"คู่มือ...ทำกับข้าวเมืองเหนือประยุกต์" (ฉบับรีไซเคิ้ล) เล่มนี้ ผมขออนุญาตเรียกอย่างนี้ เพราะกระดากที่จะเรียกว่า "ตำรา" ผมเขียนขึ้นจากประสบการณ์ในการทำกับข้าวด้วยตนเองเกือบจะทุกวัน ตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่จนเกือบจะลาจากโลกใบนี้ไปแล้ว ส่วนหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นส่วนมากที่สุดมาจากความทรงจำในอดีต ที่ได้อาสาเป็นลูกมือช่วยผู้ใหญ่ทำกับข้าวอยู่เสมอ... และทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ผมได้ตรวจสอบชำระข้อความบางท่อนบางตอนที่เป็นส่วนสาระสำคัญกับหนังสือ "ตำราทำกับข้าวเมืองเหนือ" เขียนโดย คุณสงวน โชติสุขรัตน์ ซึ่งเป็นบรมครูทางการหนังสือพิมพ์ขั้นปฐมของผม แล้วนำมาคลุกเคล้าผสมผสานเรียบเรียงเขียนขึ้นมาใหม่ในเชิง "เล่าสู่กันฟัง" ทั้งนี้ เพื่อสะดวกแก่คนรุ่นใหม่ จะได้นำเอาไปเป็น "คู่มือ" อนุรักษ์การทำกับข้าวของเมืองเหนือ ให้คงอยู่ถึงคนรุ่นต่อๆไป โดยคำนึงถึงวิธีการการทำกับข้าวเพื่อให้ทำกันได้อย่างง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนอะไร

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แม่หมาขี้เรื้อนตัวนั้น..., แม่เฒ่า..แม่ของคน..คนนั้น...


แม่เฒ่า..แม่ของคน..คนนั้น...
By: อดีต นร.ช่างกล2516

บ้านพักคนชราที่ผมไปเยี่ยมเยือนมาหลังวันเกิดในเดือนที่แล้ว เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวไม่ใหญ่โตนัก ที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของวัดเล็กๆ ที่สมภารเจ้าอาวาสอดีตนักเรียนโรงเรียนเดียวกับผม ท่านเอาเงินที่ญาติโยมศรัทธาถวายท่าน มาปลูกสร้างเพื่อให้ผู้เฒ่าผู้ชราได้มาพักอาศัยยามเมื่อขาดที่พึ่งพิง

มีโยมผู้หญิงวัยกลางคนไร้ญาติและสิ่งเกาะเกี่ยวทางโลกมาบำเพ็ญธรรมโดยไม่บวชชี ท่วงท่าเจรจาพาทีดูสำรวมราบเรียบ พร้อมเด็กวัดลูกชาวบ้านแถบนั้นแวะเวียนผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้ดูแลผู้ชราทั้งหญิงชายที่ถูกทอดทิ้งรวม 13 ชีวิต ค่าจ้างคนดูแล น้ำไฟ เสื้อผ้ายารักษาโรค ข้าวปลา อาหาร สมภารใจดีอดีตนักเรียนช่างกลที่รอดตายมาจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหมาจ่ายคนเดียว โดยไม่เคยพิมพ์ฎีกาเรี่ยไรใคร

พูดคุยกับท่านหลายเรื่องจนตอนจะลากลับ ผมควักเงิน 500 บาท ใส่ซองถวายท่านเป็นค่าใช้จ่าย ท่านจึงนึกอะไรขึ้นมาได้ ชวนผมเดินลงจากศาลาไปที่บ้านพักคนชราแห่งนั้น เปิดนรกบนดินอีกขุมหนึ่งให้คนบาปอย่างผมได้มีดวงตาเห็นธรรม โดยไม่ต้องฟังเทศน์เทียบชาดกบทใดๆ

หญิงชรารูปร่างเล็กผิวสองสีบอบบาง ทอดกายเหยียดตรงบนเตียงเล็กๆ แต่สะอาด มีผ้าห่มผืนบางๆ ห่มปิดทรวงอกที่ยังกระเพื่อมเบาๆ ราวเครื่องยนต์ใกล้ดับอย่างเหนื่อยหน่าย แม่เฒ่าพยายามยกมือขึ้นประนมไหว้เมื่อท่านสมภารพาผมมานั่งอยู่ข้างขอบเตียง

กังวานน้ำเสียงแห่งพุทธบุตรผู้เมตตาเปล่งวาจาถามไถ่อาการ และให้ศีลให้พรเบาๆ แต่เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ หยาดน้ำตาแห่งความปีติท่วมท้นดวงตาสีขาวขุ่น แล้วค่อยๆ ซึมเซาะรินไหลไปตามร่องขอบตาที่เหี่ยวย่นบนใบหน้า เวทนาบังเกิดจนผมต้องเบือนหน้าหนี

ผู้เฒ่าอายุ 91 ปี อาวุโสสูงสุดในจำนวน 13 คนชราของที่นี่ เรื่องราวทั้งหลายในอดีตยังเจิดจ้าอยู่ในความทรงจำ เหมือนเพิ่งเกิดเมื่อวาน...

แม่เฒ่ามีลูกชายสองคนและหญิงหนึ่งคน 60 ปีที่ผ่านมาครอบครัวแม่เฒ่าจัดอยู่ในระดับผู้มีอันจะกินของจังหวัด สามีของแม่เฒ่ามีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ก่อร่างสร้างตัวจากกรรมกรกินค่าแรงรายวัน โดยแม่เฒ่ารับจ้างทอผ้าอยู่ในโรงงงานแห่งหนึ่ง อดออมสะสมจนฐานะดีขึ้น สามารถสร้างหลักฐานมีที่ดินบ้านช่องสมฐานะ

แต่สามีก็ยังทำงานหนักไม่ยอมพักหวังจะฟูมฟักลูก 3 คน ให้อยู่อุ่นกินอิ่มโดยไม่ต้องลำบาก ช่วงนั้นแม่เฒ่าเลิกท้อผ้าแล้วอยู่บ้านเลี้ยงลูก 3 คนที่อยู่ในวัยซนไล่เรียงตามลำดับ

* * * * *

เช้าวันหนึ่งเมื่อลูกชายคนโตอายุได้ 6 ขวบ สามีของแม่เฒ่าก็หลับไปไม่ตื่นมาล่ำลา หมอที่โรงพยาบาลบอกว่าสามีตับแข็งตายทั้งๆที่ไม่เคยแตะเหล้าซักหยด

แม่เฒ่าเปลี่ยนสภาพบ้านพักเปิดเป็นร้านค้าโชห่วย ขายของสารพัดชนิด อดทนอดออมเลี้ยงลูกทั้ง 3 คนให้ร่ำเรียนจนจบปริญญา ครอบครัวอบอุ่น พี่น้องรักใคร่กันดี ไม่มีเค้าลางว่าจะแตกหัก ดั่งหนึ่งคนละสายเลือด

ลูกชายคนโตแต่งงานไปกับลูกสาวเจ้าของร้านขายทองในตลาด ในชีวิตของแม่เฒ่าไม่เคยมีความสุขครั้งไหนเหมือนวันที่ลูกชายแต่งงาน สมบัติที่มีแม่เฒ่าจัดแบ่งเป็นสามส่วน ให้ลูกชายคนโตเปิดร้านขายทองตามที่สะใภ้ต้องการ

ปีต่อมาลูกคนที่สองแต่งสาวเข้าบ้านอีกคน แม่เฒ่ายกบ้านและที่ดินที่เปิดร้านขายของสองคูหาสามชั้นให้เป็นสมบัติของลูกด้วยความยินดี โดยที่แม่เฒ่าขอสิทธิ์แค่อยู่อาศัย

สองปีถัดมาลูกสาวคนสุดท้องแต่งกับข้าราชการระดับหัวหน้ากองในจังหวัด แม่เฒ่ายกที่ดินและเงินสดก้อนสุดท้ายของแม่เฒ่ารับขวัญลูกเขยด้วยความปรีดา

และแล้ว สะใภ้คนที่สองเริ่มจุดประกายแห่งการแตกหัก ตั้งแต่แต่งเข้าบ้านไม่เคยแม้แต่เสียบปลั๊กหม้อหุงข้าว แม่เฒ่ากลายเป็นทาสในเรือน ซักผ้าทำกับข้าวจัดสำรับคับค้อนตั้งโต๊ะคอยท่าสองผัวเมียกินก่อนจนอิ่ม แม่เฒ่าจึงมีโอกาสได้กินของเหลือก่อนจะเก็บกวาดถ้วยชามไปล้าง กวาดเช็ดบ้านช่องเรียบร้อยแล้วจึงได้พักผ่อนด้วยการเดินออกไปคุยกับเพื่อนบ้านในวัยไล่เลี่ยกัน

สะใภ้สองเข้มงวดแม้แต่ของสดทุกชนิดที่ซื้อมาทำกับข้าว ต้องถามราคาแล้วยกไปชั่งน้ำหนักราคาสินค้ากับเงินทอนที่เหลือต้องตรงกับเงินที่ให้ไปตลาด แต่แม่เฒ่าก็ไม่เคยเก็บมาเป็นอารมณ์

แล้ววันหนึ่งสะใภ้สองก็จัดระเบียบการกินใหม่ หล่อนไปสั่งผูกปิ่นโต เพื่อกินกันแค่สองผัวเมีย แล้วสั่งให้ผัวจ่ายเงินให้แม่เฒ่าแค่วันละยี่สิบบาทไปหากินเอาเอง ด้วยเหตุผลโง่ๆ คือต้องการประหยัด แต่ลึกๆในใจไม่ต้องการให้แม่ผัวเม้มส่วนเกิน แม่เฒ่าคิดเอาเองว่าลูกๆ คงไม่อยากให้แม่เหนื่อยจึงน้อมรับประกาศิตลูกสะใภ้ด้วยดุษฎี สองสามวันต่อมาแม่เฒ่าก็ลืมสิ้นเพราะความรักลูก

* * * * *

หลายครั้งที่แม่เฒ่าคิดถึงลูกชายคนโตที่เปิดร้านขายทองในตลาด แม่เฒ่าจะเจียดเงินที่เก็บออมไว้ ซื้อผลไม้ที่ลูกชอบติดมือไปด้วย แต่ทุกครั้งที่แม่เฒ่าเดินเข้าไปในบ้านสะใภ้ใหญ่จะมองอย่างเหยียดๆ แล้วเดินหนีเข้าห้องแอร์ปิดประตูนอนดูโทรทัศน์ สั่งคนใช้ให้คอยสอดส่องเดินตามแม่เฒ่า เธอกลัวแม่ผัวขโมยของในบ้าน

จะคุยกับลูกชายไอ้นั่นก็ออกอาการไม่ว่างถามคำตอบคำเหมือนหนามตำโดนโคนลิ้นจนอ้าปากลำบากลำบน อึดอัดแม่ เกรงใจเมีย แกล้งถอดสร้อยคอทองคำเส้นโตที่ห้อยแขวนพระเครื่องราคาแพงในกรอบทองฝังเพชรพวงใหญ่ ขึ้นมาส่องทีละองค์ด้วยความเลื่อมใส และไม่แม้แต่จะชายตามองแม่เฒ่าที่นั่งซึมอยู่ข้างตู้ทองอย่างเดียวดายเก้ๆกังๆ อยู่พักใหญ่ก็เดินออกจากบ้านลูกชายคนโตอย่างเหงาๆ โดยมีคนใช้ของลูกหิ้วถุงผลไม้ตามมายัดคืนใส่มือ ระหว่างทางก็แวะทักทายคนรู้จักเพื่อรักษามารยาท แต่ในใจของแม่เฒ่ามันวังเวงจนจำไม่ได้ว่าพูดคุยกับใครไปบ้างระหว่างทาง

ลูกสาวคนเล็กที่แม่เฒ่าทั้งรักทั้งหวงนั่นแทบไม่ต้องพูดถึง เธอยื่นคำขาดกับแม่เฒ่าตั้งแต่ครั้งแรกที่ไปเยี่ยมเข้าพบผัวของเธอเพื่อขออำนวยความสะดวกในทางธุรกิจ และผัวของหล่อนก็ค่อนข้างเจ้ายศเจ้าอย่าง ถ้าแม่เฒ่ารักลูกก็ควรจะต้องรักษาเกียรติรักษาหน้าตาของผัวลูกด้วย แม่เฒ่าไม่เข้าใจว่าการรักษาหน้าตาของลูกเขยนั้นต้องทำอย่างไร แม่เฒ่ายังเคยปลื้มกับคำชมของเพื่อนบ้าน เขาว่าแม่เฒ่าวาสนาดีลูกเขยเป็นเจ้าคนนายคน แม่เฒ่าก็ได้แต่แอบปลื้มทั้งๆที่ไม่เข้าใจว่าทำไมการเป็นเจ้าคนนายคน จึงเหมือนกำแพงชนชั้นปิดกั้นระหว่างความเป็นแม่ลูกจนหนักหนาสาหัสขนาดนั้น

ร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้าขนาดยักษ์โผล่ขึ้นมารายรอบร้านค้าของลูกชายคนที่สอง กระทบธุรกิจของสองผัวเมียจนซวดเซ ของขายไม่ได้มากเหมือนเก่าที่เอาอะไรมาวางก็ขายหมด ปัญหาและวิกฤติการเงินในบ้านส่งสัญญาณถึงขาลง สองผัวเมียเริ่มมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง และแทบทุกครั้งลูกสะใภ้ก็จะฉวยโอกาสด่ากระทบแม่ผัวเป็นของแถมโดยไม่มีเหตุผล โดยที่ลูกชายก็ไม่ออกอาการปกป้องแม่เฒ่าแต่อย่างใด...

* * * * *

12 มิถุนายน 2530 ประมาณ 3 ทุ่มของคืนโลกาวินาศ ท้องฟ้ามืดครึ้มไปด้วยพยับเมฆสลับกับเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องเป็นระยะๆ ครู่ใหญ่ๆ ต่อมาสายฝนจึงโปรยปรายชุ่มฉ่ำน้ำนองไปทั่วเมือง

ลูกชายลูกสะใภ้ออกไปกินข้าวนอกบ้านยังไม่กลับปล่อยแม่เฒ่าเฝ้าร้านค้าคนเดียว แม่เฒ่าจำได้ว่าวัยรุ่นสองคนขี่รถเครื่องฝ่าสายฝนมาจอดหน้าร้าน ขอซื้อเบียร์หนึ่งขวด แม่เฒ่ารับเงินแล้วเดินเข้าไปเก็บในลิ้นชักโดยไม่ระแวงว่าสองวัยรุ่นแอบยกลังใส่บุหรี่ที่ลูกชายสั่งมายังไม่แกะกล่องช่วยกันแบกขึ้นรถขี่หายไปกับความมืด

ก่อนสี่ทุ่มเล็กน้อยสองผัวเมียจึงขับรถกลับเข้าถึงบ้านช่วยกันเก็บของเข้าร้าน วางของทุกชิ้นเข้าที่ที่เคยวาง เมื่อไม่เห็นลังบุหรี่จึงหันไปตะโกนถามแม่เฒ่าที่กำลังจุดธูปไหว้รูปสามีบนหิ้ง เพียงคำตอบที่แม่เฒ่าตอบว่าไม่เห็นก่อนปักธูปลงกระถาง เสียงสบถด้วยคำหยาบของลูกชายก็ดังสวนสนั่นบ้าน ครู่เดียวทั้งลูกสะใภ้กับลูกชาย ก็สลับปากจิกหัวด่าแม่กึกก้องประสานเสียงกับสายลมนอกบ้านก่อนที่ทั้งคู่จะขับรถไปโรงพักแจ้งจับแม่ลักทรัพย์

ตำรวจพาแม่เฒ่าไปนั่งอยู่หน้าโต๊ะร้อยเวร แม่เฒ่าให้การไม่รู้ด้วยซื่อบริสุทธิ์ โดยไม่ตัดพ้อต่อว่าลูกชายแม้แต่คำเดียวกว่าชั่วโมงในห้องแอร์เย็นเฉียบ แต่ในอกในใจของร้อยเวรหนุ่มร้อนรุ่มเหมือนถูกไฟนรกแผดเผา ที่ต้องวิงวอนสองผัวเมียให้เห็นบาปบุญคุณโทษ แต่สองผัวเมียกลับโยนภาระตอกย้ำให้ตำรวจอบรมแม่เฒ่า ก่อนที่จะสะบัดก้นกลับไปบ้าน โดยไม่ใส่ใจแม่เฒ่าที่เปียกฝนนั่งสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ

สายฝนยังสาดซัดกระหน่ำหนักเหมือนฟ้าแตก ตำรวจยศนายดาบขับรถร้อยเวรมาส่งแม่เฒ่าที่บ้าน บ้านซึ่งประตูเหล็กถูกปิดสนิท แม่เฒ่าลงจากรถเดินฝ่าฝนถึงหน้าบ้านแล้วแม่เฒ่าก็ตกใจสุดขีดกับภาพเบื้องหน้าที่พื้นหน้าบ้าน เสื้อผ้าเก่าๆ ยัดแน่นอยู่ในถุง ถูกโยนออกมากองเรี่ยราดเหมือนขยะ

บนกองเสื้อผ้าของแม่เฒ่า กระถางธูปและรูปถ่ายของสามีแตกกระจายเกลื่อนกราด หยาดฝนสาดซัดรูปถ่ายขาวดำของสามีจนเปียกปอนขาดวิ่น แม่เฒ่าก้มลงหยิบรูปของสามีมากอดแนบอก น้ำตาแห่งความรันทดทะลักล้นปนน้ำฝน ปวดร้าวเหมือนถูกฟ้าผ่าเข้ากลางใจ แม่เฒ่ากอดรูปนั้นไว้เหมือนจะปกป้องจากสายฝนสุดชีวิต

สองเท้าออกก้าวช้าๆ เหมือนร่างไร้วิญญาณเข้าตลาดไปหยุดนิ่งอยู่หน้าร้านขายทองของลูกชายคนโตเหมือนเป็นการบอกลา แล้วลัดเลาะฝ่าความมืดและสายฝนไปยืนอยู่หน้าบ้านลูกสาวคนเล็กเก็บภาพแห่งความรักความทรงจำสุดท้ายเป็นครู่ใหญ่ จึงเดินจากไปท่ามกลางเสียงกึกก้องของฟ้าร้องระงม สลับกับเสียงฟ้าผ่าแน่นหนักเป็นระยะ

รถกระบะเก่าๆ คันนั้นวิ่งฝ่าสายฝนมาจอดสงบนิ่งอยู่หน้ากุฏิพระของสมภารเจ้าวัดตอนตีสามเศษๆ คนขับรถพบแม่เฒ่าเดินโซซัดโซเซอยู่ข้างถนนเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ด้วยใจเมตตา เมื่อแม่เฒ่าต้องการมาที่นี่ จึงขับรถมาส่งด้วยความสังเวช

แม่เฒ่ามักคุ้นกับสมภารวัดนี้มานานแล้ว ตั้งแต่เจ้าอาวาสองค์เก่ายังอยู่ นาทีสุดท้ายของการตัดสินใจครั้งใหญ่ของชีวิต จึงไม่มีที่ไหนอบอุ่นให้พึ่งพิงเหมือนร่มเงาฉัตรแก้วกงธรรมแห่งรัตนทั้งสาม

ฟ้าเริ่มขมุกขมัวใกล้ค่ำลงทุกขณะ ผมจำเป็นต้องบอกลาท่านสมภารและแม่เฒ่าเจ้าของเรื่องราวน่าสลด นับแต่นาทีแรกที่แม่เฒ่ามาถึงที่นี่จนวันนี้ แม่เฒ่าไม่เคยออกไปนอกวัดเหมือนๆกับที่ลูกทั้งสามคนก็ไม่เคยออกติดตามถามหา จะรู้หรือไม่ก็แล้วแต่ ว่าแม่ซมซานมาอยู่วัด แต่ก็ไม่เคยปรากฏแม้แต่เงาของสามลูกอกตัญญู

* * * * *

ผมจากลาออกมาทั้งที่น้ำตาเปื้อนหน้า ประโยคสุดท้ายของแม่เฒ่าที่ฝากมา...

"แม่จำลูกได้ทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนโต จะทุกข์จะสุขก็คือลูกของแม่ แม่ให้โดยไม่เคยวาดหวังจะได้จากลูกทุกคนเป็นการตอบแทน...

ลูกเอ๋ย...เมื่อลูกยังเป็นทารกทุกครั้งที่แนบอกดูดดื่มน้ำนมจากเต้า สองมือน้อยๆของเจ้าไขว่คว้าอยู่ไหวๆ...

วันนี้แม่สิ้นแรงแทบสิ้นใจ จะมีมือของลูกคนไหน เอื้อมมาปิดตาให้แม่ก่อนสิ้นลม..."



แม่หมาขี้เรื้อนตัวนั้น...
By: hondacrvclub.com

เกิดอะไรขึ้น??? เมื่อคนใจร้ายใจดำเปี๊ยนไป๋...เอ่ยคำ "ขอโทษ" ต่อหน้า...............

เรื่องมีอยู่ว่า พี่ชิตแกเป็นคนใจร้ายใจดำครับ ชอบยิงนกตกปลาไปเรื่อย แต่ที่หนักก็คงเป็นเนื้อหมา แกกินแหลกครับ แต่แม่แกบอกมันบาปนะลูก (ไม่สน)

เมื่อราว 15 ปีก่อน มีเหตุการณ์ที่ทำให้แกเปลี่ยนไป...

ครั้งนั้นมีหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่งครับ มันมักวิ่งไปหาของกินแถวๆ บ้านแกบ่อย เพราะบ้านแกติดตลาด พี่แกกินหมาอยู่บ่อยๆ แต่กรณีหมาขี้เรื้อนแกบอก "กูกินไม่ลงว่ะ" แกทำอย่างเดียวคือไล่ฆ่า แต่มันรอดได้ทุกครั้ง มันไปหาของกินบางทีก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง

คราวนั้น เนื้อแห้งที่แกตากไว้หายไป...พอมองไปก็เห็นแม่หมาขี้เรื้อนวิ่งหลุนๆไป แกเดือดทันทีครับวิ่งตามไป คราวนี้ทันครับ เพราะหมาขี้เรื้อนวิ่งช้ามาก แกทุบไปทีเดียวหมานั่นล้มลงชักทันที (แกบอกว่าหากตีตรงจุดแค่ไม้บรรทัดก็ตาย)

แกทิ้งหมาขี้เรื้อนไว้ตรงนั้น...ไม่อยากจับแต่จะทำกินตรงนั้น จึงกลับบ้านไปเตรียมของ (แค้นจัดอยากกินหมาขี้เรื้อน) แกให้ผมเฝ้าไว้ (ยังเด็กอายุแค่ 12) ผมก็มัวแต่เก็บตะขบจนลืมดู (ในใจอยากให้มันรีบไปจะได้ไม่ตาย)

มันไปจริงครับหายวับไป พี่ชิตแกโกรธมากคงอยากเตะผมเต็มแก่ แต่ลุงผมแกเป็นนักเลงใหญ่ และเป็นคนสอนวิธีฆ่าหมา ก็ต้องวิ่งตามอย่างเดียวพร้อมบ่น "ทำไมมันไม่ตายวะ"

พักหนึ่งก็ได้ยินเสียงหมาเห่า แกตามทันทีพอไปถึง ภาพที่เห็น หมาขี้เรื้อนกำลังจะตาย...มันมีลูกที่ต้องเลี้ยง 5 ตัวครับ วัยกำลังหย่านมบางตัวยังกินนมอยู่ บางตัวก็วิ่งไปคาบเนื้อที่แม่หมาขี้เรื้อนคาบไปฝาก (เห็นกับตา)

ที่มันยังไม่ยอมตายเพราะต้องกลับไปให้นมลูก แม้น้ำนมแห้งกรัง เอาอาหารไปให้ลูก มันเรียกลูกๆเพื่อให้นม ให้อาหารเป็นครั้งสุดท้าย แม่หมาพยายามอย่างดีที่สุด มันมองผมกับพี่ชิตอย่างขอร้อง ขอให้มันให้นมลูกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย

ไม่อยากเชื่อนั่นคือ น้ำตาของหมาขี้เรื้อน มันแค่ต้องการให้นมลูกก่อนตาย พี่ชิตไม้หล่นลงกับพื้น เดินเข้าไปดูแม่หมานั่น ในยามนั้นสิ่งที่แกเห็นไม่ใช่หมาขี้เรื้อน แต่แกเห็นแม่ที่ยิ่งใหญ่ ที่ทนเจ็บกลับไปหาลูก แกไม่พูดอะไรทุกอย่างจุกอยู่ที่ลำคอ สายตาอ่อนโยนลง

ลูกหมาตัวหนึ่ง วิ่งไปหาแก กระดิกหางให้ แกอุ้มลูกหมาขึ้นพร้อมพูดว่า "ขอโทษ" พูดได้แค่นั้นแม่หมาก็ตาย

เราช่วยกันฝังแม่หมา พี่ชิตรับเลี้ยงหมานั่นไว้ทั้ง 5 ตัว ตั้งแต่นั้นแกกลายเป็นคนใจดี ไม่ไล่ยิงนกยิงหมายิงแมวอีก แกบอก "มันอาจมีลูกรออยู่ก็ได้"

วันแม่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว แกเอามะลิร้อยเป็นพวงไปให้แม่ทั้งๆที่ไม่เคยทำ พูดกับแม่ว่า

"ตอนผมอายุ 16 แม่สอนผมยังไงนะ…สอนอีกหนได้ไหมครับ"

แม่แกน้ำตาคลอพูดไม่ออก ไม่อยากเชื่อ แม่หมาขี้เรื้อนตายไป 1 ตัว กลับทำให้คนใจร้ายใจดำอย่างแกเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้...รักแม่...

วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ตลาดน้ำอัมพวา, พิษจากเงินสินสอด, นกแก้วตัวนั้น?


ตลาดน้ำอัมพวา
By: โอ ณัฐวุฒิ

"อัมพวา"ขาลง.. น้อยคนจะรู้ว่าตลาดน้ำอัมพวาในช่วงวันธรรมดา บรรยากาศช่างเงียบเชียบวังเวง ไร้เงานักท่องเที่ยว พ่อค้าแม่ค้า เหลือเพียงชาวบ้านอัมพวาเพียงไม่กี่หลังคาเรือนเท่านั้น

"เจ้าของร้านกว่า 80% เป็นคนนอกพื้นที่ทั้งคนกรุงเทพฯ คนราชบุรีนี่เยอะเลย วันจันทร์ถึงพฤหัสเขาก็กลับไปอยู่บ้าน มาเปิดร้านเฉพาะแค่ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 3 วันเท่านั้น"

ป้าพร วัย 71 เจ้าของร้านขายของชำ ยืนยันว่าการเปิดตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา ส่งผลให้การทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรืองขึ้น

"เมื่อก่อนเงียบมาก ขายได้อย่างเก่งวันละ 1,000 แต่พอมีตลาดน้ำคนมากันเยอะจนหยิบแทบไม่ทัน ช่วงบูมสุดๆสมัยปี 2550 สามวันขายได้เป็นแสน"

ปทุม วียาหาร วัย 63 เพื่อนบ้าน เล่าว่าเมื่อก่อนเธอมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ยากจนถึงขนาดต้องเก็บยอดผักจิ้มน้ำพริกกินแทบทุกมื้อ

"พอตลาดน้ำเปิด ลูกๆก็ยุให้ขายของ พวกน้ำปั่น ไอติมหลอด ขนมจุกจิก รายได้ก็เพิ่มขึ้นมาหน่อย ไม่ถึงกับรวยแต่ก็พออยู่ได้ไม่ลำบากเหมือนเก่า ใครหันมาค้าขายลืมตาอ้าปากกันได้ทั้งนั้น"

ทั้งคู่ยืนยันว่าตลาดน้ำอัมพวากำลังอยู่ในช่วง "ขาลง" เมื่อวัดจากรายได้ที่ตกลงอย่างต่อเนื่อง

"เดี๋ยวนี้คนยังมาเที่ยวเยอะก็จริง แต่กำลังซื้อลดลง เพราะสินค้าเหมือนกันไปหมด ราคาแพงไม่แพ้กรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวก็เบื่อ เคยได้ยินเด็กที่เพิ่งมาครั้งแรกพูดว่า "ไม่เห็นจะมีอะไรเลย" อีกอย่างตอนนี้มีตลาดน้ำเปิดใหม่หลายแห่ง เขาเลยแค่มาแวะเดินเที่ยวแป๊บๆแล้วก็ไปต่อที่อื่น"

@ อ่านต่อที่นี่ครับ.. 10ปี"ตลาดน้ำอัมพวา"ถึงเวลาขาลง



สวัสดีครับ ท่านเพื่อนๆของพ่อ ลุง ป้า น้า อา และพี่ๆทุกๆคน

พ่อผมสิ้นปีถึงจะกลับครับ เอา COMPAQ NoteBook คู่ชีพติดไปด้วย เมื่อมีเวลาว่างพ่อก็เข้ามาอ่านกระทู้ในเว็บ อ่านเฉยๆครับ เพราะเกรงใจต้องขอยืมแอร์การ์ดคนอื่นใช้ ผมจะติดต่อกับพ่อทาง MSN พ่อจะส่งไฟล์กระทู้หรือไฟล์ข้อความมาให้ แล้วให้ผมอยู่ทางบ้านโพสต์ลงประชาไทแทน

วันนี้วันหยุด ผมเลยมีเวลาว่างนั่งหน้าคอมฯ กำลังรอไฟล์กระทู้พ่ออยู่ครับ สงสัยงานคงยุ่งวันนี้ไม่ออนเลย

วันก่อนภาควิชาคอมฯจัดกิจกรรมพา นศ.ไปปลูกป่าชายเลนถวายพ่อหลวงที่คลองโคนสมุทรสงคราม ขากลับทางผ่านพอดีหิวเลยแวะตลาดน้ำอัมพวาหาอะไรกินรองท้องก่อนกลับกรุงเทพฯ

มองลงไปในคลองเห็นก๋วยเตี๋ยวเรือปักป้ายราคาขายชามละ 15 บาท ผัดไท 20 บาท เพื่อนๆไปด้วยกันเป็นกลุ่ม 20 กว่าคนลงความเห็นอยากกินสั่งขึ้นมา ดูชามใหญ่แต่ก๋วยเตี๋ยวนิดเดียวเท่ากำมือเด็กๆ เอาช้อนตัก 2-3 ทีก็หมดล่ะ ตอนคิดตังค์กลายเป็นก๋วยเตี๋ยวชามละ 25 บาท ผัดไท 30 บาท

ส่วนเพื่อนอีกคนเห็นปลาหมึกย่างตัวเท่าฝ่ามือสั่งมากิน ตอนคิดตังค์ตัวละ 120 เชียว สมุทรสงครามเป็นเมืองใกล้ทะเล บรรดาอาหารทะเลน่าจะถูกกว่านี้ ถ้าซื้อสดๆ 120 นี่ได้ปลาหมึกเป็นกิโล

ได้ยินว่าก่อนหน้านี้เห็นร้องกันระงม บรรดาตลาดน้ำทั้งหลายไม่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนไปเยี่ยมคงเป็นเพราะสาเหตุนี้หรือเปล่าไม่ทราบได้ นี่ไม่นับตลาดน้ำที่อื่นๆจะเป็นเหมือนที่อัมพวาหรือเปล่า ท่านเพื่อนๆของพ่อ ลุง ป้า น้า อา และพี่ๆทุกๆคน ถ้ามีประสบการณ์ก็เอามาเล่าสู่กันฟังบ้างครับ

ผมว่าไม่ไหวนะครับ คราวหน้าถ้าบังเอิญทางคณะภาควิชาคอมฯพาไปอีก ผมต้องเตรียมห่อข้าวเหนียวกับหมูอบ(จิ๊นเก็ม)ไปด้วย ส่วนน้ำก็ซื้อยกโหลแช่กระติกไปเลย

ก็อยากให้ทุกๆท่านทำอย่างนี้กันมั่ง

อิอิ...ขี้เหนียว...ขี้เหนียว


ประสบการณ์ผมที่นี่อีกที่ครับ เมื่อปีกลายไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ รถตู้พาคณะเราขึ้นดอยไปก่อน ส่วนผมขอแวะทักทายเพื่อนเก่าที่ตลาดต้นลำไยแล้วจะตามไปทีหลัง

ไปขึ้นรถสองแถวที่คิวหน้า มช. ก่อนออกรถคนขับจะเก็บค่าโดยสาร คนอื่นๆเขาจะคะยั้นคะยอเก็บค่าโดยสารขาลงด้วย โดยให้อยู่เที่ยวบนดอยได้ 1-2 ชั่วโมงแล้วรถของเขาจะอยู่รอ อ้างสารพัดว่าขาลงไม่มีรถลงนะ ผู้โดยสารคนอื่นๆกลัวไม่มีรถลงก็จ่ายค่าโดยสารขาลงไปด้วย

พอมาเก็บเงินผม ผมบอกว่ารถของผมขึ้นไปรอบนดอยแล้ว ขอจ่ายแค่ขาขึ้นอย่างเดียว คนขับแสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรผม ตกลงผมจ่ายค่าโดยสารแค่ขาขึ้นอย่างเดียว

พอขึ้นไปถึงบนดอย โอ้โฮ...รถจอดรอรับผู้โดยสารเป็นแถวยาวเหยียด ผมลองเข้าไปสอบถาม พี่รอผู้โดยสารของพี่เหรอครับ คนขับตอบว่าไงรู้ไหม ไม่ได้รอ คุณจะลงก็ขึ้นๆมาเลย แล้วขอเก็บค่าโดยสารด้วย ผมลองแย้งดู อ้าวก็ผมจ่ายค่าโดยสารขาลงแล้วทำไมต้องจ่ายอีก คนขับว่าใครจะจำหน้าได้ล่ะ ยังไงก็ต้องจ่าย เพราะรถทุกๆคันจะเข้าคิว 15 นาทีออกใครจะอยู่รอได้ตั้งชั่วโมง

ผมว่าถ้าเอารัดเอาเปรียบกันอย่างนี้ อีกหน่อยคงไม่มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยว แล้ววันนั้นก็อย่ามาร้องแรกแหกกระเชอก็แล้วกัน

ท่านเพื่อนๆของพ่อ ลุง ป้า น้า อา และพี่ๆทุกๆคน ถ้ามีประสบการณ์ก็เอามาเล่าสู่กันฟังบ้างครับ


พิษจากเงินสินสอด

"เรื่องราวต่อไปนี้.. มันเหมือนละครน้ำเน่าหลังข่าว หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง แต่เชื่อเถอะว่า เลวร้ายกว่านี้ก็มี.."

พิษจากเงินสินสอด : เพื่อนฝากแชร์ประสบการณ์ตรงอุทาหรณ์สอนใจลูกผู้หญิงค่ะ

ดิฉันเป็นผู้หญิง ขออนุญาตบอกตรงๆว่า ไม่ชอบ ไม่เห็นด้วยเลยจริงๆค่ะ

ดิฉันไม่ชอบและรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ถ้าจะต้องไปนั่งอยู่ท่ามกลางฝูงแขกเหรื่อ ให้ผู้เฒ่าสองสามคนประกาศนับเงินค่าดองออกไมโครโฟนสนุกสนาน ดิฉันคงจะรู้สึกไม่ต่างจากวัวควาย ที่ขายไปแล้วได้เงินมา คนขายมานั่งนับเงินสบายใจ

มาตรฐานการคัดกรองผู้ชายที่ให้ลูกสาว มันควรมีมิติที่กว้างและลึกกว่าการใช้มูลค่าสินสอดเป็นตัววัด

สืบเนื่องมาจาก การได้อ่านกระทู้นี้ .. http://pantip.com/topic/32256922 ..

"..ค่าสินสอด เมื่อไหร่จะยกเลิกไปซะที .. ช่วงนี้เห็นกระทู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะ ผมก็ไม่เห็นด้วยเรื่องค่าสินสอดนะ

ผู้ชายบางคนที่บ้านเค้าไม่ได้รวยมาตั้งแต่แรก ทำงานทำการตั้งใจเพื่อที่จะตั้งตัวให้ได้เร็วๆ ต่อให้รวยมาตั้งแต่เกิด แล้วมันเรื่องอะไรต้องเอาเงินของที่บ้าน ของพ่อของแม่เพื่อมาใช้เรื่องพวกนี้

ครอบครัวฝ่ายหญิงยังจะมากดดัน ด้วยการเรียกสินสอด บางกระทู้เรียกกันเป็นล้าน ถามจริงๆคนทำงานมาไม่กี่ปีจะเอามาจากไหน เห็นหลายทีที่ต้องเลิกลากันไปเพราะเคลียร์เรื่องนี้กันไม่ได้ บางคู่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อใช้กับเรื่องแบบนี้ มันไม่ควรจะเป็นแบบนั้นหรือป่าวครับ โตมาค่าเลี้ยงดู ก็ไม่ได้จะแตกต่างกัน

ปัจจุบัน ทั้งชายทั้งหญิงทำงานกันทั้งสองฝ่าย รายได้ก็พอๆกัน ก็ควรจะช่วยกันมากกว่าไหมนะ

ป.ล. -ผมเป็นผู้ชาย อาจจะไบแอสนิดหน่อย / -ผมยังไม่ได้จะแต่งงาน แต่ค่อนข้างอินนิดหน่อยครับ.."

เลยอยากแชร์เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นอุทาหรณ์ มุมมองสะท้อนสังคมอีกด้านนะคะ

เป็นเรื่องราวของ เพื่อนคนหนึ่งสมัยเรียนมัธยม ดิฉันกับเพื่อนคนนี้ สนิทสนมกันมานานพอสมควรค่ะ ครอบครัวเธอฐานะค่อนข้างยากจน แต่เธอเป็นคนใฝ่ดี เรียนดี เธอทำงานพิเศษหาเงินส่งตัวเองจนจบ

เธอได้พบรักกับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเรียนอยู่ที่เดียวกัน คบกันมาหลายปี จนเรียนจบวางแผนแต่งงานกัน

ก่อนแต่งฝ่ายหญิงเอ่ยกับพ่อแม่ว่า พวกตนยังทำงานได้ไม่นาน ขอร้องว่าสินสอด อย่าสูงเกินไปได้ไหม ตอนนั้นครอบครัวนี้ทะเลาะ ตบตีลูกสาวบ้านจะแตกกันเลยทีเดียว คนเป็นพ่อนะคะ ถึงขั้นขู่ลูกสาวว่าจ้างทนายเดินเรื่องจะฟ้องร้องเอาสินสอดจากฝ่ายชาย

ตอนนั้น ฝ่ายหญิงไม่กล้าบอกฝ่ายชาย เอามาระบายกับดิฉัน คนฟังน้ำตาไหลตาม ใจจะขาดตาม

ไม่นานหลังจากวันนั้น ฝ่ายชายก็เดินทางไปสู่ขอตามประเพณี ตอนไปสู่ขอ พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็ เรียกสินสอดเฉียดครึ่งล้าน พ่อแม่ฝ่ายชายถึงกับเหวอ เพราะครอบครัวพื้นเพของทั้งบ้านฝ่ายชายและฝ่ายหญิงก็ไม่ได้ต่างกันมาก

ผู้ใหญ่ฝ่ายชายก็พยายามกล่อม หว่านล้อม ไปๆมาๆ พ่อแม่ฝ่ายหญิงบอก ยังไงก็ต้องหามาให้ได้ ห้าแสน ทองเก้าบาท เอามาวางโชว์ ให้ชาวบ้านเห็นก็ยังดี

วันแต่ง พ่อแม่รวมทั้งตัวว่าที่เจ้าบ่าวเอง ก็ดิ้นรนหาเงินและทองจนครบตามจำนวน เอาไปวางใส่พาน โชว์ชาวบ้าน

แต่หลังงานเลิก พ่อแม่ฝ่ายหญิง เห็นเงินกองใหญ่เป็นฟ่อนๆอยู่ตรงหน้า ก็หอบเงินหนี ลูกสาวลูกเขย ทวงถามสัญญาที่ตกลงกันแต่แรก ก็บอก ให้กูแล้ว จะเอากลับไปทำไม ค่าน้ำนมกู กูเลี้ยงมา กูเบ่งคลอดมา อย่ามาเนรคุณ ต้องตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ บลาบลา..

(นึกออกป่ะค่ะ ลูกสาวดิ้นรนหาทางเรียนเอง ทำทุกอย่างสู้ด้วยลำแข้งตัวเอง คือจะขอเงินสักบาทต้องทนฟังเสียงด่าทอหยาบคายจากพ่อแม่มาตลอด)

ฝั่งเจ้าบ่าวกับพ่อแม่ โกรธจนสั่น โกรธจนพูดอะไรไม่ออก พวกเขาพาเจ้าสาวขึ้นรถกลับบ้านตอนนั้นเลย

นับว่าโชคดีอยู่ที่ ฝ่ายชายยังรักเธอไม่เสื่อมคลาย ถึงปัญหาตรงนี้มันจะหนักหนา แต่พ่อแม่ฝ่ายชายเกลียดครอบครัวฝ่ายหญิงเข้าไส้ พาลเกลียดลูกสะใภ้อย่างเธอไปด้วย

เธอต้องย้ายเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายชาย เพราะตอนแรกๆก่อนแต่งพ่อแม่ผู้ชายรักและเอ็นดูมาก ฝ่ายหญิงก็เคารพรักพ่อแม่ฝ่ายชายมาก อยากให้ย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกัน

แต่พอเกิดเรื่องปัญหาเงินค่าดอง ทำให้ทุกอย่างกลับตาลปัด เธอไม่เคยมีความสุขเลยแม้แต่วันเดียว ต้องทนฟังเสียงประณาม ด่าทอเหยียดหยาม ดูถูกดูแคลน หาว่าเธอรวมหัวกับพ่อแม่โกงเงินสินสอด แต่เธอทนเพราะรักสามีมาก

หนักเข้าฝ่ายชายก็เอนไหวไปตามแรงยุยงของพ่อแม่ เธอทนจนถึงที่สุด ที่สุดของที่สุด สุดท้ายเลยตัดสินใจหย่าขาด หย่าทั้งที่ยังรักสามีนั่นล่ะ เข้าบ้านหลังนั้นตัวเปล่า ก็ออกจากบ้านหลังนั้นมาแต่ตัวเหมือนกัน

ซมซานกลับไปบ้านพ่อแม่ สิ่งที่ได้รับ กลับไม่ใช่อ้อมกอดกำลังใจ หากแต่เป็นการเหยียบย่ำซ้ำเติม จากน้ำมือของบุพการี เธอเหมือนลูกนกหลงทางไร้ที่พึ่ง

พ่อแม่ไม่ได้คิดว่า ตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชีวิตคู่ลูกสาวตั้งพังทลาย กลับโทษเธอว่า เพราะเธอทำตัวเอง กรรมเก่าของเธอเอง

เธอถามหาเงินสินสอดขวัญถุง ที่พ่อแม่บอกว่าจะคืนให้ ก็โดนไล่ออกจากบ้าน หาว่า แกล้งเล่นละครจะหาทางออกอุบาย มาเอาเงินคืน

จนสุดท้าย เพื่อนคนนี้ก็ออกจากบ้านและไม่ติดต่อกับทางบ้านอีกเลย

ทุกวันนี้เธอมีความสุขกับชีวิตคู่ครั้งใหม่ กับสามีที่รักเธอจริง มีลูกสาวน่ารักหนึ่งคน เธอบอก ผ่านเรื่องร้ายๆมาวันนั้น ถึงวันนี้เธอไม่เคยคิดกลัวคิดท้อแท้ เพราะเธอแกร่งเกินจะล้มแล้ว

ส่วนพ่อแม่ก็ยังหาทางตามรังควานชีวิตคู่เธออยู่เรื่อยๆ เพราะเงินห้าแสนตรงนั้นหมด หายไปกับลมแล้ว

เธอขอให้ดิฉันนำเรื่องราวของเธอมาเผยแพร่เป็นวิทยาทาน

พวกคุณหลายๆคนในที่นี้ อาจจะโชคดีมากๆๆที่พ่อแม่เข้าใจ และยอมรับคุณ ไม่เอาเงินสินสอดมาบั่นทอนความสุขของลูกเต้า

ถ้าคุณพ่อคุณแม่ท่านใด ไม่หวังรวยเงินก้อนทางลัดจากลูกเขย ยกสินสอดให้ลูกไปตั้งตัว เป็นเงินขวัญถุง รักและเอ็นดูลูกเขยลูกสะใภ้อย่างดี ทุกอย่างงราบรื่นดี ดิฉันขอคารวะจิตใจความเป็นพ่อแม่ จริงๆค่ะ

มันเหมือนละครน้ำเน่าหลังข่าว หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง แต่เชื่อเถอะค่ะว่า เลวร้ายกว่านี้ก็มี

โดยส่วนตัวแล้ว ถ้าในอนาคตภายภาคหน้ามีลูกสาว ลูกชาย ดิฉันไม่เคยคิดว่า จะให้ตัวเองเป็นภาระของลูกเต้า ดิฉันไม่ปรารถนาจะให้ลูกมาส่งเสีย เพราะมีงานทำ เก็บออมมีเงินเก็บ มีประกันชีวิตประกันสุขภาพอย่างดี พวกเขาต้องสร้างครอบครัวมีชีวิตเป็นของตัวเอง

ดิฉันมีลูกเพราะอยากมี ตั้งใจจะมี ไม่ได้หวังจะมีเพื่อเอามาหาประโยชน์ใส่ตัว สิ่งสำคัญที่สุด คือ ไม่คิดจะเอาการอุ้มท้องตั้งท้องตรงนั้น มาเป็นเงื่อนไขบุญคุณล้นฟ้ากับลูก

เพราะเราเลือกจะทำให้ลูกเกิด ลูกเลือกเกิดไม่ได้ พวกเขาไม่ได้บังคับพวกเราให้ทำให้เขาเกิดมา

การคลอดมันเป็น กระบวนการทางธรรมชาติของการดำรงเผ่าพันธุ์ สตรีเมื่อตั้งครรภ์ธรรมชาติมันจะดำเนินไปตามครรลองของมันเอง ความเจ็บปวดตรงนั้นก็เป็นธรรมชาติของการคลอด

แม้แต่การคลอดธรรมชาติ คนเป็นพ่อแม่ยังไม่สามารถกำหนดวันคลอดเองได้ ธรรมชาติมันกำหนดของมันเองแล้ว.

By: เจ้าหญิงลิงกัง
1 กรกฎาคม 2557 เวลา 22:25 น.
http://pantip.com/topic/32268703


นกแก้วตัวนั้น?

ชายคนหนึ่งไปซื้อนกแก้วที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง เห็นนกแก้วตัวหนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และเคาะแป้นคีย์บอร์ดอยู่ จึงเกิดสนใจถามคนขายว่า

ชายคนนั้น : ลุงๆ ไอ้ตัวนั้นราคาเท่าไหร่?

คนขาย : 15,000 บาท

ชายคนนั้น : แล้วมันทำไรได้บ้างล่ะ

คนขาย : ก็ไม่เท่าไหร่ แค่ใช้ window,mac,unix แล้วก็พวกซอฟแวร์ office ต่างๆ

ชายคนนั้น : แล้ว ไอ้ตัวข้างๆมันล่ะ

คนขาย : 25,000 บาท

ชายคนนั้น : โอ้โฮ! อย่างนี้มันคงเขียนโปรแกรมได้ด้วยมั้ง (หัวเราะ)

คนขาย : ก็ใช่ แถมมันยังดูแล server แล้วก็เขียนโปรแกรมจัดการกับ Database ของร้านได้ด้วยนะ

ชายคนนั้น : แล้วไอ้ตัวนั้นล่ะ ตัวที่มันนั่งเฉยๆอยู่ข้างหลังน่ะ (ชี้ไปที่นกอีกตัว) มันทำอะไรได้บ้างล่ะ

คนขาย : ไอ้ตัวนั้นอ่ะนะ วันๆผมไม่เห็นมันทำอะไรเลย นอกจากแหกปากด่าไอ้สองตัวที่นั่งหน้าคอมอยู่นั่นแหละ ผมโคตรรำคาญมันเลยคุณ

ชายคนนั้น : แล้วมันราคาเท่าไหร่ล่ะ

คนขาย : 100,000 บาท

ชายคนนั้น : เฮ้ย! ทำไมล่ะ

คนขาย : ผมก็ไม่รู้ แต่เห็นไอ้ 2 ตัวนั่น เรียกมันว่า หัวหน้า!!!