"คู่มือ...ทำกับข้าวเมืองเหนือประยุกต์" (ฉบับรีไซเคิ้ล) เล่มนี้ ผมขออนุญาตเรียกอย่างนี้ เพราะกระดากที่จะเรียกว่า "ตำรา" ผมเขียนขึ้นจากประสบการณ์ในการทำกับข้าวด้วยตนเองเกือบจะทุกวัน ตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่จนเกือบจะลาจากโลกใบนี้ไปแล้ว ส่วนหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นส่วนมากที่สุดมาจากความทรงจำในอดีต ที่ได้อาสาเป็นลูกมือช่วยผู้ใหญ่ทำกับข้าวอยู่เสมอ... และทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ผมได้ตรวจสอบชำระข้อความบางท่อนบางตอนที่เป็นส่วนสาระสำคัญกับหนังสือ "ตำราทำกับข้าวเมืองเหนือ" เขียนโดย คุณสงวน โชติสุขรัตน์ ซึ่งเป็นบรมครูทางการหนังสือพิมพ์ขั้นปฐมของผม แล้วนำมาคลุกเคล้าผสมผสานเรียบเรียงเขียนขึ้นมาใหม่ในเชิง "เล่าสู่กันฟัง" ทั้งนี้ เพื่อสะดวกแก่คนรุ่นใหม่ จะได้นำเอาไปเป็น "คู่มือ" อนุรักษ์การทำกับข้าวของเมืองเหนือ ให้คงอยู่ถึงคนรุ่นต่อๆไป โดยคำนึงถึงวิธีการการทำกับข้าวเพื่อให้ทำกันได้อย่างง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนอะไร

วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ตลาดน้ำอัมพวา, พิษจากเงินสินสอด, นกแก้วตัวนั้น?


ตลาดน้ำอัมพวา
By: โอ ณัฐวุฒิ

"อัมพวา"ขาลง.. น้อยคนจะรู้ว่าตลาดน้ำอัมพวาในช่วงวันธรรมดา บรรยากาศช่างเงียบเชียบวังเวง ไร้เงานักท่องเที่ยว พ่อค้าแม่ค้า เหลือเพียงชาวบ้านอัมพวาเพียงไม่กี่หลังคาเรือนเท่านั้น

"เจ้าของร้านกว่า 80% เป็นคนนอกพื้นที่ทั้งคนกรุงเทพฯ คนราชบุรีนี่เยอะเลย วันจันทร์ถึงพฤหัสเขาก็กลับไปอยู่บ้าน มาเปิดร้านเฉพาะแค่ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 3 วันเท่านั้น"

ป้าพร วัย 71 เจ้าของร้านขายของชำ ยืนยันว่าการเปิดตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา ส่งผลให้การทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรืองขึ้น

"เมื่อก่อนเงียบมาก ขายได้อย่างเก่งวันละ 1,000 แต่พอมีตลาดน้ำคนมากันเยอะจนหยิบแทบไม่ทัน ช่วงบูมสุดๆสมัยปี 2550 สามวันขายได้เป็นแสน"

ปทุม วียาหาร วัย 63 เพื่อนบ้าน เล่าว่าเมื่อก่อนเธอมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ยากจนถึงขนาดต้องเก็บยอดผักจิ้มน้ำพริกกินแทบทุกมื้อ

"พอตลาดน้ำเปิด ลูกๆก็ยุให้ขายของ พวกน้ำปั่น ไอติมหลอด ขนมจุกจิก รายได้ก็เพิ่มขึ้นมาหน่อย ไม่ถึงกับรวยแต่ก็พออยู่ได้ไม่ลำบากเหมือนเก่า ใครหันมาค้าขายลืมตาอ้าปากกันได้ทั้งนั้น"

ทั้งคู่ยืนยันว่าตลาดน้ำอัมพวากำลังอยู่ในช่วง "ขาลง" เมื่อวัดจากรายได้ที่ตกลงอย่างต่อเนื่อง

"เดี๋ยวนี้คนยังมาเที่ยวเยอะก็จริง แต่กำลังซื้อลดลง เพราะสินค้าเหมือนกันไปหมด ราคาแพงไม่แพ้กรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวก็เบื่อ เคยได้ยินเด็กที่เพิ่งมาครั้งแรกพูดว่า "ไม่เห็นจะมีอะไรเลย" อีกอย่างตอนนี้มีตลาดน้ำเปิดใหม่หลายแห่ง เขาเลยแค่มาแวะเดินเที่ยวแป๊บๆแล้วก็ไปต่อที่อื่น"

@ อ่านต่อที่นี่ครับ.. 10ปี"ตลาดน้ำอัมพวา"ถึงเวลาขาลง



สวัสดีครับ ท่านเพื่อนๆของพ่อ ลุง ป้า น้า อา และพี่ๆทุกๆคน

พ่อผมสิ้นปีถึงจะกลับครับ เอา COMPAQ NoteBook คู่ชีพติดไปด้วย เมื่อมีเวลาว่างพ่อก็เข้ามาอ่านกระทู้ในเว็บ อ่านเฉยๆครับ เพราะเกรงใจต้องขอยืมแอร์การ์ดคนอื่นใช้ ผมจะติดต่อกับพ่อทาง MSN พ่อจะส่งไฟล์กระทู้หรือไฟล์ข้อความมาให้ แล้วให้ผมอยู่ทางบ้านโพสต์ลงประชาไทแทน

วันนี้วันหยุด ผมเลยมีเวลาว่างนั่งหน้าคอมฯ กำลังรอไฟล์กระทู้พ่ออยู่ครับ สงสัยงานคงยุ่งวันนี้ไม่ออนเลย

วันก่อนภาควิชาคอมฯจัดกิจกรรมพา นศ.ไปปลูกป่าชายเลนถวายพ่อหลวงที่คลองโคนสมุทรสงคราม ขากลับทางผ่านพอดีหิวเลยแวะตลาดน้ำอัมพวาหาอะไรกินรองท้องก่อนกลับกรุงเทพฯ

มองลงไปในคลองเห็นก๋วยเตี๋ยวเรือปักป้ายราคาขายชามละ 15 บาท ผัดไท 20 บาท เพื่อนๆไปด้วยกันเป็นกลุ่ม 20 กว่าคนลงความเห็นอยากกินสั่งขึ้นมา ดูชามใหญ่แต่ก๋วยเตี๋ยวนิดเดียวเท่ากำมือเด็กๆ เอาช้อนตัก 2-3 ทีก็หมดล่ะ ตอนคิดตังค์กลายเป็นก๋วยเตี๋ยวชามละ 25 บาท ผัดไท 30 บาท

ส่วนเพื่อนอีกคนเห็นปลาหมึกย่างตัวเท่าฝ่ามือสั่งมากิน ตอนคิดตังค์ตัวละ 120 เชียว สมุทรสงครามเป็นเมืองใกล้ทะเล บรรดาอาหารทะเลน่าจะถูกกว่านี้ ถ้าซื้อสดๆ 120 นี่ได้ปลาหมึกเป็นกิโล

ได้ยินว่าก่อนหน้านี้เห็นร้องกันระงม บรรดาตลาดน้ำทั้งหลายไม่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนไปเยี่ยมคงเป็นเพราะสาเหตุนี้หรือเปล่าไม่ทราบได้ นี่ไม่นับตลาดน้ำที่อื่นๆจะเป็นเหมือนที่อัมพวาหรือเปล่า ท่านเพื่อนๆของพ่อ ลุง ป้า น้า อา และพี่ๆทุกๆคน ถ้ามีประสบการณ์ก็เอามาเล่าสู่กันฟังบ้างครับ

ผมว่าไม่ไหวนะครับ คราวหน้าถ้าบังเอิญทางคณะภาควิชาคอมฯพาไปอีก ผมต้องเตรียมห่อข้าวเหนียวกับหมูอบ(จิ๊นเก็ม)ไปด้วย ส่วนน้ำก็ซื้อยกโหลแช่กระติกไปเลย

ก็อยากให้ทุกๆท่านทำอย่างนี้กันมั่ง

อิอิ...ขี้เหนียว...ขี้เหนียว


ประสบการณ์ผมที่นี่อีกที่ครับ เมื่อปีกลายไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ รถตู้พาคณะเราขึ้นดอยไปก่อน ส่วนผมขอแวะทักทายเพื่อนเก่าที่ตลาดต้นลำไยแล้วจะตามไปทีหลัง

ไปขึ้นรถสองแถวที่คิวหน้า มช. ก่อนออกรถคนขับจะเก็บค่าโดยสาร คนอื่นๆเขาจะคะยั้นคะยอเก็บค่าโดยสารขาลงด้วย โดยให้อยู่เที่ยวบนดอยได้ 1-2 ชั่วโมงแล้วรถของเขาจะอยู่รอ อ้างสารพัดว่าขาลงไม่มีรถลงนะ ผู้โดยสารคนอื่นๆกลัวไม่มีรถลงก็จ่ายค่าโดยสารขาลงไปด้วย

พอมาเก็บเงินผม ผมบอกว่ารถของผมขึ้นไปรอบนดอยแล้ว ขอจ่ายแค่ขาขึ้นอย่างเดียว คนขับแสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรผม ตกลงผมจ่ายค่าโดยสารแค่ขาขึ้นอย่างเดียว

พอขึ้นไปถึงบนดอย โอ้โฮ...รถจอดรอรับผู้โดยสารเป็นแถวยาวเหยียด ผมลองเข้าไปสอบถาม พี่รอผู้โดยสารของพี่เหรอครับ คนขับตอบว่าไงรู้ไหม ไม่ได้รอ คุณจะลงก็ขึ้นๆมาเลย แล้วขอเก็บค่าโดยสารด้วย ผมลองแย้งดู อ้าวก็ผมจ่ายค่าโดยสารขาลงแล้วทำไมต้องจ่ายอีก คนขับว่าใครจะจำหน้าได้ล่ะ ยังไงก็ต้องจ่าย เพราะรถทุกๆคันจะเข้าคิว 15 นาทีออกใครจะอยู่รอได้ตั้งชั่วโมง

ผมว่าถ้าเอารัดเอาเปรียบกันอย่างนี้ อีกหน่อยคงไม่มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยว แล้ววันนั้นก็อย่ามาร้องแรกแหกกระเชอก็แล้วกัน

ท่านเพื่อนๆของพ่อ ลุง ป้า น้า อา และพี่ๆทุกๆคน ถ้ามีประสบการณ์ก็เอามาเล่าสู่กันฟังบ้างครับ


พิษจากเงินสินสอด

"เรื่องราวต่อไปนี้.. มันเหมือนละครน้ำเน่าหลังข่าว หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง แต่เชื่อเถอะว่า เลวร้ายกว่านี้ก็มี.."

พิษจากเงินสินสอด : เพื่อนฝากแชร์ประสบการณ์ตรงอุทาหรณ์สอนใจลูกผู้หญิงค่ะ

ดิฉันเป็นผู้หญิง ขออนุญาตบอกตรงๆว่า ไม่ชอบ ไม่เห็นด้วยเลยจริงๆค่ะ

ดิฉันไม่ชอบและรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ถ้าจะต้องไปนั่งอยู่ท่ามกลางฝูงแขกเหรื่อ ให้ผู้เฒ่าสองสามคนประกาศนับเงินค่าดองออกไมโครโฟนสนุกสนาน ดิฉันคงจะรู้สึกไม่ต่างจากวัวควาย ที่ขายไปแล้วได้เงินมา คนขายมานั่งนับเงินสบายใจ

มาตรฐานการคัดกรองผู้ชายที่ให้ลูกสาว มันควรมีมิติที่กว้างและลึกกว่าการใช้มูลค่าสินสอดเป็นตัววัด

สืบเนื่องมาจาก การได้อ่านกระทู้นี้ .. http://pantip.com/topic/32256922 ..

"..ค่าสินสอด เมื่อไหร่จะยกเลิกไปซะที .. ช่วงนี้เห็นกระทู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะ ผมก็ไม่เห็นด้วยเรื่องค่าสินสอดนะ

ผู้ชายบางคนที่บ้านเค้าไม่ได้รวยมาตั้งแต่แรก ทำงานทำการตั้งใจเพื่อที่จะตั้งตัวให้ได้เร็วๆ ต่อให้รวยมาตั้งแต่เกิด แล้วมันเรื่องอะไรต้องเอาเงินของที่บ้าน ของพ่อของแม่เพื่อมาใช้เรื่องพวกนี้

ครอบครัวฝ่ายหญิงยังจะมากดดัน ด้วยการเรียกสินสอด บางกระทู้เรียกกันเป็นล้าน ถามจริงๆคนทำงานมาไม่กี่ปีจะเอามาจากไหน เห็นหลายทีที่ต้องเลิกลากันไปเพราะเคลียร์เรื่องนี้กันไม่ได้ บางคู่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อใช้กับเรื่องแบบนี้ มันไม่ควรจะเป็นแบบนั้นหรือป่าวครับ โตมาค่าเลี้ยงดู ก็ไม่ได้จะแตกต่างกัน

ปัจจุบัน ทั้งชายทั้งหญิงทำงานกันทั้งสองฝ่าย รายได้ก็พอๆกัน ก็ควรจะช่วยกันมากกว่าไหมนะ

ป.ล. -ผมเป็นผู้ชาย อาจจะไบแอสนิดหน่อย / -ผมยังไม่ได้จะแต่งงาน แต่ค่อนข้างอินนิดหน่อยครับ.."

เลยอยากแชร์เรื่องราวต่อไปนี้ เป็นอุทาหรณ์ มุมมองสะท้อนสังคมอีกด้านนะคะ

เป็นเรื่องราวของ เพื่อนคนหนึ่งสมัยเรียนมัธยม ดิฉันกับเพื่อนคนนี้ สนิทสนมกันมานานพอสมควรค่ะ ครอบครัวเธอฐานะค่อนข้างยากจน แต่เธอเป็นคนใฝ่ดี เรียนดี เธอทำงานพิเศษหาเงินส่งตัวเองจนจบ

เธอได้พบรักกับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเรียนอยู่ที่เดียวกัน คบกันมาหลายปี จนเรียนจบวางแผนแต่งงานกัน

ก่อนแต่งฝ่ายหญิงเอ่ยกับพ่อแม่ว่า พวกตนยังทำงานได้ไม่นาน ขอร้องว่าสินสอด อย่าสูงเกินไปได้ไหม ตอนนั้นครอบครัวนี้ทะเลาะ ตบตีลูกสาวบ้านจะแตกกันเลยทีเดียว คนเป็นพ่อนะคะ ถึงขั้นขู่ลูกสาวว่าจ้างทนายเดินเรื่องจะฟ้องร้องเอาสินสอดจากฝ่ายชาย

ตอนนั้น ฝ่ายหญิงไม่กล้าบอกฝ่ายชาย เอามาระบายกับดิฉัน คนฟังน้ำตาไหลตาม ใจจะขาดตาม

ไม่นานหลังจากวันนั้น ฝ่ายชายก็เดินทางไปสู่ขอตามประเพณี ตอนไปสู่ขอ พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็ เรียกสินสอดเฉียดครึ่งล้าน พ่อแม่ฝ่ายชายถึงกับเหวอ เพราะครอบครัวพื้นเพของทั้งบ้านฝ่ายชายและฝ่ายหญิงก็ไม่ได้ต่างกันมาก

ผู้ใหญ่ฝ่ายชายก็พยายามกล่อม หว่านล้อม ไปๆมาๆ พ่อแม่ฝ่ายหญิงบอก ยังไงก็ต้องหามาให้ได้ ห้าแสน ทองเก้าบาท เอามาวางโชว์ ให้ชาวบ้านเห็นก็ยังดี

วันแต่ง พ่อแม่รวมทั้งตัวว่าที่เจ้าบ่าวเอง ก็ดิ้นรนหาเงินและทองจนครบตามจำนวน เอาไปวางใส่พาน โชว์ชาวบ้าน

แต่หลังงานเลิก พ่อแม่ฝ่ายหญิง เห็นเงินกองใหญ่เป็นฟ่อนๆอยู่ตรงหน้า ก็หอบเงินหนี ลูกสาวลูกเขย ทวงถามสัญญาที่ตกลงกันแต่แรก ก็บอก ให้กูแล้ว จะเอากลับไปทำไม ค่าน้ำนมกู กูเลี้ยงมา กูเบ่งคลอดมา อย่ามาเนรคุณ ต้องตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ บลาบลา..

(นึกออกป่ะค่ะ ลูกสาวดิ้นรนหาทางเรียนเอง ทำทุกอย่างสู้ด้วยลำแข้งตัวเอง คือจะขอเงินสักบาทต้องทนฟังเสียงด่าทอหยาบคายจากพ่อแม่มาตลอด)

ฝั่งเจ้าบ่าวกับพ่อแม่ โกรธจนสั่น โกรธจนพูดอะไรไม่ออก พวกเขาพาเจ้าสาวขึ้นรถกลับบ้านตอนนั้นเลย

นับว่าโชคดีอยู่ที่ ฝ่ายชายยังรักเธอไม่เสื่อมคลาย ถึงปัญหาตรงนี้มันจะหนักหนา แต่พ่อแม่ฝ่ายชายเกลียดครอบครัวฝ่ายหญิงเข้าไส้ พาลเกลียดลูกสะใภ้อย่างเธอไปด้วย

เธอต้องย้ายเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายชาย เพราะตอนแรกๆก่อนแต่งพ่อแม่ผู้ชายรักและเอ็นดูมาก ฝ่ายหญิงก็เคารพรักพ่อแม่ฝ่ายชายมาก อยากให้ย้ายเข้าไปอยู่ด้วยกัน

แต่พอเกิดเรื่องปัญหาเงินค่าดอง ทำให้ทุกอย่างกลับตาลปัด เธอไม่เคยมีความสุขเลยแม้แต่วันเดียว ต้องทนฟังเสียงประณาม ด่าทอเหยียดหยาม ดูถูกดูแคลน หาว่าเธอรวมหัวกับพ่อแม่โกงเงินสินสอด แต่เธอทนเพราะรักสามีมาก

หนักเข้าฝ่ายชายก็เอนไหวไปตามแรงยุยงของพ่อแม่ เธอทนจนถึงที่สุด ที่สุดของที่สุด สุดท้ายเลยตัดสินใจหย่าขาด หย่าทั้งที่ยังรักสามีนั่นล่ะ เข้าบ้านหลังนั้นตัวเปล่า ก็ออกจากบ้านหลังนั้นมาแต่ตัวเหมือนกัน

ซมซานกลับไปบ้านพ่อแม่ สิ่งที่ได้รับ กลับไม่ใช่อ้อมกอดกำลังใจ หากแต่เป็นการเหยียบย่ำซ้ำเติม จากน้ำมือของบุพการี เธอเหมือนลูกนกหลงทางไร้ที่พึ่ง

พ่อแม่ไม่ได้คิดว่า ตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชีวิตคู่ลูกสาวตั้งพังทลาย กลับโทษเธอว่า เพราะเธอทำตัวเอง กรรมเก่าของเธอเอง

เธอถามหาเงินสินสอดขวัญถุง ที่พ่อแม่บอกว่าจะคืนให้ ก็โดนไล่ออกจากบ้าน หาว่า แกล้งเล่นละครจะหาทางออกอุบาย มาเอาเงินคืน

จนสุดท้าย เพื่อนคนนี้ก็ออกจากบ้านและไม่ติดต่อกับทางบ้านอีกเลย

ทุกวันนี้เธอมีความสุขกับชีวิตคู่ครั้งใหม่ กับสามีที่รักเธอจริง มีลูกสาวน่ารักหนึ่งคน เธอบอก ผ่านเรื่องร้ายๆมาวันนั้น ถึงวันนี้เธอไม่เคยคิดกลัวคิดท้อแท้ เพราะเธอแกร่งเกินจะล้มแล้ว

ส่วนพ่อแม่ก็ยังหาทางตามรังควานชีวิตคู่เธออยู่เรื่อยๆ เพราะเงินห้าแสนตรงนั้นหมด หายไปกับลมแล้ว

เธอขอให้ดิฉันนำเรื่องราวของเธอมาเผยแพร่เป็นวิทยาทาน

พวกคุณหลายๆคนในที่นี้ อาจจะโชคดีมากๆๆที่พ่อแม่เข้าใจ และยอมรับคุณ ไม่เอาเงินสินสอดมาบั่นทอนความสุขของลูกเต้า

ถ้าคุณพ่อคุณแม่ท่านใด ไม่หวังรวยเงินก้อนทางลัดจากลูกเขย ยกสินสอดให้ลูกไปตั้งตัว เป็นเงินขวัญถุง รักและเอ็นดูลูกเขยลูกสะใภ้อย่างดี ทุกอย่างงราบรื่นดี ดิฉันขอคารวะจิตใจความเป็นพ่อแม่ จริงๆค่ะ

มันเหมือนละครน้ำเน่าหลังข่าว หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง แต่เชื่อเถอะค่ะว่า เลวร้ายกว่านี้ก็มี

โดยส่วนตัวแล้ว ถ้าในอนาคตภายภาคหน้ามีลูกสาว ลูกชาย ดิฉันไม่เคยคิดว่า จะให้ตัวเองเป็นภาระของลูกเต้า ดิฉันไม่ปรารถนาจะให้ลูกมาส่งเสีย เพราะมีงานทำ เก็บออมมีเงินเก็บ มีประกันชีวิตประกันสุขภาพอย่างดี พวกเขาต้องสร้างครอบครัวมีชีวิตเป็นของตัวเอง

ดิฉันมีลูกเพราะอยากมี ตั้งใจจะมี ไม่ได้หวังจะมีเพื่อเอามาหาประโยชน์ใส่ตัว สิ่งสำคัญที่สุด คือ ไม่คิดจะเอาการอุ้มท้องตั้งท้องตรงนั้น มาเป็นเงื่อนไขบุญคุณล้นฟ้ากับลูก

เพราะเราเลือกจะทำให้ลูกเกิด ลูกเลือกเกิดไม่ได้ พวกเขาไม่ได้บังคับพวกเราให้ทำให้เขาเกิดมา

การคลอดมันเป็น กระบวนการทางธรรมชาติของการดำรงเผ่าพันธุ์ สตรีเมื่อตั้งครรภ์ธรรมชาติมันจะดำเนินไปตามครรลองของมันเอง ความเจ็บปวดตรงนั้นก็เป็นธรรมชาติของการคลอด

แม้แต่การคลอดธรรมชาติ คนเป็นพ่อแม่ยังไม่สามารถกำหนดวันคลอดเองได้ ธรรมชาติมันกำหนดของมันเองแล้ว.

By: เจ้าหญิงลิงกัง
1 กรกฎาคม 2557 เวลา 22:25 น.
http://pantip.com/topic/32268703


นกแก้วตัวนั้น?

ชายคนหนึ่งไปซื้อนกแก้วที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง เห็นนกแก้วตัวหนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และเคาะแป้นคีย์บอร์ดอยู่ จึงเกิดสนใจถามคนขายว่า

ชายคนนั้น : ลุงๆ ไอ้ตัวนั้นราคาเท่าไหร่?

คนขาย : 15,000 บาท

ชายคนนั้น : แล้วมันทำไรได้บ้างล่ะ

คนขาย : ก็ไม่เท่าไหร่ แค่ใช้ window,mac,unix แล้วก็พวกซอฟแวร์ office ต่างๆ

ชายคนนั้น : แล้ว ไอ้ตัวข้างๆมันล่ะ

คนขาย : 25,000 บาท

ชายคนนั้น : โอ้โฮ! อย่างนี้มันคงเขียนโปรแกรมได้ด้วยมั้ง (หัวเราะ)

คนขาย : ก็ใช่ แถมมันยังดูแล server แล้วก็เขียนโปรแกรมจัดการกับ Database ของร้านได้ด้วยนะ

ชายคนนั้น : แล้วไอ้ตัวนั้นล่ะ ตัวที่มันนั่งเฉยๆอยู่ข้างหลังน่ะ (ชี้ไปที่นกอีกตัว) มันทำอะไรได้บ้างล่ะ

คนขาย : ไอ้ตัวนั้นอ่ะนะ วันๆผมไม่เห็นมันทำอะไรเลย นอกจากแหกปากด่าไอ้สองตัวที่นั่งหน้าคอมอยู่นั่นแหละ ผมโคตรรำคาญมันเลยคุณ

ชายคนนั้น : แล้วมันราคาเท่าไหร่ล่ะ

คนขาย : 100,000 บาท

ชายคนนั้น : เฮ้ย! ทำไมล่ะ

คนขาย : ผมก็ไม่รู้ แต่เห็นไอ้ 2 ตัวนั่น เรียกมันว่า หัวหน้า!!!