"คู่มือ...ทำกับข้าวเมืองเหนือประยุกต์" (ฉบับรีไซเคิ้ล) เล่มนี้ ผมขออนุญาตเรียกอย่างนี้ เพราะกระดากที่จะเรียกว่า "ตำรา" ผมเขียนขึ้นจากประสบการณ์ในการทำกับข้าวด้วยตนเองเกือบจะทุกวัน ตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่จนเกือบจะลาจากโลกใบนี้ไปแล้ว ส่วนหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นส่วนมากที่สุดมาจากความทรงจำในอดีต ที่ได้อาสาเป็นลูกมือช่วยผู้ใหญ่ทำกับข้าวอยู่เสมอ... และทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ผมได้ตรวจสอบชำระข้อความบางท่อนบางตอนที่เป็นส่วนสาระสำคัญกับหนังสือ "ตำราทำกับข้าวเมืองเหนือ" เขียนโดย คุณสงวน โชติสุขรัตน์ ซึ่งเป็นบรมครูทางการหนังสือพิมพ์ขั้นปฐมของผม แล้วนำมาคลุกเคล้าผสมผสานเรียบเรียงเขียนขึ้นมาใหม่ในเชิง "เล่าสู่กันฟัง" ทั้งนี้ เพื่อสะดวกแก่คนรุ่นใหม่ จะได้นำเอาไปเป็น "คู่มือ" อนุรักษ์การทำกับข้าวของเมืองเหนือ ให้คงอยู่ถึงคนรุ่นต่อๆไป โดยคำนึงถึงวิธีการการทำกับข้าวเพื่อให้ทำกันได้อย่างง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนอะไร

วันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"ก่อนชีวิตจะจางหาย ภายใต้ฟ้ากว้าง" (3) By: Chote Vanhakij

"ขออนุญาตคุณ Chote Vanhakij ขอนำบทความของท่านมาโพสต์ที่นี่นะครับ" ธนวุฒิ ดุษฎีปัญจพร

UpDate..
ตอนที่ 21 "ประสาพราน" ถึง ตอนที่ 30 "กะระณียะเมตตสูตร"

"ก่อนชีวิตจะจางหาย ภายใต้ฟ้ากว้าง"
By: Chote Vanhakij

@ คลิกที่นี่.. ตอนที่ 1 "ถวิลหาอดีต..." ถึง ตอนที่ 11 "ล่าเก้ง"
@ คลิกที่นี่.. ตอนที่ 12 "ผีโพง" "ผีเป้า" ถึง ตอนที่ 20 "คาถากันผีน้ำ"
@ คลิกที่นี่.. ตอนที่ 31 "ป" ถึง ตอนปัจจุบัน


ตอนที่ 21 "เรื่องประหลาด" "ประสาพราน"

"ประสาพราน"

พอดีมีเรื่องไม่สบายใจเกี่ยวกับความผูกพันในเพื่อนเฟสเลยขอเอาเรื่องเบา ๆ มาคั่นสักวันครับ จะหยุดเขียนก็จะว่างไปมีกฎข้อห้ามของพรานล่าสัตว์มาให้อ่าน.

กฎข้อห้ามของพรานล่าสัตว์ที่มีมาแต่โบราณ เรื่องพวกนี้แม้ในสมัยปัจจุบัน ป่าแทบจะไม่เหลือแล้ว แต่ถ้าได้อ่านแล้ว ก็ควรจะจดจำรำลึกไว้ครับ...อย่าถึงกับละเลย.

เช่น........................

1. ไม่ยิงสัตว์ที่กำลังท้อง หรือมีลูกอ่อน ๆ จะรู้ว่าสัตว์นั้นมีท้อง หรือมีลูกอ่อน ต้องหัดสังเกตเองครับ เช่นเห็นนกที่ปากคาบแมลง, หนอน หรือไส้เดือนไว้ตลอดไม่ยอมกลืนกิน ก็คิดได้เลยครับ มันกำลังหาอาหารไปป้อนลูกอ่อนของมัน

2. ยิงสัตว์ถ้ามีโอกาสต้องยิงให้ตาย...เพราะถ้าปล่อยไปจะเป็นอันตรายกับพราน หรือชาวบ้านป่าคนอื่น.

3. ไม่พูดจาหยาบคาย ขณะอยู่ในป่าหรือออกล่าสัตว์.

4. นั่งห้างกลางคืน ปวดขี้ปวดเยี่ยวก็ห้ามลงจากห้าง(พรานโบราณตัดกระบอกไม้ไผ่ขึ้นไปบนห้างไว้ฉี่) มีคนมาเรียกหรือตามกลับบ้านก็ห้ามลง จนกว่าจะรุ่งเช้า (พรานโบราณ มักบอกว่าเป็นเสือสมิง, ผีป่า, ผีโป่ง ถ้าเป็นเสือสมิงจำแลงมา ให้โยนไม้ขีดไฟ หรือไฟแช็ค ให้จุด ซึ่งเสือไม่มีมือ จะจุดไฟไม่ได้ ถ้าจุดไฟให้ดูได้ ค่อยลงจากห้าง แต่ถ้าไม่ใช่ พรานโบราณบอกยิงหัวได้เลย)

แต่พูดแล้วก็ยาวครับ...ต่อให้เป็นชาวป่า เมียพราน หรือพรานเดินป่าคนอื่น ไปตามหาพรานที่นั่งห้างกลางป่า ก็ผิดปกติอยู่

5. ไม่ยิงสัตว์มั่ว ประเภทคะนองปืน เจอตัวอะไรก็ยิงดะไป.

6. ไม่เผาป่าเพื่อให้หญ้าอ่อนเกิดใหม่ และมารอยิงเก้ง กวาง หรือกระต่าย ที่จะมากินหญ้าระบัด หรือออกมาเล่นลานหญ้า.

7. ห้ามทำปืนผูก เพราะเป็นอันตรายกับชาวป่า หรือพรานคนอื่น ๆ อย่างนี้ก็ตายกันมาเยอะแล้วครับ.

8. ไม่มั่นใจว่าเป้านั้น เป็นคนหรือสัตว์อย่ายิง อย่างนี้พรานชาวกรุงที่ส่องสัตว์ หรือแม้แต่พรานชาวบ้านด้วยกัน ก็ยิงกันตายมาเยอะแล้ว เพราะบางทีอาจเป็นชาวบ้าน หรือพรานด้วยกันมานั่งถ่ายทุกข์หัวผลุบ ๆ โผล่ ๆ มองไม่ดีกลายเป็นสัตว์ไป โป้งเข้าให้...จอดเลย...!

9. ไม่ทิ้งขยะหรือของเหลือใช้ไว้ในป่า จำเป็นก็ต้องกลบฝัง เพราะสัตว์ป่ากระสากลิ่นเร็ว...อาจเตลิดหนี

หรือห้ามถ่มน้ำลายในป่าเปะปะไปทั่ว เหตุผลคงเพราะกลัวสัตว์กระสากลิ่น.

10. ถ้าจะล่าสัตว์ มีการขอ หรือบนจากเจ้าป่าก็ควรจะเซ่นไหว้ทุกครั้ง ด้วยข้าว หมาก พลู บุหรี่ หรือบางคนถึงขนาดเตรียมเหล้าขาวไปจากบ้านก็มี เพื่อใช้บนเจ้าป่า และอยากยิง อยากได้อะไรก็บอกกล่าวท่านไป ขอแล้วต้องยิงสัตว์ที่ขอเท่านั้น ห้ามยิงสัตว์อื่น เช่น ขอกวาง แต่ไปยิงกระทิงแบบนี้ก็ไม่ได้ เพราะจะผิดอาถรรพ์ป่า จนพรานเองจะอยู่ไม่ได้ บางทีเกิดพายุใหญ่ในป่า ฝนตกหนัก จนพรานป่วยไข้ตาย หรือยิงสัตว์ไม่ตาย ต้องตามซ้ำ จนตัวเองโดนเสือกัดตาย เพราะไปทำผิดกฎป่า

11. ห้ามทำห้างบนต้นไทร หรือบนต้นไม้ที่มีรากโผล่ขึ้นมาบนดิน(เชื่อกันว่ามีผีเจ้าที่ หรืออย่างอื่นสิงอยู่...แต่ผมมองว่าต้นไทรมันรก น่าจะมีงูใหญ่อาศัยอยู่แล้วเป็นอันตรายกับพรานมากกว่า พรานโบราณถึงห้าม)

12. ห้ามทำลูกห้างเกินจำนวน ไม่แน่ว่าเท่าไหร่? แต่คิดว่าไม่เกินสิบ เพราะต้องไปตัดไม้มาจากที่ไกล ๆ คงลำบากกับพรานที่ทำห้างมากกว่า.

อ้าว...! ทำไมต้องไปตัดจากที่ไกล ๆ ที่จะนั่งห้างละครับ?.

ก็อย่างที่บอกครับ สัตว์ป่ากระสากลิ่นเร็ว ต่อให้นั่งเฝ้าโป่ง ไปตัดไม้รอบโป่งมาทำลูกห้าง พรานก็นั่งไปเถอะครับ สามวันก็ไม่มีสัตว์เข้ามาให้ยิง

13. ห้ามนั่งหลับบนห้าง เพราะเขาเล่าว่าพรานเก่า ๆ โดนงูเหลือม งูหลามเอาไปกินเยอะแล้ว เช้าแล้ว เพื่อนพรานมาตะโกนเรียกก็ไม่เห็น ปีนขึ้นไปบนห้าง ก็เห็นแค่ปืนแก๊ป และเครื่องใช้ส่วนตัวเหลืออยู่

(ข้อนี้ ส่วนตัวผมคิดว่าเกินไป เพราะงูใหญ่พวกนี้ กินสัตว์ใดแล้ว มักจะนอนอยู่ในที่ใกล้ ๆ ไปไหนไกลไม่ได้ ถ้ามีอะไรมาแตะต้องตัว มันจะรีบสำรอกเหยื่อออกทันที พอหายเหนื่อย แล้วจะเลื้อยหนี).

มีเรื่องเล่าแทรกว่า พรานเก่าแก่ชาวกะเหรี่ยงบางคนจะใช้เชือกกล้วยมาทำเข็มขัดผูกเอว และทำสร้อยคอเวลาเข้าป่านั่งห้าง (เชื่อว่างูเหลือม-งูหลามแพ้เชือกกล้วย ผู้เล่า เล่าว่า งูรัดพรานตายแล้ว แต่กลืนเข้าไปได้แค่ครึ่งตัว เพราะติดเชือกกล้วยที่ทำเป็นเข็มขัดที่เอว เลยขยอกน้ำย่อยออกมาย่อย จนเมื่อมีคนไปพบศพ ก็เหม็นคละคลุ้งไปทั้งป่า).

14. กลางคืน ห้ามทำบังไพรตรงโป่ง ให้นั่งห้างอย่างเดียว จะปลอดภัย เพราะมักจะมีผีโป่งเป็นลูกไฟ ลอยไป ลอยมาให้เห็นเสมอ และมักจะกรีดร้องเสียงแหลมเล็กเหมือนเด็กและผู้หญิง (เข้าใจว่า คงจะไม่ปลอดภัยจากเสือมากกว่า เพราะตรงโป่งมีสัตว์เยอะ เสือคงจะเข้ามาด้อมบ่อย เผลอ ๆ พรานกำลังจ้องแต่สัตว์ข้างหน้า เสือโคร่งก็เล่นพรานซะเอง).

15. ห้ามตั้งแคมป์ใกล้แหล่งน้ำ ถ้าในป่านั้น มีแหล่งน้ำแหล่งเดียว เขาว่ากลัวช้างป่ามาทำลายแคมป์.

16. #กินน้ำจากป่าต้องต้มทุกครั้ง อันนี้สำคัญครับ ต้องทำทุกครั้งถ้ามีโอกาส เพราะมีเชื้อไข้ป่า และตายกันมานักต่อนัก.

17. วันพระไม่ออกล่า คงเพราะคิดว่า ไม่น่าจะได้สัตว์

18. ไม่ฆ่างูจงอาง เพราะกลัวคู่ของมันจะมาทำร้าย.

19. ไม่นำลูกของสัตว์ป่ามาขาย...ไม่ยิงหรือทำร้ายสัตว์มีลูกอ่อน ตามที่กล่าวแล้ว.

20. ส่วนข้อสุดท้าย บอกไว้สำหรับคนปัจจุบัน ห้ามมีเพศสัมพันธ์ในป่า.

#เรื่องเล่าแทรก...หลายปีมาแล้วครับ ขณะนั้นหลังปีใหม่มีโอกาสไปหาปลากับญาติข้างเมีย ลูกชาย และเพื่อนของลูกที่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ค่อนมาทางทุ่งทะเลทราย อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ห้า หกคน มีด่าง(อวนล้อม...ภาษาถิ่น แหครบคน)...พอดีไปถึงโน่น มีกลุ่มคนหาปลาซึ่งเป็นคนงานจากทางอีสาน มารับจ้างตัดอ้อย ว่างจากตัดอ้อย ก็มาหาปลา ไม่ได้นัดแนะแต่ก็รู้จักกัน เลยรวมเป็นกลุ่มใหญ่ กั้นด่างหัวคลอง ท้ายคลอง เตรียมหาปลา.

ตอนที่รื้อหญ้า ก็แปลก ๆ ว่าลุงเขย แกไม่รื้อหญ้าที่หัวคลอง แต่ขึ้นจากหัวคลองมารื้อหญ้าที่ใกล้ ๆ ผม(แกจับงูขายมาก่อน)รื้อหญ้าเสร็จ ก็ลงทอดแหกันสักพัก.

ก็ได้ยินเสียงล้งเล้ง ๆ ทางหัวคลอง ว่าเจอปลาชะโดใหญ่ เรียกแหมาหลายปาก ช่วยกันทอดแหซ้อนกันหลาย ๆชั้น กันปลาแหกออก

ปล้ำกันอยู่ 10 นาทีได้ ปลาก็ยังแหกออกได้ทุกครั้ง ผมเองก็แปลกใจ เลยบอกพวกคนงานหยุดทอดแห รอปลาผลุบน้ำ แล้วผมจะทอดแหเอง.

สักพักก็โผล่ละครับ หัวเท่ากำปั้น...งูเหลือมครับ...!!!

แต่ต้องจับงูขึ้นจากน้ำ เพราะไม่อย่างนั้น จะไม่มีใครลงน้ำหาปลาอีกเพราะขยาด.
ผมก็บอกพวกคนงานตัดอ้อยว่า เดี่ยวจัดการให้...ขอแหปากใหญ่ ๆ สิบสองศอก จากแรงงานตัดอ้อย กะว่าไม่พลาด ก็โยนตูม ครอบงูเหลือมตรงกลางพอดี.

พอแหจมเสร็จแล้ว ก็ค่อย ๆ เดินลงน้ำ ค่อยตะล่อมรวบตีนแห ไล่ต้อนงู ไปอยู่ตรงกลางแห ขอแรง แรงงานตัดอ้อยคนเฒ่าที่ไม่ค่อยกลัวงูให้ดึงจอมแหพ้นน้ำ ไม่ให้โดนตัวงู กลัวงูมุดออกจากแห พอรวบตีนแหได้เสร็จ ผมก็ยกขึ้นฝั่งพร้อมกับคนเฒ่า.

ก็ตัวเบ้อเริ่มละครับ ที่อยู่ในแห ที่เหลือพอเห็นก็แตกตื่นไม่กล้าเข้าใกล้...ผมก็ค่อย ๆ เปิดแหล้วงเข้าข้างใน กำที่ลำคองู(ที่กล้า เพราะรู้ว่างูเหนื่อยมากแล้วจากการโดนทอดแห)ได้ ก็บอกให้ลูกชายเอาถุงปุ๋ยมาหา.

ยกขึ้นใส่ถุงปุ๋ย บอกเลิกหาปลา ก็พากันวิ่งรถยนต์ย้อนลงมาทาง อ.อินทร์บุรี ถามหาร้านรับซื้องู เจอหลายร้าน แต่ไม่ซื้อ จนมาถึงร้านหนึ่ง เขายอมรับซื้อ แต่ซื้อแค่กิโลกรัมละ 50 บาท(งูตัวนี้ชั่งแล้ว 16 กิโลกรัม) ใหญ่ เล็กแค่ไหนก็ลองคิดดูนะครับ ลำตัวขนาด 4 นิ้วครึ่ง.

มีโอกาสผ่านทางอินทร์บุรี จะไป อ.ตากฟ้า แยกซ้ายเข้าทางสะพานข้ามถนน ตามสะพานลงอีกฝั่ง วิ่งรถเข้าไปตามถนน จะมีร้านอาหารแปลก ๆ ประเภทผัดเผ็ดงูเห่า ผัดเผ็ดคางคก หนูนา ฯลฯ ให้ชิมครับ.

ขอพักเรื่องเดินป่าเมืองเพชรฯ สักตอน ฝากภาพ มาให้ชมก่อนครับ.

ตอนหน้าจะมาต่อ....!

Chote Vanhakij
30 กรกฎาคม 2560 เวลา 22:28 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1889979217989688&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 22 "เรื่องประหลาด" "ขันธะปริตตะสูตร"

"ขันธะปริตตะสูตร"

การนับถือ หรือเชื่อว่าคาถา(คำที่สื่อถึงอำนาจใดอำนาจหนึ่ง,คำศักดิ์สิทธิ์)จะให้ผลได้นั้น ต้องมีการย้อมใจให้อยู่ในอารมณ์นั้น ๆ ด้วย(ภาษาในทางธรรมชั้นสูง ๆ อาจเรียกว่าปฏิภาคนิมิต)จะยังไม่อธิบายนะครับ.

จะแถไปเรื่องไสยศาสตร์ก่อน และเมื่อจะแถก็เอาเรื่องแบบนี้เลย เดี๋ยวจะหาว่าไม่รู้จริง...!!!

ลองคิดกันเล่น ๆ ว่า เวลาทำเสน่ห์ให้ผัวรัก ผัวหลง หรือเมียน้อย อยากทำเสน่ห์ให้อาเสี่ยหลง ทำไมเวลาลงนะหน้าท้อง(สะกดไม่ผิดครับ) ปิดทองหัวนม ฯลฯ อาจารย์ที่ทำพิธีต้องให้มีการถอดเสื้อ ถอดผ้า ทำพิธีเหมือนกับจะร่วมเพศ ต้องคลึง ต้องเค้น ต้องนวดให้เกิดอารมณ์เพศ.

มันมีอุปเท่ห์อยู่ในนั้นครับ...ก็คือการย้อมใจให้อยู่ในอารมณ์นั้น ๆ เพื่อให้เกิดความขลัง และแรงดึงดูดสามารถเกาะเกี่ยวเอาอารมณ์คนอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเองและมีอารมณ์เดียวกับตัวเองให้หลงและติดอยู่ในอารมณ์นั้น ๆได้ และอยากเข้าถึงอารมณ์นั้น ๆ เสมอ(ที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่าหลงนั่นแหละ)โดยมีตัวคาถา หรือวิทยามนต์ที่อาจารย์เสกเป่าเข้าไปในขณะนั้น เป็นตัวบังคับให้คนให้หลงติดในอารมณ์คนที่ทำเสน่ห์นั้น ๆ เข้าไปด้วย.

มันยังไง ???.

ยังงี้ครับ...เมื่ออาจารย์และคนที่ทำพิธี พร้อมแล้ว จะให้ลูกศิษย์ถอดเสื้อผ้า นอนหงาย อาจารย์ที่ทำพิธี จะใช้วัตถุอาถรรพ์ตามตำรับของใคร ของมัน คลึงเคล้นที่จุดจะลงอาถรรพ์ หรือใช้มือก็ตามแต่ จนลูกศิษย์เริ่มเคลิ้ม อยู่ในอารมณ์กระสันปั่นป่วน มีอารมณ์ทางเพศ (อาจารย์ที่ทำพิธีจะมีอารมณ์ตามไม่ได้นะครับ...ขอบอก) อาจารย์ที่ทำพิธี ก็จะเริ่มลงนะ หรืออาคม วิทยามนต์ตามตำราไสยศาสตร์ที่เรียนมา คลึงเค้น จนแผ่นทองจมหายไปในจุดที่จะฝังอาถรรพ์ หรือวัตถุอาถรรพ์นั้นเคล้นไปตลอดจนจบวิทยามนต์ ถ้าอาจารย์ไม่ตบะแตกเสียก่อน...ก็เป็นอันเสร็จพิธีตามตำรับ.

(แต่ถ้าอาจารย์มีอารมณ์เพศเสียเอง ตบะแตกโดยเผลอไปมีเพศสัมพันธ์กับลูกศิษย์ ตอนที่ลูกศิษย์เคลิบเคลิ้ม มีอารมณ์เพศ อย่างนี้พิธีเสียนะครับ...พิธีแตกแล้ว ไม่ขลังแล้ว).

อ้าว...! แล้วมันขลังยังไง? ตอนไหน?...

ตอนนี้ครับ...................!!!

ตอนที่ลูกศิษย์กำลังเคลิบเคลิ้มปั่นป่วนด้วยอารมณ์เพศ ตอนนั้นแหละที่เขาเรียกย้อมใจด้วยอารมณ์นั้น เป็นเอกัคคตารมณ์ (มีอารมณ์เดียวที่กำลังคุคลั่ง) แต่ไม่สามารถกำกับวิทยามนต์ลงไปด้วยตัวเองให้เพิ่มความขลังลงไปได้ ต้องให้อาจารย์ช่วย และถ้าอาจารย์กำกับวิทยามนต์ลงไปถูกจังหวะ ถูกเวลาตรงกันแล้ว เมื่อจบวิทยามนต์ เมื่ออารมณ์คนเข้าพิธีสงบมีสติคืนมาแล้วเป็นอันจบพิธี(โดยที่อาจารย์ไม่ตบะแตกเสียเอง โดยต้องมาร่วมเพศจริง ๆ กับคนทำพิธี)ทางไสยศาสตร์นับว่าเข้มขลังยิ่งนัก.

เมื่อจบพิธีแล้ว อาจารย์จะเสกเป่าเพิ่มเติม บอกข้อกำกับเพิ่มหรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วแต่ตำราของใคร ของมัน.

มันออกฤทธิ์ตอนไหน?.

ตอนนี้ครับ เมื่อเธอผู้นั้น มีโอกาสมีเพศสัมพันธ์กับใครที่เธอต้องการให้หลงเมื่อเข้าถึงอารมณ์เพศที่เธอมีตอนทำพิธีไสยศาสตร์ แรงเอกัคคตารมณ์ที่เธอเคยมี และแรงกำกับจากวิทยามนต์จะออกฤทธิ์ หน่วงเอาอารมณ์คนที่มีเพศสัมพันธ์กับเธออยู่ด้วย ให้คลุ้มคลั่ง ลุกโชนผิดปกติ

แม้ผ่านไปแล้ว ก็จะถวิลหาอารมณ์นั้นไม่วายเว้นชนิดที่เรียกว่าเช้า ค่ำ ย่ำเย็น ก็ถวิลหาแต่อารมณ์นั้น แบบที่คนโบราณท่านว่าโดนของจนหน้าดำนั่นแหละ...!

อธิบายมาน่าจะพอเข้าใจนะครับ ว่าการหน่วงอารมณ์ หรือการย้อมใจ ย้อมอารมณ์ให้เป็นเอกัคคตารมณ์เพื่อให้คำศักดิ์สิทธิ์, วิทยามนต์, คาถาอาคม, หรืออะไรก็แล้วแต่ออกฤทธิ์นั้นมันเป็นอาการแบบนี้.

แม้จะเป็นไสยศาสตร์ชั้นต่ำ ก็ต้องการแรงสมาธิ

ทีนี้...สมาธิที่ค่อนข้างห่างกิเลสไป และชั้นสูง ๆ มันเป็นยังไง?

จะเอาเรื่องกสิณไฟ มาอธิบายเป็นลำดับให้อ่านครับ...การจะเรียนกสิณไฟ ต้องมีนิมิต(หรือรูปเปรียบ หรือตัวอย่างของไฟ)มาเป็นแบบก่อน.

นิมิต คือ เครื่องหมายสำหรับให้จิตกำหนดในการเจริญกรรมฐาน, ภาพที่เห็นในใจอันเป็นตัวแทนของสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน.

1. บริกรรมนิมิต (นิมิตแห่งบริกรรม,นิมิตตระเตรียมหรือแรกเริ่ม ได้แก่สิ่งใดก็ตามที่กำหนดเป็นอารมณ์ในการเจริญสมถะกรรมฐาน เช่น กสิณไฟ ก็ต้องมีกองไฟหรือดวงไฟที่เตรียมไว้เป็นอารมณ์(preliminary sign)) ได้ในสมถะกรรมฐานทั้ง 40 วิธี.

2. อุคคหนิมิต (นิมิตที่ใจเรียน, หรือนิมิตติดตา ได้แก่ บริกรรมนิมิตนั่นแหละแต่เราจำหรือเพ่งจนติดตา ติดใจ จนเห็นแม่นในมโนสำนึก หลับตาบริกรรมก็มองเห็นภาพไฟในนิมิตใจอยู่ตลอด (learning sign; abstract sign; visualized image))ได้ในสมถะกรรมฐานทั้ง 40 วิธี

3. ปฏิภาคนิมิต (นิมิตเสมือน, นิมิตเทียบเคียง ได้แก่นิมิตที่เป็นภาพเหมือนของอุคคหนิมิตนั้น แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากสัญญา เป็นเพียงอาการปรากฏแก่ผู้ได้สมาธิ จึงบริสุทธิ์จนปราศจากสีเป็นต้น และไม่มีมลทินใด ๆ ทั้งสามารถนึกขยายหรือย่อส่วนได้ตามความปรารถนา----sign; conceptualized image)) นิมิตนี้ได้ในเฉพาะกรรมฐาน 22 คือ กสิณ 10, อสุภะ 10, กายคตาสติ 1, และอานาปานสติ 1.

เมื่อฝึกจนเกิดเป็นปฏิภาคนิมิตขึ้น จิตย่อมตั้งมั่นเป็นอุปจารสมาธิ จึงชื่อว่าปฏิภาคนิมิตเกิดพร้อมอุปจารสมาธิ เมื่อเสพ(ทำบ่อย ๆ)ในปฏิภาคนิมิตนั้นสม่ำเสมอด้วยอุปจารสมาธิ ก็จะสำเร็จเป็นอัปนาสมาธิต่อไป

ปฏิภาคนิมิต จึงชื่อว่าเป็นอารมณ์หรือบาทฐานแห่งอุปจารภาวนา(อุปจารสมาธิ) และอัปปนาภาวนา(อัปปนาสมาธิ)...

นึกถึงตอนที่ผมสวด "อาฏานาฏิยะปริตตะสูตร" ในป่าวันแรกที่บอกว่า แผ่เมตตาแล้วขยายจิตออกเป็นวงกลมได้ไหม?.

คือตรงนี้แหละครับ...สร้างอุคคหนิมิตจากภาพรอบตัว สาธยายปริตตะสูตรแล้ว ขยายจิตออกเพื่อเป็นการสร้างเกราะ(รั้ว) ทางจิตไว้ให้ตัวเองแล้วก็จำวัตร.

เช่นหลวงพี่สองท่านที่มาจาก จ.มหาสารคาม ท่านทำ รูปแรก เสกไม้ ขีดดินรอบที่นอน...!

อีกรูป หยิบก้อนดินมาเสก แล้วโยนเป็นอาณาเขตกั้นข่ายอาคมไว้ทั้ง 4 ทิศ.

ส่วนจะมีอะไรเกิดขึ้น และขันธะปริตตะสูตมีเนื้อความว่าอย่าง รอต่อวันหน้าครับ.....

Chote Vanhakij
7 สิงหาคม 2560 เวลา 23:49 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1894007774253499&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 23 "เรื่องประหลาด" "ขันธะปริตตะสูตร" (ต่อ)

"ขันธะปริตตะสูตร" (ต่อ)

จะเอาเรื่องกสิณไฟ มาอธิบายเป็นลำดับให้อ่านครับ..การจะเรียนกสิณไฟ ต้องมีนิมิต(หรือรูปเปรียบ หรือตัวอย่างของไฟ)มาเป็นแบบก่อน...ในสมัยโบราณฤๅษี, ดาบส, นักพรต, นักสิทธิ์, วิทยาธร ที่บำเพ็ญตบะ หรือเล่นกสิณไฟ จะจุดไฟไว้ในอาศรมเพื่อเป็นเครื่องเจริญกสิณ ไม่ดับตลอดเวลาจนกว่าจะละบริกรรมนิมิต ถือเอาปฏิภาคนิมิตเจริญจิตอย่างเดียว.

นิมิต คือ เครื่องหมายสำหรับให้จิตกำหนดในการเจริญกรรมฐาน, ภาพที่เห็นในใจอันเป็นตัวแทนของสิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน.

1. บริกรรมนิมิต (นิมิตแห่งบริกรรม,นิมิตตระเตรียมหรือแรกเริ่ม ได้แก่สิ่งใดก็ตามที่กำหนดเป็นอารมณ์ในการเจริญสมถะกรรมฐาน เช่น กสิณไฟ ก็ต้องมีกองไฟหรือดวงไฟที่เตรียมไว้เป็นอารมณ์(preliminary sign)) ได้ในสมถะกรรมฐานทั้ง 40 วิธี.

2. อุคคหนิมิต (นิมิตที่ใจเรียน, หรือนิมิตติดตา ได้แก่ บริกรรมนิมิตนั่นแหละแต่เราจำหรือเพ่งจนติดตา ติดใจ จนเห็นแม่นในมโนสำนึก หลับตาบริกรรมก็มองเห็นภาพไฟในนิมิตใจอยู่ตลอด (learning sign; abstract sign; visualized image))ได้ในสมถะกรรมฐานทั้ง 40 วิธี

3. ปฏิภาคนิมิต (นิมิตเสมือน, นิมิตเทียบเคียง ได้แก่นิมิตที่เป็นภาพเหมือนของอุคคหนิมิตนั้น แต่เป็นสิ่งที่เกิดจากสัญญา เป็นเพียงอาการปรากฏแก่ผู้ได้สมาธิ จึงบริสุทธิ์จนปราศจากสีเป็นต้น และไม่มีมลทินใด ๆ ทั้งสามารถนึกขยายหรือย่อส่วนได้ตามความปรารถนา----sign; conceptualized image)) นิมิตนี้ได้ในเฉพาะกรรมฐาน 22 คือ กสิณ 10, อสุภะ 10, กายคตาสติ 1, และอานาปานสติ 1.

เมื่อฝึกจนเกิดเป็นปฏิภาคนิมิตขึ้น จิตย่อมตั้งมั่นเป็นอุปจารสมาธิ จึงชื่อว่าปฏิภาคนิมิตเกิดพร้อมอุปจารสมาธิ เมื่อเสพ(ทำบ่อย ๆ)ในปฏิภาคนิมิตนั้นสม่ำเสมอด้วยอุปจารสมาธิ ก็จะสำเร็จเป็นอัปนาสมาธิต่อไป

ปฏิภาคนิมิต จึงชื่อว่าเป็นอารมณ์หรือบาทฐานแห่งอุปจารภาวนา(อุปจารสมาธิ) และอัปปนาภาวนา(อัปปนาสมาธิ)...

เมื่ออิสี(ฤๅษี) บำเพ็ญกสิณไฟไปจนถึงปฏิภาคนิมิตแล้ว อาจสร้างไฟให้เกิดในใจของตัวเอง และไฟให้เกิดในใจของบุคคลอื่น แต่ไฟนี้ก็ยังเป็นไฟที่ถือว่าไฟปลอม คือไฟที่เกิดขึ้นในจิต ไม่ใช่ไฟที่เผาไหม้สิ่งใดได้จริง.

ทีนี้ ไฟที่เผาไหม้สิ่งใดได้จริงที่เกิดจากอำนาจกสิณไฟ มีไหม?.

มีครับ.....

จะเล่าเรื่องในเมืองไทยก่อน เอาพอรู้นะครับ ไม่ระบุตัวตน หรือชื่อ อันจะทำให้ผู้อ่านบทความผมงมงาย ติดตัวบุคคล หรือเชื่อโดยไม่แยกแยะ ไม่วิเคราะห์ด้วยปัญญา ซึ่งไม่ใช่จุดมุ่งหมายของบทความหรือข้อเขียนที่ตั้งใจไว้เดิม ว่าเขียนเพื่อบันทึกเรื่องราว และความคิด ความเชื่อของคนยุคหนึ่งเท่านั้น...แม้จะจริง...!!!

แต่ผู้อ่านก็ต้องวิเคราะห์ พิจารณาด้วยปัญญาที่มีเสมอ

ซึ่งเท่าที่เคยอ่านพบอัตตโนชีวะประวัติของพระป่าหลายท่าน มีหลวงปู่ หลวงพ่อที่บำเพ็ญเพียรทางจิต สามารถบันดาลให้ฝนตกเฉพาะที่หรือเป็นวงกว้างได้ แต่ท่านมักจะบอกว่าขอจากเทวดาที่ทำฝน(มีท้าววิรุฬหกเป็นใหญ่) แต่ผมมองอีกทีว่าท่านอาจจะสำเร็จอาโปกสิณ(กสิณน้ำ)ซึ่งกสิณนี้ เมื่อฝึกสำเร็จ อาจบันดาลให้น้ำท่วม น้ำหลาก หรือชำแรกตัวลงไปในดิน(เพราะทำดินให้อ่อนเหมือนน้ำ) หรือบันดาลให้ฝนตก ฝนหยุดได้.

ซึ่งจะกินพื้นที่กว้าง แคบ ขนาดไหน คงแล้วแต่พลังอำนาจจิตและกสิณ ที่ท่านสามารถทำให้เกิดได้......

แต่ไม่ปรากฏได้ยินว่ามีพระเกจิอาจารย์ท่านใด ๆ จะสำเร็จกสิณไฟ หรือเล่นทางนี้เลย ที่เคยได้ยินตำนานเก่า ๆ ก็มีหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา บ้านหมี่ ลพบุรี, และปัจจุบันเข้ามาหน่อยก็มีหลวงพ่อโอภาสี แห่งอาศรมสวนส้ม บางมด บางขุนเทียน(ผู้สนใจเสาะหาเองเถิด)ที่พอเข้าเค้าว่าท่านสำเร็จเตโชกสิน(กสิณไฟ).

มีเรื่องเล่าว่า เกจิอาจารย์ท่านหนึ่ง แสดงวิชาแปลงร่างให้เสด็จในกรม กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ดู โดยให้ทหารมหาดเล็กเอาเชือกผูกเอวให้แน่น ลงไปยืนในสระน้ำที่วัด พอท่านรดน้ำมนต์ ทหารมหาดเล็กก็กลายร่างเป็นจระเข้ขนาดใหญ่ ดิ้นน้ำตูมตาม จนทดลองให้มหาดเล็กที่ตามเสด็จถึงสามคน ดึงเชือกไว้ ก็แทบดึงไม่อยู่ แต่หลวงปู่ที่ตัวผอม ๆ คนเดียวกับดึงเชือกอยู่.

เมื่อเห็นสมควร ท่านรดน้ำมนต์อีกที ทหารมหาดเล็กคนนั้นก็คืนร่าง เป็นคนเหมือนเดิม.

ประเด็นอื่นจะไม่พูดถึงนะครับ แต่จะพูดถึงประเด็นที่หลวงปู่รูปนี้แสดงไป น่าจะเป็นปฐวีกสิณ(กสิณดิน) คือสามารถเปลี่ยนวัตถุธาตุให้เป็นไปตามปรารถนา.

เมื่อครั้งอังกฤษเข้าครอบครองอินเดียใหม่ ๆ มีคนอังกฤษอยากทดสอบโยคีของอินเดีย ว่ามีอำนาจทางจิตอย่างที่ร่ำลือกันหรือไม่ โดยได้เชิญโยคีอินเดียที่มีชื่อเสียงทางด้านอำนาจจิตมาแสดงฤทธิ์ให้ดู โดยขอให้เสกอาหารที่ตนต้องการมาให้ตนกิน ดื่ม ซึ่งเมื่อโยคีทราบแล้ว เข้าสมาธิสักครู่.

บัดดลก็บังเกิดโต๊ะ เก้าอี้ พร้อมอาหารและเหล้าไวน์ให้คนอังกฤษที่ต้องการทดสอบนั้น ได้ดื่ม กิน จนอิ่ม...และเมื่ออิ่มแล้ว ก็บอกให้โยคีอินเดียทำให้หายไปเสีย ซึ่งก็เหมือนตอนเสกมาครับ...สิ้นคำก็หายวับ...!

ซึ่งคนอังกฤษตามเรื่องเล่าที่ต้องการทดสอบ บอกว่าดื่มจริง กินจริง โต๊ะ เก้าอี้ และอาหารมีจริง.

ตามการวิเคราะห์ของผม(เพื่อให้คนอ่านคิดตาม.....)

อย่างแรก สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นแค่อำนาจสะกดจิตของโยคี ที่มีพลังจิตเข้มข้นจนสามารถสะกดคนที่ตื่นอยู่ มีสติสมบูรณ์ ให้เชื่อว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาจริง จับต้องได้ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริง ๆ เป็นเพียงจิตของคนอังกฤษโดนครอบงำให้เชื่อตามนั้น เท่านั้น ( หลวงปู่ดูลย์ อตุโล, กล่าวว่า สิ่งที่เห็นนั้น เห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็นไม่จริง).

อย่างที่สอง โยคีท่านนี้ สำเร็จปฐวีกสิน(กสิณดิน)จนสามารถสร้างวัตถุธาตุจากอากาศที่ว่างเปล่ามาให้คนอังกฤษกินได้.

ที่เอามาเขียน เพราะเรื่องการย้อมอารมณ์ของคนที่มาทำเสน่ห์ให้ตกอยู่ในภวังค์รักและใคร่จนได้ที่แล้ว..... อาจารย์ที่ทำพิธีก็กำกับอาคมลงไปนั้น มันชัดเจนจนมีคนถามหลังไมค์ว่า...อาจารย์ทำจริง ๆ เหรอ...!

ปล่อยไว้ให้คิดครับ.....????????

เขียนมาสองวัน ยังไม่ได้ลงเนื้อคาถาของ "ขันธปริตตะสูตร" เลย.

ขอยกยอดไปพรุ่งนี้อีกทีครับ...ขออาบน้ำ และทำสมาธิก่อนครับ.

Chote Vanhakij
8 สิงหาคม 2560 เวลา 22:25 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1894504304203846&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 24 "เรื่องประหลาด" "ขันธะปริตตะสูตร" (ต่อ)

"ขันธะปริตตะสูตร" (ต่อ)

ไปป่าเมืองเพชรฯ คราวนั้น มีพระที่ร่วมคณะกันเป็นมหาเปรียญเสีย 4 รูป(รวมผมด้วย) สามเณรที่ไปด้วย ก็เป็นเปรียญ (มี อ.จันทร์ กับหลวงพี่คนเมืองเพชรฯ เท่านั้นที่ไม่ได้เป็นเปรียญ) ลูกศิษย์ที่ไปในคณะ ก็เป็นเด็กที่ติดตามเพื่อนสหธรรมิกมาเรียน เป็นเด็กจาก จ.หนองคาย ก็คุ้นเคยกับป่า และไม่รู้สึกแปลกแยกกับป่า...พูดง่าย ๆ คือไม่ตื่นป่าเหมือนเด็กเมือง และไม่กลัวป่าจนไร้เหตุผล

การเดินทางร่วมกันเป็นเวลานาน ๆ และผจญภัยคล้ายแบบนี้ ทุกคนถ้ามีนิสัยดั้งเดิมเป็นอย่างไรจะแสดงออกมาหมด ขี้เกียจ, ตาขาว กลัวไปหมดทุกสิ่ง, ชอบเอาเปรียบหมู่คณะ, เห็นแก่ตัว ฯลฯ...แสดงออกมาหมดครับ ทดสอบดูได้ทุกครั้งที่ต้องออกทริปหฤโหดแบบนี้กับใคร หรือคณะใดได้ทุกท่าน แล้วท่านจะเห็นนิสัยแท้จริงของแต่ละคน

แต่ไม่หรอกครับ เล่าให้ทราบกันเฉย ๆ เพราะที่ไปทั้งหมดนั้น ล้วนแต่นิสัยใจคอคล้ายกัน ไม่มีแปลกแยก แตกต่างกันมากน้อย เวลานอนบนหาดทรายตอนกลางคืน เมื่อถึงที่จะพัก ก็จะนอนลักษณะคล้าย ๆ วงกลมให้ลูกศิษย์นอนอยู่ในสุด ส่วนท่านที่เหลือก็เลือกที่เหมาะตามสะดวก เพราะป่าก็คือป่า ภยันตรายรอบด้าน ทั้งจากสัตว์ใหญ่อย่างเสือแล้ว ยังมีสัตว์มีพิษสารพัดชนิดที่มองไม่เห็น ซึ่งอาจเป็นคู่เวรที่พร้อมจะทำให้ชีวิตของพระแต่ละรูปล้มหายตายจากไปได้ง่าย ๆ จึงต่างต้องระวังตัวอย่างที่สุด

เพราะเวลานอน คือนอนแบบไม่มีอะไรเป็นเครื่องป้องกันตัวเลย ไม่มีเต้นท์, ไม่มีมุ้งกลด, ไม่มีหมอน, ไม่มีรั้ว, ไม่มีเครื่องป้องกันใด ๆ ทั้งสิ้น, มีแต่เวทมนต์ คาถา หรือวิชาที่พระแต่ละรูปเรียนมาเท่านั้น ที่จะเป็นเครื่องป้องกันตัว(ถ้ามองจากสายตาคนธรรมดา ก็บอกว่ามันจะป้องกันอะไรได้)...

ถ้าจะให้บอกแบบจินตนาการคือ ลองมองภาพ พระ 6 รูป นอนล้อมสามเณร และลูกศิษย์ บนลานหญ้ากว้าง ๆ สิครับ แบบนั้นเลย...!

ทีนี้...เมื่อเวลาจะนอน แต่ละรูปก็จะเอาวิชาที่ตัวเองมี ออกมากางเป็นข่ายอาคมล้อมรอบบริเวณที่นอน(ซึ่งถ้าผู้มีฤทธิ์มองเห็น คงเห็นข่ายอาคมซ้อนกันหลายชั้น) เพราะแต่ละรูป ก็วางข่ายอาคมไว้ทุกรูป ซึ่งแม้แต่ผมก็ทำอย่างที่เคยบอกไว้ตั้งแต่บทแรก ๆ แล้ว เพื่อกันภยันตรายจากภูต และอทิสมานกายต่าง ๆ ที่เป็นคู่เวรที่อาจเข้ามาให้ร้ายในขณะนั้น...

ซึ่งบรรดาปริตตะสูตรที่นำมา ก็ล้วนเป็นปริตตะสูตรที่ใช้เจริญพุทธมนต์ในงานมงคลพิธีของชาวพุทธอยู่แล้ว ถ้าใช้เจ็ดสูตร จะเรียกเจ็ดตำนาน สิบสองสูตรจะเรียก สิบสองตำนาน(จะเล่าแยกต่างหาก ถ้าไม่เบื่ออ่าน หรือคนเขียนเบื่อเสียก่อน)...

คืนแรกที่นอน ผมสรรเสริญไตรรัตน์คุณแล้ว เจริญ "อาฏานาฏิยะปริตตะสูตร" ขอความคุ้มครองเป็นอันดีจงเกิดมีมาแต่ท้าวมหาราชทั้งสี่...แผ่เมตตา เข้าสมาธิหน่อยหนึ่ง ขยายจิตออกเป็นวงกลมแล้วนอน.

คืนที่สอง นอนช้าหน่อย เลยเห็นเพื่อนพระอีกสองรูปวางข่ายอาคมตามที่เล่าแล้วในบทก่อน ก่อนจะนอนหรือจำวัตร...

คืนที่สอง...ผมนอกจากทำตามคืนแรกแล้ว เพิ่ม "ขันธะปริตตะสูตร" เจริญพระปริตตมนต์บทนี้โดยเฉพาะ เพื่อแผ่เมตตาแก่ท้าววิรูปักข์ และบริวาร โดยเฉพาะเพิ่มเติมอีก เป็นการเจาะจงซึ่งท้าววิรูปักข์เป็นภุมมัฏฐเทวดา(เทวดาประจำพื้น)ร่วมกับท้าวกุเวร(ท้าวเวสสุวรรณ).

ซึ่งต่างจากท้าวธตรัฐ ทิศบูรพา, และท้าววิรุฬหก ทิศทักษิณ ซึ่งเป็นอากาศเทวดา.

(#ดูพระคาถาและคำแปล ด้านล่างนะครับ...นำมาลงไว้แล้ว.)

คืนนั้น...ไม่มีอะไรผิดปกติครับ...ตอนดึก ๆ ตื่นมาชุนฟืนเข้ากองไฟ ก็ไม่เห็นค้างคาวโฉบกินยุง ไม่มีเสียงประหลาดจากป่า ไม่มีเสียงแปลก ๆ จากพงไพรรอบข้าง

ไม่มีเสียงนกฮูก นกแสก ป่าทั้งป่านิ่งสงบ...

และแม้แต่เงาไม้ไหว(อันจะทำให้คนขวัญอ่อน มองเห็นเป็นภูตพรายกวักมือเรียก)ก็ไม่เห็นมี

จนใกล้รุ่งเช้า...น่าจะตีสี่...?????

(พระคาถามีดังนี้)...

วิรูปักเขหิ เม เมตตัง
ข้าพเจ้ามีเมตตาจิต กับงูตระกูลวิรูปักขะทั้งหลาย

เมตตัง เอราปะเถหิ เม
ข้าพเจ้ามีเมตตาจิต กับงูตระกูลเอราปถะทั้งหลาย

ฉัพยาปุตเตหิ เม เมตตัง
ข้าพเจ้ามีเมตตาจิต กับงูตระกูลฉัพยาปุตตะทั้งหลาย

เมตตัง กัณหาโคตะมะเกหิ จะ
และข้าพเจ้ามีเมตตาจิต กับงูตระกูลกัณหาโคตมกะทั้งหลาย

อะปาทะเกหิ เม เมตตัง
ข้าพเจ้ามีเมตตาจิต กับสัตว์ไม่มีเท้าทั้งหลาย

เมตตัง ทิปาทะเกหิ เม
ข้าพเจ้ามีเมตตาจิต กับสัตว์สองเท้าทั้งหลาย

จะตุปปะเทหิ เม เมตตัง
ข้าพเจ้ามีเมตตาจิต กับสัตว์สี่เท้าทั้งหลาย

เมตตัง พะหุปปะเทหิ เม
ข้าพเจ้ามีเมตตาจิต กับสัตว์มีเท้ามากทั้งหลาย

มามัง อะปาทะโก หิงสิ
ขอสัตว์ไม่มีเท้า อย่าได้เบียดเบียนข้าพเจ้าเลย

มามัง หิงสิ ทิปาทะโก
สัตว์สองเท้า ก็อย่าเบียดเบียนข้าพเจ้าเลย

มามัง จะตุปปะโท หิงสิ
ขอสัตว์สี่เท้า อย่าได้เบียดเบียนข้าพเจ้าเลย

มามัง หิงสิ พะหุปปะโท
สัตว์มีเท้ามาก ก็อย่าเบียดเบียนข้าพเจ้าเลย

สัพเพ สัตตา สัพเพ ปาณา
ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ผู้มีลมปราณ

สัพเพ ภูตา จะ เกวะลา
และเหล่าภูตสัตว์ทั้งปวง ผู้หาลมปราณมิได้

สัพเพ ภัทรานิ ปัสสันตุ
จงประสบแต่ความเจริญ ด้วยกันทั้งหมดเถิด

มา กิญจิ ปาปะมาคะมา
อย่าได้รับโทษอันชั่วช้าใด ๆ เลย

อัปปะมาโณ พุทโธ
พระพุทธเจ้า ทรงมีพระคุณสุดที่จะประมาณ

อัปปะมาโณ ธัมโม
พระธรรม มีพระคุณอันหาประมาณมิได้

อัปปะมาโณ สังโฆ
พระสงฆ์ ทรงพระคุณสุดที่จะกำหนด

ปะมาณะวันตานิ สิริงสะปานิ
สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย อันมีประมาณคือ

อะหิวิจฉิกา สะตะปะที
งู แมงป่อง ตะขาบ

อุณณานาภี สะระภู มูสิกา
แมงมุม ตุ๊กแก และหนู

กะตา เม รักขา กะตา เม ปะริตตา ปะฏิกกะมันตุ ภูตานิ
ขอสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น จงหลบหลีกไปเสียเถิด เพราะการรักษาป้องกัน อันข้าพเจ้าได้ทำไว้แล้ว

โส หัง นะโม ภะคะวะโต
เพราะข้าพเจ้านั้น กระทำความนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่

นะโม สัตตันนัง สัมมาสัมพุทธานัง
กระทำความนอบน้อม แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้ง ๗ พระองค์อยู่.

..................................

จบพระปริตบทนี้ เท่านี้ครับ...สวดท่อง ทำจิตให้มีเมตตา ในบรรดาสัตว์เหล่านี้เถิด.

ท่านจะปลอดภัย จากสัตว์มีเขี้ยวทั้งปวง...

Chote Vanhakij
9 สิงหาคม 2560 เวลา 22:01 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1894973424156934&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 25 "เรื่องประหลาด" "กะระณียะเมตตสูตร"

"กะระณียะเมตตสูตร"

ผมค้างไว้แต่ตอนที่แล้วว่า...จนกระทั่งตีสี่กว่า ๆ......????? คืนนั้น พระทุกรูปที่ไปเมืองเพชรฯ คราวนั้น ต่างหลับสนิทด้วยล่องแพกันมาวันแรก ต่างเหนื่อยอ่อน ถ้าเป็นระยะทางคงไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตร...เหนื่อยอ่อนเพราะอะไรครับ?.

ช่วงแรกลำน้ำแคบ ๆ ล่องแพค่อนข้างลำบาก ชนหน้าชนหลัง ด้วยยังไม่คุ้น, แพล่ม รูปอื่นต้องมาช่วยกันเก็บข้าวของกันโกลาหล, น้ำเชี่ยว แพขวางแก่งต้องช่วยกันมางัดแพออกจากแก่ง สารพัดเหตุการณ์ สนุก...!!! ดีที่ไม่มีรูปไหนได้รับอันตรายอะไร ผ่านพ้นมาตลอด.

แล้วตีสี่มีอะไรครับ?.

น้ำป่าครับ...เพื่อนพระที่มาจากจังหวัดหนองคาย ท่านตื่นมาพอดี น้ำท่วมมาครึ่งหาด เกือบจะถึงที่นอนอยู่แล้วเลยไปปลุก อ.จันทร์ รูปอื่น ๆ ก็เลยตื่นกันหมด.

อันดับแรก ช่วยกันลากแพเกยหาดให้สูงขึ้นมาอีก ทุกแพ ตอกหลักริมฝั่ง หาเชือกมาผูกแพให้แน่น.

อันดับสอง ช่วยกันย้ายกองไฟให้สูงขึ้นไปบนฝั่งทั้งสองกอง ซึ่งลูกศิษย์กับสามเณรก็ได้รับคำสั่งให้ทำอยู่ก่อนแล้ว แต่ท่อนไม้ใหญ่ลากสองคนไม่ไหว ต้องรอมาช่วยกันทั้งหมด

อันดับสาม สำรวจข้าวของว่าไม่มีอะไรเหลือในที่พักแล้ว นำไปมัดรวมกันไว้บนฝั่ง ข้าวสารและเสบียง ถูกแก้ออกจากแพ ขนขึ้นไว้บนฝั่งทั้งหมด

ก็มานั่งคุยกัน อ.จันทร์ท่านพูดว่าฝนน่าจะตกตรงน้ำตกทอทิพย์ที่เราพักเมื่อวาน ช่วงบ่ายหรือหัวค่ำ น้ำเลยหลากมาถึงเรา(ซึ่งในขณะที่ล่องแพกันอยู่ไม่เห็นตก แต่เมฆฝนที่ครึ้มก็ไม่มีใครสงสัยว่าฝนตกต้นน้ำ).

ซึ่งก็ยังไม่มีอะไรมากมายครับ แค่น้ำในลำห้วยเอ่อขึ้นมาและสีน้ำขุ่นมาหน่อย ตอนนี้ ไม่มีรูปใดหลับต่อแล้ว ใกล้สว่าง...เห็นว่าน้ำมีแค่นั้น ก็ต่างรูปต่างไปอาบน้ำ ล้างหน้า ให้ลูกศิษย์หุงหาอาหาร เตรียมล่องแพกันต่อ

สนุกดี...มหาฯ หนุ่มหลายรูปว่างั้น...!

เป็นอันว่ายกได้ วางได้(สำนวนธรรมะ) คือไม่ตกอกตกใจรุนแรง พร้อมเผชิญหน้าสุข ทุกข์ตามสภาวะเป็นจริงของมันอย่างคนผู้พร้อมเผชิญโลก.

(#สามัญชนอย่างเรา แม้ไม่มีเวลาพิจารณาข้อธรรม ข้ออรรถ แห่งธรรมะในศาสนาใด ๆ เพราะมุ่งแต่ต้องทำมาหากิน เลี้ยงชีพตัวเอง แต่ถ้าได้รู้อะไรที่มันประเทืองปัญญาน่าคิด ก็จะเป็นผู้รู้ก่อนตาย จะได้เข้าใจความเป็นจริง ยอมรับความจริงและปลงตกเสีย แม้ทำไม่ได้ทุกเรื่อง...ก็ต้องพยายามทำใจ

เพื่อที่เราจะได้ใช้เวลาอันน้อยนิดที่มีอยู่ในโลกนี้ เข้าหาภาวะที่มีความสุขตามอัตตภาพและเลี่ยงทุกข์บางอย่างเสีย และปล่อยบางสิ่ง บางอย่างให้จบสิ้นลงตามครรลองของมัน ควรใช้ความฉลาด และความเข้าใจของตนจัดการชีวิตที่มีอันน้อยนิดนี้ เพื่อที่จะอยู่อย่างเข้าใจโลกและมีความสุข ให้คุ้มค่าที่สุด)

...................................

#ก่อนจะไปเรื่อง "กะระณียเมตตะสูตร" ซึ่งเป็นบทเจริญพุทธมนต์บทที่ 6 ในการเจริญพุทธมนต์ของชาวพุทธในงานมงคลพิธีต่าง ๆ (สิบสองตำนาน)ซึ่งบทที่ 7 คือ "ขันธะปริตตะสูตร"ก็ได้เขียนไปแล้ว และบทที่ 11 หรือตำนานที่ 11 คือ "อาฏานาฏิยะปริตตะสูตร" ก็เขียนมาแต่วันแรกแล้ว.

จะนำเรื่องของท้าวเวสสุวรรณมาเขียนต่อให้สมบูรณ์ในเรื่องจ้าวแห่งยักษ์

ในสุตตันตะปิฎก ทีฆะนิกาย ปาฏิกะวรรค มีการอธิบายถึงการบำเพ็ญบารมี ในชาติก่อนของท้าวกุเวร (ท้าวเวสสุวรณ)ไว้ ซึ่งเราชาวพุทธส่วนมากรู้จักกันดีว่า ท้าวกุเวร เป็นยักขะเทวดา ราชาแห่งหมู่ยักษ์ และภูตผี เป็นที่เคารพยำเกรงของเหล่าอมนุษย์ เนื่องด้วยอาวุธของท้าวกุเวรเป็นอาวุธวิเศษ มีอานุภาพรุนแรง เมื่อขว้างออกไปก็อาจฆ่ายักษ์ได้เป็นพัน แล้วลอยกลับมาในมือเจ้าของดังเดิมได้ หรืออาจทำลายโลกได้พริบตาถ้าอยากจะทำ

เราชาวพุทธ(และฮินดู)จึงเชื่อกันว่าถ้ามีภาพเขียนหรือรูปปั้นในรูปของยักษ์ตัวเขียว หน้าดุ ยืนถือกระบองอยู่ติดบ้าน ก็จะป้องกันอันตรายจากอมนุษย์ได้ส่วนหนึ่ง คตินี้ เห็นได้จากรูปยักษ์ยืนถือกระบองที่วัดพระแก้วฯ วัดโพธ์ ท่าเตียน, วัดอรุณราชวราราม(วัดแจ้ง) ฯลฯ

นอกจากนี้ยังเป็นเทวดาผู้ร่ำรวย มีทรัพย์สมบัติมหาศาล เรียกได้ว่าเป็นระดับมหาเศรษฐีของเหล่าทวยเทพ จนในไตรภูมิพระร่วง พระมหากษัตริย์ผู้รจนาคัมภีร์ ได้ทรงบรรยายว่า "เครื่องประดับตัวและบริวารทั้งหลาย เทียรย่อมทองเนื้อสุก ฝูงยักษ์ทั้งหลายนั้น บ้างถือค้อน ถือสากและจามจุรี เทียรย่อมทองคำ บ่มิรู้ขิร้อยล้าน" คือร่ำรวยระดับทำอาวุธทองคำ เครื่องประดับทองหลายร้อยล้าน โดยที่ตัวเองยังมีอีกเหลือเฟือ

คติของมนุษย์ที่เชื่อมั่นเรื่องพวกนี้ จึงเชื่อว่าถ้าบูชารูปของเขาในรูปนั่งพุงพลุ้ย แล้วจะมีโชคลาภ.

แต่รูปกายของท้าวกุเวรยังอาจปรากฏในภาพลักษณ์อื่น ๆ ได้อีก เช่น เทพบุตรนั่งแท่นถือกระบอง ยกมือเหมือนจะห้ามปรามอันเป็นสัญญลักษณ์ของอัยการในไทย ก็อย่าแปลกใจครับ เทวดาท่านมีฤทธิ์มากมาย อยากเนรมิตรูปลักษณ์แบบไหนก็ตามใจ จึงปรากฏได้หลายรูปแบบ

แต่กว่าท้าวเธอจะมาเป็นแบบนี้ เป็นได้อย่างไร? ตั้งแต่เมื่อไหร่? ยังไง? ก็ต้องเขียนให้อ่านกันครับ แล้วท่านจะรู้ว่ากว่าจะมาเป็นผู้ที่รวยและมีอิทธิพลระดับต้น ๆ ของเหล่าเทวดาบนเขาพระสุเมรุ(ตามคติพุทธ) และเขาสัตตบริภัณฑ์นั้น ไม่ได้เป็นกันง่าย ๆ

ในพระสุตตันตะปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระอรรถกถาจารย์อธิบายไว้ว่ากาลที่เป็นช่วงว่างของพุทธศาสนา คือ ในช่วงนั้น สมัยนั้น ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติและตรัสสอนคำสอนไว้ ท้าวกุเวรเกิดในตระกูลพราหมณ์ มีไร่อ้อยเป็นทรัพย์สมบัติ กุเวรพราหมณ์มีความคิดริเริ่มอะไรใหม่ ๆ ซึ่งก็เป็นวิสัยทัศน์ของคนจะร่ำรวยเขาแหละครับ พอตัดอ้อยมา ก็คิดจะแปรรูปต่อยอดผลิตภัณฑ์ จึงสร้างหีบยนต์สำหรับคั้นน้ำอ้อยขึ้น เปลี่ยนจากต้นอ้อยธรรมดาให้เป็นน้ำอ้อยแสนหวานอร่อย ก่อนเอามาขาย และน้ำอ้อยของกุเวรพราหมณ์นี่...ท่านว่าขายดิบ ขายดีมาก

ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความขยัน และการเก็บออม พอเวลาผ่านไป จากชาวไร่อ้อยธรรมดา กุเวรพราหมณ์ก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นเศรษฐีเจ้าของกิจการ มีเงินไปขยายกิจการ จากหีบยนต์บีบอ้อยหีบเดียว ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายกลายเป็นเจ้าของเครื่องยนต์หีบอ้อยถึงเจ็ดหีบ(ภาษาปัจจุบัน ก็คงเสี่ยกุเวรละครับ).

พอรวยแล้ว กุเวรพราหมณ์ก็คิดว่าจะเอาเงินของตัวเองมาแบ่งปันแก่สังคมบ้าง ได้เอาเงินที่เหลือกินเหลือใช้ไปสร้างที่พักให้คนเดินทาง และใครที่มาพักหรือเดินทางผ่านไปมา กุเวรพราหมณ์ก็แจกน้ำอ้อยให้กินกันฟรี ๆ ไม่รับค่าตอบแทน และทำแบบนี้มาตลอดจนกระทั่งสิ้นชีวิต ด้วยบุญกุศลจากการสร้างที่พักสาธารณะ และแจกน้ำอ้อยให้คนอื่นกินฟรี ส่งให้กุเวรพราหมณ์มาเกิดเป็นยักขะ(ผู้ควรบูชา)เทวดา คือพระกุเวร ภายหลังมีนามว่า ท้าวเวสสุวรรณ จากการได้เป็นเจ้าเมืองเทวดา ชื่อเมือง วิสาณะ และได้บรรลุเป็นพระอริยะบุคคล ชั้นโสดาบัน

(คติทางศาสนาฮินดูเกี่ยวกับเรื่องพระกุเวร หรือท้าวเวสสุวรรณก็มีอยู่ แต่จะไม่นำมาเขียนเล่าไว้ บอกเพียงชื่อในศาสนานั้นแค่ว่า ชื่อพระไพรศรพณ์)

แต่เราชาวพุทธ รู้จักกันมากในชื่อท้าวเวสสุวรรณ หรือท้าวกุเวร หรือมีชื่ออื่น ๆ เช่น รัตนครรภ์ (ท้องแก้ว)เนื่องจากมีพุงพลุ้ย...หรือธเนศวร (เจ้าแห่งทรัพย์)

ในคติพุทธ ในตำนาน "อาฏานาฏิยะสูตร" ที่เคยใช้เจริญมนต์ก่อนนอนเมื่อคืนแรกที่เล่าไว้ในการนอนป่าเมืองเพชรฯ...พระอรรถกถาจารย์ท่านเล่าว่าเมื่อมีพุทธศาสนาเกิดขึ้น ท้าวกุเวรกับท้าวมหาราชอีกสามพระองค์ พบว่ามีอมนุษย์ในสังกัดจำนวนหนึ่งที่ไม่อยู่ในศีล ในธรรม รบกวนเหล่าสมณะและคนดีทั้งหลาย ท้าวกุเวรจึงได้เชิญประชุมท้าวโลกบาลที่เหลือเพื่อหาข้อสรุปที่เมืองเทวดาชื่อ "อาฏานาฏิยะนคร" และได้ข้อสรุปออกมาเป็นมนต์ชื่อ "อาฏานาฏิยะปริตร" หรือที่ไทยเรียกว่า "ภาณยักษ์" โดยตั้งกฏไว้ว่าอมนุษย์ใด ได้ยินมนต์นี้แล้วไม่เชื่อฟัง ยังแสดงพฤติกรรมไม่ดี จะถูกท้าวจตุโลกบาลลงโทษ...แล้วนำมนต์นี้มาถวายแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้พระภิกษุได้ใช้เจริญ(สวด)คุ้มกันภัยจากอมนุษย์กันต่อไป

จึงเห็นคติพุทธมหายาน ท้าวกุเวรจึงเป็นหนึ่งในธรรมบาลช่วยปกป้องรักษาพุทธศาสนา

ตามตำนานที่ว่ามานั้นแหละครับ ท้าวกุเวรเป็นยักษ์ที่ดี มีครั้งหนึ่งที่ปรากฏในธรรมมิกสูตร ว่าท้าวกุเวรจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อสนทนาธรรม แต่ระหว่างทางพบหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ "นันทมารดา" เป็นอนาคามีบุคคล(เป็นพระอริยบุคคลชั้นที่สาม สูงกว่าโสดาบันบุคคล ซึ่งเป็นชั้นแรก และสกทาคามีบุคคล ซึ่งเป็นชั้นที่สอง...ชั้นที่สุดคือ อรหันตบุคคล สิ้นกิเลสทั้งปวงแล้ว) เธอกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการเก็บข้าว เข้ายุ้งฉาง ท้าวกุเวรจึงสั่งให้บริวารทั้งหลายช่วยกันลำเลียงข้าวเข้ายุ้งฉางจนเต็มทุกยุ้งฉาง นับแต่นั้นมายุ้งฉางของ "นันทมารดา" ไม่เคยขาดแคลนข้าวอีกเลย จากนั้นท้าวกุเวร จึงพาบริวารไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และเมื่อพระพุทธองค์ทักว่ามาผิดเวลา ท้าวกุเวรก็ทูลถวายรายละเอียดให้ทรงทราบโดยละเอียด

#แต่ในความเชื่อของพราหมณ์-ฮินดู ชีวิตหลังเป็นยักษ์ของท้าวกุเวรไม่ได้เรียบง่ายราวโรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ เกิดมาแล้วโตเลย มีบ้าน มีเมืองครองเลยเหมือนคติพุทธ เนื่องจากเขาไม่ได้เกิดแบบ โอปปาติกะ ใน รามายณะเล่าว่าเขาเป็นบุตรของ วิศระวัสมุนี ในมหาภารตะว่าเป็นบุตรของ ปุลัสตยะมุนี (รามเกียรติ์ไทยมาเลือนเสียงเป็น ลัสเตียน และเรียกกุเวรว่า กุเปรัน)

ในรามายณะบอกว่า บิดาของท้าวกุเวรตั้งใจให้เขาครองกรุงลงกาแต่แรก แต่ท้าวกุเวรไม่ได้ต้องการแค่นั้น ด้วยความที่เป็นคนดี เขาคิดอยากดูแลปกป้องทั้งจักรวาล จึงออกไปบำเพ็ญตบะฝึกฝนวิชานับพันปี จนกระทั่งพระพรหม(ในคัมภีร์ปุราณะ บางแห่งว่า เป็นพระศิวะ)ได้ปรากฏกายขึ้น และประทานพรให้ท้าวกุเวรได้เป็นหนึ่งในผู้พิทักษ์จักรวาลสมใจปรารถนา พร้อมทั้งมอบสิทธิ์ในทรัพย์สมบัติมหาศาล บุษบกวิเศษ และอำนาจปกครองเหนือเหล่ายักษ์ วิทยาธร กินนร ปีศาจ และ "คุยหกะ"(ภูตเฝ้าขุมทรัพย์ทั้งปวง)

ก่อนจบวันนี้ ฝากไว้อีกตอนครับ...การเลือกที่พักในการเดินป่า มีข้อควรที่จะพิจารณาเป็นอันดับแรกคือ ความปลอดภัย และอันดับต่อมาคือ ความสะดวกสบาย...จะฝากไว้พอประมาณครับ

1. ไม่ควรสร้างที่พักใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีกิ่งไม้ผุ หรือมีผลขนาดใหญ่

2. ไม่ควรกางเต็นท์ใกล้ลำห้วยที่น้ำแห้งขอด เพราะน้ำป่าอาจหลากมาทันทีทันใด จนหลบหนีไม่ทัน

3. อย่าสร้างที่พักขวางทางด่านสัตว์ หรือแหล่งน้ำ

4. ควรอยู่สูงบนเนินที่โล่ง ทำให้ลมเย็น ไม่มีแมลงและยุงมารบกวน

5. ที่พักไม่ควรไกลแหล่งน้ำ หรือไกลลำห้วยมากเกินไป

6. ทำเลในการตั้งแคมป์ควรเป็นพื้นที่ราบเรียบ ไม่ลาดชันเกินไป.

ฉันเช้าแล้ว จะล่องแพ เดินทางวันที่สองแล้วครับ.

(อ้อ...! นึกได้ หน้าฝนช่วงนี้ แนะนำนักท่องเที่ยวขาลุย ล่องแก่งลำน้ำเข็ก พิษณุโลกครับ...สนุกสุด ๆ)

Chote Vanhakij
12 สิงหาคม 2560 เวลา 21:06 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1895913187396291&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 26 "เรื่องประหลาด" "กะระณียะเมตตสูตร" (ต่อ)

"กะระณียะเมตตสูตร" (ต่อ)

เรื่องนอนป่า นอนดง ในเรื่องที่ไปล่องแพ เมืองเพชรฯ เพราะ อ.จันทร์ท่านต้องไปลาญาติที่บ้านเดิมในป่าลึกเลยชวนพวกผมไปเป็นเพื่อนนั้น ได้เขียนมาหลายตอนว่าใช้ปริตตะมนต์เจริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ และบทอื่น ๆ ตามที่เขียนมาหลายบท และเรื่องคาถา อาคมเวทมนต์อื่น ๆ เพื่อเป็นเครื่องคุ้มกันภัยเวลานอนป่า เล่นน้ำ และเขียนแบบให้วิเคราะห์ตาม ไม่เอางมงายหรือปักใจเชื่อ และกระบวนการทำจิต ย้อมจิตก่อนโอมอ่านวิทยามนต์ ก็แนะนำแล้วกันการงมงาย.

และก่อนที่จะเขียนถึงตำนานหรือที่มาของสูตรนี้ ก็ขอเอาเรื่องที่เกี่ยวข้องกันมาเขียนแนะนำก่อน บางทีท่านแนะนำว่าการนอนป่า อย่าฝากตัวกับเจ้าป่า เจ้าเขา ท่านว่าไม่ค่อยปลอดภัย จะสาเหตุอะไร ตอนนี้ ผมยังไม่ชัดเจน เจอแล้วจะนำมาฝากครับ.

ท่านว่า นอนป่าถ้านอนพื้นดิน ให้ไหว้สา แล้วฝากตัวกับพระแม่ธรณีดีกว่า ท่านว่าจะปลอดภัยจากอันตรายหลายด้าน ท่านว่าอย่างนั้น.

แต่กรณีนี้กลับแปลก...!!! แปลกอย่างไร? ต้องขอนำข้อเขียนของ อ.มาลา คำจันทร์มาถ่ายทอดต่ออีกตอนครับก่อนจะเขียนในเนื้อเรื่องทางศาสนาให้อ่านกันสนุก ๆ ตามกันเข้ามาอ่านครับ.

มีเรื่องเล่าขานส่งผ่านกันมาทาง อ.เชียงของ เชียงคำ เมืองปง เข้ามาทางพะเยา แม่ใจ ผ่านเมืองพานขึ้นไปทางแม่สรวย เวียงป่าเป้า แล้วจะทะลุไปทางใดอีกไม่รู้? เรื่องราวมีอยู่ว่า เมื่อราวปี พ.ศ.๒๕๐๙ สงครามแย่งชิงประชาชนระหว่างรัฐบาลกับพรรคคอมมูนิสต์แห่งประเทศไทยยังเข้มข้นอยู่ ยังมีตำรวจตระเวณชายแดนชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง ถูกหัวหน้าใช้ให้มารายงานที่อำเภอ เป็นงานด่วนร้อน ประเภทคอขาดบาดตายที่จะรอเวลาไม่ได้

ตชด.ชั้นผู้น้อยนายนั้นก็เร่งรีบเดินทาง เพื่อจะตัดข้ามป่าใหญ่ให้ได้ก่อนมืดค่ำ แต่ทำยังไงไม่รู้ เขาคงประสบอุบัติเหตุสักอย่างทำให้การเดินทางล่าช้า เลยตัดข้ามป่าใหญ่ไม่ทันก่อนจะมืดจึงวิตกกังวล และหวาดกลัวไปสารพัด กลัวเสือ กลัวผีสางกลางดง กลัวเจอกับผู้ก่อการร้าย จึงยกมือขึ้นจบ (พนมมือเหนือหัว) บอกกล่าวต่อเจ้าที่ เจ้าแดนว่าตนเป็นข้า(ราชการ)ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาในหน้าที่ มาดี ไม่ได้มาเกะกะระราน หรือสร้างความทุกข์ความเดือดร้อนให้ใคร บัดนี้คับขันจวนตัว ขอให้เจ้าที่ เจ้าแดน ช่วยปกปักรักษาด้วยเถิด.

มืดมาก เงียบสงัดปราศจากสรรรพเสียงทั้งหลาย สักครู่หนึ่งก็มองเห็นแสงไฟอยู่ไกล ๆ แต่แรกก็คิดว่าตาฝาด พอแฝงตัวเข้าใกล้ก็เห็นว่าเป็นกระท่อมชาวดง จึงขอพักอาศัย ชายชาวดงใจดี บอกว่าขึ้นมานอนบนกระท่อมด้วยกันเถิด แต่ ตชด.นายนั้นบอกว่าไม่เป็นไร ขอนอนที่ใต้ถุนแล้วกัน

คืนนั้นเขาหลับไปเพราะเพลียจัด ใกล้สว่างก็สะดุ้งตกใจแต่กลับขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้เลย เมื่อมองออกไป ก็เห็นผู้คนมืด ๆ ดำ ๆ กลุ้มรุมล้อมรอบกระท่อม แต่แรกคิดว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แต่เมื่อมองดูอีกทีก็คิดว่าไม่ใช่ เพราะมีทั้งชาย หญิง มีทั้งคนแก่และเด็ก คนพวกนั้นถกเถียงกันอยู่กับเจ้าของบ้าน

คนลึกลับ "หมูป่าตัวอ้วน เข้ามาถึงเรือนสู จงแบ่งให้พวกข้าได้กินเดี๋ยวนี้"

ลุงเจ้าของบ้าน "ไม่ได้หรอก เขามาพึ่งพาอาศัยข้า เขาบอกกล่าวขอความช่วยเหลือจากข้า ข้าจะให้สูกินเขาไม่ได้"

"สูจะหวงไว้กินคนเดียวหรือ?"

"เขาเป็นข้าพระเจ้าอยู่หัว ข้าไม่กินเขา พวกสูเองก็อย่าหมายว่าจะได้กิน จงเร่งกลับไปเสีย"

ตชด.หนุ่มคนนั้นเล่าว่า เหมือนฝันร้าย แต่รู้สึกตัวตลอด รู้ทุกอย่างเพียงแต่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอะไรไม่ได้เลย ต่อมาก็มีเสียงตึงตังโครมครามเหมือนไม้หลักหักโค่น เหมือนโขลงช้างแล่นผ่านดงไม้ แล้วเขากลับไม่รู้สึกอะไรอีก หลับเหมือนดับหายไปเลย กระทั่งรุ่งเช้าแดดออก เขาคลานออกมาจากใต้ถุนกระท่อมหลังนั้น ปรากฏว่ามันไม่ใช่กระท่อมชาวดงอย่างที่มองเห็นเมื่อคืน แต่เป็นหอเจ้าที่ ที่ชาวป่า ชาวดอยเขาสร้างไว้บูชา แต่ร้างไปนานแล้ว.

ฝากเรื่องนี้ไว้ให้คิดเท่านี้ครับ........

ส่วนเรื่องทางพุทธศาสนา มีเรื่องประกอบที่จะนำมาเล่าประกอบคือ เรื่องที่เจ้าของบ้านขับไล่พระภูมิ(ภุมมัฏฐะเทวดา) ออกจากบ้านได้นั้น มี...แต่มิได้ปรากฏแต่สมัยพุทธกาลเท่านั้น แต่ในยุคกรุงธนบุรี เป็นราชธานี ก็มีพระบรมราชโองการประกาศต่อเทพารักษ์ให้ทำหน้าที่กำจัด ภูต ผี ปีศาจ เมื่อครั้งเกิดอาเพศโรคระบาดในเมืองเช่นกัน ถึงขนาดคาดโทษไว้ว่าหากไม่ดูแลประชาราษฎร์แล้ว จะขับไล่ออกไปจากเมืองหลวงเลยทีเดียว จะจริง จะเท็จ มีสาระ หรือไร้สาระอย่างใดก็ช่างเถิด

เรื่องเก่าผ่านไปแล้ว....

แต่เชื่อว่าเหล่าราษฎรคงมีกำลังใจต่อสู้ชีวิตขึ้นมาอีกเยอะทีเดียว ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อในเรื่องเทพารักษ์(ภุมมัฏฐะเทวดา)นั้น ต่างพึ่งพาอาศัยร่วมด้วยช่วยมนุษย์ คงเพราะเป็นเทวดาที่อยู่ใกล้ภูมิชิดกับมนุษย์มากที่สุด.

พระภูมิ หรือ (ภุมมะเทวดา, ภุมมัฏฐะเทวดา)เป็นหนึ่งในเทวดาชั้น จาตุมมหาราชิกา ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นต้น หนึ่งในสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นตามคติพุทธ อันมีมิติทับซ้อนใกล้ชิดกับภูมิมนุษย์ จึงถือได้ว่าเป็นเทวดาที่มีความสนิทกับมนุษย์ที่สุด ซึ่งเทวดาเหล่านี้ก็อยู่ประจำในสถานที่ต่าง ๆ และกลายเป็นผู้ปกป้องสถานที่เหล่านั้นโดยปริยาย ท่านเลยเรียกว่า เทพารักษ์.

ในสวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกานี้ มีความหลากหลายของเทวดาหลายกลุ่ม จะแยกให้เห็นง่าย ๆ ตามสถานที่ก่อนครับ.

1. ภุมมัฏฐะเทวดา เทวดาภาคพื้น พวกนี้จะรวมเอาทั้ง รุกขะเทวดา เทวดาประจำต้นไม้ หรือสถานที่ต่าง ๆ เช่น บรรพตเทวดา เทวดาประจำภูเขาหรือเจ้าป่า เช่นเรื่องที่เล่ามาตอนแรกข้างบน เป็นต้น มี...

1.1 ท้าววิรูปักษ์ ผู้เป็นเจ้าแห่งเหล่างู นาค และสัตว์มีพิษอื่น ๆ ประจำทิศทักษิณ

1.2 ท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสุวรรณ ผู้เป็นเจ้าแห่งเหล่ายักษ์ รากษส ภูติ ปีศาจอื่น ๆ ประจำทิศอุดร.

2. ส่วนอากาสัฏฐะเทวดาก็สองพวกครับ ดูแลส่วนบนสูงขึ้นไปในอากาศ

2.1 ท้าวธตรัฐ ผู้เป็นเจ้าแห่งคนธรรพ์ วิทยาธร และเหล่าเทวดาที่อยู่ในวิมานอากาศ ประจำอยู่ทิศบูรพา

2.2 ท้าววิรุฬหก ผู้เป็นเจ้าแห่งอสูร อยู่ประจำทิศทักษิณ.

ในครั้งพุทธกาล พระภูมิที่สถิต ณ ซุ้มประตูบ้านอนาถะปิณฑิกะเศรษฐี ได้ปรากฏกายเตือนท่านเศรษฐี เนื่องจากท่านเศรษฐีนั้นทำบุญ ทำทาน บำรุงพระศาสนาอย่างเกินกำลัง จนกระทั่งทรัพย์ในคลังลดน้อยลงอย่างมาก การเตือนด้วยความหวังดีนั้นทำให้ท่านเศรษฐีไม่พอใจ จนถึงกับขับไล่พระภูมินั้นให้ออกจากบ้านตนไป.

พระภูมิ ท่านเดือดร้อน ด้วยหาที่สิงสถิตไม่ได้จนต้องไปหาเทวดาประจำเมืองสาวัตถี...เรื่อยไปจนท้าวมหาราชทั้งสี่ ท้าวสักกะ...จนท้าวสักกะแนะนำให้ไปทำกรรมดีแล้วขอไถ่โทษ เมื่อเศรษฐีอภัยโทษให้แล้วยังได้นำพระภูมิที่ซุ้มประตู(ทวารบาล) ไปกราบขอขมาต่อพระพุทธเจ้าด้วย เพราะคำทัดทาน ตักเตือนของพระภูมิที่ให้หยุดการทำทานของเศรษฐีนั้น ย่อมรวมถึงการไม่ใส่บาตร และทำบุญเลี้ยงภัตตาหารแก่พระศาสดาและพระอรหันตสาวกด้วย เมื่อพระภูมิได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้ว ได้บรรลุธรรม สำเร็จเป็น โสดาบันบุคคล

ดังนั้น อย่าได้เผลอใจ เผลอจิตดูถูกคิดว่าเหล่าพระภูมิเจ้าที่นั้นเป็นเทวดาระดับล่าง ๆ เชียว เพราะพระอรรถกถาจารย์และเกจิอาจารย์หลายท่าน กล่าวไว้หลายที่ว่า ภุมมัฏฐะเทวดา และอากาสัฏฐะเทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกานั้น บางตน เป็นพระอริยะบุคคลมาแต่พุทธกาลก่อนโน้น และเป็นอริยะบุคคลในสมัยพระบรมศาสดาของเราก็เยอะแยะ

ฝากไว้พอเรียกน้ำย่อยนะครับ......

ว่าการนอนแปลกที่ นอนป่า นอนดง หรือแม้แต่นอนในโรงแรมห้าดาว ล้วนมีเจ้าที่เขาสิงสถิตอยู่ทั้งนั้น...ผมมักจะขำ ๆ เวลาบริษัทจัดทัวร์ให้ไปเที่ยว ถ้าเป็นห้องคู่(ไม่ใช่ผัวเมีย) แล้วเห็นไม่กล้านอนกัน ไปนอนอัดกันอยู่ที่อีกห้องเพราะความกลัว (ไม่ได้บอกว่าตัวเองเก่งหรอกครับ...แต่ทุกปี เพื่อนร่วมห้องก็หนีไปนอนห้องอื่นเสมอ...นอนคนเดียวตลอด อยากเจอประสบการณ์เรื่องลึกลับเสมอ...แต่ก็ยังไม่เคย)...เห็นมีแต่บางที เจอผีสาวมาเป็นตัว เป็นตนบุกห้องอยู่บ่อย ๆ จนต้องลากออกไปส่งที่อยู่เขาเสมอ

ไว้พรุ่งนี้มาต่อครับ.

Chote Vanhakij
14 สิงหาคม 2560 เวลา 21:11 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1897614847226125&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 27 "เรื่องประหลาด" "กะระณียะเมตตสูตร" (ต่อ)

"กะระณียะเมตตสูตร" (ต่อ)

กำลังอยู่ในเรื่องนอนป่าที่เขื่อนแก่งกระจานเมืองเพชรฯ อยู่นะครับ แต่เรื่องเล่า ยิ่งเล่าก็ยิ่งยาว เพราะเรื่องเกี่ยวเนื่องนั้น มีเยอะ...แต่ก็จะเอามาให้อ่านแบบค่อนข้างจุใจละครับ...ตอนนี้จะเข้าเรื่องนอนป่าแล้วทำไมต้องเจริญปริตตะมนต์บทนี้ เรื่องที่มาในบาลีตามตำราทางพุทธนั้น เอาไว้ก่อนครับ มาปูเรื่อง ด้วยเรื่องพื้นบ้านถึงเจ้าที่ เจ้าทางหรือเทพารักษ์ที่ได้แยกแยะให้อ่านกันแล้วในบทก่อน ก่อนครับ.

สำหรับคนนอนป่า หรือคนชอบทางป่า ชอบผจญภัยหลีกเลี่ยงยากครับจากความเชื่อพื้นบ้านเหล่านี้...และหลายที่ก็มักจะถือเหมือนกัน ในเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ในป่า ตามมาอ่านกัน...!

มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ ๒๕๐๔ ที่ดอยผาแดง อ.งาว จ.ลำปาง.

มีเรื่องเล่าว่า มีชาวต่างบ้าน ต่างเมือง ต่างความเชื่อ ต่างวัฒนธรรมกลุ่มหนึ่งเข้าป่าล่าสัตว์ พวกเขาประพฤติปฏิบัติอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง ที่สร้างความอึดอัดไม่สบายใจให้แก่พรานนำทางชาวพื้นเมือง แต่คนพื้นเมืองพูดไม่ออกเพราะเขาจ้างมา อยู่มาวันหนึ่ง คนกลุ่มนี้ก็ละเมิดกฎหรือข้อห้าม หรือกติกาเกี่ยวกับป่าอย่างฉกาจฉกรรจ์ คือหนุ่มที่เป็นหัวหน้ากลุ่มกับแฟนสาวของเขาร่วมเพศกันในป่า(ผิดผี หรือผิดป่า).

พรานพื้นเมืองไม่อาจห้ามปรามหรือแก้ไขอะไรได้ทัน เขาได้แต่จุดธูปบอกกล่าวเจ้าที่ เจ้าแดน ขอขมาไหว้สาตามลัทธิความเชื่อถือ.

แต่เจ้าที่ เจ้าแดนคงพิโรธโกรธเคืองสุดขีดจนไม่อาจอภัยให้ได้ ตกดึกคืนนั้นจึงเกิดฝนใหญ่ลมหลวง ไม้หลักหักโค่น ฝนฟ้ากระหน่ำอื้ออึงจนไฟฟืนดับไปหมด ลมกระชากเอากระโจมผ้าใบไปทั้งผืน หนาวสั่นเปียกปอนกันไปหมด ฟ้าผ่าเปรี้ยง ๆ ฟ้าร้องครืนครั่น คนที่รอดมาเล่าภายหลังว่า คนทั้งกลุ่มมองเห็นตาแก่ผมเผ้า หนวดเคราขาวโพลน ขี่หลังเสือโคร่งตัวใหญ่สูงเท่าม้า เห็นช้างโขลงใหญ่คราคร่ำเต็มป่า ตาแก่หน้าตาโกรธเกรี้ยวดุดันคนนั้นเอาไม้เท้าชี้มาที่พวกตน ช้างแต่ละตัว ตัวเท่าภูดอยก็ย่ำเข้ามา ต่างคนต่างเผ่น ต่างคนต่างแตกหนีกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทาง

รุ่งเช้าทุกอย่างกลับดูสงบสงัดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม้หลักหักโค่นต่าง ๆ ไม่มี เสือสางช้างร้ายที่แวดหน้าล้อมหลังไม่มี แต่กระโจมผ้าใบปลิวไปค้างบนคบไม้ยางสูงใหญ่นั้นจริง สูงขนาดพรานชาวบ้านต้องตอกทอยขึ้นไปเอาลงมาให้ หลังได้สติกันแล้ว ต่างคนต่างออกตามหากัน กู่ร้องป้องปาก ยิงปืนขึ้นฟ้า เรียกหาหมู่ชุม รวมตัวกันได้แต่ไม่ครบ ขาดไปแต่หนุ่มหัวหน้ากับแฟนสาว............ต้องกลับเข้าหมู่บ้านไปขอพ่อหลวง(กำนัน)ให้ระดมคนค้นหา ค้นอยู่สองวันไปพบหนุ่มหัวหน้ากลายเป็นศพขึ้นอืด ส่วนหญิงสาวไปติดอยู่ในถ้ำลึก ในสภาพสติแตกจำอะไรไม่ได้เสียแล้ว พูดได้แต่ว่า "กลัวแล้ว ๆ"

ชาวบ้านสรุปว่านี่คือ อำนาจเจ้าที่เจ้าแดน แต่แปลกที่ว่าไม่ใช่เจ้าป่า เจ้าเขา.

โบราณท่านว่าแบบนี้เรียกว่า "ขึด" ทางอีสานว่า "เข็ด" หรือ "เข็ดขวง".

ขึด, เข็ด, เข็ดขวง...คือสภาพไม่ปกติสุข คือหายนะหรืออุบาทว์วินาศ อันเกิดจากการกระทำที่ไม่ถูกต้องของคน หากเกิดขึ้นในป่า มักจะเรียกขึดป่า การกระทำที่จะกระทำให้เกิดขึดป่า มีหลายอย่าง เช่น เอาหม้อจ้วงน้ำจากห้วย, กอบน้ำจากห้วยใส่ปาก, ฉี่รดจอมปลวก, ฉี่รดโคนไม้ใหญ่, ฉี่ลงน้ำ, ผิดผี(ชาย หญิงสมสู่กันในป่า) รวมไปถึงอาการรุ่มร่ามไม่สำรวมต่าง ๆ

ส่วนสภาพที่เกิดขึ้น เมื่อขึดป่า ก็มี ฝนใหญ่ลมหลวง ไม้ไพรใหญ่โค่น ฟ้ามืดฟ้ามัว เสือคาบคนไปกิน ได้ยินเสียงผีปกกะโหล้งร้องตั๊กแต้ ตั๊กแต้ แวดหน้าล้อมหลัง.

แม้ปัจจุบันนี้ ชาวล้านนา หรือชาวป่าทั่วไป ก็ยังเชื่อถือเข้าป่าเก็บเห็ดหรือหาฟืน ก่อนจะกินข้าว จะเอาคำข้าววางไว้บนดินพร้อมบอกกล่าวไหว้สาผีเจ้าที่เสียก่อน จะไม่กินก่อนผี หากมีใครเผลอไปกินก่อนผี ก็มักจะไม่สบายใจกังวลหวั่นไหวไปว่าจะเกิดขึด.

แล้วทำไม? ผู้นอนป่า นอกจากระวังสัตว์ร้ายอย่างอื่นแล้ว แล้วทำไมต้องมาระวังสิ่งเหล่านี้ด้วย.

ก็ติดตามกันครับ...ไม่แน่ว่าชาวเมืองสักวันหนึ่งอาจต้องไปนอนป่า นอนรีสอร์ท หรือที่พักกลางป่าแล้วถ้าเคยอ่านเรื่องของผม ก็อาจระลึกถึงก็ได้.

วันนี้...ขอพักแค่นี้ครับ เวลามีน้อย...

Chote Vanhakij
16 สิงหาคม 2560 เวลา 23:33 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1898760847111525&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 28 "เรื่องประหลาด" "กะระณียะเมตตสูตร" (ต่อ)

"กะระณียะเมตตสูตร" (ต่อ)

ยังล่องแพไม่ถึงวันที่สามเลยครับ อ่านกันต่อเพื่อน ๆ มีงานเยอะเลยหาเวลาว่างยาก....

ก่อนจะเข้าเรื่องใหญ่ที่เกริ่นเอาไว้ ก็จะนำคติที่มีอยู่ในเรื่องเทพารักษ์ และเทวดาในชั้นจาตุมมหาราชิกามาเขียนให้อ่านก่อนครับ.

ในการขยายความและแยกแยะถึงเทวดาในชั้นนี้ ก็เขียนมามากมายพอสมควร และคิดว่าชัดเจน จนน่าจะไม่สับสนในเรื่องของเทวดาที่มีภพภูมิอันมีมิติซ้อนอยู่ในภพภูมิใกล้ชิดกับมนุษย์ จนมนุษย์อาจจะร้องขอให้ช่วยเหลือในสิ่งที่ไม่เกินกรรม ไม่ฝืนกรรม และให้ผลในทางดีได้ พร้อมกับให้โทษ หรือบันดาลให้อยู่ไม่สุขสบาย เจ็บไข้ ได้ป่วย มากน้อยแล้วแต่แรงกรรมจะช่วยผสม.

และก็คงไม่พ้นที่จะนำเอาเรื่องคติพื้นบ้านไทย ๆ ที่มีต่อเทพารักษ์เหล่านี้เข้ามาเขียนขยายความให้อ่านกัน ก่อนที่จะเข้าเรื่องโบราณอันมีมาแต่ครั้งพุทธกาลก่อนโน้น ซึ่งบางทีการเขียนเนื้อ ๆ หรือเข้าเรื่องเลย ไม่มีการเกริ่นนำ ก็อาจยากทำความเข้าใจ หรือทำให้เข้าใจไขว้เขวไปได้

หอปู่ ตา หรือศาลเทพารักษ์ประจำหมู่บ้านในทางภาคอีสาน และเหนือ คือ ศาลของเทวดาเจ้าที่ ศาลใหญ่ประจำหมู่บ้านที่อาจเป็นการบูชาถึงบรรพบุรุษผู้สิ้นชีพไปแล้ว หรือ เทพารักษ์(เทวดาชั้นจาตุมมหาราชิกา)ที่เชิญมาจากภูเขา, ต้นน้ำ(ขุนห้วย), ป่าใหญ่ ฯลฯ ที่คนโบราณอาจนับถือว่าเข็ดขวง, ขึด...(ซึ่งก็เขียนถึงในบทก่อนไปแล้ว) เพื่อให้มาปกปักรักษา คุ้มครองหมู่บ้านให้ร่มเย็นเป็นสุข และเกือบทุกหมู่บ้านแม้จะนับถือพุทธศาสนา แต่ก็ไม่ทิ้งการนับถือผีเชื้อ หรือเทพารักษ์แบบนี้ เพราะรู้ว่าเป็นเทวดาในภพภูมิใกล้เคียงกับมนุษย์ และพุทธศาสนาก็ไม่เคยปฏิเสธ หรือไม่ยอมรับว่า เทวดาแบบนี้จะไม่มี(แต่จะย้ำว่า แม้เทวดาอาจบันดาลอะไรให้จริง) แต่ไม่ช่วยให้พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ หากแต่มนุษย์แต่ละคนต้องปีนป่ายหาทางพ้นทุกข์ด้วยตัวเองเท่านั้น เพราะเทวดาทั้งปวงก็ยังไม่ใช่ผู้สิ้นทุกข์ หากแต่กุศลกรรมส่งผลจึงเกิดในภพภูมิที่ดีในบางช่วง บางภพ เมื่อหมดกุศลกรรม ก็อาจลงมาเสวยทุกข์พอ ๆ กับมนุษย์เช่นเดียวกัน

อ่านเรื่องที่นำมาจากข้อเขียนของ อ.มาลา คำจันทร์ ก่อนครับ...จะได้รู้จักกับคติโบราณที่น่าคิด

คนโบราณดั้งเดิม ถือผีป่า(เทพารักษ์ผู้เฝ้าป่า)ผู้รักษาต้นน้ำลำธาร...คนล้านนา และอีสานให้ความเคารพยำเกรงต่อผีป่าและผีขุนน้ำแบบนี้มาก(แม้จะจืดจางไปมากแล้วในปัจจุบัน) หากป่าตอนใดเป็นต้นกำเนิดของสายน้ำ(ทางอีสานก็จะมีป่าดอนปู่ ตา หรือป่าชุมชนที่นับถือคตินี้ และช่วยกันอนุรักษ์) ป่านั้น ๆ จะได้รับการพิทักษ์หวงแหนยิ่งกว่าป่าอื่น ๆ คนจะไม่เข้าไปตัดไม้หรือล่าสัตว์เด็ดขาด ถึงเวลาอันควร เช่น ก่อนหน้าลงนาเล็กน้อย คนก็จะไปไหว้ผีขุนน้ำ ณ ต้นกำเนิดของแม่น้ำสายนั้น ๆ.

(เช่นที่เล่าแล้วในเรื่องขันธะปริตตะสูตร ในเรื่องของคนทางเมืองแก่นท้าว สปป.ลาว ที่จะเซ่นสรวง ด้วยการบนผีงูเงือกในศาลเทพารักษ์ให้ออกไปรับสัตว์สองเท้า เมื่อถึงฤดูกาลก่อนการเพาะปลูก เป็นเครื่องเซ่น จนคนที่อยู่รอบลำน้ำสายนั้นไม่กล้าลงทำกิจกรรมในช่วงเวลาที่กล่าว).

ทางล้านนา ผีขุนน้ำ(ขอให้เข้าใจว่าคือ เทพารักษ์ แต่ขอใช้คำเดิม ๆ ที่เข้าใจง่าย มาสื่อ)ไม่ปรากฏรูปร่างตัวตนว่าเป็นอย่างไร เป็น "กลุ่มผี" ที่เฝ้าต้นน้ำลำธาร ไม่ใช่ผีโดดเดี่ยวเดียวดาย แต่หมายเอาผีหลายตนที่อาจสิงสู่อยู่แถวต้นน้ำนั้น ๆ แต่เดิมอาจเป็นผีโป่ง ผีป่า หรือผีดุร้ายนานามาก่อนก็ได้ ต่อมาเห็นว่าดุร้าย หรือเฮี้ยนจัด ชาวบ้านเลยสร้างศาลอัญเชิญให้อยู่อาศัยแถวต้นน้ำนั้นเอง เมื่อสร้างที่สถิตให้แล้ว ก็บอกกล่าวร้องขอให้ทำหน้าที่พิทักษ์รักษาต้นน้ำลำธาร...ผีร้ายเลยกลายเป็นดีนับแต่ที่เชิญขึ้นศาล.

ผีขุนน้ำ มักได้ชื่อตามลำน้ำสายนั้น ๆ เช่น ผีขุนลาว ได้ชื่อจากแม่น้ำลาว ผีขุนออนได้ชื่อจากแม่น้ำออน เป็นต้น ถึงกาลใกล้ฤดูทำนา ชาวบ้านจะทำพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ เพื่อเป็นการขอบคุณที่ดูแลรักษาขุนน้ำ ทำให้มีน้ำใช้ในการเกษตรกรรม พิธีดังกล่าวจะจัดขึ้นที่ศาลของผีขุนน้ำในเดือน ๘ หรือเดือน ๙ ทางเหนือ (ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน).

การเลี้ยงผีขุนน้ำนั้น ศาสตราจารย์มณี พยอมยงค์ พ่อครูหลวงอีกท่านด้านล้านนาคดี เขียนไว้ในประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย ว่าเครื่องสำรับบูชา ประกอบด้วยเทียน ๔ เล่ม ดอกไม้ ๔ กรวย หมาก ๔ ขด ช่อขาว(ธงขาว) ๘ ผืน มะพร้าว ๒ ทะลาย กล้วย ๒ หวี อ้อย ๒ เล่ม หม้อใหม่ ๑ ใบ แกงส้มแกงหวาน หัวหมู ไก่ต้ม สุราและโภชนาหาร ๗ อย่าง รวมทั้งเมี่ยงและบุหรี่เป็นต้น ส่วนวิธีการเลี้ยงผีและเซ่นสังเวยผีนั้น ท่านเขียนไว้ว่า เมื่อจัดแต่งเครื่องสังเวยพร้อมแล้วจะทำชะลอม ๓ ลูก สำหรับใส่เครื่องบูชาทั้งหลาย หาบไป ๒ ใบ คอนไป ๑ ใบ แล้วจัดทำศาลขึ้นหลังหนึ่งที่ต้นน้ำนั้น ๆ ประกอบด้วยหลักช้างและหลักม้าปักอยู่ใกล้ ๆ ศาล แล้วนำเอาเครื่องสังเวยขึ้นวางบนศาล ทำพิธีกล่าวอัญเชิญเทพารักษ์ ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และผีสางต่าง ๆ ซึ่งประจำรักษาอยู่ ณ ต้นน้ำลำธารสายนั้นให้มารับเครื่องสังเวยต่าง ๆ แล้วจะอ้อนวอนขอให้ผีขุนน้ำอำนวยให้มีน้ำอุดมสมบูรณ์ ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล จากนั้นจะรออยู่พอสมควรแก่เวลา ก็จะนำเอาเครื่องเซ่นสังเวยเหล่านั้น มาเลี้ยงดูสู่กันกิน

ผู้เขียน(อ.มาลา คำจันทร์) เคยอ่านพบเรื่องราวเกี่ยวกับผีขุนน้ำเรื่องหนึ่ง เห็นว่าน่าสนใจ ขออนุญาต #คุณสังคีต จันทนะโพธิ ซึ่งเขียนเกี่ยวกับการเลี้ยงผีขุนน้ำออน ไว้ในหนังสือชื่อ "เปิดกรุล้านนาร่วมสมัย" ท่านเขียนไว้ว่า...

"ลำน้ำออนไหลผ่านอำเภอสันกำแพง ยาวประมาณ ๗๕ ก.ม. ชาวบ้านที่ใช้น้ำจากลำน้ำนี้ จะเลี้ยงผีขุนน้ำในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๙ ทางเหนือ ของทุกปี จะใช้วัวดำ หมูดำ และไก่ดำ ฆ่าเลี้ยง เนื้อวัวทำแกงอ่อม หมูทำลาบ ไก่ทำไก่ย่าง จะสลับสับเปลี่ยนไม่ได้

เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๐ ถึงเวรตำบลทรายมูลไปเลี้ยงผีขุนน้ำ พญาอาษาราษฎร์บำรุง กำนันตำบลทรายมูลสลับสับเปลี่ยนเนื้อ ไม่ทำตามที่เคยทำกันมาแต่ก่อน ใครห้ามก็ไม่ฟัง การทำอย่างนี้ ทำให้ผีขุนน้ำไม่พอใจ บันดาลให้เกิดฝนตกฟ้าร้องอย่างหนัก น้ำเอ่อนอง พญาอาษาราษฎร์บำรุง จะข้ามน้ำ(กลับบ้าน)ให้ได้ ใครห้ามก็ไม่ฟัง น้ำซัดทั้งคนและม้าจมหายไป รุ่งเช้าจึงมีคนไปพบศพติดอยู่ที่ฝายล้อง(ร่องน้ำที่มีน้ำในหน้าฝน ๔ เดือน นอกฤดูน้ำแห้ง)วัวแดง"

เรื่องนี้คงพอสะท้อนถึงความคิด ความเชื่อและการกระทำของคนล้านนา(ในอดีต)ที่เกี่ยวกับผีขุนน้ำได้พอสมควร ผม(มาลา คำจันทร์)เองไม่มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับผีขุนน้ำ แต่สมัยเมื่อผมยังเป็นเด็กบ้านดอยอยู่นั้น หลังบ้านผมคือดอยจอมแว่ เป็นเทือกดอยเล็ก ๆ แต่ก็ยังมีน้ำห้วยไหลอยู่ มีปลากั้งให้เห็น(#คนพื้นเมืองสมัยนั้นไม่กินปลากั้งเพราะเชื่อว่ามันคือจิ้งเหลนที่ลงไปอยู่ในน้ำแล้วกลายร่างเป็นปลากั้ง ใครกินแล้วจะเป็นขี้ทูด ปลากั้งจึงมีเยอะ) เนื้อดินของดอย ยังมีเห็ดขอน เห็ดดินให้เก็บกิน มีผักแพระ ผักป่าพออาศัยเก็บใส่หม้อแกงได้ ที่หล่ายดอยหรืออีกฟากของดอยจอมแว่ มีบ่อน้ำทิพย์ ซึ่งพออนุมานได้ว่าเป็นขุนห้วย เพราะเป็นต้นกำเนิดของน้ำห้วย น้ำบ่อทิพย์ที่ว่ามานี้เป็นตาน้ำผุดจากใต้ดิน ไหลออกจากปากบ่อ เลาะล่องไปตามหลืบดอย คนเชื่อกันว่าบ่อน้ำทิพย์รักษาโรคบางชนิดได้ ที่บ่อน้ำทิพย์นี้เชื่อกันว่า มีผีรักษา พวกเราแม้เป็นลูกเล็กเด็กดอยที่ซุกซนสดใสไปตามประสา แต่ก็ไม่กล้าจะทำทะลึ่งทะเล้นเป็นลูกวอกลูกลิง แถว ๆ บ่อน้ำทิพย์ หากจำเป็นต้องฉี่ยังยกมือไหว้ขอขมาเวลาจะฉี่ก็ต้องหันหน้าไปทางอื่นไม่หันไปทางบ่อน้ำทิพย์

การเลี้ยงผีขุนน้ำนั้น ปัจจุบันก็ยังปฏิบัติกันอยู่ ความเคารพยำเกรงต่อผี และความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรมอาจลดหย่อนลง แก่นสารเนื้อในอาจหดหายไปตามกระแสความเชื่ออื่น ๆ ที่รุกล้ำเข้ามา แต่รูปแบบพิธีกรรมยังคงมีอยู่ เราคงไม่อาจบูรณะฟื้นฟูตัวความเชื่อเกี่ยวกับผีขุนน้ำให้มีผลในเชิงปฏิบัติในการรักษาป่าต้นน้ำลำธารไว้ได้ดังเดิม

เราคงไม่สามารถจะใช้ผีขุนน้ำให้เป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำได้ดังเดิมอีกแล้ว ผีขุนน้ำถูกเราฆ่าตายเสียแล้ว แต่เรากลับไม่มีปัญญาสร้างเครื่องมือในการดูแลรักษาป่าที่ทรงประสิทธิภาพอย่างที่คนโบราณท่านสร้างไว้.

การที่ผม(เจ้าของเฟส) เล่าเรื่องการไปเป็นเพื่อนอาจารย์ท่านหนึ่งเดินทางกลับบ้านในป่าลึกเพื่อร่ำลาญาติก่อนเดินทางไปต่างประเทศ...แล้วแทรกเรื่องอื่นเพื่อเป็นการบอกเล่าความคิด อธิบายสิ่งต่าง ๆ ให้อ่านกันนั้น...ก็เพื่อจะบอกแนวคิดแบบนี้ครับ.

"การเข้าใจสิ่งต่าง ๆ โดยมีคนอธิบายให้เข้าใจชัดเจนนั้น...เหมือนปราชญ์จีนโบราณท่านพูด...การอ่านหนังสือดี ๆ หรือบทความดี ๆ สักเล่มหนึ่ง เรื่องหนึ่ง....เทียบได้กับการที่เราเดินทางหมื่นลี้ เพื่อหาประสบการณ์เอง".

วันที่สามที่เดินทางทางแพ ก็ยังสนุกสนานเหมือนเดิมครับ...กะว่ารุ่งขึ้นของวันที่สี่ บ่าย ๆ คงถึงผาน้ำหยด ร่องน้ำแคบ และลำน้ำเพชรฯ ช่วงนี้จะไหลขึ้นไปทางทิศเหนือ (ปกติไหลมาแต่ทางทิศตะวันตก สู่ตะวันออก)ก่อนไหลลงทะเลด้านอ่าวไทย...

วันหน้า มาตามเรื่องกันต่อครับ.....

@ คลิกที่นี่.. พระคาถากรณียเมตตสูตร

Chote Vanhakij
20 สิงหาคม 2560 เวลา 22:39 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1900846693569607&id=100009328851456

* * * * *

พระคาถาชินบัญชร - นาที 10:00 พระคาถากรณียเมตตสูตร
* * * * *


ตอนที่ 29 "เรื่องประหลาด" "กะระณียะเมตตสูตร" (ต่อ)

"กะระณียะเมตตสูตร" (ต่อ)

การที่พระภิกษุ ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เมื่อเรียนสมถะกรรมฐานแต่สำนักอาจารย์ใดแล้ว เลือกสถานที่ที่สงบเพื่อฝึกจิตตัวเองให้เข้าสู่สมาธินั้น เป็นเรื่องธรรมดา เช่น พระป่าสายอีสาน สมัยหลวงปู่ ครูบาอาจารย์ในสมัยก่อน ๆ ในเมืองไทย...แต่ใช่ว่าจะมีแต่สมัยนี้ก็หาไม่ มีมานานแล้ว.

แต่ป่าหรือสถานที่ที่ทำความเพียรนั้น อาจมีเจ้าที่ เทพารักษ์ อยู่อาศัยมาก่อน พอมีพระเข้าไปบำเพ็ญเพียรก็อาจเดือดร้อนด้วยอำนาจตบะ ของพระภิกษุจนทำให้อยู่ลำบากต้องออกมาขับไล่โดยการแสดงร่างไปต่าง ๆ นา ๆ ให้กลัว เช่นตำนานของกระณียะเมตตะสูตรนี้...จนทำให้พระที่ยังไม่บรรลุคุณธรรมชั้นใด ๆ เกิดอาการขนพองสยองเกล้า จนต้องทิ้งสถานที่นั้น มาทูลถามพระพุทธองค์ และพระพุทธองค์ทรงสอนบทแผ่เมตตาให้ เพื่อเจริญสติแผ่เมตตาแก่เทวดา จะได้ไม่มารบกวน เบียดเบียนพระให้หวาดกลัวอีก.

ในตำนานที่ว่า หลังจากพระท่านกลับไปสถานที่นั้นอีกก็ใช้ปริตตะมนต์บทนี้แผ่เมตตาให้เทวดา จนเทวดารักใคร่ไม่ได้เบียดเบียนให้ลำบาก และพระภิกษุท่านก็ปฏิบัติธรรมจนบรรลุตามสภาวะแห่งจิตของท่าน.

จนเป็นตำนานแห่งพระคาถาที่พระใช้เป็นบทเจริญพุทธมนต์ตราบเท่าทุกวันนี้

เทพารักษ์นั้น กล่าวมาหลายตอนครับ และบางทีก็อาจจะเขียนอีกตอน สองตอน ก่อนจะเข้าสู่ตัวพระคาถาและคำแปลที่เคยใช้เจริญมนต์เมื่อครั้งนอนป่าที่เมืองเพชรฯ แต่จะนำเอาเรื่องที่น่าเกี่ยวข้องกันมาให้อ่านก่อนครับ ว่าเทพารักษ์นั้น แม้ผู้มิใช่สามัญชนก็ได้ทรงเคยประสบพบเห็นมาแล้ว เช่นเรื่องนี้.

เรื่องเกี่ยวกับเทพารักษ์ หรือเทวดาในชั้นจาตุมมหาราชิกานี้ มีอีกหลายกระแส แม้แต่กับพระมหากษัตริย์ก็ทรงได้เคยทรงประสบพบเห็นมาด้วยพระองค์เองก็มี

เช่นที่ผมจะนำเรื่องผีในพระราชพงศาวดาร ซึ่งเป็นข้อเขียนของท่าน ส.พลายน้อย มาเขียนขยายต่อให้อ่านกันตามนี้

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ครั้งยังดำรงพระยศเป็นพระบรมโอรสาธิราช ได้ประสบกับภูติ ผี, วิญญาณ, ปีศาจนี้ (บางแห่งว่าข้าราชการเป็นผู้ฝัน แล้วนำเรื่องมาทูลถวาย และบางแห่งเล่าขานกันว่าที่ลพบุรีบ้าง ที่ดงพญาเย็นบ้าง) แต่ผมจะยึดตามข้อเขียนของคุณ ส.พลายน้อยเป็นหลักว่า...เดิมเมื่อปี ร.ศ.๑๒๕ (พ.ศ.๒๔๔๙ ) ขณะดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารนั้น พระองค์ได้ทรงประสบหลายครั้ง ที่นับว่าสำคัญเรื่องหนึ่งคือ ท้าวหิรัณยฮู หรือท้าวหิรันยพนาสูร มาขอเฝ้า เป็นราชองครักษ์ ตามจดหมายเหตุที่บันทึกไว้ดังต่อไปนี้.

เมื่อครั้งเสด็จมณฑลพายัพ เมื่อจะออกเดินทางจากอุตรดิตถ์ไปในทางป่า เวลานั้น ผู้ที่ตามเสด็จพระราชดำเนินพากันมีความหวาดหวั่น เพราะเกรงกลัวความไข้และภยันตรายต่าง ๆ ซึ่งจะพึงมีมาได้ในกลางทางป่า จึงได้ทรงพระกรุณาดำรัสชี้แจงว่า "ธรรมดาเจ้าใหญ่นายโต จะเสด็จแห่งใด ๆ ก็ดี คงจะมีทั้งเทวดาและปีศาจ ฤาอสูร อันเป็นสัมมาทิฏฐิคอยติดตามป้องกันภยันตรายทั้งปวง มิให้มากล้ำกรายพระองค์และบริพารผู้โดยเสด็จได้ ถึงในการเสด็จครั้งนี้ก็มีเหมือนกันอย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใดมีความวิตกไปเลย"

ต่อนั้นไปมีผู้ที่ตามเสด็จผู้หนึ่งกล่าวว่าฝันเห็นชายผู้หนึ่งรูปร่างลำสันใหญ่โต ได้บอกกับผู้ที่ฝันนั้นว่า ตนชื่อหิรันย์เป็นอสูรชาวป่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติ ในครั้งนี้จะมาตามเสด็จพระราชดำเนินไปในกระบวน เพื่อคอยดูแลระวังมิให้ภยันตรายทั้งปวงอันจะพึงบังเกิดมีขึ้นได้ในระยะทางกลางป่านั้น มากล้ำกรายพระองค์ฤาราชบริพารได้

ครั้นทรงทราบความเช่นนั้นจึงมีพระราชดำรัสสั่งให้จุดธูปเทียน และเครื่องโภชนาหารไปเซ่นที่ในป่าริมพลับพลา และเวลาเสวยค่ำทุก ๆ วัน ก็ได้ทรงพระกรุณาให้แบ่งพระกระยาหารจากเครื่องไปตั้งเซ่นเสมอ.

ภายหลังจากคราวที่เสด็จพระราชดำเนินประพาสมณฑลพายัพนั้น แม้จะเสด็จพระราชดำเนินไปแห่งใด ก่อนที่จะเสด็จจากกรุงเทพฯ ข้าราชบริพารก็ได้พร้อมใจกันน้อมเชิญหิรันยอสูรให้ตามเสด็จด้วย และโดยมากเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปโดยสวัสดิภาพแล้วก็พากันกล่าวว่าเพราะหิรันยอสูรตามเสด็จไปด้วย บางคราวบางสมัยเมื่อเสด็จไปประทับอยู่ในหัวเมือง ถึงกับมีผู้ได้อ้างว่าแลเห็นรูปคนร่างกายใหญ่ล่ำสัน ยืนฤานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใกล้ ๆ ที่ประทับ แลอ้างว่าได้แลเห็นพร้อม ๆ กันหลายๆ คนก็มี.

การที่มีผู้นิยมเชื่อถือในหิรันย์เช่นนี้ มิใช่แต่เฉพาะในหมู่ผู้ที่เป็นราชบริพารที่ตามเสด็จไปในกระบวนเท่านั้น แต่ข้าราชการฝ่ายเทศาภิบาลก็พลอยนิยมเชื่อถือไปด้วย การที่มีผู้นิยมเชื่อถือเช่นนี้จะมีมูลหรือไม่อย่างไรก็ดี จึงทรงพระราชดำริว่า "ธรรมดาคนโดยมากยังละเว้นความประสงค์ที่จะหาเทวดาฤามนุษย์เป็นที่พึ่งคุ้มกันภยันตรายต่าง ๆ นั้นมิได้ขาดทีเดียว เมื่อมีที่นิยมยึดเหนี่ยวอยู่เช่นหิรันยอสูรนี้เป็นต้น ก็มักจะทำให้เป็นที่อุ่นใจในการที่จะเดินทางไปในถิ่นทุรกันดาร ถ้าแม้ใจดีอยู่แล้วก็มักจะไม่ใคร่เป็นอันตราย" เมื่อทรงพระราชดำริดังนี้ จึงได้ทรงตกลง คงเซ่นหิรันยอสูรต่อมา คือให้แบ่งพระกระยาหารเสวยจากเครื่องเซ่นที่เคยทำมาแล้ว ครั้งเสด็จประพาสมณฑลพายัพนั้นเป็นธรรมเนียมต่อมา.

ครั้นปี ร.ศ.๑๒๙ ได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล้ว (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)ทรงคำนึงถึงหิรันยอสูรซึ่งนิยมกันว่าได้เคยตามเสด็จพระราชดำเนินมาหลายแห่ง หลายหน การเสด็จพระราชดำเนินในแห่งใด ๆ ก็ได้เป็นไปโดยสวัสดิภาพและเป็นที่อุ่นใจแห่งข้าราชบริพารทั่วไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างหล่อรูปหิรันยอสูรด้วยทองสัมฤทธิ์แล้วเสร็จบริบูรณ์ในเดือนเมษายน ร.ศ.๑๓๐.

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานจัดเครื่องสังเวยเซ่นสรวง ตามสมควรแล้ว ขอเชิญหิรันยอสูรเข้าสิงสถิตในรูปสัมฤทธิ์ และทรงขนานนามพระราชทานใหม่ว่า ท้าวหิรันยพนาสูร มีชฎาเทริดอย่างไทยโบราณและไม้เท้าเป็นเครื่องประดับยศสืบไป.

เรื่องการหล่อรูปท้าวหิรันยพนาสูรเพื่อประดิษฐานที่พระราชวังพญาไทย(ซึ่งเป็นโรงพยาบาลพระมงกุฎในปัจจุบัน)ผู้เขียน(ส.พลายน้อย)เคยอ่านในหนังสือเล่มหนึ่งตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนในหนังสือเล่มนั้นเรียกว่าท้าวหิรันยฮูได้เล่าว่าเมื่อตอนที่ฝรั่งนำรูปหล่อขึ้นตั้งบนแท่นนั้นได้ใช้เชือกล่ามผูกคอท้าวหิรันยพนาสูรชักรอกขึ้นไป

ขณะที่กำลังดำเนินการอยู่นั้นปรากฏว่านายช่างฝรั่งมีอาการหายใจไม่ออก มือไขว่คว้าไปมาทำให้คนตกใจกันมาก มีผู้เฉลียวใจคิดว่าอาจเป็นเพราะท้าวหิรันยพนาสูรไม่พอใจในการกระทำเช่นนั้นก็ได้ จึงได้จุดธูปกล่าวขอขมาลาโทษเหตุร้ายก็สงบไป

เสียดายที่หนังสือเล่มนั้นหายเสีย ไม่เช่นนั้นก็จะทราบรายละเอียดอื่น ๆ อีกมาก

เรื่องต่าง ๆ ดังได้กล่าวมานี้ จะเห็นว่าเรื่องของวิญญาณ หรือเจตภูต, อทิสมานกาย ตลอดจนอำนาจลี้ลับอะไรต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ไม่อาจจะพิสูจน์ให้เห็นได้ นอกจากจะบังเกิดขึ้นแก่คนใดคนหนึ่งหรือมีผู้ประสบด้วยตนเองเท่านั้นจึงจะตอบได้ว่า จริง หรือไม่จริง

อย่างไรก็ตามเป็นการไม่บังควรที่จะลบหลู่สิ่งเคาระของคนเป็นอันมาก

รูปท้าวหิรันยพนาสูรดังกล่าวนี้ สูงราว ๑๐ นิ้วปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งกรัณยสภาในพระบรมมหาราชวัง ยังมีการตั้งเครื่องสังเวยทุกวันก่อนเวลา ๑๑.๐๐ น. และตามคำบอกเล่าของพระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) กล่าวว่าพระยาอนุศาสนจิตรกร (จันทร จิตรกร) เป็นผู้เขียนรูปร่างท้าวหิรันยพนาสูรตามพระราชดำรัส (มีอีกกระแสหนึ่งว่า ทรงพระสุบินเห็นรูปร่างของอสูรนั้น) และได้ปั้นแบบตามร่างภาพนั้น

พระมหาเทพกษัตรสมุห ได้เล่าต่อไปว่าเคยมีรูปหล่อท้าวหิรันยพนาสูรประดิษฐานอยู่ที่หน้ารถพระที่นั่ง แต่จะเป็นรูปเดียวกันกับที่กล่าวถึงนี้หรือเปล่า?...ไม่ทราบได้.

อนึ่ง เมื่อทรงสร้างวังพญาไทยแล้วโปรดให้หล่อรูปท้าวหิรันยพนาสูรขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๕ ด้วยทรงต้องการให้ท้าวหิรันยพนาสูรเป็นเทพารักษ์ประจำวังพญาไท

และตอนต่อไป จะนำเรื่องของเทพารักษ์ที่อยู่ใจกลางเมืองมาเล่าต่อ ก่อนจะจบบทความตอนนี้ จะได้สมบูรณ์ครบถ้วนกระบวนความ โดยเอาข้อความเหล่านี้มาแสดงให้ทราบถึงสี่แยกมหาเทพ ใจกลางย่านธุรกิจในกรุงเทพฯ มาพูดถึง...ตามนี้.......

อาถรรพ์แรกคือ พื้นที่ตรงนี้เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ซึ่งสามัญชนคนธรรมดาจะมาทำการค้าอาศัยอยู่ไม่ได้ เพราะแรงสาปแช่งที่มีต่อพื้นที่ตรงนี้ นอกเสียจากจะให้ทางญาติมาทำพิธีถอนคำสาป.

อาถรรพ์ที่สอง สมัยสงครามโลกมีการทิ้งระเบิดแถว ๆ วังเพชรบูรณ์และโดยรอบ ทำให้มีคนล้มตายกันเยอะ ส่วนหนึ่งเขาจะเอาศพมากองไว้แถบ ๆ ย่านนี้ ทำให้มีวิญญาณคนตาย ยังวนเวียนไม่ยอมไปไหน เพราะตายโหง ธุรกิจร้านค้าแถบ ๆ นี้ ทุก ๆ ปี หากไม่ทำพิธีอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย หรือทำพิธีทางจีน ยากที่ธุรกิจจะประสบผลสำเร็จ

อาถรรพ์ที่สาม การย้ายศาลพระตรีมูรติไปไว้ที่ฝั่ง zen ซึ่งแต่เดิมอยู่ตรงหัวมุมถนนพระราม 1 ซึ่งตั้งมานาน เมื่อมีการย้าย จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ห้างสมัยที่เสื้อแดงมาชุมนุมที่ตรงนี้ เพราะการเกิดแรงปะทะ ที่ไม่ดีตรงสี่แยก ที่คนโบราณท่านได้สร้างไว้แก้อาถรรพ์ ถ้าไม่ย้ายศาลไป ห้างคงไม่เกิดไฟไหม้

อาถรรพ์ที่สี่เมื่อย้ายพระตรีมูรติไปไหว้ที่ฝั่ง zen ประกอบกับการสร้างรถไฟฟ้า ทำให้เกิดแรงปะทะ กระแสในแนวราบ วิ่งไปมาของรถไฟฟ้าทั้งสองสาย มาปะทะกันตรงสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งห้าง CTW ก็โดนเต็ม ๆ นานเข้าแรงปะทะเมื่อถึงจุดระเบิด เพราะไม่มีอะไรมาแก้ได้ จึงเกิดไฟไหม้ขึ้นอยู่บ่อย ๆ

เดาออกไหมครับ?

ที่ไหน?

Chote Vanhakij
21 สิงหาคม 2560 เวลา 23:18 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1901350756852534&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 30 "เรื่องประหลาด" "กะระณียะเมตตสูตร" (ต่อ)

"กะระณียะเมตตสูตร" (ต่อ)

การพูดถึงพระภูมิเจ้าที่ เทพารักษ์ชั้นจาตุมมหาราชิกาที่ผ่านมาก็คิดว่าพอสมควรแก่เรื่องที่เขียนแล้ว แต่จะนำเอาเรื่อง เทพารักษ์ชั้นผู้ใหญ่ที่เสด็จมาสถิตยังพระรูปปั้นกลางเมืองหลวงมาเล่าต่อละกัน...จะได้ชัดเจนขึ้น.

(ไม่เอางมงายหรอกนะครับ)...แต่จะเอาข้อเขียนที่เขียนโดยนักเขียนดังท่านหนึ่ง มาเขียนต่อให้อ่านกันพอเบา ๆ ถึงเทพที่ดูแลสถานที่ในแต่ละแห่งบ้าง ในป่า นอกป่าบ้าง พอให้ได้รู้สำหรับคนไม่รู้ จะได้เปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น.

ดังจะเอาเรื่องศาลท้าวมหาพรหมนี่แหละ มาเขียนให้อ่าน...ศาลพระพรหมนั้นก่อนจะตั้งมีอาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านสมถะกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน เป็นผู้แนะนำให้ตั้ง ก่อนจะตั้งก็มีเรื่องเล่าตามนี้ครับ

ที่โรงแรมเอราวัณนั้นมีศาลท่านท้าวมหาพรหมที่รู้จักกันดีโดยคนที่แนะนำให้ตั้งคือ พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ร.น.(ราชนาวี...ในราชการกองทัพเรือ)เป็นผู้ติดต่อและอัญเชิญ

เมื่อทางรัฐบาลสมัยนั้น มีความเห็นว่าโรงแรมเอราวัณเก่านั้น ที่เป็นที่เชิดหน้า ชูตาของเมืองไทยสมัย ๒๐ กว่าปีมาแล้วนี้...เล็กเกินไป ไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศได้เพียงพอ จึงสั่งการรื้อถอนเพื่อสร้างเป็นโรงแรมใหม่ ประชาชนคนไทยส่วนมากที่เคยไปสักการะท่านท้าวมหาพรหมที่มุมโรงแรมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ ต่างพากันใจหายใจคว่ำ เกรงว่าทางราชการจะรื้อศาลที่ท่านท้าวมหาพรหมสถิตอยู่

แต่ทุกวันนี้ ศาลทุกอย่างยังเหมือนเดิมเพราะไม่มีใครกล้าไปแตะต้อง แม้โรงแรมเอราวัณจะถูกทุบทิ้งไปแล้วก็ตามทั้งนี้ด้วยผู้ใหญ่ในรัฐบาลท่านทราบดีถึงประวัติความเป็นมาของศาลท่านท้าวมหาพรหม ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้ ผม(เจ้าของเฟส)จึงขอนำมาขยายต่อ เพื่อเป็นการยืนยันว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นมีจริง(แต่อย่างมงายจนถึงกับไม่ช่วยเหลือตัวเอง) วิญญาณของเทพเบื้องบนมีจริง ผู้ปฏิบัติธรรมชั้นสูงเท่านั้นจึงจะสามารถติดต่อได้

ซึ่งท่านผู้นั้นในอดีตคือ ท่านอาจารย์ พลเรือตรีหลวงสุวิชานแพทย์ ร.น. อดีตนายแพทย์ใหญ่กรมแพทย์ทหารเรือผู้เพียรปฏิบัติสมถะกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน จนล่วงรู้ถึงขั้นที่เรียกว่า มีอภิญญา ๖ เช่น หูทิพย์ ตาทิพย์ และมีอำนาจจิตอันเป็นที่ยอมรับนับถือจากประชาชนทั่วไป ตลอดจนนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ตราบจนท่านถึงแก่อนิจกรรม

มีเรื่องเล่าว่า เมื่อสมัยเริ่มก่อสร้างโรงแรมเอราวัณใหม่ ๆ นั้น มีอุปสรรคมากมายอย่างไม่คาดฝัน อาทิ การสั่งซื้อสิ่งของอุปกรณ์มาแล้วใช้ไม่ได้ เพราะผิดขนาดและผิดความต้องการของฝ่ายช่างเสมอ ทั้งคนงานก็ทำผิดวัตถุประสงค์ ต้องแก้ไขทำใหม่เป็นเหตุให้เสียเวลาอยู่เป็นนิจ

ข้อสำคัญที่สุดคือ ไม่ว่าช่างปูน ช่างเหล็กมักจะประสบอุบัติเหตุถึงแก่เลือดตกยางออกอันเป็นเหตุให้คนงานเสียขวัญไปตาม ๆ กัน จึงทำให้ผลงานล่าช้ายิ่งขึ้นจนถึงจะทำให้การก่อสร้างโรงแรมเอราวัณหยุดชะงักได้

เมื่อเรื่องทราบถึง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ และประธานกรรมการบริหารโรงแรมเอราวัณสมัยนั้น ว่าการก่อสร้างดูท่าจะไม่แล้วเสร็จตามกำหนด ท่านจึงได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริการ เพื่อปรึกษาหารือถึงวิธีแก้ไขความล่าช้าในการก่อสร้างโรงแรม ซึ่งได้มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้แนะนำให้ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ติดต่อขอความช่วยเหลือจากท่านอาจารย์ พล.ร.ต.หลวงสุวิชานแพทย์เป็นการด่วน ด้วยท่านอาจารย์คุณหลวงสุวิชานแพทย์เป็นผู้ที่สามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ที่มิชอบด้วยประการทั้งปวง และมีความสามารถในทางมหัศจรรย์ที่คนธรรมดาสามัญไม่มีทางจะรู้เท่าทันท่านได้.

พล.ต.อ.เผ่า ได้ยินเช่นนั้น ประกอบกับเคยได้ยินกิตติศัพท์ของคุณหลวงสุวิชานแพทย์ มาก่อนแล้ว จึงรับคำแนะนำของผู้ใหญ่ท่านนั้น และได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ม.ล.จเร สุทัศน์ ณ อยุธยา ผู้ควบคุมการก่อสร้างโรงแรมเอราวัณ ไปติดต่อหารือคุณหลวงสุวิชานแพทย์ เพื่อขอให้ท่านกรุณาตรวจดูว่า อุปสรรคทั้งหลายในการก่อสร้างโรงแรมเอราวัณนี้มีมูลเหตุมาจากสิ่งใด และมีวิธีแก้ไขให้หมดสิ้นไปได้อย่างไร เพื่อให้การก่อสร้างเสร็จตามกำหนด

เมื่อ พล.ต.ต ม.ล. จเร สุทัศน์ฯ ได้ไปพบท่านคุณหลวงสุวิชานฯแล้ว ได้เรียนให้ท่านทราบเรื่องราวโดยละเอียด ท่านคุณหลวงสุวิชานฯ นั่งสมาธิตรวจดูเหตุการณ์ต่าง ๆ จึงได้พบว่าสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดอุปสรรคนานาประการในการก่อสร้างครั้งนี้ มาจากการตั้งชื่อโรงแรมแห่งนี้ว่า "เอราวัณ" นั่นเอง เพราะคำว่า "เอราวัณ" นี้เป็นนามของช้างทรงของพระอินทร์.

(ส่วนสาเหตุอื่น มีว่าเช่นเจ้าของสถานที่เดิมท่านสาปแช่งไว้ ขอไม่กล่าวถึงด้วยจะกระทบถึงหลายส่วน).

ท่านจึงได้แนะนำ จะต้องแก้ไขด้วยการบอกกล่าวขออำนาจต่อท่านท้าวมหาพรหมผู้เป็นใหญ่แห่งสรวงสวรรค์ ขอบารมีพระองค์ท่านจงดลบันดาลให้สิ่งที่ร้ายทั้งหลายกลับกลายเป็นดี การก่อสร้างโรงแรมนี้จึงจะลุล่วงได้ทันตามกำหนด และเมื่อก่อสร้างโรงแรมเรียบร้อยแล้ว จะต้องตั้งศาลท่านท้าวมหาพรหมผู้เป็นใหญ่แห่งสรวงสวรรค์ถวายแด่พระองค์ท่านทันที....

และการสร้างถวายท่านท้าวมหาพรหมนั้น พระองค์ท่านโปรดตรงมุมของโรงแรม ด้านสี่แยกราชประสงค์

สำหรับศาลของท่านท้าวมหาพรหมนี้ คุณเจือระวี ชมเสวี, ม.ล.ปุ่น มาลากุล เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบ ส่วนพระรูปหล่อจำลองนั้น คุณจิตร พิมพ์โกวิท ช่างโทในสมัยนั้นที่ประจำกองแผนกหัตถศิลป์ กรมศิลปากรเป็นช่างปั้น ตามแบบแผนของกรมศิลปากร โดยการค้นคว้าของพระยาอนุมานราชธน เมื่อสร้างศาลท่านท้าวมหาพรหมเสร็จแล้ว จึงได้ประกอบพิธีอัญเชิญขึ้นประทับเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ โดยท่าน พล.ร.ต.หลวงสุวิชานฯ ร.น.ได้มอบหมายให้คุณประยูร วงศ์ผดุง เป็นผู้ทำพิธีด้วยการติดต่อทางจิต ผ่านคุณหลวงสุวิชานฯ ซึ่งเป็นผู้ชี้แนะทั้งสิ้น.

เรื่องราวมหัศจรรย์เกี่ยวกับองค์ท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณนี้เมื่อครั้ง พล.ร.ต.หลวงสุวิชานฯยังมีชีวิตอยู่ท่านเคยเล่าถึงองค์เทพที่สถิตอยู่ในรูปปั้นท่านท้าวมหาพรหมว่า แท้ที่จริงคือทิพย์วิญญาณพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งในรัชกาลที่ 4 ของกรุงรัตนโกสินทร์นั่นเอง.

จากการตรวจด้วยตาใน(ทิพยจักษุ)และการติดต่อทิพย์วิญญาณทางสมาธิจิต คุณหลวงสุวิชานได้เล่าถึงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า หลังจากที่พระองค์ท่านเสด็จสวรรคตแล้วได้ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นพรหมทรงมีตำแหน่งหน้าที่เป็นรองท่านท้าวมหาพรหมและได้รับพระนามใหม่ว่า..."ท่านท้าวเกศโร" ซึ่งเมื่อพล.ร.ต.หลวงสุวิชานฯได้ทำพิธีประดิษฐานพระรูปปั้น ขององค์ท่านท้าวมหาพรหม ได้อัญเชิญพระวิญญาณให้มาสถิตอยู่ที่พระรูปปั้นด้วย เพื่อให้ช่วยปัดเป่าความทุกข์ยากและความเดือดร้อนของประชาชนที่มาสักการะ ซึ่งตามปกติผู้รู้ท่านว่า จะเสด็จมาประทับที่พระรูปปั้นทุกวัน ยกเว้นวันพระ.

("พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์เป็นกษัตริย์จริงหรือไม่ ถ้าถือเอาตามหลักพฤตินัย ต้องถือว่าใช่เพราะพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระเชษฐาของพระปิ่นเกล้า เมื่อครั้งจะรับตำแหน่งเป็นกษัตริย์นั้นได้ระบุว่าให้ยกพระปิ่นเกล้าเป็นกษัตริย์เสมอกันด้วย.

ตามคำกราบบังคมทูลว่า "ขออัญเชิญพระบาทสมเด็จพระอนุชาธิบดีเจ้าฟ้ามงกุฎฯ และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เถลิงถวัลย์ราชสมบัติ".

ซึ่งคำข้างต้นเป็นคำกราบบังคมทูลเชิญเป็นกษัตริย์ซึ่งเห็นได้ว่ามีการระบุถึง ๒ พระองค์ คือเจ้าฟ้ามงกุฎฯ(พระจอมเกล้า) และเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์(พระปิ่นเกล้า). ดังนั้นตำแหน่งของพระปิ่นเกล้าจึงเป็นกษัตริย์ตามนิตินัย(โดยทางกฎหมาย)).

เขียนเรื่องล่องแพของตัวเอง แต่เขียนเกี่ยวกับเรื่องอื่นซะยาว...จนนอกเรื่องไปเยอะ.

ก็เอาพอย่อ ๆ ครับ...ขอจบห้วน ๆ วันหลังค่อยมาต่อกัน.

Chote Vanhakij
25 สิงหาคม 2560 เวลา 20:10 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1903412673313009&id=100009328851456

* * * * *

วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"ก่อนชีวิตจะจางหาย ภายใต้ฟ้ากว้าง" (2) By: Chote Vanhakij

"ขออนุญาตคุณ Chote Vanhakij ขอนำบทความของท่านมาโพสต์ที่นี่นะครับ" ธนวุฒิ ดุษฎีปัญจพร

UpDate..
ตอนที่ 12 "ผีโพง" "ผีเป้า" ถึง ตอนที่ 20 "คาถากันผีน้ำ"

"ก่อนชีวิตจะจางหาย ภายใต้ฟ้ากว้าง"
By: Chote Vanhakij

@ คลิกที่นี่.. ตอนที่ 1 "ถวิลหาอดีต..." ถึง ตอนที่ 11 "ล่าเก้ง"
@ คลิกที่นี่.. ตอนที่ 21 "ประสาพราน" ถึง ตอนที่ 30 "กะระณียะเมตตสูตร"
@ คลิกที่นี่.. ตอนที่ 31 "ป" ถึง ตอนปัจจุบัน


ตอนที่ 12 "ผีโพง" "ผีเป้า"

ที่จะนำเรื่องผีพวกนี้มาเล่า ก็ต้องท้าวความกันก่อนนะครับ ว่าผมเองแค่..."ถวิลถึงอดีต" ครั้งที่ยังมีป่า มีดง มีเพียงแสงตะเกียง คบไต้ ให้แสงสว่างยามกลางคืน เอามาเขียนทิ้งไว้เป็นบันทึกถึงอดีต ไม่มีจุดประสงค์ให้เชื่องมงาย ให้หวาดกลัว หรือหลอกหลอนกันให้กลัวแต่ประการใด เพราะเรื่องผีนั้น อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน.

(และอย่าว่าแต่สังคมไทยเลย สังคมไหน ๆ ศาสนาใด ๆ ในโลก ก็ล้วนมีเรื่องผี เรื่องมารเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้น...และความเชื่อก็แน่นแฟ้นพอ ๆ กัน และจะบอกว่างมงาย ก็งมงายพอ ๆ กัน เหมือนเป็นความเชื่อที่ล้างออกไปจากใจมนุษย์ไม่ได้ แม้จะมีวิทยาการสูงส่ง แสงสว่างของไฟฟ้า สว่างไสว มลังเมลือง...ผีก็เหมือนมีอยู่เสมอ...คู่กับผู้คน

แม้อยู่ใจกลางมหานครใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ก็ใยมิใช่จะไม่มีผี เพียงแต่ความเชื่อเรื่องผีอาจลดน้อยลง หรือ หาเหตุ ผล มาคัดค้านได้มากขึ้นเพราะความเจริญขึ้นของวิทยาการ และความคิดด้านวิทยาศาสตร์.

ผีมีอยู่ได้ก็เพราะมีคน (คนมีสำนึกเรื่องผี).

ไม่มีคน ก็ไม่มีผี

ไม่มีแสงสว่าง ก็ไม่มีเงา.)

หน้าร้อน ที่บ้านเกิดเดิมของผม...(สมัยก่อนปี พ.ศ.2520 ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ใช้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าด หรือโซล่า)...คนอยู่ในวัยฉกรรจ์ หรือวัยทำงาน กินข้าวเย็นกันแล้ว ก็มักไม่ลงเรือนไปเที่ยวไหน ถ้าไม่นั่งคุยกับลูก เมีย ก็มักหางานอดิเรกมาทำ เช่น เหลาคันเบ็ดไว้ไปปักเบ็ด หรือออกหาปลา, สานข้อง, สานแห, สานกระบุง ตะกร้า ฯลฯ แล้วแต่ความชำนาญ.

ส่วนแม่บ้าน ก็มักนั่งปั่นฝ้ายให้เป็นเส้นด้าย เพื่อไว้ใช้ทอผ้า นั่งปะ นั่งชุนเสื้อผ้า(เพราะเสื้อผ้าสำเร็จรูปยังหาได้ยากมากในสมัยนั้น) ไม่ค่อยอยู่ว่างโดยใช้แสงตะเกียงนั่นแหละ เป็นแสงไฟทำงาน....ส่วนครอบครัวใหญ่ ที่มีตา ยาย หรือลุง ป้า พร้อมลูก หลาน อยู่กันหลายคน ก็มักออกมานั่งรับลม ที่ชานบ้าน.

หรือบางคนก็ออกมานั่งกรองแฝก (ถักหญ้าคาให้เป็นตับ ไว้มุงหลังคาบ้าน) นั่งเล่น นั่งคุย เรื่องโน้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง ที่ลานดินหน้าบ้าน หน้ากองไฟ พร้อมญาติผู้ใหญ่ที่มีบ้านติด ๆ กัน ยังไม่ขึ้นนอน...

บางทีก็นั่งเผา นั่งจี่ หัวเผือก หัวมันให้ลูก หลาน ที่ค่อนข้างโต และกำลังเล่นกัน อยู่รอบ ๆ นั่นแหละ ไว้กิน เวลาเล่นเหนื่อย.

ถ้าหน้าร้อนข้างขึ้นเดือนหงาย พอหรุบหรู่ ๆ เด็ก ๆ อย่างพวกผมยิ่งสนุก เล่นซ่อนหา เล่นผีหลอก ตามประสาไป...ด้วยไม่มีอะไรเป็นเครื่องบันเทิงเหมือนสมัยนี้ และถ้าวันไหนมีพ่อเฒ่า พ่อจารย์ ที่เคยผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มาเยอะ ไม่ใช่เฒ่าดอก เฒ่าดาย(คือพูดอะไรไม่เก่ง เล่าเรื่องอะไรก็ไม่สนุก)...มาเล่าเรื่องโน้น นี่ นั่น สู่กันฟัง...!

เด็กพอรู้เดียงสาอย่างพวกผม จะล้อมวงเข้ามาฟังเลย ไม่เล่นซ่อนหากันแล้ว...

สนุกครับ...!!

ค่ำคืนเดือนมืด นั่งล้อมกองไฟ มีเสียงนกฮูกกูกร้องเอาขวัญ เสียงบ่างหวีดร้อง...เรื่องผี เรื่องน่ากลัวอื่นใด มันจึงประทับไว้ในความทรงจำครั้งเด็ก ๆ แม้จะผ่านมาหลายปี ลืมเลือนไปบ้าง ก็ยังเหลือในความทรงจำมากโข โดยจำมาแต่คนเฒ่าที่เล่าให้ฟังไว้แต่ครั้งกระโน้น...ครั้งที่ป่าดง พงพี ยังอุดมสมบูรณ์ด้วยส่ำสัตว์สารพัด, อาถรรพ์ป่ารุนแรง, ความลึกลับดำมืด ที่ไม่มีใครไขปริศนาออก, ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยความรู้คนยุคโน้น...มาให้อ่านกัน.

บ้านเกิดเดิม เป็นพื้นที่รอยต่อของสองอารยธรรม คือ อารยธรรมของชาวเหนือของไทยตอนล่าง และอารยธรรมของชาวอีสานตอนบน...จึงมีความรู้จักทั้งสองฝั่งฟากแห่งอารยธรรมซึ่งมีความแตกต่างกันหลายอย่าง เอามาเทียบเคียง.

อย่าง "ผีโพง" ที่เป็นชื่อเรื่อง ทางอีสาน น่าจะเป็น "ผีเป้า" ผีที่ชอบกินของดิบ ของคาว ของสกปรกมากกว่า.

และน่าจะต่างจากผีปอบอยู่มาก ๆ เพราะดูเหมือนผีปอบจะมีฤทธิ์ร้ายกาจกว่า คือ เมื่อเข้าสิงร่างคนที่คนใด ถ้าไม่ครอบงำวิญญาณเดิมไว้ หรือไล่วิญญาณเดิมออกจากร่างแล้วเข้าครอบงำร่าง กินตับไตไส้พุงจนหมด ร่างเดิมตายไป ก็ไปหาร่างใหม่เข้าสิง กินตับไตไส้พุงต่อไป

เอาเรื่องแรกของผีโพง จากอินเทอร์เน็ตไปอ่านก่อนนะครับ ก่อนจะร่ายยาวเรื่อง"ผีโพง" จนเป็นมหากาพย์ ไปสักสี่ ห้าตอนให้อ่านกันแก้เหงา.

1. พ่ออุ๊ยหนานต๋า จตุนาม อายุ 79 ปี บ้านเลขที่ 24 หมู่ที่ 1. ต.เชียงแรง กิ่ง อ.ภูซาง จ.พะเยา.

ให้สัมภาษณ์ นายจิรยุทธ รวมสุข.

ผีโพง อยู่ในคราบร่างของคนธรรมดา แต่เพราะความผิดปกติอย่างใดไม่ทราบ จึงมีภาวะอีกอย่างหนึ่งเป็นผีโพง (คือ ชอบกินของดิบ กินเลือด กินเนื้อ).

มีพระรูปหนึ่ง มีบ้านเดิมครั้งก่อนบวชอยู่ฟากทุ่งนา หลังจากกลับไปเยี่ยมบ้าน พลบค่ำ ก็เดินกลับวัดอีกฟากทุ่งโดยเดินลัดเลาะมาตามคันนา เจอผีโพงกลางทาง ผีโพงก็ถามพระว่า "ไปไหนมา".

พระไม่กล้าตอบว่า "ไปบ้านมา" เพราะกลัวผีโพงฆ่า ก็เลยพูดอ้อม ๆ ว่า "ไปหาของแบบเดียวกันนั่นแหละ"

ผีโพงนึกว่าพวกเดียวกัน ก็ถามต่อว่า "ที่ฝังไว้เมื่อวานหรือ?" และบอกให้พระอยู่รอ.

หลังจากนั้นผีโพง ก็ลงไปขุดศพ(คน) ได้ขาศพมาหนึ่งขา แล้วนำมาทิ้งไว้ตรงหน้าพระ(แสดงว่ามีน้ำใจแบ่งปันเพราะนึกว่าพระเป็นผีโพงเช่นเดียวกับตน)หันรีหันขวาง แล้วบอกว่ายังขาดเครื่องใน เดี๋ยวจะกลับไปเอามาให้.

พระนั้นก็ตกใจ อารามกลัวยกขาศพขึ้นได้ก็แบกใส่บ่า วิ่งเตลิดข้ามทุ่งไปจนถึงวัด พอถึงวัดนึกขึ้นได้ว่าเป็นขาคน(ศพ) ก็เลยขว้างออกไปนอกวัด แต่ขว้างไม่พ้นกำแพงวัด ไปติดอยู่ที่กำแพง ก็ยิ่งตกใจ วิ่งเข้าโบสถ์ตัวสั่นงันงก.

หลังจากนั้น ไม่นานพระก็มรณภาพ เพราะความกลัวมาก ๆ ที่ทางเหนือเรียกว่าขวัญหาย.

เรื่องแรก เป็นอย่างไรครับ?...

Chote Vanhakij
15 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:50 น.
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1880233832297560&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 13 "ผีโพง 2"

อธิบายกันชัดเจนไปแล้วนะครับ ระหว่าง ผีเป้า กับ ผีโพง แต่โดยปกติในความคิดผมนั้น ผีเป้า น่าจะเป็นผีผู้ชาย และผีโพง น่าจะเป็นผีผู้หญิง เท่าที่สรุปด้วยความคิดเห็นส่วนตัวนะ.

ยังไม่ต้องบรรยายมากครับ มาอ่านผีโพง เรื่องที่สองต่อกันเลย...!

2. นางอวน ศิริชมภู อายุ 68 ปีเลขที่ 2 หมู่ที่ 11 บ้านป่าอ้อดอนชัย ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง จ.เชียงราย ให้สัมภาษณ์ นายชัชวาล ปัญญาไชย.

(ทั้งนี้ ติดตามได้ในเว็บไซต์ Thai-Floksy.com

ของมหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศ จังหวัดพะเยา มีข้อมูลเรื่องผีโพง ที่น่าสนใจหลายเรื่อง ตามที่ผมนำมาลงให้อ่าน โดยไม่ได้ขออนุญาต ก็ขออนุญาตผ่านบทความนี้ ด้วยความเคารพครับ).

ผีโพง เวลาออกหากิน จะเอาเด็กเล็กขี่หลังไปด้วย เวลาไปหายายที่บ้าน ยายจะบอกกับเด็กว่า...เวลามาให้บอกยายด้วย เวลามา ก็จะเรียกยาย ว่ามาแล้วเน้อ มาตามพื้นบ้าน มาหากินขี้เลน ขี้โคลนใต้ถุนบ้านยาย ยายก็บอกว่าถ้ามาอีกให้เรียกยายทุกครั้ง

เด็กมันก็จะเรียกทุกครั้ง ยายมาแล้วเน้อ ออกหากินอย่างนี้ประจำ พอผีโพงหากินกลับไปบ้าน...ทีนี้เขาพลิกบันไดบ้านกลับ ผีโพงจำไม่ได้ มันก็มองดูบ้านใช่ บันไดไม่ใช่ วนไป วนมา บ้านใช่ บันไดไม่ใช่จนสว่าง...และทำเป็นแกล้ง กวาดพื้นแกรกกราก เพื่อกลบเกลื่อนความเป็นผีโพง

ส่วนผีโพงดำ เป็นผีผู้หญิง เวลาออกหากินกลางคืน จะเที่ยวหาแต่ผู้ชาย(เหมือนร่านราคะ) เวลาเจอผู้ชาย มันจะชอบจับอวัยวะเพศชายเสมอ และขอบหากินกลางคืน.

3. นายสิงห์คำ ตันรักษา อายุ 66 ปี บ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 11 บ้านป่าอ้อดอนชัย เหมือนคนข้างบน ให้สัมภาษณ์แก่คนคนเดียวกัน เล่าว่า.....

ผีโพงนั้น...แกว่า สมัยก่อน มักจะมีหัวควายแห้ง หรือหัวควายที่เขาเลาะเนื้อออกแล้ว ทิ้งไว้ตามยุ้งข้าว ผีโพงชาย ถ้าไปหาแอ่วสาว มักจะแวะไปแคะหัวควายเหล่านี้กิน พวกหนุ่ม ๆ ที่ไม่เป็นโพง ก็ไปเที่ยวสาวตามปกติ พวกที่เป็นผีโพงก็ไปหากิน ถ้าไม่ได้กินหัวควาย ไปเจอกบ เขียด จับได้ก็ดูดกินเมือกคาวทางปากของกบ เขียด ทิ้งไว้ตามคันนา

ถ้าเราไปทุ่งนาตอนเช้า จะเจอกบ เขียดนอนตาย ซึ่งบางทีกบ เขียด ก็ไม่ได้ตายเอง โดนผีโพงดูดกินไส้ พุง กินกลิ่นคาว หมดแล้วก็ทิ้งไว้...เราไปทุ่งนาตอนเช้า เอากบ เขียดไปย่างกิน ก็ไม่มีพิษอะไร

นี่ก็เรียกว่า ผีโพง.....! ถ้าเราไปหากบ เขียด สมัยนั้นไม่มีไฟฉาย มันจะเห็นผีโพง ออกเป็นแสงสว่างแดงให้เห็น ถ้ามันเห็นมันจะไล่ คนเราก็วิ่งหนี ที่มีคาถาอาคมก็สู้กันไป แต่ถ้าจำหน้ากันได้ว่าเป็นเพื่อนบ้าน ก็กลับมากลับบันไดบ้านเขาเสีย ให้ผีโพงขึ้นบ้านไม่ได้...คนเขาจะได้รู้ว่าเป็น ผีโพง.

.....................................

หลังจากนี้ ก็ขออนุญาต นำเอาข้อเขียน ของ อ.มาลา คำจันทร์ นักเขียนรางวัลซีไรต์ พ.ศ.2534...ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาล้านนาคนหนึ่ง มาขยายต่อ เกี่ยวกับผีโพง เป็นบางเรื่อง บางตอน ซึ่งเท่าที่ทราบท่านศึกษาเกี่ยวกับจารึกภาษาโบราณของท้องถิ่นทางนี้มานาน และด้านนี้โดยเฉพาะ.

ถ้าเอ่ยถึงนาย "เจริญ มาลาโรจน์" น้อยคนที่จะรู้จัก แต่ถ้าบอกตามชื่อที่เขียนว่า มาลา คำจันทร์ คงมีคนรู้จักมากมาย...ผมแนะนำหนังสือท่านเล่มหนึ่งครับ.

"หุบเขากินคน" วรรณกรรมเยาวชน น่าอ่าน อ่านแล้วจินตนาการได้กว้างไกลครับ.

.....................................

สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ เล่าว่า ผีโพง คือ ผีชนิดหนึ่ง ที่สิงอยู่กับคนเพศหญิง (มีหลายท้องที่ว่า สิงอยู่กับคนเพศชาย เช่น ทางอีสาน) กล่าวกันว่าการเป็นผีโพงนั้น มีสาเหตุหลายประการ เช่น สืบมาจากตระกูลของตนเอง...เป็นมาจากเสาเรือน...รับของจากผีโพงมาแล้ว กลายเป็นผีโพงในภายหลัง...เป็นเพราะเกิดแต่กรรมวิบากของตน...เป็นต้น.

#ผีโพงที่เป็นโดยสืบมาจากตระกูลนั้น จะสืบมาจากปู่ ย่า ตา ยาย โดยสืบทอดช่วงละหนึ่งคน โดยแยกเป็นสองสาขา เช่น แม่ที่เป็นผีโพง มีลูก 6 คน ลูก 5 คนจะเป็นคนปกติ จะเป็นผีโพงเพียงคนเดียว และจะสืบต่อไปเรื่อย ถึงหลาน เหลน โหลน กล่าวกันว่าถ้าผู้ติดเชื้อเป็นหญิง จะกลายเป็นผีโพง และหากผู้ติดเชื้อเป็นชายก็จะกลายเป็นผีสือ(ทางอีสานน่าจะเป็นผีกระหัง) คนที่จะเป็นผีโพง หรือผีสือนั้น อายุประมาณ 20 ปีถึงจะเป็น และคนที่เป็นผีนี้ จะเป็นคนขวัญอ่อน ไม่ชอบกินจุก กินจิก เฉื่อยชา ตระหนี่ ชอบเก็บตัว สะอาด ตาโต ใบหน้ามีสีแดงเรื่อ โดยเฉพาะจมูกจะแดงและแดงเรื่อแผ่กระจายเต็มใบหน้า ซึ่งใบหน้าแดงดังกล่าวผีโพงจะแดงกว่าผีกระสือ.

(ขอแทรกความเห็นส่วนตัวไว้หน่อยครับ ลักษณะของอาการเก็บกด หรือเก็บตัวแบบนี้มีกันทุกชาติ ในลักษณะแบบนี้ทางตะวันตกจะเข้าลักษณะของผีดูดเลือดของฝรั่ง คือ กลางวันออกมาโดนแดดไม่ได้ โดนแดดแล้วผิวไหม้ เป็นแผลพุพอง แพ้แสงแดดอย่างรุนแรง มีอาการทางจิต คือ กลางวันเหงาหงอย แต่กลางคืนร่าเริง ซึ่งถ้ามีโอกาสเขียนถึงอีก จะเขียนมาให้อ่าน).

#ผีโพงที่เป็นมาจากเสาเรือน นั่นเพราะเสาเรือนทำมาจากไม้อาถรรพ์(ซึ่งน่าจะทุกภาค ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับไม้แบบนี้) คือ.....

1. เสาไม้ตะเคียน

2. ไม้สองนาง คือไม้ต้นเดียวกัน แต่แยกเป็นสองลำตั้งแต่ผิวดิน มีขนาดเท่ากัน คนทำบ้านเห็นว่าง่าย ได้ไม้สองต้นโดยไม่ต้องเสาะหายาก ก็ตัดมาทำ และไม้ที่ว่านี้ มีน้ำมันเยิ้ม

3. เสาที่ใจกลางไม้มีโพรง.

4. เสาที่ทำจากไม้ที่อยู่บนจอมปลวก

5. เสาที่ได้จากไม้งำเงา(มีแสงสะท้อนของตัวเองในน้ำอยู่ตลอด เหมือนไม้สองนาง เพียงแต่ไม่มีต้นคู่) คือ ขึ้นอยู่ใกล้น้ำ (คติทางบ้านผม ไม้ชนิดนี้ มีนางไม้รักษา และถ้าล้มจมลงในน้ำวังไหน คนที่ไม่มีวิชาทางน้ำ หรือคาถาอาคมดีจะไม่กล้าลงหาปลา หรือลงเล่นน้ำ...เพราะเชื่อว่า นางไม้นี้จะกลายเป็น รากษส...ผีเสื้อน้ำ คอยจับเอาคนชะตาขาดไปเป็นเหยื่อ โดยทำให้จมน้ำตาย)

(แทรก...มติส่วนตัว ข้อ 1,2 ไม่วิจารณ์ครับ...ส่วนข้อ 3,4 น่าจะมีเชื้อโรคบางอย่างติดมากับไม้ ทำให้เกิดโรคกับคนในบ้าน จนมีอาการผิดปกติ ส่วนข้อ 5 น่าจะเป็นแค่ความเชื่อ).

โบราณเชื่อว่า เสาทั้งห้าประเภทนี้มีผีสิงอยู่ และอาจเข้าสิงสมาชิกในเรือนที่ขวัญอ่อนแล้วกลายเป็นผีโพงไป

#เป็นเพราะรับของมาจากผีโพง คตินี้มีความเชื่อในเรื่องเช่นเดียวกันกับผีปอบ และผีฟ้า...เช่น กรณีที่มีคนไปพบผีโพง แล้วผีโพงขอร้องไม่ให้บอกแก่คนอื่น และได้มอบของมีค่าให้เพื่อเป็นค่าปิดปาก(ซึ่งจะกลายเป็นดิน หรือก้อนขี้ควายในเวลาต่อมา...น่าจะด้วยอำนาจการสะกดจิต(ภาษาทางบ้านเกิด เรียกว่าเลือมตา,เลียมตา...แต่ไม่ใช่บังตา)) แต่ผู้รับของรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับผีโพงไม่ได้ และผีโพงตนเดิมที่มีคนรู้แล้วจะมีอายุอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปีก็จะตาย และคนที่รับของและไปพบผีโพงนั้นจะกลายเป็นผีโพงสืบต่อแทน

#เป็นเพราะวิบากกรรม คือ เกิดจากคนที่เคยทำบุญตักบาตรด้วยของสด ดิบ ที่เป็นเนื้อสัตว์ดิบ หรือของคาว บูด เน่า(ตรงนี้ มีคติเกี่ยวกับพุทธศาสนา เพราะผิดวินัยของพระที่จะรับ คนเฒ่า คนแก่ เลยสอนเป็นคติสอนใจมากกว่า ว่าอย่าทำบุญ หรือกลั่นแกล้งพระ) หากเกิดในชาติต่อไปก็จะเป็นผีโพง หรือผีสือ ตามที่ตัวเองมีเพศ

เล่ารายละเอียดมาพอสมควร ก็ขอสรุป ไว้ว่า ผีโพงชอบกินของคาว เช่น คาวเลือด คาวปลา แต่ที่ชอบมากที่สุดคือคาวจากเขียด หรือกบ(แปลกที่ว่า ไม่เคยเห็นว่าเคยกินคางคก คงเพราะเป็นพิษหรืออย่างไรไม่ทราบ)...เล่ากันว่าใครเป็นผีโพง...ในตอนกลางวันให้สังเกตดูที่จมูก ซึ่งจมูกของคนที่เป็นผีโพงถ้าดูไกล ๆ จะเป็นสีแดง และถ้าดูใกล้ ๆ จะมีเส้นเลือดสีแดงไหลผ่าน เป็นสีสดใสจนมองเห็นได้ชัดเจน.

จะมาต่อครับ...อดใจอีกนิด.....!

Chote Vanhakij
16 กรกฎาคม 2560 เวลา 17:20 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1881156255538651&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 14 "ผีโพง 3"

ในสมัยที่เรื่องลึกลับในป่าดงพงไพรยังเข้มขลัง ความเชื่อยังแน่นแฟ้น ความหวาดกลัวยังฝังลึกในมโนสำนึกนั้น...เรื่องแบบนี้ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหรือจะเป็นไปไม่ได้.

แม้ผมเอง จะนำมาเขียนให้อ่านแบบเข้าใจง่าย ๆ พร้อมแทรกความคิดเห็นส่วนตัวแทรกไว้ เพื่อให้มองเห็นความจริงอีกด้าน สอดแทรกสุนทรียคติ, ธรรมะ, และเหตุ ผลอื่น ๆ ที่พอจะใส่เข้าไปในเนื้อเรื่องได้ โดยให้กลมกลืนไปกับเนื้อเรื่อง...แต่บางอย่างก็ยังยากที่จะอธิบาย...ด้วยคนอ่านในชั้นหลัง ก็มีความรู้สึกต่างยุค ต่างสมัย ไม่กลมกลืนไปกับเรื่องที่เล่า เพราะห่างไกลทางด้านความรู้สึก

แต่ก็ไม่รู้สึกแปลกหรือจะต้องเสียใจอะไร ด้วยตั้งใจว่าเขียนเล่าทิ้งไว้บอกถึงยุคสมัยหนึ่ง ให้คนในยุคสมัยต่อ ๆ ไปได้อ่าน ได้รับรู้ความรู้สึก ทัศนคติ และความเข้าใจในยุคนั้น ๆ

แม่ผมเอง...! บ้านเดิมอยู่ต่างอำเภอ ฐานะทางบ้านตอนนั้น ดีกว่าฐานะทางข้างฝ่ายพ่อ ติดตามพ่อมาอยู่ที่อำเภอนี้ เพราะสมัยนั้น พ่อติดตามคณะค้าขายควาย ไปค้าขาย และเทียวไปค้า ไปขายบ่อย ๆ จนเกิดความคุ้นเคย และชินสายตากับคนถิ่นนั้น...แม่(ท่านเล่าให้ฟังเอง ตั้งแต่ผมจำความความได้) บอกว่าพ่อเป็นหนุ่มรูปหล่อ แต่นิสัยดี คือ ไม่ก้าวร้าว นักเลง และเป็นคนไม่ชอบเอาเปรียบคนอื่น ซึ่งต่างจากคนในคาราวานค้าควายคนอื่น ที่จะต้องห้าวหาญ นิสัยกล้าได้กล้าเสีย นักเลง และอะไรก็ได้...ที่เป็นเรื่องของลูกผู้ชาย ด้วยต้องต้อนฝูงควายไปขายต่างถิ่น แม้จะใกล้อำเภอกัน.

ก็ต้องคอยป้องกัน เสือ(เสือจริง ๆ) และเสือคน(โจร)ที่คอยจะจ้องมาปล้น วัว ควาย เอาไปกิน หรือแย่งเอาไปค้าขายเอง...เพราะฉะนั้น พ่อ...ในความรู้สึกของแม่ จึงต้องตา ต้องใจ จนถึงกับทอดสะพานใจให้(หม่าย...ภาษาถิ่น)...จนพ่อเองรู้สึกได้ และให้ญาติผู้ใหญ่มาสู่ขอตามธรรมเนียม ก่อนจะย้ายตามพ่อมาทำมาหากินยังอีกอำเภอตามพ่อ.

ผมเอามาเขียนถึงทำไม?.

เอามาเขียนถึงเพราะวัฒนธรรม ที่แตกต่างของสองอำเภอนั่นแหละ...! ที่จะเอามาเขียนถึง.

แม่เป็นคนถือผีเชื้อตามบรรพบุรุษ และแม้แต่ย้ายบ้านมาแล้ว ก็ยังนับถือผีเชื้อเพื่อเป็นเครื่องปกปักรักษาตัวเอง ด้วยต้องย้ายมาอยู่ต่างถิ่นตามพ่อ และเอาผีเชื้อที่ว่านี้ไปฝากไว้กับศาลปู่ตา(ศาลเทพารักษ์ใหญ่ ของหมู่บ้าน ศาลใต้) และนับถือสืบมาจนทุกวันนี้...แม้จะนับถือพุทธศาสนา และเข้าวัดทำบุญ ทุกวันพระ วันโกน และวันที่มีงานต่าง ๆ ของทางวัดอยู่เสมอก็ตาม

ส่วนปู่ เคยบวชเป็นพระภิกษุหลายพรรษา ท่องเที่ยวไปหลายที่สมัยป่าดงยงคงมืดทึบดุจป่าแต่บรรพกาล...ก่อนสึกออกมามีครอบครัว (เคยถูกเกณฑ์เป็นทหารช่วยรบ ครั้งสงครามปราบฮ่อ ไปรบถึงเชียงตุง)และย้ายมาตั้งรกรากที่บ้านนี้ และพ่อก็สืบทอดความนับถือพระพุทธศาสนาและคาถาอาคมผ่านมาทางปู่ แม้จะไม่เคยบวชเลย แต่เพราะต้องเดินทางในดง และใช้ชีวิตในสมัยนั้นตามความเชื่อ....ก็ต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ไว้ป้องกันตัว.

มาเข้าเรื่องกันครับ.......สาเหตุอีกสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้คนเป็นผีโพง ที่ อ.มาลา คำจันทร์ ท่านไม่ได้นำมาเขียนถึงในบทที่แล้วไงครับ......

...................................

อักขระมนต์ คือ รหัสยะอักขระ(กุญแจ) ที่จะไขเข้าสู่พลังงานรอบข้าง(จะเป็นพลังอะไรก็แล้วแต่...!)ที่บุคคลคนนั้น ได้โอมอ่าน หรือสวดท่องออกจากปากแล้ว สามารถอธิษฐานนำเอาพลังงานที่อยู่รอบข้างมาสร้างสภาวะใด สภาวะหนึ่งให้เป็นไปตามปรารถนา มากน้อย ตามแต่อักขระมนต์ และผู้นั้นจะเข้าถึงสภาวะนั้น ในขณะนั้น จะโน้มนำให้เป็นไปได้

บางคนสามารถเปลี่ยนธาตุสี่ให้เป็นไปตามปรารถนา(คือแปลงร่างได้)...บางคนถึงขนาดเปลี่ยนแปลงมิติที่อยู่รอบข้างให้เป็นมิติอื่น (คือ หายตัวได้ เหาะได้ ดำดินได้)...ซึ่งเกินที่มนุษย์ธรรมดาจะทำให้เป็นไปได้...แต่คนที่มีพลังจิตสูง (คือ ถึงแม้ไม่มีมนต์ใช้อำนาจสมาธิล้วน ๆ (พลังจิต)ก็อาจบันดาลได้ตามปรารถนา)...แต่บางคนอาจต้องอ่านมนต์ ท่องคาถาเพื่อเปิดประตูมิตินำเอาพลังงานอื่นมาเสริม.

เดิม เมื่อยังไม่มีคนค้นพบ ก็ไม่มีอะไร แต่ถ้ามีคนค้นพบ ด้วยความกดดันบีบคั้น ด้วยการแสวงหา หรือด้วยการบำเพ็ญสมาธิขั้นสูงแล้วพบเข้า...

เช่น พรานป่าโดนสัตว์ป่าทำร้าย ขณะที่จะสลบ เกิดนึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วรอดมาได้ สิ่งนั้นก็จะเป็นมนต์ แต่เป็นมนต์ข้างต่ำ

นักบวชที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ บำเพ็ญสมาธิ แล้วพบรหัสยะอักขระเข้า อักขระนั้นก็จะเป็นอักขระมนต์ (ไสยดำ มนต์ดำ).

หรือนักบวช ผู้มีจิตปราศจากกิเลส สรรเสริญคุณของศาสดาของตนอยู่ มีจิตสงบ เข้าถึงพลังงานใด อักขระนั้น ก็จะเป็นอักขระมนต์(ไสยขาว มนต์ขาว).

ทำไม?....

นี่แหละครับ...ที่จะบอก เมื่อบุคคลผู้เข้าถึงภาวะแบบนี้(ในศาสนาพราหมณ์ หรือ รหัสยะลัทธิทั้งหลาย)...สิ้นชีพไป ท่านทั้งหลายก็จะเป็นอาจารย์ต้นมนต์(ปรมาจารย์) ที่จะคอยส่งพลังงานให้ลูกศิษย์ ที่นำเอามนต์ไปใช้ ให้เกิดความขลัง หรือศักดิ์สิทธิ์ คนที่เป็นศิษย์จึงต้องเซ่นสรวง บูชาแด่บุรพาจารย์ จะด้วยเนื้อ เลือด หรือข้าวตอก ขนม ข้าวต้ม ดอกไม้.....

หรือด้วยของที่คิดว่าเหมาะแก่ผู้มีศีลสะอาด เช่น ของหอม ธูป เทียน ดอกไม้ก็แล้วแต่ที่บุรพาจารย์สั่งไว้.

ยังไง?.....

คนที่จะเรียนไสยศาสตร์ จะรู้กันโดยทั่วไปว่า จะมีข้อห้ามกำกับไว้เสมอ เมื่อเวลาเรียนมนต์กับอาจารย์ (ไสยดำ ไม่ใช่ไสยขาว) และห้ามเป็นคำขาด ห้ามล่วงละเมิดตลอดชีวิต (เช่น ห้ามด่าพ่อ แม่คนอื่น, ห้ามเป็นชู้ผิดลูก ผิดเมียคนอื่น ฯลฯ) ถ้าล่วงละเมิด นอกจากจะทำให้มนต์สิ้นความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังจะทำให้มนต์นั้น เข้าตัว กลับมาทำร้ายตัวเอง อย่างดีก็คลุ้มคลั่ง เสียสติ หลง ๆ ลืม ๆ.

#อย่างกลาง กลายเป็น "ผีโพง" ครึ่งคน ครึ่งผี มีภาวะที่กลืนไม่เข้า คลายไม่ออก เช่นที่เขียนถึง.

อย่างร้าย โดนต้นมนต์เข้าสิงจนกลายเป็น "ผีปอบ" ซึ่งทางอีสาน ถือว่าร้ายแรงที่สุด.

#และนี่คือที่มาของ "ผีโพง" ทางอีสาน.

...............................

คนโบราณ มักจะมีคาถา อาคม มีมนต์ป้องกันตัวทุกคน เพราะต้องเดินทางผ่านป่าดง ด้วยการเดินเท้า...มีมาก มีน้อย แล้วแต่ความจำเป็นและวิริยะอุตสาหะ ถ้าใครรู้ตัวว่ารักษาไม่ได้ ก็ไปคืนมนต์กับอาจารย์ ก็จบไป ไม่มีอะไร....

แต่รักษาไม่ได้ ละเมิดข้อห้าม ก็กลายเป็น "ผีโพง" ไป

และ ผีโพงนี้ มีฤทธิ์สะกดจิตตามที่เขียนมาแล้ว.

ฟังเรื่องเล่านะครับ.......

ผีโพง จะออกหากินตอนกลางคืน โดยมากจะเป็นคืนข้างแรม ที่เรียกกันว่าเดือนมืด เวลาที่ออกหากินคือหลังเที่ยงคืนไปแล้ว เมื่อแน่ใจว่าทุกคน ทุกบ้านเข้านอนกันหมดแล้ว โดยเว้นระยะ 7 วัน 15 วัน (บางคนเฒ่าเล่าว่า ไม่มีระยะเวลาแน่นอน)...หญิงที่เป็นผีโพงนั้น เมื่อถึงเวลาแล้วก็จะทนอยู่ไม่ได้ต้องออกไปหากิน

แม้สาวผีโพงที่นั่งคุยกับคนรักอยู่ เมื่อถึงเวลาและคนรักเผลอ ก็จะเอาคนโท หรือหมอน เป็นต้น มาตั้งแล้วเอาผ้าคลุมสะกดจิตให้เห็นเป็นตนเอง แล้วก็ออกไปหากิน

ผีโพงที่นอนอยู่กับสามี ก็จะเอาเสื่อ เอาหมอนมาพรางแทนตน แล้วออกไปหากินเสมอ เมื่อจะให้มีแสงที่จมูก ผีโพงจะเอาจมูกถูกับหัวบันได 3 ครั้ง ถูกับลูกบันได 3 ครั้ง และถูกับเสาบันได 3 ครั้ง (บ้างก็ว่าถูกับเสาเรือน)...พอมีแสงแล้ว ก็จะออกไปหากินตามทุ่งนา ฤดูที่ออกหากินบ่อย คือ ฤดูฝน โดยเฉพาะคืนที่ฝนตกปรอย ๆ.

หนุ่มห้าวคนหนึ่ง กลางดึกไปหาปลา เห็นแสงไฟวูบวาบ ก็รู้ว่าเป็นผีโพง...เดินเข้าไปดู...เห็นว่าเป็นผีสาว จึงขู่ว่าต้องยอมให้ตัวเองร่วมเพศด้วย หากไม่ยอม จะเอาเรื่องที่สาวนั้นเป็นผีโพง ไปบอกแก่คนอื่น.

ผีโพงสาว ก็ต้องยอมตาม...

เมื่อหนุ่มห้าว ทำตามใจตัวเองเสร็จ ก็กลับบ้าน ไปอาบน้ำนอนด้วยความสุขใจ.

พอรุ่งขึ้น ก็อยากไปดูที่เกิดเหตุเพื่อย้ำความอิ่มเอมใจ พบว่าริมคันนาที่ตนเองร่วมเพศกับผีโพงสาว มีร่องรอยเตียนราบ...และรูปูข้างคันนาเนียนเรียบและเป็นมันผิดปกติ....

???????????????????

โดนผีโพงสาว สะกดจิตให้ฟัดกับรูปูที่ข้างคันนาเสียแล้ว.........

Chote Vanhakij
17 กรกฎาคม 2560 เวลา 21:18 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1881936498793960&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 15 "ผีโพง 4"

คนที่ชอบเรื่องป่า ก็อดใจรอหน่อยนะครับ ข้อมูลเรื่องเล่าที่จดจำมาจากคนเฒ่าครั้งกระโน้นมันเยอะแยะ พอเขียนเรื่องนี้ ก็นึกถึงเรื่องโน้น ความทรงจำผุดออกมาได้เรื่อย ๆ เหมือนกับได้ทบทวนความจำ ที่มันแทบจะฝังกับอดีตไปแล้ว เพราะว่าจากถิ่นนั้นมาเสียนาน 20 ปี...ถึงได้กลับไปถิ่นเกิด.

การเป็นเด็กอยู่บ้านป่า ที่มีภูเขาสูงล้อมรอบทุกด้าน มีทางออกจากหมู่บ้าน แค่สอง สามทาง ซึ่งก็เป็นเพียงทางดินลูกรังที่เอารถแทรกเตอร์ไถหน้าดินให้เตียน แล้วก็ใช้สัญจรไปมานั้น...มันแทบจะเรียกไม่ได้ว่าถนน เพราะถ้าเส้นทางนั้นไม่มีการไถเบิก หรือซ่อมทำแค่ปีเดียว กอไผ่หรือไม้ใหญ่ก็งอกกิ่งก้านสานกัน จนถ้ามองจากทางอากาศจะไม่รู้เลยว่าข้างล่างเป็นถนน ถ้าไม่สังเกตุจากพื้นที่ที่มองเห็นเส้นทางเป็นช่วง ๆ

ช่วงที่ผมเกิดจนจำความอะไรได้แล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เห็นเทคโนโลยียุคปัจจุบัน หรือเรื่องอะไรที่มันล้ำหน้าหรอกนะครับ...ก็มีให้เห็นอยู่.

คือตั้งแต่ปี พ.ศ.2498 มีสงครามทางประเทศลาว เรื่องความแตกต่างทางลัทธิการปกครองระหว่างลัทธิสังคมนิยม(คอมมิวนิสต์)...และประชาธิปไตย เกิดรบกันมานานแล้ว โดยฝั่งประชาธิปไตยได้รับการสนับสนุนจากชาติมหาอำนาจ...และมีทหารนิรนามจากไทย เข้าไปช่วยรบกับทางฝั่งโน้นหลายกองพัน...ก็ขอไม่เล่ารายละเอียดนะครับ ถ้าเกี่ยวพันด้านเรื่องเล่าจริง ๆ ถึงจะนำเอามาเล่า.

ที่นำเอามาเล่าเพราะอะไร?.

เพราะแม้จะเป็นเด็กบ้านนอกคอกนา แต่บนฟ้าก็ยังเคยเห็นเครื่องบินไอพ่นบินลัดฟ้าจากทางตะวันตกเฉียงใต้ จนเห็นสายหมอกเมฆข้างบน โดนไอพ่นแหวกเป็นเส้นตรงสีขาว พร้องเสียงคำรามกระหึ่มบนฟ้าบ่อย ๆ เพื่อบินไปทิ้งระเบิดในลาวตอนเหนือ เฮลิคอปเตอร์เอย...! เครื่องบินโจมตี ทิ้งระเบิดอย่าง โอวี-10 เอย...! ก็พอจะคุ้นตา และรู้จักประมาณนั้น.

แต่ก็อยู่บนฟ้าละครับ และพื้นที่ที่เขารบกัน ก็อยู่ห่างไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตร จนไม่มีผลกระทบกับดินแดนแถบนี้...และนั่นแหละครับ แม้จะรู้และเห็นเครื่องบิน บินบนฟ้า แต่ข้างล่างทางภาคพื้นดิน ก็ยังเป็นป่าดง เขาสูง ไม้ใหญ่ สัตว์ป่าเยอะแยะ.

เกิดเป็นลูกชาวบ้าน ชาวนา เฮ็ดไห่ เฮ็ดนา สมัยที่ยังเดินทางไม่ได้ไกล ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีเครื่องปรุงแต่งความสุขอะไร ความต้องการอะไร ก็ดูเหมือนไม่ยุ่งยากมากมายเหมือนเด็กสมัยนี้ โตหน่อย...! เด็กผู้ชาย มีหนังสะติ๊กห้อยคออันหนึ่ง ลูกหินในกระเป๋ากางเกง ห้า หกลูก ก็เที่ยวเล่นรอบหมู่บ้านได้ยันค่ำ...!

ไล่ยิงนก ไล่ยิงหนู ตามเรื่องไป.

เล่นซ่อนหา ปั้นดิน ปั้นหม้อ เก็บผัก.

เดินรวมกลุ่มเก็บหมากหวด เก็บพุทราป่า ที่พอหาได้.

ฝนตกก็เล่นน้ำกลางสายฝน.

หน้าฝน หน้าแล้ง ก็มีที่เล่นกัน ทุ่งนา ฟ้ากว้าง สันเขาลิบ ๆ หนองน้ำขี้โคลน เก็บปลาประมาณนั้น....

ผู้คนเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ น้ำใจงดงาม...!

เฮ้อ........คิดถึงอดีตที่ไม่อาจหวนกลับ.

.........................................

เข้าเรื่องผีโพงดีกว่า...........

สารานุกรมวัฒนธรรมไทยทางภาคเหนือ เล่าถึงผีโพงอีกชนิดหนึ่งว่า...มีผีโพงอีกอย่าง ค่อนข้างจะน่ากลัว และดุร้าย ไม่เป็นมิตร และไม่อยู่เป็นครึ่งคน ครึ่งผีอย่างผีโพงธรรมดาว่า..."ผีโพงดง".

และว่า เป็นผีโพงอีกชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ตามชายดง หรือชายป่า ทั้งนี้ปรากฏชื่อผีโพงดงหลายครั้งในวรรณกรรมโดยเฉพาะในบทพรรณนา ในพิธีเรียกขวัญ(ซึ่งทางเหนือและอีสานเชื่อว่า ขวัญคือวิญญาณของตัวคนผู้นั้น) เช่น เชิญว่า ขอเชิญขวัญให้กลับมาอยู่กับเนื้อ กับตัว อย่าไปหลงระเริงเล่นอยู่ในป่าเป็นเพื่อนกับผีโพงดง เป็นต้น.

ผีโพงดงอาศัยอยู่ และหากินตามชายดงหรือชายป่า ดวงไฟที่ลุกจากจมูกของผีนี้ มีสีเหมือนดวงไฟจากคบไต้ บางครั้งจะมีสะเก็ดไฟร่วงพราว จากสะเก็ดไฟดวงใหญ่ และบางครั้งดวงไฟจะแยกออกเป็นสองดวง ลอยฉวัดเฉวียนแล้วกลับมารวมกันใหม่ ลักษณะเช่นนี้ ทำให้ผู้ผ่านบริเวณนั้น เห็นเข้าแล้วหวาดกลัว โดยเฉพาะแม่ค้าโบราณที่หาบของไปขายเวลาเช้ามืด.

เคยมีเรื่องเล่าว่า มีผู้พยายามต่อสู้กับผีโพงดง โดยถอดเสื้อของตนออก แล้วเสกคาถาใส่เสื้อตัวนั้น และพันเสื้อตัวนั้นกับคบเพลิงแล้วจุดไฟ พร้อมกับเสกคาถาเพื่อปราบผีโพงดง แต่คงพ่ายแพ้ และไม่อาจชนะได้ ก็มักจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ผีโพงดงนี้ บางท่านเรียกว่าผีหัวไฟ.

ผีสือกับผีโพง เป็นเพื่อนร่วมทุกข์แก่กัน เป็นแนวร่วมหรือพันธมิตรกัน จึงไม่มีเรื่องราวระหองระแหง รบพุ่งฆ่าฟันระหว่างผี สำรวจดูในวรรณกรรมพื้นบ้านก็ยังไม่พบว่ามีผู้ใดเขียนถึงผีสือและผีโพงรบพุ่งกัน

บางครั้งผีสือ ผีโพงก็ร่วมทางแห่งทุกข์ไปหากินกบเขียด และของเน่าเหม็นตามกรรมวิบากแห่งเขา แต่ส่วนมากเขาจะไปเดี่ยว ๆ ตัวใครตัวมัน เขาจะกินแต่สิ่งปฏิกูลพึงรังเกียจ สำหรับคนปกติอย่างเรา เช่น กินเมือกและคาวจากกบ เขียด กินเสลดที่คนบ้วนทิ้ง(คนโบราณจะห้ามลูกหลานว่าอย่าขากเสลดบ้วนน้ำลายเรี่ยราด ผีสือจะมาเลีย)กินเสร็จแล้ว เขามักไปเช็ดปากฝากไว้เป็นดวงที่ผ้าที่ผู้คนเขาตากไว้ค้างคืน(โบราณจึงห้ามตากผ้าค้างคืน...(เชื้อรา) ท่านว่าผีสือจะมาเช็ด).

บางทีเขาจะไปเลียกินเลือดคั่ง เลือดค้างของแม่ที่เพิ่งคลอดลูกใหม่ ๆ (ไม่ใช่ไปเลียคาตัวนะ) แต่มันจะเลียตามร่องฟาก หรือตรงดินใต้ถุนที่แม่เกิดใหม่นอน หรือเลียผ้าคราบ ผ้าปูที่เอาให้แม่เด็กเกิดใหม่รองนอน คนโบราณจะจู้จี้พิถีพิถันมากเรื่องนี้(คงเพราะหาสารซักฟอก และสารซักล้างลำบากในสมัยนั้น) #แม่ช่างหรือหมอตำแย จะกำชับกำชาเป็นพิเศษว่าผ้าคราบ ผ้าปูอย่าสักแต่ว่าซัก ต้องขยี้คราบเลือดทุกตารางนิ้ว ต้องตากแดดให้แห้งสนิทจนได้กลิ่นแดดจากเนื้อผ้า.

ใครซักหรือ?....... แม่ลูกอ่อนนอนกระดานไฟใช่ไหม?

ไม่ใช่...ก็เพิ่งเบ่งลมกัมชวาตจนหน้าดำ หน้าแดงอยู่หยก ๆ ระดมเรี่ยวแรงทั้งตัว เบ่งให้ก้อนเนื้อหนักร่วมสามกิโลกรัมผ่านช่องคลอด จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหน ลุกไปซักผ้าให้ตัวเอง

คนซักผ้าเลือดและผ้าขี้ ผ้าเยี่ยวทั้งหลาย หากไม่ใช่น้องสาวก็เป็นแม่ของหญิงเพิ่งคลอดนางนั้น...ซึ่งไม่ใช่ขี้เยี่ยวของแม่ลูกอ่อนนางนั้นหรอก แต่เป็นของลูกน้อยที่เพิ่งเกิด.

นี่คงเป็นสาเหตุที่คนไทย แต่งเอาลูกเขยเข้าบ้าน เพราะหากแต่งเอาสะใภ้เข้าบ้าน แม่ผัวหรือน้องผัวคงไม่ทำหน้าที่นี้แน่ ๆ

เหม็นจะตาย เลือดเน่า เลือดเสียคั่งค้าง.

น่ารังเกียจจะตาย อุจจาระและปัสสาวะของคนอื่น แม้จะเป็นเด็กน้อย ๆ ร้องอุแว้ ๆ ก็เถอะ เคยถามแม่ละอ่อน นอนไฟ เธอตอบว่าส่วนมากจะเป็นแม่...เพราะน้องสาว ยังเป็นสาวมักแหนงหน่ายขี้เดียดเกลียดชังของเน่าเหม็น ต่อเมื่อเลือดคั่งค้าง น้ำคาวปลาหมดไปแล้ว น้องสาวก็อาจมารับหน้าที่ต่อไปจากแม่.

#แม่นี้หนอไม่ว่าแม่ใคร ช่างยิ่งใหญ่แท้ ๆ

#ความรักของแม่ที่มีต่อลูกอยู่เหนือความรังเกียจขยะแขยงใด ๆ

ขอนำสำนวนของ อ.มาลา คำจันทร์...มาเล่าฝากไว้ครับก่อนจบเรื่อง "ผีโพง" ท่านเล่าว่า มีเรื่องเล่าจากย่า เคยเล่าไว้ ใน #เรื่องเล่าจากดงลึก...

กระสือมีลูกอ่อนวัยกินนม ถึงเวลาที่นางต้องออกไปหากินคาวกบคาวเขียด นางจะละลูกน้อยไว้บนเรือนก็กลัวลูกร้อง ผัวจะตื่น แล้วผัวจะรู้ความจริงว่านางเป็นกระสือ นางจึงอุ้มลูกแนบอกไปหากินด้วย พอลูกหลับ นางก็เอาลูกซุกไว้ใต้ครุตีข้าวใบโตคล้ายงอบ (ดูภาพประกอบข้างล่างครับ)...

ครุใบใหญ่มาก เขาเอาครอบดิน แต่เผยอปากด้านหนึ่งพ้นดิน สูงสักศอก นางเสือกลูกไว้ใต้ครุแล้ว ก็ออกไปหากินตามบุรพกรรม ที่เคยทำมาแต่ปางก่อน.

นางกินจนอิ่มซึ่งอาหารที่เป็นของตัวแล้ว ก็กลับมาหาลูก ปรากฏว่าปากครุที่เขาเผยอไว้มันหับลงมา ลูกนางอยู่ในครุก็ร้องไห้ นางเองจะเปิดปากครุเพียงลำพังก็เกินแรง เกินกำลัง นางจึงไปขอแรงผู้ชายตีข้าวที่นอนค้างกลางนาให้มาช่วยยกครุ เขารู้ว่านางเป็นผีสือ นางจะอายุสั้น แต่นางก็ยอม.

#นางยอมอายุสั้น เพื่อแลกกับความสวัสดีของลูกน้อยที่โดนครุหับขัง.

#ความรักของแม่แม้จะครึ่งคนครึ่งผี ก็ช่างยิ่งใหญ่แท้

Chote Vanhakij
20 กรกฎาคม 2560 เวลา 18:15 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1883781261942817&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 16 "เรื่องแทรก" "เรื่องประหลาด" "หินเจ้าที่"

"หินเจ้าที่"

คนงานไทยที่มาเข้ามาทำงานในสิงคโปร์ส่วนใหญ่มาจากชนบท ส่วนมากไม่รู้ภาษาอังกฤษหรือรู้แบบงู ๆ ปลา ๆ พวกเขาชอบดื่มเหล้า พอเมาเข้าไปแล้วมักมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันเสมอ และบางครั้งการทะเลาะนำไปสู่การเสียเลือดเนื้อหรือแม้กระทั่งชีวิต.

ผมมีอาชีพขับรถบูลโดเซอร์ ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับคนงานไทยเมื่อตอนผมถูกส่งเข้าไปทำงานเคลียร์พื้นที่และปรับหน้าดินในเขตพัฒนาที่ดิน

ที่ดินแปลงนั้น มีต้นมะม่วงใหญ่ต้นหนึ่ง ใต้ต้นมีศาลพระภูมิ พื้นที่ทั้งหมดถูกรถแทร็กเตอร์ไถราบหมดแล้ว เหลือเพียงโคกดินตรงกลางที่มีต้นมะม่วงแผ่กิ่งก้านปกคลุมให้ร่มเงาแก่ศาลพระภูมิ

คนงานคนก่อน พยายามใช้รถบูลโดเซอร์ไถโคกและดันต้นมะม่วงให้โค่น แต่ไม่สำเร็จ แถมตัวเองหวุดหวิดจะเสียชีวิตเนื่องจากรถบูลโดเซอร์พลิกคว่ำถึงสองครั้ง สองหน เลยไม่ยอมทำอะไรกับโคกตรงนั้นอีก เขาแจ้งเรื่องนี้กับหัวหน้างาน และมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง จนท้ายที่สุดเขาขอลาออก และผมก็ถูกจ้างเข้าไปแทน

วันแรกที่ผมเริ่มทำงาน คนงานไทยมองผมอย่างระแวงสงสัย และจับกลุ่มซุบซิบกันพักหนึ่ง มีคนงานไทยคนหนึ่งเดินเข้ามาหาผม ด้วยภาษาอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่น เขาเล่าเรื่องของคนงานขับรถบูลโดเซอร์คนก่อนให้ผมฟัง เขาว่าหัวหน้าไซต์เคยได้ไปนิมนต์พระท้องถิ่นมาทำพิธีเซ่นไหว้ ขอขมาลาโทษพระภูมิเจ้าที่ที่เรากำลังทำงานอยู่ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่คนงาน เขาทำสีหน้ายิ้มเยาะ ก่อนจะกล่าวตอนท้ายว่า การอัญเชิญพระภูมิเจ้าที่ออกไปอยู่ที่อื่น ไม่ใช่นึกจะย้ายก็ย้ายไปดื้อ ๆ ต้องมีการอัญเชิญอย่างถูกต้อง.

และมีแต่พระสงฆ์ไทยเท่านั้นที่ทำได้....

แต่มันเป็นวันแรกของการทำงานของผม ผมจึงตั้งใจลุยงานเต็มที่โดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผีสางเทวดาหรือเจ้าที่ เจ้าทางหรือไม่ก็ตาม หลังจากหัวหน้าคุมงานเอาศาลพระภูมิออกแล้ว ผมก็ขับเจ้าบูลโดเซอร์ดันต้นมะม่วงยักษ์โค่นล้มลง แล้วจึงไถเนินดินเสียราบเรียบ มีหินก้อนหนึ่งหนักประมาณ 500 กิโลกรัม ผุดขึ้นมาจากตรงบริเวณที่เป็นโคก ผมจึงเอารถไถดันออกไปไว้ที่ขอบพื้นที่โล่ง รอให้รถบรรทุกมาขนเอาไปทิ้ง

วันรุ่งขึ้น เมื่อผมมาลงเวลาทำงาน ผมสังเกตเห็นคนงานไทยในโรงอาหารคุยกันด้วยท่าทีตื่นเต้น สองสามคนชี้มือ ชี้ไม้ไปยังจุดที่เคยเป็นเนินดิน ผมมองตามไปก็แทบไม่เชื่อสายตา หินก้อนที่เมื่อวานผมเอารถ ดันมันไปไว้ที่ขอบพื้นที่โล่ง...บัดนี้มันกลับมาตั้งอยู่ตรงจุดที่เคยเป็นโคกและมีศาลพระภูมิ

หินไม่น่าจะกลิ้งไปที่ตรงนั้นได้เอง เป็นไปไม่ได้...! โดยเฉพาะบนพื้นที่ราบ ผมนึกสงสัยคนงานไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าคนที่เคยบอกผมว่า...มีแต่พระไทยเท่านั้น ที่ทำพิธีอัญเชิญเจ้าที่ได้ เขาจะต้องขบคิดกับพรรคพวกของเขาช่วยกันเอาหินก้อนนั้นไปตั้งไว้ที่เดิม เพื่อแสดงให้เห็นอิทธิฤทธิ์ของเจ้าที่ อันมีแต่พระไทยเท่านั้น จะจัดการได้ หรือไม่ก็เป็นการกลั่นแกล้งผม หรือเพียงแต่เล่นตลกร้าย.

แต่...ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตาม มันทำลายตารางเวลาการทำงานของเรา และขวัญกำลังใจของคนงานทั้งหมด...!

หัวหน้าคนงานสั่งรถบรรทุกคันหนึ่งมาทันที ผมถูกเรียกตัวให้เอารถไปยกก้อนหินใส่รถบรรทุก ก้อนหินเมื่อยกใส่กระบะรถบรรทุกแล้ว ก็ใช้เชือกผูกมัดอย่างแน่นหนา กันกลิ้งตก คนงานคนหนึ่งบอกคนขับให้เอาไปทิ้งในไซต์งานอีกที่ ที่กำลังถมที่

รถบรรทุกเคลื่อนออกจากที่ พอเลี้ยวโค้งลับสายตา พวกเราก็ได้ยินเสียงโครมครามสนั่นหวั่นไหว ปรากฏว่ารถคันนั้นลื่นไถล ตกลงไปจากเนินลาด ริมไหล่ถนนด้านซ้าย สูงประมาณ 30 เมตร รถพลิกกลับตั้งหลังคาขึ้น คนขับกระเด็นออกไปไกลจากตัวรถประมาณ 10 เมตร โดยมีหินก้อนนั้นทับคาอยู่ บนหน้าอกจนแหลกเละ...เขาตายคาที่.

เจ้าหน้าที่ตำรวจ มาสอบปากคำพวกเราสอง สามคน พร้อมกับถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียด ทุกแง่ ทุกมุม.

หินก้อนนั้น ไม่สามารถใช้แรงคนกลิ้งออกจากหน้าอกคนตายได้ ตำรวจจึงใช้เชือกมัดก้อนหิน เอาปลายเชือกอีกด้านผูกกันชนรถสายตรวจ ลากก้อนหินออกมาวางไว้ใกล้กับศพ จากนั้นก็ถ่ายรูปก้อนกินแยกจากศพโดยละเอียด แล้วก็ปักเสาเอาเชือกล้อมวงที่เกิดเหตุ พลางกำชับหัวหน้าคุมงาน ให้บอกทุกคนอย่าเข้ามาทำอะไรในบริเวณที่ล้อมวงไว้โดยเด็ดขาด ตำรวจทิ้งสถานที่เกิดเหตุไว้ในสภาพนั้น จนกระทั่งรถบรรทุกศพของตำรวจมาถึง

ความสลดหดหู่แผ่คลุมไปทั่ว คนงานปฏิเสธที่จะเข้าไปใกล้บริเวณที่เคยเป็นโคกหิน และเป็นที่ตั้งของศาลพระภูมิ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด พวกคนงานคอยเหลียวหน้า เหลียวหลังอยู่บ่อย ๆ ...

ราวกับระแวด ระวังอำนาจลึกลับที่คอยจ้องเล่นงานอยู่ข้างหลัง....!

เช้าวันรุ่งขึ้น...ก้อนหินหายไป...

มันไม่อยู่ตรงที่รถคว่ำ...!!!

คนงานไทยคนหนึ่งท่าทางหวาดผวา เขาพูดอังกฤษแบบกระท่อน กระแท่น บอกพวกเราว่า เขาเดินไปที่สำนักงานของไซต์ ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงอาหาร เห็นหินก้อนนั้น ตั้งอยู่ที่ที่เคยเป็นโคกดิน เขาประกาศความตั้งใจว่าจะลาออก และไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ ถ้าไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค เขาจะเก็บข้าวของไปเสียแต่เช้าวันนี้เลย...!

ไม่นานต่อมา รถตำรวจคันหนึ่ง ตามด้วยรถไม่มีเครื่องหมายอีก 2 คัน ก็มาถึง พร้อมกับนายตำรวจระดับสูงอีกหลายคน ช่างภาพของตำรวจได้เอารูปที่เขาถ่ายไว้ตรงสถานที่เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำเมื่อวาน มาให้พวกเราดู...ปรากฏว่า ไม่มีรูปก้อนหินอยู่ในภาพถ่ายเหล่านั้นเลย แม้แต่ภาพเดียว

เมื่อรู้จากพวกเราว่า หินก้อนนั้นไม่ได้อยู่ตรงที่ตำรวจทิ้งไว้แล้ว โดยที่พวกเราไม่มีใครไปแตะต้อง...!

ตำรวจยิ่งงงหนักขึ้นไปอีก...

เจ้าหน้าที่พานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ไปดูสถานที่เกิดเหตุ ชี้ให้ดูจุดที่รถบรรทุกลื่นจากไหล่ถนน จุดที่รถตกลงไปข้างล่าง และรายงานถึงตอนที่พวกเขาเอารถสายตรวจ ลากก้อนหินออกจากหน้าอกของศพคนขับรถบรรทุก

นายตำรวจ เช่นเดียวกับตัวผม ตั้งข้อสงสัยตรงกันว่า การที่ก้อนหินย้ายที่ได้นั้น อาจเป็นการเล่นพิเรนของใครสักคน โดยใช้รถปิคอัพมาขนเอาไป...แต่หินก้อนนั้นหนักมาก ไม่น่าที่แรงคนจะยกขึ้นรถได้ ขนาดตำรวจห้าคน ช่วยกันเอาออกจากอกคนตายยังผลักมันไม่เขยื้อน...!

ตำรวจ ตรวจบริเวณโดยรอบอย่างละเอียด ก็ไม่พบร่องรอยว่ามีการกลิ้งก้อนหินไปจากจุดที่ตำรวจลากออกจากศพ แล้วทิ้งไว้.

บ่ายวันนั้น พวกเราเลิกงานเร็วกว่าปกติครึ่งชั่วโมง ผมแวะไปที่โรงอาหาร เพื่อจะหาเบียร์เย็น ๆ ดื่ม สักเหยือกก่อนกลับบ้าน มีคนงานไทยกลุ่มหนึ่งอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว คนที่แนะนำให้หาพระไทยมาทำพิธี ก็อยู่ที่นั่นด้วย...!

พอเห็นหน้าเขา ผมเกิดอารมณ์ฉุนกึกขึ้นมาทันที ผมตะโกนด่าเขา ว่าเป็นคนสร้างสถานการณ์ขึ้นเพื่อ #ต้องการให้จ้างพระไทยมาทำพิธีล้างอาถรรพ์.

เขาตะโกนตอบผมเป็นภาษาไทยด้วยอารมณ์โกรธเช่นกัน ผมเดินเข้าไปหาเขาที่โต๊ะ และง้างหมัดตะบันใส่หน้าเขาเต็มเหนี่ยวโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง เขาล้มคว่ำลงไปที่พื้นก่อนจะลุกขึ้นมาช้า ๆ พลางใช้แขนเสื้อคอกลมเช็ดเลือดที่มุมปาก แล้วหันเดินเข้าไปในครัวอย่างสงบ.

อึดใจต่อมา...! ผมเห็นเขาโผนออกจากครัวพร้อมด้วยมีดหั่นเนื้อเล่มเขื่องในมือขวา สับตีนโลดลิ่วตรงมาที่ผม แต่ก่อนที่เขาจะเข้าถึงตัว ผมก็กระโจนขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้อยู่ใกล้ ๆ แล้วบิดควันตลบเผ่นออกไปจากที่นั่นอย่างไม่คิดชีวิต.

หัวหน้าไซต์งานเห็นเหตุการณ์โดยตลอด แต่เขาก็ไม่ได้เข้ามาห้ามปรามหรือขัดขวาง

วันรุ่งขึ้น เมื่อผมมาทำงาน ผมระวังตัวเต็มที่ ในโรงอาหารไม่มีคนเลย ยิ่งเพิ่มความกลัวว่าจะถูกทำร้ายมากขึ้น.....

แต่ตรงจุดที่เคยมีโคกและศาลพระภูมิ ท่ามกลางกลุ่มคนงานไทยที่ไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น...ผมแลเห็นจีวรสีเหลืองอร่ามของพระไทยรูปหนึ่ง...

ท่านคงมาทำพิธี...........พิธีล้างอาถรรพ์ หรือถอดถอนอะไรสักอย่าง.

ครู่หนึ่งต่อมา หัวหน้าไซต์งานก็ขับรถพาพระรูปนั้นกลับออกไป พวกคนงานไทยเดินมาที่โรงอาหาร พูดคุยเสียงดัง พร้อมตะโกนสั่งอาหาร คนที่มีเรื่องกับผม เขาไม่ยอมหันมามองทางผมเลย.

และผมมารู้ทีหลัง ว่าเขาชื่อไสว.

เพื่อนร่วมงานชาวสิงคโปร์คนหนึ่ง เล่าให้ผมฟังว่า หัวหน้าไซต์งานได้ไปรับพระไทย มาตั้งแต่เช้ามืด พระได้สวดทำพิธีเป็นเวลากว่าชั่วโมง ก่อนจะประกาศว่าต่อไปนี้ จะไม่มีเหตุร้ายใด ๆ เกิดขึ้นอีกแล้ว หลังจากทำพิธีเสร็จ พระได้เข้าไปดันก้อนหินโดยมีหัวหน้าไซต์งานช่วย ปรากฎว่ามันพลิกกลิ้งไปอย่างง่ายดาย เหมือนไร้น้ำหนัก.

งานชิ้นแรกสำหรับผมในเช้าวันนั้น คือ ยกก้อนหินใส่รถปิคอัพ หลังจากตำรวจกลับไปแล้ว และอนุญาตให้เอาก้อนหินไปทิ้งได้

ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความราบรื่น พวกคนงานก็ดูชื่นบานกันถ้วนหน้า ผมเดินเข้าไปหาไสวและขอโทษเขา...

หลังเลิกงาน ผมซื้อเบียร์เลี้ยงเขา สองสามขวดเป็นการแสดงความเสียใจในการกระทำของผมเมื่อเย็นวาน.

จากเรื่อง The Rolling Rock.
โดย........Tan Hack Chye.
แปลโดย "พัฒน์วิภา"....ลง ต่วย'ตูน พิเศษ.
ฉบับ พฤศจิกายน 2543.

Chote Vanhakij
21 กรกฎาคม 2560 เวลา 20:46 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1884495545204722&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 17 "เรื่องประหลาด" "อาฏานาฏิยปริตตสูตร"

"อาฏานาฏิยปริตตสูตร"

เรื่องนี้ ผมคิดอยู่หลายรอบ ว่าจะนำมาเขียนดีหรือไม่ เพราะถ้าคนอ่านมีอคติในหลายเรื่อง คนอ่านคนนั้นก็จะตกเข้าไปสู่อคติ, มิจฉาทิฏฐิ (ความไม่รู้ และเข้าใจผิดไปทางอื่น)...แต่ก็บอกแล้วแต่ต้นว่า ไม่ได้เขียนโดยมุ่งหมายจะให้เข้าใจอะไรไปทางไหน แต่เขียนเพื่ออยากบันทึกความทรงจำ และความงดงามของชีวิตเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว โดยผ่านความทรงจำและมุมมองของคนคนหนึ่ง ไว้ให้ลูกหลานอ่าน...!

แม้ผู้นับถือและเชื่อมั่นในทางนี้ อ่านแล้ว...! ก็อาจตกเข้าไปสู่ความงมงาย นับถือไปทางผิด ๆ จนละเลยหลักการที่แท้จริงของศาสนาพุทธที่เน้นความเป็นอยู่ในชีวิตปัจจุบันภพ ให้มีความสุขตามอัตภาพโดยไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและคนอื่นให้เดือดร้อน ด้วยหลักธรรมที่พุทธองค์ตรัสบอกไว้.

ก็นะ....เมื่อบอกกันชัดแจ้งขนาดนี้แล้ว...!!!

ยังอ่านแบบไม่มีสติปัญญาประกอบเหตุ ผลนำมาเทียบเคียงข้อเขียน ก็ไม่รู้จะพูด จะบอกกันให้รู้ และคิดต่อไปในทางที่มีเหตุ ผลได้อย่างไร?

ปี พ.ศ.2537 นับถึงปีปัจจุบัน พ.ศ.2560 ก็ 20 กว่าปีเข้าไปแล้ว ขณะนั้น ผมยังบวชเป็นพระภิกษุ อายุ 26 พรรษา 5 เป็นเปรียญธรรม 5 ประโยค....จำวัดที่วัดแห่งหนึ่งใน กทม. แต่ไปเรียนที่วัดมหาธาตุยุวราษฎร์รังสฤษฏิ์ ท่าพระจันทร์ ติดกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

มีโอกาสรู้จักกับพระอาจารย์จันทร์ (เดิมท่านเป็นคนเมืองเพชรบุรี) แต่เป็นกระหร่าง(ไม่ยอมให้เรียกว่ากระเหรี่ยง) บ้านเดิม อยู่หมู่บ้านเล็ก ๆ ในเขตต้นน้ำบางกลอย ลำน้ำอีกสาขาของแม่น้ำเพชรบุรี ในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนแก่งกระจาน ซึ่งมีเนื้อที่ 2,000 กว่าตารางกิโลเมตร...แนะนำเอาพอรู้นะครับ.

ข้อมูลถ้าจะค้น เป็นข้อมูลสาธารณะ ค้นง่าย มีเยอะครับ น่าเข้าไปค้น ถ้าใครชอบป่าและชอบเที่ยวป่า...!

ประมาณ วันที่ 3-4 เมษายน ปีนั้น ผมสอบเปรียญธรรม 6 ประโยคแล้ว (ประกาศผลที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) ยังไม่ทราบผล และภาคเรียนทางมหาวิทยาลัยสงฆ์ ยังไม่เปิดภาคเรียน...ท่านบอกว่า "ผมจะกลับบ้าน ที่บ้านเดิมในป่าต้นน้ำบางกลอย จะไปลาญาติ แล้วเดินทางไปอังกฤษ" (สาเหตุไม่ทราบชัดเจน)...ท่านว่าแบบนั้นและชวนไปเที่ยว...บอกว่าท่านมหาน่าจะชอบ...! และผมก็ชอบจริง ๆ เพราะลูกป่าโดยกำเนิดอยู่แล้ว.

ก็สอบถามท่านว่ามีใครบ้าง(ขอไม่เอ่ยนามนะครับ อาจกระทบท่านอื่น) ก็มีหลวงพี่คนเมืองเพชรฯ ท่านหนึ่ง, พระมหาเปรียญจาก จ.มหาสารคามอีกสองรูป(คุ้นเคยกัน แต่ไม่ถึงเป็นเพื่อน), เพื่อนพระสนิทกันจากจังหวัดหนองคายหนึ่งรูป, สามเณรจากจังหวัดสุรินทร์หนึ่งรูป, พร้อมลูกศิษย์ที่ติดตามหนึ่งคน...

ผมก็ขอโอกาสท่านกลับไปลาเจ้าอาวาสที่วัดที่อยู่ นมัสการบอกท่านว่าจะไม่อยู่ 7 วัน แล้วก็เดินทางมาที่วัดมหาธาตุฯ เช้านั้น...

ก็ออกเดินทางกันวันนั้นเลย ผมมีเพียงสบงสองผืนไว้ผลัดเปลี่ยน ผ้าอาบน้ำฝนหนึ่งผืนในย่าม เอกสารประจำตัว มีดยังชีพชื่อดังของสวิสฯ เล่มหนึ่ง พร้อมย่ามแค่นั้น ซึ่งทุกรูปก็เหมือนกัน.

ไปพักที่วัดในเพชรบุรีคืนหนึ่ง...ซึ่งหลวงพี่ทางโน้น ท่านก็ดีใจหาย ให้ลูกศิษย์ไปหามีดในห้องครัววัด ได้มีดโต้มอญสามเล่ม ก็ให้ลูกศิษย์ไปลับไว้ให้คม ได้หม้อแกงขนาด 8 นิ้วไว้ไปต้มน้ำหนึ่งใบจากโรงครัวของวัด.

ตอนเช้าให้ลูกศิษย์ไปซื้อพริกแกงสำเร็จรูป ข้าวสาร 15 ก.ก. เกลือ, ปลากระป๋องสามแพ็ค แพ็คละหนึ่งโหล, ยาแก้ไข้แก้ปวด, ไฟแช็ค, เน้น ๆ มีน้ำตาลปึกเมืองเพชรฯ หลายกิโลกรัม และถั่วเขียวประมาณ 5 กิโลกรัม, ที่เหลือก็แล้วแต่พระท่านจะจัดหาเอง เช่นบุหรี่ หรือลูกอม แปรงและยาสีฟัน สบู่...แต่ผมไม่สูบบุหรี่จึงไม่มีอะไรต้องเตรียมเป็นพิเศษ นอกจากของใช้ส่วนตัวที่กล่าวแล้ว.

เช้าได้ของครบ ก็เดินทางด้วยรถประจำทางเข้าที่เขื่อนแก่งกระจาน ติดอยู่ที่เขื่อนเกือบสามชั่วโมง เพราะอาจารย์จันทร์ท่านหารถขึ้นเขาพะเนินทุ่ง ต่อไปยัง ก.ม.ที่ 36 (สุดทาง) ไม่ได้ พอคนรู้จักท่านติดต่อได้ ก็ใกล้ค่ำ บ่ายสามโมงเย็นแล้ว...พอได้รถ คนขับรถก็ห้อตะบึงเต็มที่ ผ่านด่านป่าไม้ อาจารย์จันทร์ท่านบอกว่า จะกลับบ้านไปหาญาติ แต่จะขึ้นไปเที่ยวน้ำตกทอทิพย์ก่อน(ต้นน้ำเพชร) แล้วจะพาพระทั้งหมดเดินป่า ลัดลงผาน้ำหยด ต่อไปยังบ้านท่าน ร่ำลาญาติท่านเสร็จ ก็จะออกทางบ้านโป่งลึกเลย ไม่กลับมาทางด้านนี้.

เจ้าหน้าที่ตรวจข้าวของ เสร็จแล้วก็ให้ผ่านด่าน รถกระบะวิ่งจนสุดทางที่ ก.ม.36 .ก็จอดให้ลง.

ผมและคณะ เดินตามคำแนะนำของหลวงพี่คนเมืองเพชรฯ ประมาณ 3 ก.ม.ถึงน้ำตกก็พอดีใกล้ค่ำ ในป่าจะค่ำเร็วต้องรีบหาที่พัก ไม่มีเวลาชมน้ำตก อ.จันทร์ ท่านแนะนำให้หาฟืนก่อไฟ และให้ลูกศิษย์ก่อไฟต้มน้ำในลำธารไว้ดื่ม.

ป่าเมืองเพชรฯ สมัยนั้นยังเปลี่ยว และมีความน่ากลัวอยู่มาก ตามรายงานและผังแสดงสัตว์ป่าที่สถานที่แสดงข้อมูลตรงหน้าเขื่อน บอกว่ามี ช้างป่า, หมี, หมีหมา, หมาไน, หมาจิ้งจอก, เสือดาว, #เสือโคร่ง เลียงผา, สมเสร็จ, วัวแดง, กวางป่า, เก้งธรรมดาและเก้งหม้อ ฯลฯ นักท่องเที่ยวยังเข้าถึงน้อย สังเกตจากที่ผมเข้าไปสำรวจชายหาดริมน้ำที่จะพัก...(ค่อนข้างสะอาดและเตียน)ไม่เห็นมีรอยเท้าคนเลยแม้แต่รอยเดียว...! แม้รอยรองเท้าของเจ้าหน้าที่รักษาป่าก็ไม่เห็น ที่สังเกตเห็นมีเพียงรอยเท้าหมูป่า เพิ่งผ่านไปใหม่ ๆ อยู่หลายจุด ส่วนพระท่านอื่น ๆ ท่านก็บ้างอาบน้ำ บ้างก็นั่งดูฝูงปลาต้นน้ำ (น้ำใสมาก และปลาเกล็ดหลากสายพันธุ์ตัวโต ๆ ขนาดเป็นกิโล สองกิโลเยอะแยะ)...ซึ่งทั้งหมดแต่ละท่านเดิมเป็นลูกป่า และลูกทุ่งทั้งนั้น แม้จะเคยเห็นธรรมชาติเดิม ๆ แบบนี้มาบ้าง แต่ก็ไม่เคยเห็นป่าดิบ ดงทึบขนาดนี้

เลยค่อนข้างตื่นเต้น...

แม้แต่ผมเอง...!!! ก็ตื่นเต้น.

ตอนเดินลงจากเขาผ่านน้ำตก ผมโดน "ทาก" (ปลิงบก)เกาะติด และดูดเลือดตรงง่ามเท้าโดยไม่รู้สึกตัว อยู่ตัวหนึ่ง มารู้สึกตัวตอนทากหลุดไปแล้ว รู้สึกตีนเหนียว ๆ เพราะเลือดไหลไม่หยุด ก็รู้ว่าโดนทากกัด (เพราะบ้านเดิมก็มีเยอะ) ก็เดินย้อนรอยหาบนหาดทราย เห็นกระดืบ ๆ บนหาดทราย ก็จับโยนเข้าป่ารก และรีบไปหาเศษไม้เล็ก ๆ ที่ติดค้างตามกอไม้ชายฝั่ง เอามาโยนเข้ากองไฟเพื่อจะเอาขี้เถ้าไฟ มาโรยรอบหาดทรายที่จะทำเป็นที่นอน....เป็นแนวกันทากไต่เข้ามาดูดเลือด เพราะนอนกันบนหาดทรายกว้าง ๆ ไม่มีรั้ว, ไม่มีมุ้ง, ไม่มีเต๊นท์ มีแต่ผ้าอาบน้ำฝนปูนอน และหนุนหัวด้วยย่ามส่วนตัวเท่านั้น.

แต่ละรูปเตือนกัน เรื่องที่พัก เช่น ไม่ให้นอนใต้กอไม้ เพราะมีงูพิษและงูเหลือม, อย่าแตกกลุ่ม นอนนอกเขตกองไฟ (ก่อไว้สองกอง ด้านที่ติดกับตลิ่งน้ำ หัว ท้ายที่พัก), และเขตที่โรยขี้เถ้าไว้เป็นแนวกันทาก ในที่ของแต่ละรูป ก็โรยรอบที่นอนด้วย...ส่วนทางด้านที่ติดกับน้ำ ปล่อยโล่ง เพราะถ้ามีสัตว์ร้ายเข้ามา จะได้ยินเสียง และเตือนกันเรื่องกฎป่า พร้อมทั้งเรื่องความปลอดภัย เช่น จะลุกไปฉี่ให้ปลุกเพื่อนรูปหนึ่ง บอกให้รู้ตัวด้วยเสมอ....

เสร็จแล้ว........

ก็มานั่งดื่มน้ำมะตูมตากแห้ง ที่ลูกศิษย์ต้มในหม้อ ผสมน้ำตาลเมืองเพชรฯ ซึ่งน้ำมะตูมยังค่อนข้างร้อนเพราะอากาศในป่าเย็นลงอย่างรวดเร็ว ดื่มให้ตัวรู้สึกอุ่นเพราะหนาว...

และนั่งคุยกันสัพเพเหระ ในเรื่องที่จะเดินทางเลาะลำน้ำลงไป ซึ่งไกลมาก และไม่มีเส้นทางให้เดิน ต้องเดินแบบพรานไปตามทางด่านสัตว์ ซึ่งมีทากคอยดักดูดเลือดเป็นฝูง อ.จันทร์ท่านก็ยังไม่เฉลย ว่าจะเดินทางยังไง ไปแบบไหน?.

ไม่มีรูปใดคุยเรื่องเสือ เรื่องผีป่า ภูติผีปีศาจอื่นใด เพราะทั้งหมดที่ไปเป็นลูกป่า รู้เรื่องข้อห้ามพวกนี้ดี.

พอสามทุ่ม ก็ตามที่แต่ละรูป เลือกเข้าที่นอนที่กำหนดไว้แล้ว ผมเดินไปดูกองไฟที่ลูกศิษย์ก่อไว้ บอกให้ชุนฟืนเข้า และถามหลวงพี่คนเมืองเพชรฯ ว่าทิศตะวันออกอยู่ทางไหน?

ท่านบอกแล้ว ผมก็ไหว้รำลึกถึงคุณพระไตรรัตน์แล้ว สวด"อาฏานาฏิยะปริตตสูตร" เบา ๆ แต่จะตัดมาเฉพาะตอนที่จะต้องอ้างถึงตามนี้นะครับ.

ปุรตฺถิมสฺมึ ทิสาภาเค สนฺติภูตา มหิทฺธิกา
เตปิ อมฺเห อนุรกฺขนฺตุ อาโรคเยนะ สุเขน จ

ทกฺขิณสฺมึ ทิสาภาเค สนฺติเทวา มหิทฺธิกา
เตปิ อมฺเห อนุรกฺขนฺตุ อาโรคเยน สุเขน จ

ปจฺฉิมสฺมึ ทิสาภาเค สนฺตินาคา มหิทฺธิกา
เตปิ อมฺเห อนุรกฺขนตุ อาโรคเยน สุเขน จ

อุตฺตรสฺมึ ทิสาภาเค สนฺติ ยกฺขา มหิทฺธิกา
เตปิ อมฺเห อนุรกฺขนฺตุ อาโรคเยน สุเจน จ

ปุริมทิสํ ธตรฏฺโฐ ทกฺขิเณน วิรุฬฺหโก
ปจฺฉิเมน วิรูปกฺโข กุเวโร อุตฺตรํ ทิสํ

จตฺตาโร เต มหาราชา โลกปาลา ยสสฺสิโน
เตปิ อมฺเห อนุรกฺขนฺตุ อาโรคเยน สุเขน จ

อากาสฏฺฐา จ ภุมฺมฏฐา เทวา นาคา มหิทฺธิกา
เตปิ อมฺเห อนุรกฺขนฺตุ อาโรคเยน สุเขน จ.

(คำแปล)

เหล่าภูตทั้งหลายที่มีฤทธิ์มาก ที่สถิตอยู่ในทิศบูรพา
แม้ภูตเหล่านั้น จงตามรักษา ซึ่งเราทั้งหลาย.
ให้เป็นผู้มีความสุข ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน.

เทวดาทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก ที่สถิตอยู่ในทิศทักษิณ...............(ท่อนท้ายแปลเหมือนกัน)

พญานาคทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก ที่สถิตอยู่ในทิศปัจจิม..............

ยักษ์ทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก ที่สถิตอยู่ในทิศอุดร แม้ยักษ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงตามรักษาซึ่งเราทั้งหลาย
ให้เป็นผู้มีความสุข ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน.

ท้าวธตรัฐ อยู่ประจำทิศบูรพา
ท้าววิรุฬหก อยู่ประจำทิศทักษิณ
ท้าววิรูปักข์ อยู่ประจำทิศปัจจิม
ท้าวกุเวรอยู่ ประจำทิศอุดร.

ท้าวมหาราชทั้ง 4 นั้น
เป็นผู้มียศ คุ้มครองโลกอยู่.........
แม้ท้าวมหาราชทั้ง 4 นั้นจงตามรักษาซึ่งเราทั้งหลาย
ให้เป็นผู้มีความสุข ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน

เทวดาผู้ประเสริฐทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก ที่สถิตอยู่ในอากาศก็ดี สถิตอยู่บนภาคพื้นก็ดี........
แม้เทวดาเหล่านั้น จงตามรักษาซึ่งเราทั้งหลาย
ให้เป็นผู้มีความสุข ปราศจากโรคภัยเบียดเบียนฯ

ต่อด้วยแผ่เมตตา แล้วก็ขยายจิตออกเป็นวงกลมรอบตัว.....แล้วก็เข้านอน.

ไม่ได้สังเกตรูปอื่น.........

Chote Vanhakij
22 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:35 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1885110151809928&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 18 "เรื่องประหลาด" "คาถาปลุกหมอน"

"คาถาปลุกหมอน"

พุทธัง อาราธนานัง กะโรมิ
ธัมมัง อาราธนานัง กะโรมิ
สังฆัง อาราธนานัง กะโรมิ

อาราธนาคุณบิดาอยู่หน้า คุณมารดาอยู่หลัง คุณพระอินทร์ไปอยู่เบื้องซ้าย คุณพระนารายณ์ไปอยู่เบื้องขวา คุณพระอิติปิโสภะคะวา คือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุ้มครองเกศาของข้าพเจ้าด้วยเทอญ.

พระภูมิเจ้าที่ เจ้ากรุงพาลี แม่ธรณี แม่คงคา เคหานาวาไพร เจ้าป่า ข้าพเจ้าจะนอน จงคุ้มครองปกปักรักษาข้าพเจ้าด้วย กะเตสิ กะเตสิ ติงกะระณัง อะระหังปิตตัง พุทธะชานามิ ธัมมะชานามิ สังฆะชานามิ พุทโธ พุทธัง นะกันตัง อะระหังพุทโธ ท้าวเวสสุวรรโณ ทุสะนะโส นะโมพุทธายะ ฯ.

สวดจบตบลงที่หมอนสามครั้ง.

กลับไปอ่านที่ "กะเตสิ กะเตสิ ติงกะระณัง" นะครับ คาถาเต็มมาจากเรื่องในขุทกนิกาย ธรรมบทคาถา จากเรื่องจูฬปันถกะเถระว่า.....

"ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ กิงกะระณัง ฆะเฏสิ อะหังปิ ตัง ชานามิ ชานามิ".

เรื่องหนึ่งในอรรถกถา ท่านพระอรรถกถาจารย์ร้อยเรียงเนื้อความจากพระไตรปิฎก เมื่อสังคายนาแล้วอธิบายว่า เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์(พุทธองค์ครั้งยังบำเพ็ญบารมีอยู่)เสวยชาติเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์สอนลูกศิษย์โง่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นพระจูฬปันนถกะนี้ ด้วยคาถานี้ จนได้เป็นเสนาบดีแคว้นหนึ่ง เพราะพระราชารอดจากการปลงพระชนม์จากอำมาตย์ที่คบคิดกับช่างกัลลบก ให้ช่างตัดพระมัสสุ(หนวด)นั้นทำการปาดพระศอเสียให้ตาย แต่พระเถระชื่อจูฬปันถกะ ครั้งยังเป็นคนโง่ ได้แนะนำคาถานี้ไว้ให้ท่องบ่น ตอนตัดพระมัสสุ พระราชาทรงระลึกได้ก็ท่องขึ้นมา...จึงรอดจากการปลงพระชนม์.

พระเกจิอาจารย์ชั้นหลังเห็นว่ามีความหมายดี ก็นำเอาประโยคบาลีประโยคนี้มาให้ลูกศิษย์ท่องบ่น เป็นคาถากันไพรเวลานอนค้างอ้างแรมในต่างที่.

แต่คาถาที่นำมาเป็นรูปแบบคาถาที่ใช้โดยชาวบ้าน ซึ่งไม่รู้ภาษาบาลี แต่ท่องจำสืบ ๆ ต่อกันมา เท่าที่สังเกตเห็น และแน่ใจ มีอยู่ 3 คาถา ที่นำเอามารวมเป็นคาถาเดียวกัน โดยเจ้าของคาถาอาจจะไม่รู้ คือ...

1. ทุ สะ นะ โส....คาถาหัวใจสัตว์นรก(หัวใจเปรต)
2. นะโมพุทธายะ....คาถาพระพุทธเจ้า 5 พระองค์
3. "ฆะเฏสิ..ฯลฯ..ชานามิ"....คาถาระวังภัย.

คาถาที่ใช้แม้จะสอบทานได้ว่า เอามาจากหลายคาถามารวมกัน และมีคำไทย ปนอยู่มากมาย แต่ถ้ามีความเชื่อมั่นก็อาจให้สำเร็จผลสมความคิด.

คาถาที่นำมาแสดงนี้ มาจากเฟส ของท่านผู้รู้ท่านหนึ่ง...ก่อนจะร่ายคาถานี้ ท่านก็บอกว่าให้สวดกะระณียะเมตตสูตร (ซึ่งเป็นปริตตมนต์บทหนึ่งที่มีในเจ็ดหรือสิบสองตำนานของปริตตมนต์เวลาพระท่านเจริญพุทธมนต์ในงานมงคลต่าง ๆ) แล้วค่อยสาธยายคาถาบทนี้ ก่อนจะนอน(โปรดดูภาพข้างล่างนะครับ)...!

อาจจะมีบางคนชอบใช้ชินบัญชรคาถา หรือ ชัยมงคลคาถา(พาหุง...มหาการุณิโย นาโถ.....)ก็ได้ถ้านอนป่าหรือแปลกที่จากบ้านปกติ เช่น โรงแรม ที่พักต่าง ๆ เวลาไม่ได้นอนที่บ้าน ทั้งนี้แล้วแต่จะถูกจริตนิสัย.

(เดิมผมเองก็ใช้คาถาแบบชาวบ้านนั่นแหละครับ พอเป็นเปรียญสูง ๆ เข้าใจที่มาของคาถา, มนต์, ปริตตสูตรต่าง ๆ แล้ว ก็ละทิ้งบ้างเลือกเอาแต่ที่สอบสวนทวนความได้บ้าง กำหนดใช้ไว้ในใจไม่กี่แบบ เพราะความหมายในเนื้อความบาลีดีบ้าง เรื่องราวและที่มามีความหมายบ้าง เช่น คาถาว่า...ฆะเฏสิ ฯลฯ นี้บ้าง...และตรงตัวอย่างอาฏานาฏิยะปริตตสูตรที่นำมาแสดงเฉพาะส่วนที่กล่าวมาแล้ว)

การนอนป่านั้น ถ้านอนบนดิน อาจจะมีการตั้งค่าย หรือไม่ตั้งค่าย ของพราน หรือกองคาราวานเกวียนค้าขาย หรืออะไรก็แล้วแต่...ผู้อาวุโส หรือผู้มีวิชาอาคมมักจะวางข่ายมนต์ หรือกางข่ายอาคมเพื่อจะป้องกันภูติผี ปีศาจ หรือสิ่งลึกลับอะไรก็ตาม ที่จะเข้ามาทำร้าย หรือทำให้คนในคณะเจ็บป่วย

เท่าที่เห็นและรู้จักประจำ ก็มีอยู่ 2 แบบ คือ...

1. เอาไม้(มีเคล็ดของไม้แตกออกไปต่างหาก) เสกคาถา แล้วขีดวงล้อมเฉพาะวงที่จะนอน หรือล้อมรอบปางพัก บอกขอบเขตให้คนในคณะได้ทราบขอบเขตว่ากลางคืน ห้ามออกนอกเขตอาคมที่ผู้มีวิชาทำไว้...จะไม่ปลอดภัย.

2. ผู้มีอาคม กลั้นใจเลือกหยิบหิน หรือก้อนดินสี่ก้อน รำลึกถึงครูบาอาจารย์แล้ว เสกคาถากำกับ โยนไปสุดแดนที่พัก เพื่อบอกอาณาเขต กันภูตพราย ปีศาจร้าย สัตว์ร้าย หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นภัย จะล้ำแดนอาคมเข้ามา.

อีกคติหนึ่ง...คงจะมาจากคติทางศาสนาพุทธเหมือนกัน เพราะอ้างถึงแม่พระธรณี ท่านว่า จะนอนตรงไหน?...ดูที่ทางเรียบร้อยแล้ว ถ้านอนบนพื้นดิน ให้กลั้นใจหยิบดินหรือฝุ่นนิดหนึ่ง รำลึกถึงแม่ธรณี แล้วกล่าวในใจว่าขอฝากร่างนอนบนพื้นดินสักคืน ท่านว่าวิเศษเหมือนกัน...คือ คุ้มภัยได้แทบจะทุกอย่าง.

....................................

คาถาอาคมนั้น นอกจากจะเรียนรู้มาจากอาจารย์อย่างถูกต้องแล้ว ความเชื่อมั่น และพลังจิตของผู้ใช้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะให้สำเร็จผลสมความปรารถนา เพราะถ้าปราศจากความเชื่อมั่น และอำนาจจิตที่เกิดจากความเชื่อมั่นจนเกิดเป็นสมาธิแล้ว...เฉพาะตัวอาคมหรือคาถาแทบจะไม่ส่งผลใด ๆ ให้เกิดขึ้นมาได้เลย.

ท่านว่า คาถาอาคมจะขลังและศักดิ์สิทธิ์มักจะเกิดกับคนสองประเภท คือ โง่อย่างมาก...กับอีกพวก คือฉลาดอย่างมาก...

พวกแรก เพราะความโง่อย่างมาก เชื่อมั่นโดยไม่มีข้อแม้ จนทำให้เกิดสมาธิ เป็นพลังอย่างแรงกล้าที่จะให้ผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย

ส่วนพวกฉลาดอย่างมาก เพราะความฉลาดจึงสามารถสร้าง อุคคหนิมิต จนถึงปฏิภาคนิมิต(นึกภาพ จนสามารถเห็นภาพนั้นเป็นนิมิตในใจ) ออกจากสมาธิแล้ว อธิษฐานจิตตามปรารถนา แล้วเข้าสู่สมาธิโอมอ่านคาถาอาคมอีกรอบ จนให้เกิดผลใจนึก.

แต่ไม่ทุกครั้ง...!!! วิทยาศาสตร์ จึงไม่ยอมรับว่าให้ผลจริง เพราะเกิดจากตัวแปรหลาย ๆ อย่าง ตามที่เขียนมานั่นแหละครับ.

.............................

คืนแรก หลังจากหลับพักไปตื่นหนึ่ง อากาศเย็น ผมรู้สึกตัวตื่น คงราวเที่ยงคืนได้ เหลียวมองไปทางกองไฟเหนือ ใต้ เห็นแสงไฟลุกวอมแวมอยู่ อ.จันทร์ท่านยังคงไม่หลับ นั่งเฝ้ากองไฟคอยชุนฟืนอยู่

มองไปรอบ ๆ เห็นพระรูปอื่น ท่านนอนตามปกติ.

แปลกที่ว่าอยู่ในป่าแท้ ๆ กลับไม่มีแมลงต่าง ๆ เช่น ยุงมารบกวน ช่วงเย็นไม่ได้สังเกต มาสังเกตตอนที่ตื่นมานี่แล้ว...อาจเพราะเป็นหน้าร้อน และควันไฟที่ช่วยไล่แมลง จึงไม่ได้รับความเดือดร้อนจากแมลงเหล่านี้.

มองขึ้นไปยอดไม้สูง ๆ เห็นราง ๆ เพราะสายตาชินกับความมืด เงี่ยหูฟังเสียงบนฝั่ง...ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ

มองไปทางชายน้ำ ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ.

มองรอบ ๆ ตัว สังเกตดูรอบ ๆ ตัว ไม่มีแมลงมีพิษ ประเภทตะขาบ หรือ งูมานอนเป็นเพื่อนก็เบาใจไปอย่างหนึ่ง เพราะนอนกันบนพื้นทรายจริง ๆ

ผมร้องบอก อ.จันทร์ ท่านไปว่า ผมไปฉี่นะ...!

ท่านพยักหน้ารับ ผมก็ออกไปฉี่ใกล้ ๆ บริเวณที่พัก กลับเข้ามาก็ยังไม่มีพระรูปใด รู้สึกตัวหรือตื่น ก็เดินเลาะ ๆ ดูความผิดปกติรอบที่พัก เข้าไปเติมฟืนที่กองไฟอีกด้าน แล้วก็เข้าที่นอนที่ปูผ้าอาบน้ำไว้นอน.

ตื่นมาอีกทีตอนตีสาม ทุกอย่างปกติ...

จนรุ่งเช้า คงสักหกโมงเช้าครับ เห็นอะไรชัดเจนแล้ว ผมก็หยิบย่าม ค้นหาสบู่ ยาสีฟัน แปรง เตรียมล้างหน้า เห็นเพื่อนพระสองสามรูปตื่นแล้วเหมือนกัน ผมเดินเลี่ยงไปท้ายที่พัก เตรียมอาบน้ำเลย เพราะอากาศเย็นอย่างนี้ ต้องอาบน้ำเลย ในลำธารนั่นแหละ จะได้ช่วยปลุกร่างกายให้ตื่นเต็มตัว.....

ได้ยินเสียงกิ่งไม้หักแคร็ก.....!

หมูป่าครับ....!!! ขนาดสัก 20-30 กิโลกรัมได้...ไม่ใหญ่มาก คงจะลงมากินน้ำ ฝั่งตรงข้าม(ลำธารช่วงนั้นกว้างสัก 10 เมตร)...ก็ยิ่งรู้สึกปลอดภัย ร้องเรียกพระอีกสองสามรูปท่านมาดู...ต่างก็ดีใจที่เห็นหมูป่ากันชัดเจนใกล้ ๆ สักพักหมูป่าก็เดินขึ้นฝั่งเข้าป่าหายไป

อาบน้ำเสร็จ...ผมก็เดินเข้าลานพัก ตอนนี้ตื่นกันหมดแล้ว...สอบถามกันไม่มีใครเป็นอะไรก็โล่งอกละครับ.

ก็ให้ลูกศิษย์หุงหาอาหาร หลังจากทำธุระส่วนตัวกันหมดแล้ว...

อ.จันทร์บอกว่า คงต้องไปทางแพไม้ไผ่ ล่องไปตามน้ำ น่าจะเร็วกว่าเดิน...ถามหลายรูป ก็ไม่มีปัญหา ตัวท่านเองชำนาญแพอยู่แล้ว หลวงพี่คนเมืองเพชรฯท่านก็ชำนาญ ผมก็พอได้ ส่วนรูปอื่น ๆ ก็ไม่มีปัญหา.

ตกลงกันได้แล้ว........

ก็ฉันข้าวเช้าที่ลูกศิษย์ทำถวาย.......

Chote Vanhakij
23 กรกฎาคม 2560 เวลา 18:19 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1885720745082202&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 19 "เรื่องประหลาด" "คาถากันผีน้ำ"

"คาถากันผีน้ำ"

การถือธุดงค์ของพระ หรือการเดินธุดงค์นั้น พระที่จะทำการฝึกฝนตัวเองในการเดินธุดงค์ จะต้องสมาทาน(คือถือ)ธุดงค์อย่างน้อยหนึ่งข้อ จึงจะเป็นการเดินธุดงค์ หรือการฝึกหัดตนเองให้เหนือกว่าข้อวัตรปกติที่ทำอยู่ และต้องทำให้ตลอดช่วงที่ถืออยู่ เช่น เมื่อจะธุดงค์ ท่านตั้งใจว่า...จะถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร....

ท่านจะไหว้รำลึกถึงคุณพระรัตนตรัย แล้วทำการอธิษฐานว่า...

"อสุสานัง ปฏิกขิปามิ โสสานิกังคัง สมาทิยามิ...เราของดเว้นที่ที่ไม่ใช่ป่าช้าเสีย ขอสมาทานองค์ของผู้อยู่ป่าช้าเป็นวัตร".

อย่างไร?...

คือ...เมื่ออธิษฐานแล้ว ต้องนอน ต้องพักที่ในป่าช้าเท่านั้น นอนที่อื่นไม่ได้ แม้วันเดียว...!

ทำไม่ได้เป็นอันธุดงค์ข้อนั้นขาด ถ้าจะทำต้องอธิษฐานต่อ...หรืออธิษฐานใหม่.

อ่านมาตั้งนาน ยังไม่มีเรื่องประหลาดเลย บางท่านอาจแย้งในใจ...!!

มีครับ...อ่านจบไปห้าตอน รับประกันท่านจะเข้าใจเรื่องลึกลับซับซ้อนที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน และอาจกลายเป็นหมอขมังเวทย์ไปอีกคน

ประหลาดพอไหม?...!!!!!

#พุทธศาสนานั้น...แม้ยอมรับการมีอยู่ของ เทวดา มาร พรหม หรืออทิสมานกายอื่น ๆ และยอมรับว่าอาจร้องขอ หรือไหว้วอน ผลที่มนุษย์ต้องการได้บ้าง(แง่ของธรรมะที่สูงกว่านี้ ของดไว้ก่อนครับ) และเขาเหล่านั้นก็อาจอำนวยให้ได้บ้างหากมีกรรมเกี่ยวเนื่องกัน...แต่ในที่สุด พุทธศาสนาบอกว่า เทพเหล่านั้นมิใช่อมตะ มีเกิด ตาย และเสื่อมไปตามอายุของเขา.

แต่พุทธศาสนาเน้นให้มนุษย์ก้าวไปสู่ที่สุดแห่งทุกข์ และความพ้นจากทุกข์ด้วยความพยายามของมนุษย์เอง ด้วยเรี่ยวแรงแห่งมนุษย์เอง ด้วยสติปัญญาของมนุษย์เอง ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ หรือพระเจ้าตนใดบันดาลให้ได้ทั้งนั้น.

อย่างที่เขียนมาสองตอนครับ ไปคราวนั้น ไม่ได้ไปธุดงค์ แค่ไปเที่ยวเล่นตามป่า เพราะฉะนั้น เรื่องคาถาอาคม เรื่องวิทยามนต์ จึงนำมาเล่าได้ เขียนได้.

และเมื่อจะลงน้ำล่องแพ...ก็ควรจะรู้คาถานี้.

หิริโอตตัปปะ สัมปันนา สุกกะธัมมะ สะมาหิตา

สันโต สัปปุริสา โลเก ทะเว ธัมมาติ วุจจะเรติ.

ไม่แปลละครับ...เมื่อเป็นเด็ก เคยเห็นปู่ที่เป็นคนโบราณนั้นสักเต็มตัวดำมืดไปหมด เหมือนคนทางเหนือโบราณ คือสักดำตั้งแต่คอ ลงไปถึงเหนือเข่า แขนไปสุดที่กลางท่อนแขนแรก สักตัว"มอม"บ้าง อักขระขอมบ้าง ยันต์บ้าง แล้วแต่จะลงที่ข้างหน้า ข้างหลังได้ แต่ดำมืดตามที่ว่าทั้งตัว ไม่มีว่าง.

แต่มีที่แปลกอยู่บนแขนซ้ายด้านใน อ่านเป็นบาลีได้ตามนั้น ท่องจำตามปู่มาตั้งแต่เด็กจนจำได้แต่อยู่ชั้น ป.1....จนเดี๋ยวนี้ยังไม่ลืม.

แต่อ่านอักขระขอมไม่ออก จนเดี๋ยวนี้ ก็แค่พอรู้บ้าง เพราะไม่ได้ศึกษาเรื่องอักขระขอมโดยตรง...จนเมื่อบวช และได้เรียนภาษาบาลี สามารถแปลบาลีในธัมมปทัฏฐกถา ขุททกะนิกายแล้ว...จึงรู้ความหมายว่า เป็นคาถาป้องกันยักษ์ และผีเสื้อน้ำ(จะเล่าภายหลังนะครับ).

..............................

เช้าวันนั้น ฉันเช้าที่ลูกศิษย์นำมาถวายแล้ว ก็วานให้สามเณร กับลูกศิษย์ช่วยกันตัดไม้ ส่วนพระที่เหลือช่วยกันผูกแพ และทำแพ ส่วนมากพระน้ำหนักตัวไม่เยอะ!! อย่างผม...ไม้ไผ่ขนาดสองวาครึ่ง สี่ลำก็พอดี มีหลวงพี่คนเมืองเพชรฯ ตัวใหญ่หน่อย ก็ห้าลำ แต่ขนาดแพไม่ยาวอย่างที่พูด เพราะเวลาลงแก่ง แพยาวมากจะติด และขวางแก่ง ทำให้คัดหัว คัดท้ายลงช่องน้ำลำบาก อีกอย่างต้นน้ำเชี่ยว ไหลแรงมาก แพรูปละลำ ไม่มีแพคู่ ต้องใช้ความชำนาญเฉพาะตัวล่องเอง ซึ่งถ้าไม่ระวังอาจเสียหลักตกกระแทกหิน หัวแตกตาย หรือแข้งขาหักได้ อันตรายอย่างยิ่ง สำหรับคนไม่ชำนาญ ต่างจากแพใหญ่ที่นั่งได้หลายคน จะไม่มีเหตุเช่นว่านี้.

สาย ๆ พอแพเสร็จ ตรวจความเรียบร้อย แน่นหนาแล้ว อ.จันทร์ท่านให้ผูกแพกับหลัก ชวนกันขึ้นไปดูน้ำตกทอทิพย์...

สวยมากครับ...เลาะดูสักพัก ก็ชวนกันลงมา ขากลับมีทากติดขามารูปละตัว สองตัว แต่ไม่ทันดูดเลือด เพราะรีบเดินกันเร็ว ๆ ลงถึงชายหาดก็แกะออก โยนเข้าป่าชายฝั่งไป.

มาฉันเพล ซึ่งก็เป็นข้าวต้มปลากระป๋องใส่พริกแกง แต่บรรยากาศป่าเอื้ออำนวย...เลยอร่อยเป็นพิเศษ...!

ตอนล่องแพนี่ สนุกครับ ช่วงแรก ลำน้ำแคบมาก ล่องไป งัดแพไป เล่นน้ำไป เปียกปอนเกือบทุกรูป มีแค่ อ.จันทร์ กับหลวงพี่เมืองเพชรฯ เท่านั้นที่ไม่เปียก(อ้าว...! แล้วข้าวสาร กับเสบียงอย่างอื่นละ? บางท่านอาจมีคำถาม ไม่เปียกเหรอ?) ข้าวสารใส่ไว้ในแกลลอนพลาสติกครับ ผมรับมา 5 กิโลกรัม กับเสบียงอย่างอื่น ผนึกถุงพลาสติกใส่ไว้ในถุงปุ๋ยอีกชั้น...ผูกไว้ท้ายแพ ถ่วงน้ำหนักคนถ่อ เพราะต้องมายืนค่อนหัวแพ คอยคัดแพลงช่องน้ำ ไม่อย่างนั้น แพจะชนก้อนหิน แล้วคนที่ยืนหัวแพ จะเสียหลักพุ่งไปข้างหน้าชนหินตาย.

มาสัก 2 ชั่วโมง สักบ่ายสามได้ชวนกันลากแพเกยหาด แล้วขึ้นพัก กะว่าอีกสัก สามสี่คุ้งน้ำก็จะหาที่พัก...ผมก็มานั่งมองฝูงปลาที่เล่นน้ำเป็นฝูง ๆ ที่เคยเห็นและจำได้ชัดเจนมีปลากับแก้(ตุ๊กแก) คนไทยเรียกปลาสนาก เพราะในน้ำจะมองเห็นเกล็ดสีเงินวาววับ ชัดเจน แต่ที่นี่ตัวใหญ่มาก ตั้งแต่ขนาดหนึ่งฟุต หรือฟุตกว่า....
ดูภาพข้างล่างครับ.........

ปลาสนาก ( อังกฤษ : Burmese tout, Giant barilius ) ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Raiamas guttatus อยู่ในวงค์ปลาตะเพียน............( Cyprinidae )

ลักษณะลำตัว ยาวทรงกระบอก หัวและปากแหลม ปากกว้างมาก จงอยปากล่างงุ้ม คล้ายตะขอ ไม่มีหนวด เกล็ดเล็ก ลำตัวสีมันวาว ข้างลำตัวมีประสีน้ำเงินคล้ำ หางเว้าเป็นแฉกลึกสีแดง มีแถบสีดำใกล้แถบบนและแถบล่าง ครีบหลังสีเหลืองอ่อนมีแต้มคล้ำ ในตัวผู้มีตุ่มข้างแก้มแตกต่างจากตัวเมีย โดยเฉพาะในฤดูผสมพันธุ์ และสีลำตัวจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูอมส้ม ขนาดประมาณ 15-45 เซนติเมตร

เป็นปลากินเนื้อ มักอยู่เป็นฝูงเล็ก ๆ หากินบริเวณผิวน้ำ ล่าเหยื่อ ปลาเล็ก ๆ กุ้ง ปูต่าง ๆ เป็นต้น

เป็นปลาที่มีความว่องไว ปราดเปรียวมาก และว่ายน้ำเคลื่อนไหวตลอดเวลา มีรูปร่างคล้ายปลาแซลมอนที่พบในต่างประเทศ จึงได้ฉายาจากนักตกปลาเมืองไทยว่า "แซลมอนเมืองไทย"

อาศัยอยู่ตามแม่น้ำสายใหญ่ ในภาคเหนือ, ภาคอีสาน, และภาคกลาง มีชื่อเรียกต่างกันออกไปเช่น "มะอ้าว"ในภาษาไทยใหญ่ น้ำหมึกยักษ์, นางอ้าว, อ้าว, ดอกหมาก, ปากกว้าง, และจิ๊กโก๋ ในภาษาอีสาน เป็นปลาเศรษฐกิจที่พบบ่อยในบางฤดูกาล บริโภคโดยการปรุงสด และมีการเลี้ยงเป็นปลาสวยงามที่มีการซื้อขายในตลาดปลาสวยงามด้วย

.....................................

ทำไมต้องมีคาถากันเงือก ก็มาฟังกันก่อนครับ.......

ผีน้ำคงหมายถึงผีในน้ำมากกว่าอย่างอื่น สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ ให้ขอบเขตความหมายของผีน้ำไว้ว่า หมายถึงวิญญาณที่สถิตอยู่ในน้ำ โดยเฉพาะวังน้ำลึก ผีชนิดนี้จะคอยทำร้ายคนที่ไปที่วังน้ำที่มันอาศัยอยู่ ไม่ปรากฏว่าผีน้ำมีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไร(แต่บางที่ผีน้ำอาจแค่เป็นเครื่องขู่ โดยเฉพาะขู่เด็กไม่ให้ไปเล่นตามวังน้ำลึกซึ่งเป็นเขตที่มีอันตรายสูงก็ได้ ท่านให้ดูประกอบที่ผีเงือก)...

ซึ่งในคำว่าผีเงือกท่านก็ให้คำนิยามไว้ว่า ผีเงือกเป็นผีน้ำซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด...

ชนิดแรกมีลักษณะอย่างงูมีหงอน ซึ่งจะปรากฏตัวเมื่อมีฝนตกหนัก แล้วเกิดน้ำท่วมน้ำนองขึ้น ผีเงือกนี้จะจับเอาคน หรือทำร้ายคนโดยเฉพาะเด็ก ที่ไปเล่นน้ำที่นองนั้น(คตินี้ตรงกับทางอีสานตอนเหนือ ที่มีภูมิลำเนาติดกับแม่น้ำโขงเกือบทั้งหมด)

ผีเงือกชนิดที่สอง เป็นผีเงือกที่อยู่ในห้วงน้ำโดยเฉพาะห้วงน้ำลึกที่มองดูเห็นน้ำเป็นสีเขียวดูสงบเยือกเย็น ผีเงือกชนิดนี้เป็นผีเพศหญิงตัวไม่ใหญ่นัก มีตาแดงกับมีผมดกและยาวมาก เมื่อใครไปลงน้ำที่ผีเงือกชนิดนี้อาศัยอยู่ ผีเงือกจะใช้เส้นผมของตน พันขาบุคคลนั้นลากลงใต้น้ำ แล้วดูดเลือด หรือกลืนวิญญาณ.

ที่ได้อ่านพบในตำนาน ก็มีตำนาน พระเจ้าพรหมมหาราช กับช้างมงคลสามตัว ที่ปรากฏเป็นงูใหญ่เท่าลำตาล ไหลล่องมาตามลำน้ำโขง ความในตำนานนั้นไม่ชัดว่าเป็นเงือก อย่างที่พูดถึงหรือไม่ หรือเป็นอย่างอื่น (แต่ถ้าความคิดเห็นส่วนตัว ผมแปลกแยกออกไปหน่อยหนึ่ง เพราะภาษาบาลี มีคำว่า "นาค" ซึ่ง หมายถึงช้าง หรือแปลว่าช้างตัวประเสริฐ อันนี้หรือเปล่าที่อาจารย์ชั้นหลัง ไปจับเอาที่คำว่านาค แล้วแปลว่างูใหญ่ลอยน้ำมา)

ส่วนเรื่องผีเงือกที่แปลงตัวเป็นงูใหญ่ ท่านเล่าไว้แบบนี้ (สำนวน อ.มาลา คำจันทร์)...

ที่บ้านหนองบัวคำ ปัจจุบัน(หมายถึง ก่อนปี 2510) มีบ้านอยู่หลายหลัง ในหนองน้ำมีบัวมากมาย กลางหนองมีปลาชุกชุม ชาวบ้านไม่กล้าลงไปจับ เคยมีชาวบ้านต่างถิ่นมาจับ เกิดทะเลาะเป็นปากเสียงกับชาวบ้านหนองบัวคำ เพราะชาวบ้านเขาเกรงอันตรายจากผีจะมาทำร้ายพวกเขา

ในการล่องเรือแต่ครั้งก่อนนั้น ที่ถ้ำวังตอนนี้จะมีผีคอยอาละวาดทำลายเรือแพที่ล่องไป หากไม่ทำการเลี้ยงหรือเซ่นสรวง โดยมากมักจะขึ้นบนเรือทำให้เรืออับปางหรือเป็นอันตราย ตามคำบอกเล่ากล่าวว่า พอเรือล่องมาถึง พวกผีเฝ้าวังน้ำ และถ้ำที่นี่จะปรากฏตัวพายเรือทวนน้ำขึ้นมา และบอกสั่งพวกเรือว่า...

"หากขึ้นมาจากกรุงเทพฯ ขอช่วยซื้อผ้าแพร ผ้าไหม หรือปิ่น และลานใส่หูมาฝากด้วย".

ชาวเรือมักจะทำตาม เขาจะเอาแพรไหมมาวางไว้ ส่วนปิ่นปักผมและลานใส่หูนั้น บางทีหาไม่ได้ ก็จะเอาขมิ้นมาปอกเปลือกแล้วทำเหมือนปิ่นและลานฝากไว้ แต่เรือบางลำไม่ปฏิบัติตาม หรือเรือลำใดที่ทำจากไม้สองนาง(คือไม้ต้นเดียวแต่แยกออกจากกันเป็นสองลำตั้งแต่โคนต้น)เมื่อนำเอาไม้ชนิดนี้มาทำเรือ พอเรือมาถึงที่นี่ เรือลำนั้นจะไหลเข้าน้ำวนและจมหายลงไป ไหลทะลุไปออกกลางหนองบัวคำ ซึ่งอยู่ห่างจากวังน้ำแห่งนี้ ราว ๆ กิโลเมตรเศษ

แม้ปัจจุบันนี้ปรากฏว่ายังมีเรือชะล่าขนาดใหญ่เก่า ๆ ยังคงแช่จมน้ำอยู่ที่หนองนั้น

หรือเรือลำใด ไม่ปฏิบัติตามสัญญา พวกผีจะขี่เรือขึ้นมาแล้วตรงขึ้นล่มเรือ ทำให้ผู้คนข้าวของเสียหายและได้รับอันตราย คนเรือเกรงกลัวยิ่งนัก ข่าวความร้ายแรงและการอาละวาดของผีวังนี้ เลื่องลือเป็นที่หวาดกลัวแก่เรือแพขึ้นล่องยิ่งนัก

ต่อมามีอาจารย์ดี มีความรู้และเก่งกล้าทางเวทมนต์คาถายิ่งนัก ล่องเรือผ่านมา เมื่อเรือผ่านวังน้ำตอนนี้ มีคนพายเรือสวนเข้ามาหา(ก็นึกรู้โดยสำนึกในใจว่าไม่ใช่คน)และพวกนั้นร้องบอกว่า.....

"หากขึ้นมาจากกรุงเทพฯ ขอให้ซื้อผ้าไหม ผ้าแพร และปิ่นลานมาฝากด้วยนะ".

อาจารย์ผู้นั้นก็รับปาก "หากฉันกลับจะเอามาให้ คอยรอเอาแล้วกัน".

หลังจากนั้นไม่นานเขาก็กลับมา เรือถ่อผ่านวังตอนไปโดยไม่ได้แวะส่งของที่ผีขอให้เอามาฝาก...

ผีประจำวังน้ำ จึงปรากฏกายขึ้นเรือ และถามว่า "กลับจากกรุงเทพฯ ไม่เห็นเอาของฝากมาให้"

อาจารย์คนนั้นหัวเราะและตอบว่า "ข้าลืมไป เอ็งอยากได้ก็ตามขึ้นไปเถิด หากเอ็งไม่พอใจ จะทำอย่างไรก็ตามใจ ข้าไม่ให้ละ".

เมื่อถูกสบประมาทเช่นนั้น ผีก็โกรธยิ่งนัก มันคว่ำเรือของมันทันทีและบันดาลให้วังน้ำปั่นป่วนเป็นระลอก ร่างของมันกลายเป็นเงือกใหญ่ ตรงเข้าหนุนเรือหมายใจจะคว่ำเรือให้อับปาง พวกคนเรือก็ตกใจ.

แต่อาจารย์ขมังเวทย์บอกให้พวกเรือสงบใจไว้ อย่าตกใจ ตนเองจะเป็นผู้ปราบผีเอง แม้ผีน้ำได้จำแลงกายและบันดาลให้กระแสน้ำปั่นป่วน อาจารย์ขมังเวทย์ก็ยังแก้ไขได้.

เรือรีบถ่อหนีขึ้นไป ปีศาจร้ายคงติดตามอาละวาดไม่ละลด จนถึงวังน้ำแห่งหนึ่ง เหนือผาวิ่งชู้ใต้สบแจ่ม(ปากน้ำแจ่ม) ปีศาจน้ำ ไม่ยอมให้แล่นเรือต่อ มันเอาหางมัดเรือไว้แน่น

อาจารย์ขมังเวทย์เห็นท่าไม่ไหว โอมอ่านคาถาเสกควายธนูทองแดงโยนลงน้ำไป ด้วยอำนาจวิทยามนต์ กระแสน้ำปั่นป่วน คลุ้มคลั่งเกิดเป็นมหิงสาตัวมหึมา เข้าโรมรันกับปีศาจร้าย ปีศาจร้ายโดนควายธนูขวิดบาดเจ็บสาหัส โลหิตไหลนอง จนแม่น้ำปิงเป็นสีแดงไปหมด โดยเฉพาะวังน้ำแห่งนั้น น้ำขุ่นแดงเป็นสีเลือดไปสิ้น จนชาวบ้านที่เห็นและรู้เรื่อง เรียกวังน้ำนี้ต่อมาว่าวังแดง.....

นับตั้งแต่ผีน้ำ(ปีศาจ)นั้นได้พ่ายแพ้แก่จอมขมังเวทย์ วังน้ำร้ายวังนั้น ก็สงบเงียบมาจนปัจจุบัน.

เดี๋ยวจะมาขยายเรื่องนี้วันหน้าครับ....วันนี้ขอจอดแพพักก่อน หิวกาแฟแล้ว.

Chote Vanhakij
25 กรกฎาคม 2560 เวลา 22:49 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1887139628273647&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 20 "เรื่องประหลาด" "คาถากันผีน้ำ" (ต่อ)

"คาถากันผีน้ำ" (ต่อ)

ค้างเรื่องที่มาที่ไป ของคาถากันผีน้ำไว้ ตั้งแต่โพสต์ก่อน...ก็จะเอานิทานมาขยายความสั้น ๆ นะครับ...เกี่ยวกับอาฏานาฏิยสูตร ที่ผมบอกไปว่าสวดเพื่อบอกกล่าวแก่ท้าวมหาราชทั้งสี่ (จตุโลกบาล) ไปตั้งแต่โพสต์แรกแล้วว่า "ขอความคุ้มครองเป็นอันดีจากท่านท้าวทั้งสี่จงมีแก่ข้าพเจ้า".

ตามคติทางพุทธศาสนานั้น ท้าวเวสสุวัณ หรืออีกชื่อคือ ท้าวกุเวรนั้น เป็นราชาที่ปกครองทางทิศเหนือ เป็นเจ้าแห่งยักษ์ทั้งหลาย เมื่อจะทรงอนุญาต หรือประทานพรแก่ยักษ์ตนใด ก็จะทรงบอกขอบเขตแก่ยักษ์ตนนั้นว่า...ตั้งแต่ที่นี้ ถึงที่นี้ หรือภูเขานี้, สระโบกขรณีนี้, ท่านมีอำนาจที่จะจับคนหรือสัตว์ผู้ล่วงล้ำเข้ามากินได้ แต่จะทรงบอกข้อห้ามแก่ยักษ์ว่า ถ้ามีคนอย่างนี้ ๆ ท่านจะกินไม่ได้ เมื่อนั้นยักษ์นั้นก็จะมีอำนาจที่จะจับเอาคนหรือสัตว์นั้นกินตามสบาย.

ในเรื่องนี้เช่นกัน...ท้าวกุเวร ประทานพรแก่ยักษ์ตนหนึ่งให้เฝ้าสระน้ำแห่งหนึ่งในป่าว่า.....

"เว้นแต่คนรู้เทวธรรม (ธรรมที่ทำคนธรรมดา ให้เป็นเทวดา) ท่านจึงจะกินไม่ได้".

ยักษ์นั้น ตั้งแต่ได้รับพระราชทานพรมา ก็ 12 ปีแล้วที่จับคนที่ลงสระ และถามถึงเทวธรรมแล้วตอบไม่ได้กินมาเสมอ.

ครั้งเมื่ออดีตชาติโน้นพระโพธิสัตว์ (ผู้กำลังบำเพ็ญบารมีเพื่อรอตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า) ประสูติเป็นราชโอรสของพระราชาแคว้นหนึ่ง มีเหตุให้ต้องเสด็จออกจากพระนคร และพระอนุชาสองพระองค์ที่เสด็จมาเล่นน้ำก่อนโดนยักษ์เฝ้าสระน้ำนี้จับไปขังไว้แล้ว เตรียมกินเนื้อ...พอเสด็จมาถึง เห็นชอบกล ก็ไม่ลงเล่นน้ำ แต่สะพายหอก และง้างธนูพาดสายตรวจสถานที่อยู่.

ยักษ์ไม่ได้โอกาสก็แปลงร่างเป็นชาวป่ามาถามว่า "ทำไมท่านไม่ลงดื่มน้ำให้สบายใจล่ะ?"...

พระโพธิสัตว์ ทรงพิเคราะห์ดูแล้ว เห็นท่าทางแข็งกระด้าง ก็ทรงรู้ว่ายักษ์ เลยตรัสถามว่า "ท่านจับน้องชายของเราไปใช่หรือไม่?" ยักษ์เห็นว่าจะหลอกลวงไม่สำเร็จ ก็บอกว่า "เราเป็นยักษ์เราจับไปเอง".

พระโพธิสัตว์ก็เลยได้ช่อง ถามว่ามีข้อใดบ้าง ที่คนจะไม่โดนจับ? ยักษ์ก็ตอบว่ามีแต่คนรู้เทวธรรมเท่านั้น ที่จะไม่โดนจับกิน...พระโพธิสัตว์ จึงบอกว่า...เราจะบอกเทวธรรมแก่ท่าน แต่ขอให้เราอาบน้ำชำระร่างกายก่อน เราจะบอกแก่ท่าน เมื่อยักษ์ให้โอกาสแล้ว พระโพธิสัตว์ ทรงอาบน้ำชำระร่างกาย นั่งในที่อันสมควรแล้ว ก็กล่าวพระคาถานี้...แก่ยักษ์เฝ้าสระน้ำว่า..

หิริโอตตัปปะ สัมปันนา สุกกะธัมมะ สะมาหิตา

สันโต สัปปุริสา โลเก ทะเว ธัมมาติ วุจจะเรติ ฯ

(ฝากพี่ธนวุฒิ แก้คาถาท่อนท้ายให้ด้วยครับ ตรง....ทะเว ธัมมาติ วุจจะเรติ...ให้พิมพ์อย่างที่ผมเขียนใหม่นี้ พลั้งเผลอจริง ๆ ครับ)

คำแปล...สัปบุรุษ(สัตตบุรุษ ผู้มีสัมมาทิฏฐิ มีความคิดเห็นในทางดีงาม) ผู้สงบ ถึงพร้อมแล้วด้วยหิริ(ความละอายที่จะทำความชั่ว)และโอตตัปปะ(ความเกรงกลัวที่จะทำบาป) พรั่งพร้อม มั่นอยู่ในธรรมอันขาวสะอาด เราเรียกบุคคลนั้น ผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ในโลกเช่นนั้นว่า ผู้มีเทวธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่เช่นเทวดา)ฯ.

(จากพระไตรปิฎกเล่ม 27 ข้อ 6 อรรถกถาแปล เล่ม 55 หน้า 201)...แต่มีบทความประกอบที่ท่านผู้รู้คนหนึ่ง ยกมาแนบพระไตรปิฎก เข้ากับเหตุการณ์บ้านเมืองพอดี...ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ท่าน "กิเลน ประลองเชิง" เขียนไว้ว่า(เราคิดอะไร ฉบับที่ 148 พฤศจิกายน 2545)

ชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ธรรมะที่ทำให้คนเป็นเทวดา ก็แค่คนที่ละอายต่อบาป ไม่ทำบาป พูดง่าย ๆ ว่าคนหน้าไม่ด้าน ก็เป็นเทวดาได้.

หมู่นี้มีคนถกเถียง เอาแพ้ เอาชนะกันอยู่ในสภา คนพวกนี้มีอำนาจเหมือนเทวดา ยกมือไปทางไหนบันดาลทุกข์สุขให้คนทั้งบ้านเมือง อยากรู้คนพวกนี้เป็นเทวดาหรือไม่? เห็นจะต้องใช้แบบผีเสื้อน้ำถามหาเทวธรรม แต่ถ้าเห็นแค่คนปากอย่าง ใจอย่าง พูดจากลับกลอกก็แน่ใจได้ว่าไม่ใช่เทวดาแน่.

................................

จริง ๆ ชาดกเรื่องนี้ มีอยู่ในชั้นเรียนของพระ-เณร ที่ท่านเรียนบาลี จะต้องแปลผ่าน (ธัมมปทัฏฐกถา ขุททกนิกาย)แต่อยู่ในธรรมบทเบื้องต้น หรือเบื้องปลายก็ไม่ชัดเจนแล้ว...เพราะไม่ได้กลับไปค้นคว้าทางนั้นนานเป็นสิบปีกว่า.

ครูอาจารย์ทางคาถาอาคม คงจำเอาลักษณะ และที่มาที่ไปของคาถาแบบนี้มา แล้วมาให้ลูกศิษย์ท่องบ่นเป็นมนตรา หรือลงอักขระ เลข ยันต์กำกับเข้า สัก จารลงบนผิวหนัง เป็นคาถาป้องกันภูต พราย ยักษ์ ผีเสื้อน้ำ ที่รักษาเขตแดนนั้น ๆ ในป่าหรือที่ใดก็ตาม ที่ไปพัก ไปเที่ยวให้บุคคลผู้นั้นมีความสวัสดี ปลอดภัยจากภัยร้าย.

(แต่ครั้งกระโน้น เมื่อข้าพเจ้าเป็นเด็กยังอ่านอักขระขอม(ตัวธรรมโบราณ) ไม่ออก ก็ท่องจำตามปู่ ไม่ผิดเพี้ยน เช่นบาลีที่แสดงมา จนเมื่อมาพบ มาเห็น มารู้เมื่อเรียนบาลีแล้ว ได้รับความกระจ่างพอจะอธิบายที่มาที่ไป ปู่ก็เสียไปแล้ว ช่างเสียโอกาสเหลือเกิน).

ทีนี้...เมื่อเข้าป่า เข้าดงพงไพร เราก็ยากจะรู้ว่าเขตแดนนั้น มียักษ์ มีเจ้าป่า เจ้าไพรตนใดบ้างที่รักษาเขตแดนนั้นอยู่ หรือแม้ลำน้ำนั้น มียักษ์ตนใดเช่นที่ว่านี้ รักษาลำน้ำนี้อยู่ วิธีเดียวที่จะป้องกันหรือสร้างความสวัสดีให้เกิดแก่ตนเมื่อต้องนอนไพร หรือเล่นน้ำ เดินทางทางน้ำ ก็ต้องมีการบอกกล่าว ด้วยคาถา หรือด้วยสูตรต่าง ๆ เช่น ที่ผมหลังจากสรรเสริญคุณพระไตรรัตน์แล้ว แล้วต่อด้วยการเจริญจิตด้วย "อาฏานาฏิยะปริตตสูตร"แผ่เมตตาแล้วนอนดังที่กล่าวแล้ว.

....................................

#ขอแทรกเรื่องน่าคิด ไว้นิดหนึ่งในเรื่องเล่านี้... คงจะมาแต่บรรพกาลก่อนยุคพุทธศาสนามาเผยแผ่ในดินแดนนี้นานแล้ว น่าจะมีมาพร้อมกับผู้คนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้ ดินแดนแถบนี้ ลำน้ำที่ไหลลงแม่น้ำโขงทุกสาย ผู้คนล้วนมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเงือกหรืองูขนาดใหญ่ที่เป็นงูร้ายคอยทำร้ายคนเวลาน้ำหลาก น้ำนอง คอยดูดกลืนวิญญาณ หรือจับเอาตัวเป็น ๆ สูญหายไประหว่างมิติมีอยู่ทุกที่...แม้เมื่อรับเอาพุทธศาสนาเข้ามานับถือ รู้ว่าพญานาค เป็นสัตว์นับถือพุทธศาสนา แต่ก็จัดให้งูเงือก ที่ยังไม่นับถือพุทธศาสนาและยังมีความดุร้าย

เป็นสัตว์ต่างมิติที่น่ากลัว และกลัวกันอย่างยิ่งเวลาน้ำหลาก น้ำนอง

มีหมู่บ้านใหญ่บ้านหนึ่งทางฝั่งลาว ไม่ลึกเข้าไปมากนัก ชื่อ บ้านแก่นท้าว(เมืองแก่นท้าว) ปัจจุบันมีที่พัก มีโรงแรมคอยรองรับนักท่องเที่ยว ที่จะเข้าไปพัก ไปเที่ยว คอยรับรองแขกเหมือนตัวจังหวัดหรืออำเภอใหญ่ ๆ ของไทยไว้รับรองเสมอ.

เข้าด่านผ่านแดนที่ อ.ท่าลี่ ทำใบผ่านแดน ที่ตรงนี้ และสามารถเข้าไปในฐานะนักท่องเที่ยวได้ 7 วัน มีรถปรับอากาศชั้นหนึ่งวิ่งจากตัวจังหวัดเลย ถึงหลวงพระบาง วันละเที่ยว.

เมืองนี้ ประมาณเดือน 6หรือเดือน 7 กลางเดือนหรือต้นเดือนไม่แน่ใจ เขาจะมีบุญประเพณีทำบุญที่หอเทพารักษ์ประจำเมืองพร้อมอัญเชิญเทพารักษ์ที่ประจำอยู่ในนั้น มารับเครื่องเซ่น...แต่ถ้าเป็นเทพารักษ์ประเภท เงือก งู เขาจะบนด้วยสัตว์สองเท้า สี่เท้าแล้วแต่...ให้ท่านขึ้น ล่องตามลำน้ำสาขา จนถึงปากน้ำที่ลงสู่แม่น้ำโขง แล้วแต่ว่าสัตว์สองเท้าตัวใดชะตาขาดจะตกเป็นเหยื่อ พอครบสามวัน เจ็ดวันก็จะอัญเชิญกลับหอเทพารักษ์.

ซึ่งช่วงนี้ ชาวหมู่บ้านต่าง ๆ ตามลำน้ำนี้ จะห้ามลูก หลาน หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงลงน้ำ เพราะเคยมีบ่อย ๆ ว่ามีตายทุกปี แม้ไม่ใช่คนในพื้นที่ ก็มักมีคนมาตายเป็นเครื่องเซ่น เช่น พวกค้ายาฆ่ากันตายทิ้งน้ำ หรือคนต่างถิ่นมาเล่นน้ำ แล้วจมน้ำตายเสมอ.

ความกลัวเช่นว่านี้ จึงมีประจำตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน จนฝังอยู่ในมโนสำนึกของคนพื้นถิ่นแน่นแฟ้น ชนิดที่ว่าไม่ว่าจะล้างความเชื่อออกด้วยวิธีใด ๆ ก็ไม่ได้.

(#แต่มีเรื่องแปลกประหลาด ที่น่าวิเคราะห์อยู่เรื่องหนึ่ง.....

คือ ตั้งแต่ก่อนสงครามอินโดจีนและสงครามในลาวมา ประมาณ 60-50 ปี ชาวบ้านถิ่นนี้ที่เคยไปรบฟากโน้น ได้รู้จักกับระเบิดไดนาไมท์ และเอาระเบิดพวกนี้ มาทำการระเบิดปลาในวังน้ำลึกที่มีปลาใหญ่อาศัยอยู่ (ปัจจุบัน ไม่มีมาตั้งแต่ปี 2520 แล้ว เพราะบ้านเมืองเจริญขึ้น เจ้าหน้าที่เข้าถึง).

มันแปลกตรงไหน? มันคืออะไร?.

มันแปลกตรงนี้ครับ....!

และก่อนจะฟังความแปลก ก็มาฟังเรื่องของผมก่อน...!!!

สมัยก่อนบวช ผมเป็นเด็กบ้านป่า สายน้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้านเป็นลำห้วยเล็ก ๆ กว้างระหว่างตลิ่งสองฝั่งคงไม่เกิน 8 เมตร เวลาหน้าฝน น้ำหลากจะไหลแรงและเชี่ยว หน้าแล้งก็มีน้ำไหลพอริน ๆ ไม่ขาดสาย ลำห้วยนี้เคยเล่า เมื่อครั้งตอน"ล่าเก้ง"แล้วว่า ต้อนฝูงควาย เลาะห้วยนี้ ก่อนจะพาเข้าคอกของปู่

และสายน้ำกว้างใหญ่ที่สุดที่เคยเห็นเวลาน้ำหลาก ก็คือแม่น้ำโขง บางตอนกว้างเกือบสองกิโลเมตร ช่วงที่ไหลผ่านแก่งหินที่ขวางลำน้ำโขงน้ำเลยกระจายออกเป็นร่องน้ำกว้าง.

ก็ไอ้ความเป็นเด็กดอยนี่แหละครับ...ทำให้ผมชอบที่จะฝึกวิชาทางน้ำ ดำน้ำ เพื่อให้ตัวเองนั้นไม่อ่อนด้อยทางนี้...จนเมื่อออกไปจากวัดเมื่ออายุ 30 ต้น ๆ สามารถดำน้ำจืดตัวเปล่า ได้ลึกถึง 6 เมตรปกติ และถึง 8 เมตรในสภาพที่ดำแบบเกาะเชือกหรือเสาไม้ลงไปใต้น้ำ จนถึงพื้นน้ำ กลั้นหายใจได้นาน 3 นาที (ที่รู้เพราะหลายครั้ง ทำเฝือกกั้นสายน้ำที่เขื่อนในหมู่บ้าน แล้วต้องนำเฝือกลงไปมัดติดเสาไม้ไผ่ใต้น้ำกั้นทางหากินของปลาใหญ่ เหลือเป็นช่องให้ปลาเดินทางไปเข้าไซเท่านั้น)...แต่คนที่เก่งขนาดกลั้นลมหายใจได้นานถึง 5 นาที และยังใช้แรงว่ายน้ำใต้น้ำได้นั้น...รุ่นพ่อเล่าว่าในหมู่บ้านมีหลายคน แต่ช่วงนั้นก็แก่และกลายเป็นตำนานของหมู่บ้านไปหมดแล้ว...

ทีนี้....นักดำน้ำที่ว่านี้ ต่อให้ดำน้ำเก่ง และมีวิชาอาคมดีขนาดไหน ถ้าเขาเชื่อว่าตรงนี้ วังน้ำนี้...มีรากษสน้ำ มีเงือก มีงูใหญ่เฝ้ารักษา คอยทำร้ายผู้คนอยู่ละก็ เขาจะหลีกเว้น ไม่บังอาจไปหาปลา และข้องแวะเลย....(แม้กระทั่งผมด้วย).

แม้จะไปกันเป็นสิบ.....!!!

แต่.....แต่ถ้าระเบิดไดนาไมท์ที่เขาใช้ระเบิดปลา มีนักระเบิดปลาโยนลงวังน้ำที่ว่านี้ สักตูม หรือสองตูม...

ทุกคนที่ว่านี้...ยินดีที่จะลงดำน้ำ เพื่อจะไปอุ้มเอาปลาตะโกก ปลาตะเพียน ปลากา ปลาบึก ปลากดคัง ฯลฯ สารพัดปลาที่มีในวังน้ำ และจมอยู่พื้นน้ำเพราะตัวใหญ่ในระดับน้ำลึกขนาดนั้นขึ้นมาทันที(ตัวเล็กจะตายหงายท้องลอยขึ้นมาเหนือน้ำ และคอยเก็บท้ายน้ำได้ ไม่ต้องดำงม)...เพราะ?...

เพราะชาวบ้านรู้ว่า ต่อให้มีพลังงานลึกลับและดุร้ายอะไรอยู่ตรงนี้ ก็จะถูกพลังงานที่เกิดขึ้นทางวิทยาศาสตร์ทำลายไปแล้ว ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ไม่สามารถทำร้ายใครได้.

(ใครอ่านมาถึงตรงนี้ ถ้ามีคำอธิบายทางฟิสิกส์ดี ๆ มาอธิบายให้ทราบ จะเป็นพระคุณยิ่ง).

ซึ่งทำให้ผมคิดมาตั้งนานว่า หรือพลังงานทุกอย่างแม้แต่พลังงานชั่วร้ายจะเป็นรูปแบบเดียวกันทั้งหมด ทำให้พลังงานทางวิทยาศาสตร์ทำลายมันได้ เพราะแม้แต่ชาวบ้านก็เข้าใจได้โดยไม่ต้องอธิบาย และกล้าพูดว่า ต่อให้มีเงือกตัวเท่าลำตาลอยู่ในวังน้ำนี้....มันก็โดนระเบิดตายแล้ว...!!!

และยินดี ที่จะดำลงอุ้มปลาตัวใหญ่ ๆ ที่โดนระเบิดขึ้นมาได้โดยไม่กลัว.

แต่ผ่านไป 3 วัน ก็จะไม่มีใครกล้าลงไปดำเล่นอีกเช่นกัน...และแม้แต่ผมที่เชื่อมั่นเรื่องวิชาของตัว ก็เช่นกัน.

คงเพราะเชื่อว่าพลังานชั่วร้าย ได้กลับมารวมตัวแล้ว

ประหลาดแท้...!!!

.........................................

หลังจากหาที่พักแพ อาบน้ำ อาบท่า มานั่งดื่มน้ำมะตูมต้ม ที่ลูกศิษย์ต้มถวายแล้ว นั่งคุยกันสักพักจะเข้านอน.

ผมยังไม่นอน ก็เริ่มสังเกตเพื่อนพระที่บ้านเกิดมาจากมหาสารคาม.

รูปหนึ่ง เสกคาถาแล้วเอาไม้ขีดบริกรรม รอบที่ที่จะนอนบนชายหาด.

อีกรูป หยิบก้อนกรวด เสกคาถา แล้วโยนรอบที่พักทั้งสี่ทิศ.

หลวงพี่คนเมืองเพชรฯ หลับง่าย ท่านหลับไปแล้ว.....!!!

อ.จันทร์ท่านนอนดึกกว่าทุกรูป...ไม่เคยเห็นเลยว่าท่านทำอย่างไรก่อนเข้านอน.

ส่วนผม ทำปกติเหมือนวันแรก......

#และเรื่องประหลาด ที่จะไปคลายปมตอนจบ...เริ่มจากตรงนี้...

นอนละครับวันนี้....วันหลังจะมาต่อ.........

Chote Vanhakij
28 กรกฎาคม 2560 เวลา 16:57 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1888856268101983&id=100009328851456

* * * * *

@ คลิกที่นี่.. ตอนที่ 21 "ประสาพราน"