบุญคุณล้นฟ้ากับลูก

เพราะเราเลือกจะทำให้ลูกเกิด ลูกเลือกเกิดไม่ได้ พวกเขาไม่ได้บังคับพวกเราให้ทำให้เขาเกิดมา

การคลอดมันเป็น กระบวนการทางธรรมชาติของการดำรงเผ่าพันธุ์ สตรีเมื่อตั้งครรภ์ธรรมชาติมันจะดำเนินไปตามครรลองของมันเอง ความเจ็บปวดตรงนั้นก็เป็นธรรมชาติของการคลอด

แม้แต่การคลอดธรรมชาติ คนเป็นพ่อแม่ยังไม่สามารถกำหนดวันคลอดเองได้ ธรรมชาติมันกำหนดของมันเองแล้ว.

By: เจ้าหญิงลิงกัง
1 กรกฎาคม 2557 เวลา 22:25 น.
http://pantip.com/topic/32268703


นกแก้วตัวนั้น?

ชายคนหนึ่งไปซื้อนกแก้วที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง เห็นนกแก้วตัวหนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และเคาะแป้นคีย์บอร์ดอยู่ จึงเกิดสนใจถามคนขายว่า

ชายคนนั้น : ลุงๆ ไอ้ตัวนั้นราคาเท่าไหร่?

คนขาย : 15,000 บาท

ชายคนนั้น : แล้วมันทำไรได้บ้างล่ะ

คนขาย : ก็ไม่เท่าไหร่ แค่ใช้ window,mac,unix แล้วก็พวกซอฟแวร์ office ต่างๆ

ชายคนนั้น : แล้ว ไอ้ตัวข้างๆมันล่ะ

คนขาย : 25,000 บาท

ชายคนนั้น : โอ้โฮ! อย่างนี้มันคงเขียนโปรแกรมได้ด้วยมั้ง (หัวเราะ)

คนขาย : ก็ใช่ แถมมันยังดูแล server แล้วก็เขียนโปรแกรมจัดการกับ Database ของร้านได้ด้วยนะ

ชายคนนั้น : แล้วไอ้ตัวนั้นล่ะ ตัวที่มันนั่งเฉยๆอยู่ข้างหลังน่ะ (ชี้ไปที่นกอีกตัว) มันทำอะไรได้บ้างล่ะ

คนขาย : ไอ้ตัวนั้นอ่ะนะ วันๆผมไม่เห็นมันทำอะไรเลย นอกจากแหกปากด่าไอ้สองตัวที่นั่งหน้าคอมอยู่นั่นแหละ ผมโคตรรำคาญมันเลยคุณ

ชายคนนั้น : แล้วมันราคาเท่าไหร่ล่ะ

คนขาย : 100,000 บาท

ชายคนนั้น : เฮ้ย! ทำไมล่ะ

คนขาย : ผมก็ไม่รู้ แต่เห็นไอ้ 2 ตัวนั่น เรียกมันว่า หัวหน้า!!!

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ปริศนา..เลขบัตรประชาชนไทยทั้ง 13 หลัก หมายถึงอะไร???



ปริศนา..เลขบัตรประชาชนไทยทั้ง 13 หลัก หมายถึงอะไร???
By: คนการเมือง

สมมุติว่า เลขบัตรประชาชนของเราเขียนไว้ว่า 1 1001 01245 29 9 (เขียนเว้นวรรค ตามแบบ) แต่ละหลักก็จะมีความหมายดังนี้

1 1001 01245 29 9

หลักที่ 1 (คือหมายเลข 1 ในตัวอย่าง) จะหมายถึง ประเภทบุคคล ซึ่งมีอยู่ 9 ประเภทได้แก่

ประเภทที่ 1 คือ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย และได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2527 เป็นต้นไป อันเป็นวันเริ่มแรกที่เขาประกาศให้ประชาชนทุกคน ต้องมีเลขประจำตัว 13 หลัก เมื่อพ่อแม่ผู้ปกครองไปแจ้งเกิดที่อำเภอ หรือสำนักทะเบียนในเขตที่อยู่ภายใน 15 วันนับแต่เกิดมา ตามที่กฎหมายกำหนด เด็กคนนั้นก็ถือเป็นบุคคลประเภท 1 และจะมีเลขประจำตัวขึ้นด้วยเลข 1 เช่น เด็กหญิงส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2527 และพ่อไปแจ้งเกิดที่เขตดุสิตภายในวันที่ 17 มกราคม 2527 เด็กหญิงส้มจี๊ด ก็จะมีหมายเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 1 และก็ต่อด้วยเลขหลักอื่นๆ อีก 12 ตัว เป็น 1 1001 01245 29 9 เป็นต้น ซึ่งเลขนี้จะปรากฏในทะเบียนบ้าน และจะเป็นเลขประจำตัว เมื่อส้มจี๊ดไปทำบัตรประชาชนตอนอายุ 15 ปี

ประเภทที่ 2 คือ คนที่เกิดและมีสัญชาติไทย ได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลา หมายความว่า เด็กคนใดก็ตามที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป แล้วบังเอิญว่าพ่อแม่ผู้ปกครองลืมหรือติดธุระ ทำให้ไม่สามารถไปแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตภายใน 15 วันตามกฎหมายกำหนด เมื่อไปแจ้งภายหลัง เด็กคนนั้นก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 2 และจะมีเลขตัวแรกในทะเบียนบ้านขึ้นด้วยเลข 2 ทันที เช่น ในกรณีส้มจี๊ด หากพ่อไปแจ้งเกิดให้ ในวันที่ 18 มกราคม 2527 หรือเกินกว่านั้น ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวเป็น 2 1001 01245 29 9 ในทะเบียนบ้าน และเมื่อไปทำบัตรประชาชนในภายหน้า

ประเภทที่ 3 คือ คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในสมัยเริ่มแรก (คือตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม 2527) หมายความว่า บุคคลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ณ ที่ใดที่หนึ่งในประเทศไทย มาตั้งแต่ก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 คนนั้นถือว่าเป็นบุคคลประเภท 3 และก็จะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 3 เช่น ส้มจี๊ด เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2501 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านแล้ว ส้มจี๊ดก็จะมีเลขประจำตัวในทะเบียนบ้าน และบัตรประชาชนเป็น 3 1001 01245 29 9

ประเภทที่ 4 คือ คนไทยและคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้า โดยยังไม่มีเลขประจำตัวประชาชน ในสมัยเริ่มแรก หมายความว่า คนไทยหรือคนต่างด้าว ที่มีใบสำคัญคนต่างด้าว ที่อาจจะเป็นบุคคลประเภท 3 คือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดิมอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันได้เลขประจำตัว ก็ขอย้ายบ้านไปเขตหรืออำเภออื่น ก่อนช่วงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 ก็จะเป็นบุคคลประเภท 4 ทันที เช่น ส้มจี๊ดมีชื่ออยู่ในสำนักทะเบียนเขตคลองสาน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2527 ส้มจี๊ดก็ขอย้ายบ้านไปเขตดุสิต โดยที่ส้มจี๊ดยังไม่ทันได้เลขประจำตัวจากเขตคลองสาน พอแจ้งย้ายเข้าเขตดุสิต ส้มจี๊ดก็จะกลายเป็นบุคคลประเภท 4 มีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 4 กลายเป็น 4 1001 01245 29 9 ทันที แต่ถ้าส้มจี๊ดย้ายจากเขตคลองสานเดิม ไปเขตดุสิต หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 ส้มจี๊ดก็ยังเป็นบุคคลประเภท 3 อยู่ เพราะถือว่าจะได้เลขประจำตัวจากเขตคลองสานแล้ว จะย้ายอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนแปลง

การกำหนดให้บุคคลเริ่มมีเลขประจำตัว 13 หลักในทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2527 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 อันเป็นวันสุดท้าย ของการดำเนินการให้ประชาชน ที่ไม่มีเลขประจำตัวในบัตรหรือทะเบียนบ้าน ได้มีเลขประจำตัวจนครบแล้วนั้น ก็เพราะก่อนหน้านี้ ประเทศไทยยังไม่เคยมีการกำหนดเลขประจำตัวดังกล่าวมาก่อนเลย ดังนั้น ช่วงที่ว่าจึงเป็นระยะเวลาจัดระบบให้เข้าที่เข้าทาง เพราะหลังจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 แล้ว ทุกคนจะต้องมีเลขประจำตัวเพื่อสำแดงตนว่า เป็นบุคคลประเภทใด โดยดูตามเงื่อนไขในแต่ละกรณี ซึ่งมีอีก 4 ประเภท คือ

ประเภทที่ 5 คือ คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อ เข้าไปในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจ หรือกรณีอื่นๆ เช่น ส้มจี๊ดมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตดุสิตอยู่แล้ว แต่บังเอิญว่าตอนที่มีการสำรวจรายชื่อผู้อยู่ในบ้าน เกิดความผิดพลาดทางเทคนิค ทำให้ชื่อของส้มจี๊ดหายไปจากทะเบียนบ้าน เมื่อไปแจ้งเจ้าหน้าที่และตรวจสอบแล้วว่าตกสำรวจจริง หรือจะเป็นเพราะกรณีอื่นใดก็ตาม เจ้าหน้าที่ก็จะเพิ่มชื่อให้ แต่ส้มจี๊ดก็จะมีหมายเลขในทะเบียนบ้านเป็นบุคคลประเภท 5 และบัตรประชาชนจะขึ้นต้นด้วยเลข 5 ทันที คือ กลายเป็น 5 1001 01245 29 9

ประเภทที่ 6 คือ ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ในลักษณะชั่วคราว กล่าวคือ คนที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทย แต่ยังไม่ได้สัญชาติไทย เพราะทางการยังไม่รับรองทางกฎหมาย เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดน หรือชาวเขา กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่อยู่ชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย แม้บางคนจะถือพาสปอร์ตประเทศของตน แต่อาจจะมีสามีหรือภริยาคนไทย จึงไปขอทำทะเบียนประวัติ เพื่อให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสามีหรือภริยา คนทั้งสองแบบที่ว่า ถือว่าเป็นบุคคลประเภท 6 เลขประจำตัวในบัตรจะขึ้นต้นด้วยเลข 6 เช่น 6 1012 23458 12

ประเภทที่ 7 คือ บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย คนกลุ่มนี้ในทะเบียนประวัติจะมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 7 เช่น 7 1012 2345 133

ประเภทที่ 8 คือ คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือ ผู้ที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทย ตั้งแต่หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2527 เป็นต้นไปจนปัจจุบัน คนกลุ่มนี้เลขในทะเบียนประวัติจะขึ้นด้วยเลข 8 เช่น 8 1018 01234 24 7

คนทั้ง 8 ประเภทนี้ จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้น ที่จะมีบัตรประชาชนได้เลย ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประชาชนได้ ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์ทำบัตรประจำตัวประชาชน คืออายุ 15 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 จะมีเพียงทะเบียนประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น จะไม่มีการออกบัตรประชาชนให้

ประเภทที่ 9 คือ คือพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง ตัวเลขแรกจะขึ้นต้นด้วยเลข 9

1 1001 01245 29 9

ต่อไปคือ หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 (เลข 1001 ในตัวอย่างหรือสี่ตัวถัดไปจากตัวแรก) จะหมายถึง รหัสของสำนักทะเบียน หรืออำเภอที่เรามีชื่ออยู่ในทะเบียนขณะที่ให้เลข ซึ่งก็หมายถึงถิ่นที่อยู่ของเรานั่นเอง กล่าวคือ เลขหลักที่ 2 และ 3 จะหมายถึงจังหวัดที่อยู่ ส่วนหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงเขตหรืออำเภอในจังหวัดนั้นๆ เช่น ถ้าเขียนว่า 1001 ก็หมายถึงว่า คุณอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ ในเขตดุสิต เพราะ 10 ในหลักที่ 2 และ 3 หมายถึงกรุงเทพมหานคร ส่วนเลข 01 ในหลักที่ 4 และ 5 คือรหัสของสำนักทะเบียนเขตดุสิต หรือถ้าเขียนว่า 1101 ก็จะหมายถึง อยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ อำเภอเมือง เพราะ 11 แรกคือ รหัสจังหวัดสมุทรปราการ และ 01 หลัง คือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ เป็นต้น

@ รหัสจังหวัดและอำเภอ.pdf

1 1001 01245 29 9

สำหรับ หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 (เลข 01245 ในตัวอย่าง) จะหมายถึง กลุ่มที่ของบุคคลแต่ละประเภท ตามหลักแรก (หลักที่ 1) ซึ่งทางสำนักทะเบียนในแต่ละแห่ง ก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับ หรือหากเป็นเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบัน เลขดังกล่าวก็จะหมายถึง เล่มที่ของสูติบัตร (ใบแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตออกให้) ซึ่งก็คือเลขประจำตัวในทะเบียนบ้านของเด็กที่แต่ละอำเภอหรือเขตออกให้ และจะไปปรากฏในบัตรประชาชน เมื่อถึงอายุต้องทำบัตรนั่นเอง แต่ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์เลขนี้ ก็จะปรากฏอยู่แค่ในทะเบียนบ้านของเด็กเท่านั้น

1 1001 01245 29 9

หลักที่ 11 และ 12 (หมายเลข 29 ในตัวอย่างสมมุติ) จะหมายถึง ลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภท เป็นการจัดลำดับว่าเราเป็นคนที่เท่าไรในกลุ่มของบุคคลประเภทนั้นๆ

1 1001 01245 29 9

หลักที่ 13 (เลข 9 ตัวสุดท้ายในตัวอย่าง) จะหมายถึง ตัวเลขสำหรับตรวจสอบความถูกต้องของเลขทั้ง 12 หลักแรกอีกที

1 1001 01245 29 9

สำหรับเลขตั้งแต่หลักที่ 6 ถึง 13 นี้เป็นการจัดหมวดหมู่ และเรียงลำดับบุคคลในแต่ละประเภทของสำนักทะเบียนในแต่ละท้องที่ ซึ่งเราก็คงไม่ต้องรู้รายละเอียดอะไรลึกไปกว่านี้ เพราะรู้แล้วอาจจะงงเปล่าๆ

เป็นเรื่องน่าแปลกว่า ตัวเลข 13 หลักที่เป็นหมายเลขในบัตรประชาชน หรือเลขประจำตัวประชาชนของเราแต่ละคนนี้ จะไม่มีการซ้ำกันเลย ผิดกับชื่อหรือนามสกุล ยังมีซ้ำกันได้ และจะเป็นเลขประจำตัวเราจนตาย ไม่มีการเปลี่ยน หรือยกให้คนอื่น และจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ว่า ในอนาคตจะต้องมีการเติมเลข อย่างเลข 8 เข้าไปอีก เพราะเลขไม่พอใช้เหมือนโทรศัพท์มือถือหรือไม่ เขาก็บอกว่าคงอีกนาน อาจจะถึง 100 ปีโน่น เพราะการที่เขาแยกแยะบุคคลเป็นประเภทต่างๆ และยังแยกย่อยเป็นจังหวัดอำเภอ แล้วลงรายละเอียดไปเป็นกลุ่มๆในแต่ละประเภทอีกนั้น ทำให้เพดานหรือช่วงตัวเลขมีความห่างมาก จนสามารถรองรับจำนวนคนได้อีกมาก และหากใครสงสัย หรือมีปัญหาในเรื่องทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส บัตรประชาชน ก็สามารถสอบถามไปได้ที่ สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง โทร. 1548

ตัวเลข 13 หลักที่กล่าวข้างต้น เป็นเลขประจำตัวประชาชนของแต่ละคนนี้ แม้จะมิใช่ตัวเลขที่เราต้องใช้เป็นประจำในชีวิตประจำวัน ยกเว้นใช้ในการกรอกเอกสารบางอย่าง เช่น การเปิดบัญชีธนาคาร ฯลฯ แต่เลขนี้ก็มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นการสำแดงตัวตน “ความเป็นคนไทยหรือคนในประเทศไทย” ที่ทำให้เราสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทย และใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้


Check Digit คืออะไร?

Check Digit เป็นตัวเลข 1 หลัก ที่เกิดจากการนำเลขหลักอื่นๆ มา บวก ลบ คูณ หาร กัน และ Check Digit นี่หละครับ จะช่วยให้เราตรวจสอบในเบื้องต้นได้ว่า ข้อมูลที่กรอกมาถูกต้องรึเปล่า

เวลาเราจะตรวจสอบว่าข้อมูลที่กรอกมาถูกต้องรึเปล่า เราจะคำนวณ Check Digit จากเลขหลักอื่นๆ เพื่อเปรียบเทียบกับ Check Digit ที่เขากรอกมาว่าตรงกันมั้ย ถ้าตรงกันก็แสดงว่าข้อมูลถูกต้องไม่ผิด ไม่มั่ว แต่ถ้าไม่ตรงกัน ก็แปลว่า ข้อมูลที่กรอกมามีข้อมูลซักหลัก หรือ สองหลักที่ผิด เราก็สามารถเตือนให้ผู้ใช้ทราบและกรอกใหม่ อีกครั้งได้

เอ้า มาลองคำนวณ Check Digit ของรหัสประชาชนเรากันดีกว่า

ขอยกตัวอย่างรหัสประชาชนนี้ละกัน

1 2015 41462 23 4

ไหน ตอบหน่อยซิ ว่า Check Digit ของรหัสประชาชนนี้คือเลขอะไร?

เอ้า ถามเองตอบเองก็ได้ Check Digit ของรหัสประชาชนนี้คือเลข 4 (เลขตัวสุดท้ายนั่นเอง)

เรามาดูกันว่า เลข 4 เกิดจากอะไร? คำนวณมาได้ไง? มั่วเปล่า?

* ขั้นตอนที่ 1 - เอาเลข 12 หลักมา เขียนแยกหลักกันก่อน (หลักที่ 13 ไม่ต้องเอามา)


* ขั้นตอนที่ 2 - เอาเลข 12 หลักนั้นมา คูณเข้ากับเลขประจำหลักของมัน


* ขั้นตอนที่ 3 - เอาผลคูณทั้ง 12 ตัวมา บวกกันทั้งหมด จะได้ 13+24+0+10+45+32+7+24+30+8+6+6=205

* ขั้นตอนที่ 4 - เอาเลขที่ได้จากขั้นตอนที่ 3 มา mod 11 (หารเอาเศษ) จะได้ 205 mod 11 = 7

* ขั้นตอนที่ 5 - เอา 11 ตั้ง ลบออกด้วย เลขที่ได้จากขั้นตอนที่ 4 จะได้ 11-7 = 4 (เราจะได้ 4 เป็นเลขในหลัก Check Digit)

ถ้าเกิด ลบแล้วได้ออกมาเป็นเลข 2 หลัก ให้เอาเลขในหลักหน่วยมาเป็น Check Digit (เช่น 11 ให้เอา 1 มา, 10 ให้เอา 0 มา เป็นต้น)

โอ้โห...มหัศจรรย์มาก ยอดเยี่ยมกระเทียมดอง เลขที่ได้ตรงกับเลขหลักที่ 13 ด้วยแหละ...ถ้าไม่เชื่อก็เอาเลขบัตรประชาชนตัวเองมาคำนวณดูสิ

คิดว่าหลายๆ คนคงมีคำถามในใจแล้วหละว่า ทำไมต้องเอามาคูณ 13 ทำไมต้องเอามา บวกกัน ทำไมต้องเอามา mod 11 คำตอบที่ให้ได้ก็คือ มันคือวิธีที่ถูกเลือกใช้ในการคำนวณ Check Digit ให้กับรหัสประชาชน แต่ถ้าเราจะคำนวณ Check Digit ให้กับรหัสสินค้า หรือ ISBN ของหนังสือ เราก็ต้องใช้วิธีการคำนวณ ที่แตกต่างกันออกไป


1 2015 41462 23 4

ทายชีวิตจากเลขบัตรประชาชน หลักที่ 11

เลขบัตรประชาชนมี 13 หลักด้วยกัน มาดูว่าเลขหลักที่ 11 มีอิทธิพลต่อชีวิตของเราอย่างไรบ้าง (เรื่องนี้เป็นสถิติ ดังนั้นอาจมีการคลาดเคลื่อนบ้าง แต่ส่วนใหญ่ รับรองว่า "ใช่")

ถ้าเป็นเลข 1 อดีตชาติเป็นเพศชาย และเป็นผู้นำมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นผู้นำระดับไหนก็ตาม เช่น เป็นนักเรียนก็เป็นหัวหน้าชั้น ถ้าทำงานก็เป็นระดับหัวหน้างาน คนมีเลข 1 อยู่หลักที่ 11 มักเป็นลูกคนโต หรือลูกโทน หมายรวมถึงลูกชายคนแรก หรือลูกสาวคนแรก ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ คือ ไม่ใช่ลูกคนโต หรือลูกโทน แสดงว่าภาระการดูแลพ่อแม่และครอบครัว จะตกเป็นของคุณทันที ซึ่งดีตรงที่คุณมีโอกาสแสดงความกตัญญูทั้งๆที่คุณรู้สึกอึดอัดใจเหลือเกิน แต่ผลพลอยได้คือ มรดก จะตกเป็นของคุณคนเดียว ถ้าพี่น้องคุณไม่มีใครมีเลข 1 เป็นเลขหลัก 11

ถ้าเป็นเลข 2 อดีตชาติเป็นเพศหญิง ทำอะไรก็เป็นรองเขาไปหมด ถ้าเป็นเพศชายมักกลัวเมีย ชอบการพบปะผู้คน เป็นคนกลัวความเหงา

ถ้าเป็นเลข 3 อดีตชาติมักมีอาชีพเป็นรั้วของชาติ (ทหารและตำรวจ) จึงมักเกิดมาในครอบครัวที่มีการต่อสู้แข่งขันสูง

ถ้าเป็นเลข 4 อดีตชาติเป็นชนชั้นปัญญาชน มีการศึกษาดี มักเกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง พอมีพอกิน

ถ้าเป็นเลข 5 อดีตชาติมักเป็นผู้ทำนุบำรุงศาสนา เป็นครูบาอาจารย์ นักปฏิบัติธรรม เกิดมาเพื่อเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ

ถ้าเป็นเลข 6 อดีตชาติมักเป็นคนธรรพ์มาก่อน บำเพ็ญทางทานบารมีมามาก จึงมักเกิดในครอบครัวฐานะดี

ถ้าเป็นเลข 7 เป็นการมาเกิดเพื่อชดใช้กรรม มักเกิดในครอบครัวฐานะยากจน ปากกัดตีนถีบ หาเช้ากินค่ำ มักมีการโยกย้ายถิ่นฐาน

ถ้าเป็นเลข 8 เป็นพวกหมดกรรมจากนรกมาเกิดเพื่อแก้ตัว หรือหมดบุญจากสวรรค์ชั้น 1 (จาตุมหาราชิกา) พวกเข้าสมาธิแล้วติดในสุข เป็นกลุ่มบุคคลที่มีโอกาสทำความผิดได้ง่ายกว่าทุกตัวเลข ถ้าสามารถชนะกิเลสตัณหาที่เข้ามาทดสอบแบบกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ได้

ถ้าเป็นเลข 9 พวกหมดบุญจากสวรรค์ชั้นสูง พวกหนีมาเกิด พวกถูกลงโทษ เพราะทำผิดกฎสวรรค์ พวกมาเกิดตามหน้าที่ (รับโองการเทวะ) มักมีพรสวรรค์พิเศษ หรือชื่นชอบศาสตร์เร้นลับบททดสอบแตกต่างกันไป แล้วแต่บุคคล

ถ้าเป็นเลข 0 อดีตชาติมักเป็นคนเชื่อถือในสิ่งที่พิสูจน์ได้ พวกนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ แม้แต่การเกิดมาแบบไม่มีอะไรเลย แล้วต่อสู้บากบั่น สร้างสรรค์ขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง


ดูดวงชะตาจากเลขท้ายสามตัวบัตรประชาชน

ถ้าจะพูดถึงเรื่องเลขบัตรประชาชนแล้วนั้นทุกคนย่อมมีติดตัวมาตั้งแต่ได้มีการแจ้งเกิด ซึ่งแต่ละคนจะได้เลขประจำตัวไม่ซ้ำกัน และไม่สามารถเลือกเลขของตนเองได้ หากพูดง่ายๆ ก็คือ เลขที่ทุกคนได้นั้นได้ถูกกำหนดให้เป็นเลขของคุณมาแล้ว สำหรับเลขบัตรประชาชนนั้นนอกจากจะมีประโยชน์ในเรื่องของการระบุตัวตนของแต่ละบุคคลแล้วยังสามารถบอกถึงดวงชะตาของเจ้าของเลขได้อีกด้วย

1 1001 01245 29 9

การดูดวงชะตาจากเลขบัตรประชาชนนั้นทำได้โดยการนำเลขสามตัวท้ายของเลขบัตรประชาชนของคุณมาบวกรวมกันจนเหลือตัวเลขเพียงหลักเดียว เช่น เลขบัตรประชาชนคือ 1 1001 01245 29 9 จากนั้นนำ 2+9+9 = 20 จากนั้นนำ 2+0 = 2 จากนั้นนำเลข 2 ที่ได้ไปอ่านคำทำนายดวงชะตาได้เลย

ผลลัพธ์เลข 1 ผู้ที่ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเลข 1 มักเป็นคนที่มีความเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าทำ มีความเชื่อมั่นในตัวเองเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจนประสบความสำเร็จในชีวิต นอกจากนี้ผู้ที่ได้เลขนี้ยังเป็นคนที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตนเองไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ ส่วนในเรื่องของความรักของผู้ที่ได้ผลลัพธ์เลข 1 มักถือว่าความรักเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตจึงทุ่มเททำทุกอย่างเพื่อความรัก แต่ควรระวังในเรื่องของการที่เป็นคนช่างพูดมากจนเกินไปจึงทำให้คนอื่นมองว่าเป็นคนที่ขาดความน่าสนใจไป

ผลลัพธ์เลข 2 ผู้ที่ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเลข 2 มักเป็นคนที่มีอารมณ์อ่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้ง่าย มักใช้อารมณ์มากกว่าที่จะใช้เหตุผลในการทำสิ่งต่างๆ จึงทำให้ในบางครั้งก็ขาดความเด็ดขาดในการตัดสินใจ อีกทั้งเลข 2 ยังแสดงถึงการที่เป็นที่รักของมิตรสหายมากมาย เป็นคนที่มีปัญญาดีมีไหวพริบเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว หากต้องการที่จะมีกิจการเป็นของตนเองควรร่วมทำกับผู้อื่น โดยเฉพาะกับคู่ครองของตนจะทำให้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก นอกจากนี้แล้วผู้ที่ได้ผลลัพธ์เป็นเลข 2 ยังเป็นคนที่มีเสน่ห์ดึงดูดต่อเพศตรงข้ามเป็นอย่างมากและเป็นที่รักของผู้อื่นอยู่เสมอ จึงทำให้มีความรักเข้ามาหลากหลาย ดังนั้นจึงควรมีความหนักแน่นให้มากจึงจะทำให้ความรักยืนยาวมากยิ่งขึ้นได้ไม่ยาก

ผลลัพธ์เลข 3 เลข 3 นั้นแสดงถึงการเป็นคนอารมณ์ร้อน คิดไว ทำไว ตัดสินใจเด็ดขาด ในบางครั้งก็เป็นคนที่เอาแต่ใจตนเป็นใหญ่จนหลงลืมนึกถึงวามรู้สึกผู้อื่นไปบ้าง นอกจากนี้เลข 3 ยังแสดงถึงปัญหาต่างๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตอยู่ร่ำไป โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องของมือที่ 3 ดังนั้นผู้ที่ได้ผลลัพธ์เลขนี้จึงควรมีความเข้มแข็ง และดูแลเอาใจใส่คู่ครองและครอบครัวให้มากขึ้นจึงจะสามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้ด้วยดี หากต้องการที่จะมีกิจการเป็นของตนเอง ควรระวังไม่ไว้ใจลูกน้องหรือบริวารมากจนเกินไป และไม่ควรอุทิศตนเป็นนักบุญใจกว้างจนทำให้ตนเองต้องเดือดเนื้อร้อนใจ หากผ่านพ้นปัญหาทั้งหมดได้จะประสบกับความสุข ความสบายในภายภาคหน้า

ผลลัพธ์เลข 4 เลข 4 นั้นแสดงถึงการเป็นที่รักของผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นคนที่มีพรสวรรค์ มีไหวพริบ ทันคน อีกทั้งยังเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ เข้ากับคนอื่นๆ ได้ง่าย และการที่เป็นคนช่างพูดช่างคุย จนบางครั้งอาจถึงขั้นขี้โม้จึงทำให้เหมาะกับอาชีพที่เกี่ยวกับนักขาย ส่วนในเรื่องของความรักแล้วผู้ที่ได้ผลลัพธ์เป็นเลข 4 ถือว่าเป็นคนที่มีเสน่ห์มากจนบางครั้งคนอื่นอาจมองว่าเป็นคนเจ้าชู้ ทั้งที่ความจริงแล้วผู้ที่ได้เลขนี้เป็นคนช่างเลือก และเบื่อง่าย ดังนั้นคนที่จะสามารถอยู่เคียงข้างกับกันได้นั้นต้องเป็นคนที่เข้ากันได้จริงๆ มีเหตุผล มีความเป็นตัวของตัวเองที่ไม่ซ้ำใคร

ผลลัพธ์เลข 5 ผู้ที่ได้ผลลัพธ์เลข 5 นั้นแสดงถึงการเป็นคนที่มีบุคลิกน่าเชื่อถือ สามารถเป็นที่ปรึกษาให้คนรอบข้างได้เป็นอย่างดี แต่หากถึงคราวที่ตนเองต้องการที่ปรึกษาบ้างก็หาได้ยากเย็นนัก นอกจากนี้เลข 5 ยังแสดงถึงการเป็นคนหยิ่งทะนง ไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ และมักจะมีเรื่องทุกข์ใจจากความคิดมากของตนเองบ่อยครั้ง อีกทั้งผู้ที่ได้ผลลัพธ์เลข 5 มักเป็นคนชอบความเรียบง่าย ชอบให้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่าการใช้ชีวิตในเมืองที่สับสนวุ่นวายไม่รู้จบ ส่วนในเรื่องความรักแล้วเป็นคนชังเลือกเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นคนที่เคร่งคัดในเรื่องของขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นอย่างมาก จึงทำให้เป็นคนที่มักมีคู่ครองช้ากว่าคนอื่นๆ

ผลลัพธ์เลข 6 ผู้ที่ได้ผลลัพธ์เลข 6 แสดงถึงการเป็นคนที่มีผู้คนรักใคร่เอ็นดู ไม่ว่าจะทำอะไรก็สามารถประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก หากเป็นคนที่บำเพ็ญภาวนาจะเป็นคนที่มีจิตเหนือธรรมชาติ มีสัมผัสที่ 6 นอกจากนี้เลข 6ยังแสดงถึงการเป็นคนที่มีระเบียบแบบแผนเป็นของตนเอง รักความสะอาด จิตใจดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ แต่ในบางครั้งก็เป็นคนที่จู้จี้จุกจิกอยู่บ้าง สำหรับในเรื่องของความรักไม่มีอุปสรรคอะไรมากนัก จึงไม่ค่อยจะได้มีสถานะโสดนานเท่าไหร่นัก และมักจะเลือกคนที่ดีที่สุดให้กับตนเองเสมอ

ผลลัพธ์เลข 7 เลข 7 นั้นแสดงถึงการเป็นคนที่ต้องรับภาระอย่างใดอย่างหนึ่งในช่วงชีวิต จนทำให้บางครั้งก็ไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ตามใจต้องการนัก อีกทั้งยังเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองเป็นอย่างมากจนบางครั้งอาจจะถึงขั้นยึดติดเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงและมีอุดมการณ์ชัดเจน ดวงชะตาของผู้ที่ได้ผลลัพธ์เลข 7 นั้น ไม่ควรอยู่ติดที่ ควรทำงานที่ต้องมีการเดินทางบ่อยครั้ง เช่น ไกด์นำเที่ยว เป็นต้น หรือทำงานที่ต้องใช้ทักษะในการเจรจาติดต่อประสานงาน จึงจะประสบความสำเร็จ หากจะพูดถึงในเรื่องของความรักนั้นค่อนข้างที่จะมีเรื่องทะเลาเบาะแวงกันบ่อยครั้งหากอยู่ติดกันมากจนเกิน จึงควรลองให้แต่ละฝ่ายได้ใช้เวลาของตัวเองบ้าง ห่างกันบ้าง จะทำให้ความรักราบรื่นขึ้น

ผลลัพธ์เลข 8 ผู้ที่ได้ผลลัพธ์เป็นเลข 8 นั้นเชื่อว่าเป็นคนที่มีบุญบารมี หากหมั่นหาความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติมและพัฒนาตนเองอยู่เสมอจะทำให้ประสบความสำเร็จ มีฐานะร่ำรวยมั่นคงมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและเป็นที่นับหน้าถือตาของคนทั่วไป นอกจากนี้เลข 8 ยังแสดงถึงการมีชีวิตที่โลดโผน เป็นคนที่มีอารมณ์สองด้านในคนๆ เดียว คือ หากเมื่อเวลาดีก็จะดีจนหน้าแปลกใจ แต่หากร้ายขึ้นมาก็ร้ายแบบไม่น่าเชื่อด้วยเช่นกัน สำหรับในเรื่องของความรักผู้ที่ได้ผลลัพธ์เลข 8 นั้นเป็นคนที่มีความรักที่ประสบความสำเร็จ มีคู่ครองที่ดี แต่ในบางครั้งผู้ที่ได้ผลลัพธ์เลขนี้ก็ใช้ชีวิตสนุกสนานจนหลงลืมให้ความสำคัญกับคนรักหรือคู่ครองไป ดังนั้นจึงควรให้เวลาและการใส่ใจคู่ครองให้มากขึ้น

ผลลัพธ์เลข 9 เลข 9 นั้น แสดงถึงการเป็นผู้นำ อำนาจ ความยิ่งใหญ่ และแสดงถึงความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การเงิน มีผู้อุปถัมภ์ค้ำชูให้ความช่วยเหลือในยามยากอยู่เสมอ ในวัยเด็กอาจจะต้องสู้ชีวิต พบเจอกับอุปสรรค และต้องใช้ความเพียรและความอดทนเป็นอย่างมากในการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ แต่ในท้ายที่สุดก็จะประสบความสำเร็จชีวิต ดวงชะตาของผู้ที่ได้ผลลัพธ์เลข 9 นั้นมักต้องเป็นผู้ที่เสียสละให้กับผู้อื่นอยู่เสมอ แต่สิ่งนี้จะส่งผลให้ประสบความสุขในภายภาคหน้า ส่วนในเรื่องของความรักนั้นควรระวังในเรื่องของชู้สาว ไม่ควรใจอ่อนมากจนเกินไปเนื่องจากจะนำเรื่องเดือดร้อนใจเข้ามาได้


โรคร้าย 8 ประการ - ความทุกข์ 4 ประการ
แส่เสือก..เพ้อพล่าม..ประจบ..สอพลอ..ใส่ไคล้..ยุแยง..เจ้าเล่ห์..กลิ้งกลอก - มักใหญ่..ถือดี..ยโส..ทะนง..
ก่อสงครามรบกันมาหลายปี ความสูญเสียมากเกินประเมินประมาณ..
บ้านเมืองที่มีแต่คนป่วยเป็นโรคร้ายทั้ง8 มีแต่คนมีทุกข์ทั้ง4 เป็นบ้านเมืองที่หาความสงบสุขไม่ได้เลย

@ โรคร้าย 8 ประการ - ความทุกข์ 4 ประการ