"คู่มือ...ทำกับข้าวเมืองเหนือประยุกต์" (ฉบับรีไซเคิ้ล) เล่มนี้ ผมขออนุญาตเรียกอย่างนี้ เพราะกระดากที่จะเรียกว่า "ตำรา" ผมเขียนขึ้นจากประสบการณ์ในการทำกับข้าวด้วยตนเองเกือบจะทุกวัน ตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่จนเกือบจะลาจากโลกใบนี้ไปแล้ว ส่วนหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นส่วนมากที่สุดมาจากความทรงจำในอดีต ที่ได้อาสาเป็นลูกมือช่วยผู้ใหญ่ทำกับข้าวอยู่เสมอ... และทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ผมได้ตรวจสอบชำระข้อความบางท่อนบางตอนที่เป็นส่วนสาระสำคัญกับหนังสือ "ตำราทำกับข้าวเมืองเหนือ" เขียนโดย คุณสงวน โชติสุขรัตน์ ซึ่งเป็นบรมครูทางการหนังสือพิมพ์ขั้นปฐมของผม แล้วนำมาคลุกเคล้าผสมผสานเรียบเรียงเขียนขึ้นมาใหม่ในเชิง "เล่าสู่กันฟัง" ทั้งนี้ เพื่อสะดวกแก่คนรุ่นใหม่ จะได้นำเอาไปเป็น "คู่มือ" อนุรักษ์การทำกับข้าวของเมืองเหนือ ให้คงอยู่ถึงคนรุ่นต่อๆไป โดยคำนึงถึงวิธีการการทำกับข้าวเพื่อให้ทำกันได้อย่างง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนอะไร

วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560

ย้อนตำนาน..วางระเบิดเครื่องบินทักษิณ3มีนา2544


"ย้อนตำนาน..วางระเบิดเครื่องบินทักษิณ3มีนา2544"
By: "คนการเมือง"

"..วินาทีที่เครื่องบินเตรียมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้านั้น ที่นั่งชั้นหนึ่งหมายเลข 11A ที่เขาได้จองไว้เกิดระเบิดขึ้นกะทันหัน ผู้โดยสารที่อยู่บริเวณรอบๆที่นั่งนั้นได้รับบาดเจ็บหลายคน แต่ที่โชคดีก็คือที่นั่งนี้ไม่มีใครนั่งอยู่ในตอนนั้น .. ทักษิณผู้ซึ่งตรงต่อเวลามาโดยตลอดตัดสินใจที่จะรอลูกชายซึ่งก็คือนายพานทองแท้ ที่มาถึงช้า วันนั้นลูกชายก็ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงมาช้า 25 นาที แต่ในที่สุดก็ได้ช่วยชีวิตพ่อของตนไว้ได้.."

วันที่ 3 มีนาคม 2544 หลายคนยังจำกันได้ในสมัย "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" เป็นนายกรัฐมนตรี ในครั้งนั้นเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วประเทศและทั่วโลก เมื่อเครื่องบินของสายการบินไทยที่จอดเทียบท่าอยู่สนามบินดอนเมืองเพื่อรอรับผู้โดยสารบินไปยังจังหวัดเชียงใหม่ โดยหนึ่งในผู้โดยสารในเที่ยวบินดังกล่าว มีผู้นำของประเทศชื่อ "พ.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตร" รวมอยู่ด้วย

ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณและลูกชายจะขึ้นเครื่องไม่กี่นาที เครื่องบินลำดังกล่าวเกิดระเบิดขึ้นกลางสนามบินดอนเมือง สร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนจำนวนมาก แต่ก็เป็นที่กังขาของหลายฝ่ายว่าระเบิดเครื่องบินไทยครั้งนั้นเกิดจากเหตุอะไรกันแน่ ลอบวางระเบิดนายกฯ..? วินาศกรรม..? ความประมาท..? อุบัติเหตุ..? จนวันนี้คำถามเหล่านี้ก็ยังไม่ได้รับความชัดเจน

24 ชั่วโมงของทักษิณ: บทที่ 1 เสียงโทรศัพท์ยามรุ่งอรุณ (ตอนที่1)

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทักษิณเอาชีวิตรอดมาได้ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2544 เมื่อเขาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียง 25 วันเขาก็ได้รับรู้รสชาติของการถูกลอบสังหารในวันนั้น

เครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำหนึ่งของการบินไทยซึ่งบรรทุกผู้โดยสารจำนวน 129 คนเดินทางจากกรุงเทพฯไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ผู้โดยสารบนเครื่องซึ่งรวมทั้งทักษิณที่เพิ่งได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยลูกชายรวมทั้งข้าราชการจำนวน 20 คนเตรียมพร้อมขึ้นเครื่อง วินาทีที่เครื่องบินเตรียมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้านั้น ที่นั่งชั้นหนึ่งหมายเลข 11A ที่เขาได้จองไว้เกิดระเบิดขึ้นกะทันหัน ผู้โดยสารที่อยู่บริเวณรอบๆที่นั่งนั้นได้รับบาดเจ็บหลายคน แต่ที่โชคดีก็คือที่นั่งนี้ไม่มีใครนั่งอยู่ในตอนนั้น

ทักษิณผู้ซึ่งตรงต่อเวลามาโดยตลอดตัดสินใจที่จะรอลูกชายซึ่งก็คือนายพานทองแท้ ที่มาถึงช้า วันนั้นลูกชายก็ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงมาช้า 25 นาที แต่ในที่สุดก็ได้ช่วยชีวิตพ่อของตนไว้ได้.....

* * * * *

@ คลิกลิ้งค์นี้.. "24 ชั่วโมงของทักษิณ"
"..เสียงโทรศัพท์เช้าวันนั้น "ฮัลโหล ฉันเอง พวกเขาอาจจะก่อรัฐประหาร" .. พวกเขาเป็นใครกัน? ผมวางใจง่ายไปหน่อย ไม่ใช่ว่าผมมั่นใจเกินไป แต่เป็นเพราะผมคิดว่า คนที่ตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ไม่น่าทำเรื่องเช่นนี้ นี่มันศตวรรษที่ 21 แล้วนะ ยุคสมัยที่อาศัยอาวุธยึดอำนาจมันหมดไปแล้ว ผมคิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะทำเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าจะกล้าเช่นนี้.."

* * * * *

• การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ภายหลังเครื่องบินเกิดเหตุระเบิด

เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน กองสรรพาวุธ สถาบันนิติเวชวิทยา พนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และแผนกทำลายวัตถุระเบิด กรมสรรพาวุธทหารอากาศ ได้นำเขม่าที่ติดอยู่กับชิ้นส่วนของเครื่องบินและที่ศพผู้เสียชีวิตไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Gas Chromatograph พบสาร Research Department Explosive (RDX) เป็นส่วนใหญ่ และสารประกอบประเภท Chlorates ด้วย โดยที่สาร RDX เป็นส่วนประกอบ สำคัญของดินระเบิดแบบซีโฟร์ (Composition-4) คณะพนักงานสอบของ สตช.ได้ข้อสรุปเบื้องต้น เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2544 ว่า

การระเบิดขึ้นในบริเวณห้องเก็บสินค้าส่วนด้านหน้าในสุดค่อนไปทางซ้ายของลำตัวเครื่องบินบริเวณใต้ที่นั่งชั้นประหยัด (Y-Class) หมายเลข 32-36 ห่างจากที่นั่งชั้นธุรกิจ (J-Class) ประมาณ 5-6 แถว

รายงานการปฏิบัติของคณะกรรมการสอบสวนกรณีอันเกี่ยวกับอุบัติเหตุของอากาศยานในราชอาณาจักรกรณีเครื่องบินแบบ BOEING 737-400 เกิดเหตุเพลิงไหม้

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ รายงานการปฏิบัติของคณะกรรมการสอบสวนกรณีอันเกี่ยวกับอุบัติเหตุของอากาศยาน ในราชอาณาจักร กรณีเครื่องบินแบบ BOEING 737-400 เกิดเหตุเพลิงไหม้ สรุปได้ดังนี้

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2544 เครื่องบินแบบ BOEING 737-400 เครื่องหมายสัญชาติและทะเบียน HS-TDC ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้เกิดเพลิงลุกไหม้เครื่องบินทั้งลำ ขณะจอดอยู่ที่บริเวณหลุมจอดที่ 62 ท่าอากาศยานกรุงเทพ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 6 คน เสียชีวิตจำนวน 1 คน และเครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ

เครื่องบินลำดังกล่าวซึ่งทำการบิน เส้นทางภายในประเทศและเส้นทางระหว่าง ประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2544 ได้ทำการบินมาแล้วจำนวน 4 เที่ยวบิน คือ เส้นทางกรุงเทพฯ-ตรัง และ ตรัง-กรุงเทพฯ เส้นทาง กรุงเทพฯ-พิษณุโลก และ พิษณุโลก-กรุงเทพฯ ขณะที่เครื่องบินจอดบริเวณหลุมจอดที่ 62 อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ท่าอากาศยานกรุงเทพ เพื่อจะทำการบินในเที่ยวบินที่ 5 เส้นทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ในเวลา 15 นาฬิกา 15 นาที โดยก่อนเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานต่อเครื่องบิน จำนวน 5 กลุ่ม ซึ่งเจ้าหน้าที่ของบริษัท การบินไทยฯ ได้ทำการตรวจซ่อมเครื่องปรับอากาศของเครื่องบินลำนี้ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2544 เวลา 11 นาฬิกา 25 นาที ที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ ก่อนทำการบินไปท่าอากาศยานพิษณุโลก ต่อมาเวลาประมาณ 15 นาฬิกา 40 นาที เครื่องบินลำดังกล่าวได้เกิดระเบิด และเกิดเพลิงลุกไหม้บริเวณกลางลำตัวเครื่องบินลุกลามไปส่วนต่างๆของเครื่องบินอย่างรวดเร็ว และอีก 18 นาทีต่อมา ถังเชื้อเพลิงที่ปีกขวาเกิดระเบิด จากเหตุการณ์นี้ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ

• การปฏิบัติของหน่วยที่รับผิดชอบภายหลังเครื่องบินเกิดเหตุระเบิด

1. เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน กองสรรพาวุธ สถาบันนิติเวชวิทยา พนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และแผนกทำลายวัตถุระเบิด กรมสรรพาวุธทหารอากาศ ได้นำเขม่าที่ติดอยู่กับชิ้นส่วนของเครื่องบินและที่ศพผู้เสียชีวิตไปตรวจ สอบด้วยเครื่องมือ Gas Chromatograph พบสาร Research Department Explosive (RDX) เป็นส่วนใหญ่ และสารประกอบประเภท Chlorates ด้วย โดยที่สาร RDX เป็นส่วนประกอบสำคัญของดินระเบิดแบบซีโฟร์ (Composition-4) คณะพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นเมื่อ วันที่ 6 มีนาคม 2544 ว่าการระเบิดเกิดขึ้นในบริเวณห้องเก็บสินค้าส่วนด้านหน้าในสุด ค่อนไปทางซ้ายของลำตัวเครื่องบิน บริเวณใต้ที่นั่งชั้นประหยัด (Y-Class) หมายเลข32-36 ห่างจากที่นั่งชั้นธุรกิจ (J-Class) ประมาณ 5-6 แถว

2. ในวันที่ 6 มีนาคม 2544 คณะกรรมการสอบสวนฯ ได้จัดให้มีการประชุมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ปรากฏว่าที่ประชุมยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการก่อวินาศกรรมหรืออุบัติเหตุ ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติให้คณะกรรมการสอบสวนฯจะดำเนินการควบคู่ไปกับคณะกรรมการสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็น Accredit Representative และคณะที่ปรึกษา เข้าร่วมการสอบสวนกับคณะกรรมการสอบสวนฯ

3. ต่อมาคณะเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานสหรัฐฯ ได้แก่ National Transportation Safety Board (NTSB) เป็น หน่วยงานในการสอบสวนกรณียานพาหนะของสหรัฐอเมริกาประสบอุบัติเหตุ และ Federal Aviation Abministration (FAA) เป็นหน่วยงานที่ควบคุมเกี่ยวกับกฎระเบียบการบินของสหรัฐฯ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคของบริษัทโบอิ้ง Boeing ได้ขอเข้าร่วมการสอบสวนกับคณะกรรมการสอบสวนฯในฐานะประเทศผู้สร้างเครื่องบิน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็น Accredit Representative และเป็นคณะที่ปรึกษา หลังจากผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตรวจสอบซากเครื่องบินพบว่ามีการระเบิดของถังเชื้อเพลิงกลางลำตัวเครื่องบิน (Center Tank) โดยสาเหตุหลักที่นำไปสู่การระเบิดของถังเชื้อเพลิงฯนั้น สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากเหตุ 3 ประการ คือ

1) การวางระเบิดในห้องผู้โดยสาร (Cabin) เหนือบริเวณถังเชื้อเพลิงกลางลำตัวเครื่องบิน

2) จากระบบของเครื่องบิน บริเวณถังเชื้อเพลิงกลางลำตัวเครื่องบิน

3) จากเหตุอื่นๆ ซึ่งยังไม่สามารถพบหลักฐานในขณะนี้

4. จากการนำชิ้นส่วนตัวอย่างส่งไปวิเคราะห์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเบื้องต้นไม่พบสาร RDX และต้องนำชิ้นส่วนตัวอย่างอื่นๆของเครื่องบินไปทำการวิเคราะห์หาสารเคมีต่อไปซึ่งจะต้องใช้เวลาในการตรวจพิสูจน์อีกระยะหนึ่ง

ในวันที่ 21 มิถุนายน 2544 NTSB ได้มีหนังสือแจ้งผลการดำเนินงานไปแล้ว โดยได้ถอดและแยกชิ้นส่วนต่างๆที่นำมาจากเครื่องบินเพื่อทำการตรวจสอบอย่างละเอียดในห้องปฏิบัติการ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่พบต้นเหตุของการจุดระเบิด ปั๊มเชื้อเพลิงและเครื่องวัดเชื้อเพลิงยังต้องทำการตรวจสอบต่อไปเนื่องจากพบว่ามีรอยขูดขีดและมีวัตถุแปลกปลอมถูกกดเข้าไป ในขณะที่ FUEL GAGE CONNECTOR เกิดความเสียหาย ซึ่งอาจเนื่องมาจากไฟฟ้าลัดวงจร จึงต้องทำการตรวจสอบ โดยใช้ SCANNING ELECTRON MICROSCOPE ขณะนี้ได้ทำการทดสอบปั๊มเชื้อเพลิงไปแล้วหนึ่งเรื่อง และกำลังวางแผนในการทดสอบอื่นๆต่อไป เพื่อหาความเป็นไปได้ของ การเกิดประกายไฟ ขณะที่วัตถุแปลกปลอมถูกดูดเข้าไป และแหล่งของการจุดระเบิดที่เป็นไปได้ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการทำงานของมอเตอร์หรือลูกปืนปั๊มเชื้อเพลิงเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการระบายความร้อนจากเชื้อเพลิง

ในวันที่ 6 สิงหาคม 2544 คณะเจ้าหน้าที่จาก NTSB และ BOEING จำนวน 5 คน ได้เดินทางมายังประเทศไทย และได้บรรยายสรุปการปฏิบัติงานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ณ ห้องประชุม ฝ่ายเสนาธิการทหารอากาศ โดยมี ประธานคณะกรรมการสอบสวนกรณีอันเกี่ยวกับอุบัติเหตุของอากาศยานในราชอาณาจักร เป็นประธานฯ โดยสรุปได้ดังนี้ ที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบเพิ่มเติมหลังจากที่บรรยายสรุป คณะเจ้าหน้าที่จาก NTSB และ BOEING ได้เดินทางไปโรงเก็บซากชิ้นส่วนเครื่องบิน เพื่อตรวจสอบและคัดเลือกชิ้นส่วนใหม่ที่เกี่ยวข้องในช่วงระหว่างวันที่ 6-10 สิงหาคม 2544 ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการสอบสวนฯ ทั้งนี้ เพื่อนำไปตรวจสอบเพิ่มเติม ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

จากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ซากเครื่องบิน ชิ้นส่วนต่างๆ ตลอดจนการส่งชิ้นส่วนไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่คาดว่าจะนำไปสู่การระเบิด แต่มีอุปกรณ์หลายอย่างอยู่ระหว่างการตรวจสอบวิเคราะห์ เช่น เครื่องวัดปริมาณเชื้อเพลิงอาจมีการลัดวงจรเกิดขึ้นภายในเครื่องวัด สวิตซ์ไฟฟ้า (FLOAT SWITCH) ในถังเชื้อเพลิงด้านขวาเกิดการแตกร้าว ปั๊มเชื้อเพลิงที่ถังเชื้อเพลิงกลางพบมีสิ่งแปลกปลอมและรอยขีดข่วนเกิดขึ้นภายใน และถ่ายเทประจุไฟฟ้าสถิต (STATIC ELECTRICITY) ที่สาย BONDING ของชุด VENT VALVE ของถังเชื้อเพลิง เป็นต้น ในการดำเนินการขั้นต่อไปของคณะเจ้าหน้าที่จาก NTSB จะได้ทำการตรวจสอบวิเคราะห์ต่างๆที่มีสิ่งผิดปกติดังกล่าวข้างต้น และนำชิ้นส่วนใหม่

ในวันที่ 2 ตุลาคม 2544 The National Transportation Safety Board (NTSB) ได้แจ้งให้ทราบว่า

1. จากการพบร่องรอย (Marks) ที่บริเวณ Pump Inlets NTSB ร่วมกับ Federal Aviation Administration (FAA) และบริษัท Boeing ได้จัดเตรียมแผนการตรวจสอบการทำงานของ Pump ดังกล่าว ซึ่งห้องทดลองได้ถูกสร้างขึ้นโดย บริษัท Boeing

2. ชิ้นส่วนต่างๆได้แก่ Wiring, Fuel Vent Valves, Fuel Quantity Probes และ Fuel Filter ได้ถูกจัดส่งไปยังห้องทดลองต่างๆเพื่อทำการตรวจสอบ ในวันที่ 4 ตุลาคม 2544 NTSB ได้แจ้งให้ทราบว่า มีความจำเป็นต้องรื้อ Wing Tank Fuel Pumps ทั้งสอง เพื่อตรวจสอบ ซึ่งจะทำให้ Pumps ทั้งสองดังกล่าวไม่สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีก คณะกรรมการสอบสวนฯจึงได้แจ้งให้ NTSB ทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป

ในวันที่ 4 มกราคม 2545 NTSB ได้ส่งรายงานการตรวจสอบรูบริเวณผนังด้านข้างของเครื่องบินว่า ลักษณะรอยแตกและการเสียรูปของรูดังกล่าว เกิดจากการโดนวัตถุทะลุพื้นผิวจากภายนอกเข้าไปยังภายใน จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบไว้ในชั้นหนึ่งก่อน และหากมีข้อมูลเพิ่มเติมจักได้รายงานให้ทราบต่อไป.

* * * * *

รายงานพิเศษ ย้อนตำนานคาร์บอมบ์

* * * * *

• สิงหา2549 คาร์บอมบ์????? ก่อนยึดอำนาจ19ก.ย.

พ.ต.ท.ทักษิณ: ถ้าดูจากการวางกระสอบทราย การบังคับทิศทางอะไรต่างๆ เจ้าหน้าที่ รปภ. ตนเห็นรถคันนี้ที่จอดอยู่ เขาวิทยุแจ้งข้างหลังว่ามีรถเป้าหมาย เพราะเนื่องจากเขามีรูปถ่ายรถคันนี้อยู่ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. มีตุ๊กตา มีอะไรรูปพรรณสัณฐาน และทะเบียนปลอมที่ใช้ก็ใช้ทะเบียนเดิมกับที่ไปจอดเมื่อวันที่ 9 ส.ค. โดยจอดที่ทางออกสนามบิน เมื่อวานที่ผมพูดบางคนไม่รู้ นึกว่ารถไปวนเวียนที่บ้านไม่ใช่ คือไปตั้งแต่วันที่ 9-10 ส.ค.นั้นคือที่ บน.6 ทางออกจาก บน.6 แถวร้านเจ๊เล้งตรงนั้น

คำถาม: เห็นบอกว่ามีคนอยู่เบื้องหลังเป็นกลุ่มบุคคล

พ.ต.ท.ทักษิณ: วันนั้นที่เขาบอกมามันมีชื่อ ประมาณ 4 คน เป็นทหารหมดเลย

คำถาม: ผู้ต้องหายังปากแข็งจะทำให้เป็นปัญหาสาวไม่ถึงตัวบงการ

พ.ต.ท.ทักษิณ: ที่ให้การค่อนข้างจะโกหกอย่างชัดเจน เพราะรถคันนี้ออกจาก กอ.รมน. บังเอิญเราให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปขอความร่วมมือเอาสมุดคุมรถเข้า-ออก ก็รู้ว่ารถคันนี้ออกเมื่อเวลา 05.45 น. ออกจาก กอ.รมน.

คำถาม: แสดงว่าดูจากหลักฐานแล้วเป็นการวางแผนกันเป็นขบวนการ

พ.ต.ท.ทักษิณ: ใช่

คำถาม: ขบวนการตรงนี้ใหญ่มากจะสาวถึงตัวผู้บงการหรือไม่

พ.ต.ท.ทักษิณ: พอรู้กลุ่ม แต่ต้องจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่ม ....."

@ นำรถประกอบระเบิดย่อส่วนทดสอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รองผู้บังคับการหัวหน้าศูนย์สืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล พ.ต.ท.กำธร อุ่ยเจริญ สว.กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษกองบัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมกำลังชุดพนักงานสอบสวนและศูนย์ข้อมูลกองปราบปราม ประสานไปยังหัวหน้าหน่วยทหารแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อขอทดสอบระเบิดจำลองย่อส่วนขนาด 1 ต่อ 4 แบบเดียวกับที่คนร้ายใช้ในรถแดวูซุกระเบิดคันก่อเหตุที่ยึดได้ขณะ ร.ท.ธวัชชัย 1 ในผู้ต้องหากำลังขับบริเวณเชิงสะพานกรุงธน โดยใช้รถยนต์จริงเป็นตัวทดสอบ และมีอุปกรณ์ระเบิดประกอบด้วยระเบิดซีโฟร์ 0.8 ปอนด์ ระเบิดทีเอ็นที 2 ปอนด์ สารเอ็นโฟร์ซึ่งมีส่วนประกอบของสารยูเรียผสมน้ำมันดีเซล 16.8 กก. ฝักแคชนิดเอ็ม 7 เชื้อปะทุไฟฟ้าทางทหารชนิดเอ็ม 6 กระสอบทราย

เมื่อเดินทางไปถึงบริเวณที่โล่งภายในค่าย ซึ่งมีการจัดหารถเก๋งเก่าคันหนึ่งเตรียมไว้แล้ว พ.ต.ท.กำธรได้นำส่วนประกอบระเบิดย่อส่วนประกอบใส่ไว้ภายในรถ โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จึงแล้วเสร็จ โดยมีวงจรจุดระเบิดแบบคลื่นสั้นของรถบังคับติดไว้บริเวณใต้ที่นั่งคนขับเหมือนกับที่พบในรถแดวู หลังจากนั้นชุดทดสอบทั้งหมด ได้กันเจ้าหน้าที่ให้ห่างออกไปจากรถประมาณ 300 เมตร ส่วนผู้จุดระเบิดคือ พ.ต.ท.กำธรยืนอยู่ห่างจากรถที่ใช้ทดสอบประมาณ 150 เมตร

@ ผลรถแหลก-ถ่ายวิดีโอเก็บเป็นหลักฐาน

หลังจากการเตรียมการเสร็จเรียบร้อย พ.ต.ท.กำธรได้กดระเบิดจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ตัวถังรถเก่าที่นำมาทดสอบถูกฉีกกระจายออกเป็นชิ้นๆ เหลือเพียงคัดซีรถและเครื่องยังติดกับตัวถังอยู่ จากการตรวจสอบแรงระเบิดมีระยะทำลายประมาณ 100 เมตร จากการคำนวณถ้าใช้ระเบิดจำนวนตามที่คนร้ายใช้ รัศมีการทำลายน่าจะมีระยะทำการประมาณ 500 เมตร แรงระเบิดจะมีอานุภาพทำลายทั้งจากแรงอัด เนื่องจากประกอบด้วยสารเอ็นโฟร์ ซึ่งเป็นระเบิดความดันต่ำ และสารซีโฟร์และทีเอ็นที ซึ่งเป็นระเบิดความดันสูง ซึ่งมีอำนาจการฉีกทำลายรุนแรง ทำให้วัตถุที่อยู่ในรัศมีฉีกขาด กลายเป็นสะเก็ดระเบิดจำนวนมหาศาล เมื่ออยู่ในที่ชุมชนหรือที่สาธารณะเช่นเชิงสะพานบางพลัดจุดเกิดเหตุ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในการดำเนินการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการถ่ายภาพวิดีโอ ภาพนิ่ง ไว้ตลอดการทดลอง เพื่อประกอบเข้าสำนวนการสอบสวน.

* * * * *

@ 19 ส.ค.2552 ศาลทหารยกฟ้องคดีคาร์บอมบ์ลอบฆ่าทักษิณ

"..จากพยานหลักฐานศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันกระทำความผิดใน 3 ข้อหา 1.ร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียบเคียง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236 และมาตรา 63 โดยลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี ข้อหาที่ 2 ร่วมกันเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดและพาไปในเขตเมืองโดยไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งมีโทษปรับ 4,000 บาท และข้อหาที่ 3 คือ ร่วมกันมียุทธภัณฑ์ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ลงโทษจำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงจำคุกจำเลยทั้ง 3 คน 6 ปี ปรับคนละ 4,000 บาท แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ให้การเป็นประโยชน์จึงให้ลดโทษเหลือ 4 ปี 6 เดือน ปรับ 3,000 บาท ส่วนข้อหาพยายามฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณ จากคำให้การของพยานไม่อาจมีหลักฐานบ่งชี้ได้ จึงไม่สามารถรับการลงโทษได้ จึงให้ยกฟ้องข้อหานี้ และข้อหาอื่น.."

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์คณะตุลาการศาลทหารกรุงเทพได้ใช้เวลาอ่านคำพิพากษาประมาณ 2 ชั่วโมง หลังรับฟังคำพิพากษาจำเลยทั้ง 3 มีสีหน้านิ่งเรียบเฉย ทั้งนี้ นายวันชัย ขันสุวรณ ทนายความจำเลยได้ยื่นหลักทรัพย์รายละ 8 แสนบาท เพื่อขอประกันตัว โดยจำเลยทั้ง 3 จะยื่นขออุทธรณ์คำตัดสินภายใน 15 วันตามกฎหมาย.

* * * * *

@ คลิกลิ้งค์นี้.. รออีกแป๊บนุงนะคะ..

* * * * *

วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560

"24 ชั่วโมงของทักษิณ" By: "คนการเมือง"


"24 ชั่วโมงของทักษิณ"
By: "คนการเมือง"

"..เสียงโทรศัพท์เช้าวันนั้น "ฮัลโหล ฉันเอง พวกเขาอาจจะก่อรัฐประหาร" .. พวกเขาเป็นใครกัน? ผมวางใจง่ายไปหน่อย ไม่ใช่ว่าผมมั่นใจเกินไป แต่เป็นเพราะผมคิดว่า คนที่ตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ไม่น่าทำเรื่องเช่นนี้ นี่มันศตวรรษที่ 21 แล้วนะ ยุคสมัยที่อาศัยอาวุธยึดอำนาจมันหมดไปแล้ว ผมคิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะทำเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าจะกล้าเช่นนี้.."

"24 ชั่วโมงของทักษิณ" ฉบับแปลภาษาไทย น้องลิเดีย เอามาฝากให้พี่ๆเว็บเสรีไทย ให้พี่ๆ ได้อ่านก่อนเว็บไฮทักษิณอีกนะคะ .. ด้วยความรัก จากน้องลิเดียค่ะ จุ๊บๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

"24 ชั่วโมงของทักษิณ"

คำนำ

ในประวัติศาสตร์ไทยแต่ไรมาไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นทักษิณ

เขาได้รับการวิจารณ์จากนักวิชาการในเมือง แต่กลับเป็นที่ชื่นชมจากประชาชนในต่างจังหวัด คนที่คัดค้านทักษิณกล่าวว่า เขาหยิ่งยะโส คอร์รัปชั่น ทำลายประชาธิปไตย นำพาประเทศไปสู่ระบบพรรคการเมืองเดียว ส่วนคนที่สนับสนุนเขากล่าวว่า เขาเป็นคนเรียบง่าย เข้าถึงชาวบ้าน เป็นผู้กล้าหาญ ดูแลเอาใจใส่คนจน และทำคุณประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างใหญ่หลวง การตัดสินใจดำเนินนโยบายในแต่ละเรื่องของเขาขณะที่ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น ดูเหมือนได้รับการโต้แย้งและถกเถียงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แม้กระทั้งรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ทำให้เขาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ก่อให้เกิดการอภิปรายอย่างคึกคักอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเวทีระหว่างประเทศ ประชาชนพินิจพิเคราะห์ประชาธิปไตย ผู้คนพูดคุยและถกเถียงเกี่ยวกับการเมืองของเอเชีย ติดตามสถานการณ์ของประเทศไทย และวิพากษ์วิจารณ์ทักษิณ

ทักษิณ ชินวัตร อายุ 58 ปี เป็นผู้ซึ่งสื่อมวลชนให้สมญานามว่าเป็น "คนที่มีอำนาจและร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย" ก่อนที่เขาจะเข้าสู่การเมือง เขาเป็นเศรษฐีร้อยล้านจากธุรกิจโทรคมนาคม และก่อนที่เขาจะสู่วงการธุรกิจ เขาเป็นนายตำรวจยศพันโทที่ได้เคยไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา ก่อนที่เขาจะเข้าโรงเรียนตำรวจ เขาเป็นลูกหลานในครอบครัวนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเล จากเด็กธรรมดาคนหนึ่ง ด้วยความมานะและความเฉลียวฉลาดของเขา ก็ค่อยๆ ก้าวขึ้นสู่ยอดปิรามิดแห่งอำนาจและความร่ำรวย ในกระบวนดังกล่าวนี้เต็มไปด้วยความผิดหวังและอุปสรรค แต่เขาเป็นคนที่เก่งเรียนรู้โดย "นำความผิดหวังเปลี่ยนเป็นโอกาส" ไม่ยอมล้มเหลว เขามีจิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้ ประสบการณ์ในความสำเร็จ และอุปนิสัยที่มีเสน่ห์ของทักษิณก็อยู่ตรงนี้นี่เอง

แม้ว่าจะมีการคัดค้านอย่างหนักหน่วง แต่เพียงแค่ดูตัวเลขทางเศรษฐกิจและบันทึกทางการเมืองในระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมาของประเทศไทย ก็ต้องยอมรับว่า คนคนนี้เป็นคนที่มีความสามารถอย่างแน่นอน มีความคิดปราดเปรียวฉับไว กล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แม้กระทั่งศัตรูทางการเมืองที่เคยโจมตีเขายังยอมรับในภายหลังว่า เขาได้นำความแตกต่างมาสู่เวทีการเมืองไทย พรรคไทยรักไทยที่เขาก่อตั้งเป็นพรรคการเมืองที่มีแนวคิดบริหารประเทศด้วยความชัดเจนมากที่สุด เขาได้นำวิธีการบริหารบริษัทมาบริหารประเทศโดยลดการทุจริตของข้าราชการ เขาปราบปรามการค้ายาเสพติดและอาชาญากรรมแบบไม่ยั้งมือ ด้วยเหตุนี้จึงก่อให้เกิดการตำหนิว่า "เมินเฉยต่อสิทธิมนุษยชน" เขาได้ดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนจนหลายนโยบาย อาจกล่าวได้ว่า เขาเป็นนักการเมืองที่มีจิตใจเมตตา แม้ว่าจะมีเขามีจะมีอุดมคติลอยๆไปบ้าง นอกจากนี้ยังมีหลายสิ่งซึ่งเขาไม่มีเหมือนกับนักการเมืองทั่วไปก็คือ ท่าทีที่เสแสร้งและพูดซ้ำซากแต่เรื่องเดิม อุปนิสัยของเขาเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามและอ่อนน้อมเข้ากับคนง่ายเป็นอย่างยิ่ง คุณสมบัติสองประการนี้ประกอบขึ้นเป็นตัวตนของเขาอย่างน่าอัศจรรย์

วันที่ 19 กันยายน 2549 โชคชะตาของเขาก็ได้เปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืน เขาถูกเนรเทศออกจากแผ่นดินเกิดโดยไร้ความปราณี จากยอดเขาตกลงสู่เหว นายกรัฐมนตรีของประเทศหนึ่งกลาย เป็นผู้ลี้ภัยที่ไม่สามารถกลับประเทศตนได้ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ เรื่องราวที่พิสดารเหล่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาถูกจดจำไว้ในประวัติศาสตร์

ข้อสรุปที่มีต่อเขาตอนนี้ยังเร็วเกินไป ประวัติศาสตร์จะถูกเขียนโดยผู้ชนะเสมอ คุณอาจจะมองเขาเป็นผู้แพ้ และอาจมองเขาเป็นผู้ที่ถูกทำร้าย แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ในศตวรรษที่ 21 การเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองโดยใช้กำลังทหาร เป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎแห่งประชาธิปไตยและความหมายของเสรีภาพ แม้ว่าจะการรัฐประหารครั้งนี้จะไม่เสียเลือดเนื้อก็ตาม แต่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เราไม่สามารถที่จะหาคำที่รุ่งโรจน์ และมีมนุษยธรรมอันสูงส่งไปกว่าคำว่า "ประชาธิปไตย" และ "เสรีภาพ" อีกแล้ว คำแหล่านี้ได้ถูกคิดค้น อธิบาย ใน ท้ายที่สุดได้นำมาปฏิบัติให้เป็นจริงขึ้นเพื่อขจัดความรุนแรงและโหดร้ายให้หมดสิ้น และใช้รูปแบบที่มีเหตุผลและสันติมาแก้ไขความขัดแย้งและข้อพิพาทที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น

สิ่งนี้มีส่วนที่เหมือนกับแนวคิดคุณค่าของศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาประจำชาติของไทย อย่างไรก็ตาม นอกจากศาสนาพุทธจะช่วยลดความระดับของความรุนแรงของการรัฐประหารแล้ว ก็ไม่ได้ให้ "ปรัชญาทางการเมือง" ใดๆ ต่อเมืองพุทธที่มีเมตตาธรรมนี้ บางทีหากมองจากมุมของศาสนาและการนับถือแล้ว การเมืองก็เหมือนกับเศรษฐกิจที่ต่างก็จะต้องรับผิดชอบต่อการแย่งชิงและการใช้กำลังของโลกเรา มนุษยชาติส่งเสริมการแก่งแย่งชิงดี แสวงหาของนอกกาย และบ่อยครั้งหลงทาง สูญเสียความรัก มันก็เหมือนกับที่นักการเมืองจำนวนหนึ่งที่ถกถียงกันไม่หยุด หย่อนว่า "ใครผิดใครถูก" และไม่ยอมปล่อยให้อำนาจในมือหลุดลอย มีใครบ้างที่จะสนใจความผาสุกของชาวบ้านและทุกข์สุขของคนจนอย่างแท้จริง?

หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้เขียนขึ้นจากการสัมภาษณ์ทักษิณแล้วหลายครั้ง "คำบอกเล่าของทักษิณ" ได้ย้อนรำลึกถึงชีวิต ความคิดที่มีต่อรัฐประหารและความเห็นคัดค้านต่อยุทธวิธีบริหารบ้านเมือง หนังสือเล่มนี้อาจบอกความจริงส่วนหนึ่ง แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมด ทักษิณก็มีข้อจำกัดของตนเอง และข้อจำกัดของยุคสมัย บทเรียนจากการรัฐประหารของไทย มิเพียงเป็นบทเรียนของเขา และของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนของโลกและของมนุษยชาติอีกด้วย

* * * * *

บทที่ 1 เสียงโทรศัพท์ยามรุ่งอรุณ

ตอนที่ 1

วันที่ 19 กันยายน 2549 เวลาตีห้า ท้องฟ้าในมหานครนิวยอร์กกำลังจะสว่าง ดวงดาวค่อยๆ ลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเป็นสีครามและเงียบสงัด มีพยากรณ์อากาศว่า วันนี้มีอุณภูมิโดยเฉลี่ย 23 องศา ระดับความชื้น 78% นับเป็นวันที่มีอากาศแจ่มใสวันหนึ่ง ลมในฤดูในไม้ร่วงพัดปะทะเบาๆ กับใบหน้า ช่วงรุ่งสางเป็นช่วงที่มหานครนิวยอร์กเงียบสงัดที่สุด ลมในช่วงรุ่งสางพัดผ่านใบไม้ไป ทำให้ได้ยินเสียงนกร้องในสวนสาธารณะ หากเป็นเมื่อ 5 ปีก่อนนี้ ยังสามารถขึ้นไปยืนอยู่ตึกที่สูงที่สุดของมหานครนิวยอร์กได้ นั่นคือ ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ที่ซึ่งสามารถชมทิวทัศน์ของฤดูใบไม้ร่วงในสวนสาธารณะได้ ปัจจุบันนี้ สถานที่ที่นั้นเหลือเพียงแต่หลุมใหญ่ๆ 2 หลุม และป้ายรำลึกที่สลักชื่อผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งมีรั้วเหล็กกั้นไว้ เมื่อ 2-3 วันก่อนที่นี่เพิ่งจัดงานรำลึกครบรอบ 5 ปีของเหตุการณ์ 9/11 ประธานาธิบดีบุชและภรรยาได้มาวางช่อดอกไม้ด้วยตนเอง คนจำนวนไม่น้อยจุดเทียนเพื่อรำลึกถึงวิญญาณผู้เสียชีวิต ปัจจุบันนี้บนรั้วเหล็กที่กั้นสิ่งปรักหักพังของตึกเวิลด์เทรดนั้นเต็มไปด้วยดอกไม้และธงชาติสหรัฐฯ จำนวนมาก ตามแผนงานของมหานครนิวยอร์ก หลังจาก 3 เดือน อเมริกาจะก่อสร้าง "ตึกแห่งเสรีภาพ" บนพื้นที่ของตึกเวิลด์เทรดเดิม แต่ทว่า หากไม่เปลี่ยนแปลงความเคยชินที่ใช้ความรุนแรงและอาวุธแก้ไขปัญหา มนุษยชาติก็ไม่อาจมีเสรีภาพตลอดไป ความเจ็บปวดของมนุษย์ก็ไม่มีทางสิ้นสุด

ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งมีอายุ 57 ปี ณ ขณะนั้นกำลังนอนในห้องเพรสซิเดนท์เชี่ยลสวีทของโรงแรมแกรนด์ไฮแอทนิวยอ์รก ม่านสีทึบกั้นหน้าต่างในห้องทำให้แสงสว่างของอรุณรุ่งไม่สามารถเล็ดลอดเข้ามาในห้องนอนได้ ในห้องเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหายใจเบาๆ ของคนที่กำลังหลับ เขานอนไม่หลับพลิกตัวกลับไปกลับมา หัวคิ้วที่ขมวดอยู่เผยให้เห็นร่องรอยของความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามานาน ศีรษะกว้างและใหญ่ รอยย่นปรากฏเป็นริ้วๆ ขอบใต้ตาดำคล้ำ มีถุงใต้ตาอย่างชัดเจน รูปหน้าทรงกลม/เหลี่ยม อาจเป็นเพราะความขาวหมดจดของใบหน้าจึง ทำให้ดูเหมือนอายุยังไม่มากนัก แต่เมื่อดูโดยรวมแล้ว นี่เป็นใบหน้าที่บ่งบอกถึงความเหน็ดเหนื่อยตรากตรำ หลังจากเกิดเรื่อง "รถวางระเบิด" เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันสับสนไปหมด ตั้งแต่นั้นมาเขาก็นอนอย่างไม่สบายใจ ทั้งกลางวันและกลางคืน เขาถูกล้อมรอบไปด้วยภัยคุกคามที่อาจรู้ได้ว่าจะมาจากไหน ศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดฉับพลันก็ออกมาสร้างความตกใจให้กับเขา หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เขาได้กล่าวว่า วันนั้น เป็นวันที่เขารู้สึกเครียดมากที่สุดตั้งแต่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมา และมันยังน่ากลัวกว่าเมื่อเทียบกับเรื่องที่เกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงต่อจากนี้

ตอนเช้าของวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ฝ่ายตำรวจของไทยประกาศว่า พบรถยนต์บรรทุกวัตถุระเบิดน้ำหนัก 67 กิโลกรัม บริเวณใต้ทางด่วนแห่งหนึ่งซึ่งมีระยะ 1 กิโลเมตรใกล้กับที่พักของนายกรัฐมนตรีบริเวณเขตปริมณฑล เป็นระเบิดทีเอ็นทีที่มีน้ำหนัก 5 กิโลกรัม และยังพบน้ำมันเบนซินผสมกับปุ๋ยซึ่งบรรจุในถุงจำนวนกว่า 10 ถุง นอกจากนี้ยังมีระเบิดซีโฟร์ 3 ลูก รวมทั้งดินระเบิดที่มีลักษณะเป็นพลาสติกจำนวนหนึ่ง และสายชนวนและท่อนำ ฝ่ายตำรวจกล่าวว่าวัตถุระเบิดเหล่านี้ซุกซ่อนอยู่ในส่วนต่างๆ ของรถ และติดตั้งติดกับรถมาอย่างดี นอกจากนี้ตัวรถยังติดตั้ง remote sensing ด้วย ซึ่งเพียงแค่กลุ่มผู้ก่อการร้ายกดปุ่มควบคุมในระยะไกล พลังของระเบิดก็จะสามารถทำลายสิ่งปลูกสร้างในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรให้กลายเป็นผุยผงได้ ไม่ต้องสงสัยเลยแม้แต่นิดว่า ระเบิดนี้มุ่งทำร้ายทักษิณ ตำแหน่งที่รถจอดอยู่ก็เป็นถนนสายที่ขบวนรถของนายกรัฐมนตรีจะต้องผ่านทุกวัน เวลาก็ประจวบเหมาะพอดี 9 โมงซึ่งเป็นเวลาที่นายกรัฐมนตรีมาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกรัฐบาลออกมากล่าวในงานแถลงข่าวว่า “ในตอนนั้นลูกระเบิดได้เตรียมการไว้อย่างดีและพร้อมที่จะระเบิด สายนำไฟฟ้าถูกเชื่อมต่อกับท่อลำเลียง และยังใช้ถุงทราย 7 ถุงเพื่อบังคับทิศทางระเบิด และรับประกันว่าระเบิดจะต้องมุ่งทิศทางไปยังขบวนรถของนายกรัฐมนตรีแน่นอน”

ตำรวจได้ควบคุมตัวร้อยโทธวัชชัย กลิ่นชนะซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์คนดังกล่าวได้ที่เกิดเหตุ และได้ขับรถไปใต้ทางด่วนนั้น แต่ว่า ผู้ต้องสงสัยปฏิเสธความผิด นายธวัชชัยยืนยันว่า ตนไม่ทราบแผนการลอบสังหารนายกรัฐมนตรีเลย และไม่รู้ด้วยว่ามีระเบิดติดตั้งในรถคันดังกล่าว สำหรับชื่อของระเบิดซีโฟร์และทีเอ็นที ตนก็แทบจะไม่เคยรู้จัก แค่มีเพื่อนหนึ่งฝากให้เขาขับรถคนนี้ไปที่ที่ใกล้กับบ้านพักของนายกรัฐมนตรี เขาจึง "ทำตามอย่างงงๆ"

ข้อแก้ตัวนี้เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถเชื่อถือได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เมื่อ 2-3 เดือนก่อน เห็นรถยนต์สีเทาเงินคันหนึ่งตามขบวนรถนายกรัฐมนตรีอย่างลับๆล่อๆ และสามวันก่อนเกิดเรื่อง รถยนต์คันนี้ก็ขับกลับไปกลับมาและมีท่าทางน่าสงสัยบนถนนใกล้กับบ้านพักของนายกรัฐมนตรี และเช้าตรู่ของวันนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพบเห็นรถคันดังกล่าวกำลังกลับรถไปมา จึงรีบแจ้งตำรวจทันที

หลังจากที่ทักษิณรอดตายจากภัยนี้แล้ว ทักษิณก็ได้กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลซึ่งรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดว่า ในวันนั้นตนเคราะห์ดีที่สามารถรอดจากประตูนรกนั้นได้ สาเหตุสำคัญก็คือ ได้รับแจ้งจากสำนักข่าวกรองได้ทันเวลา จึงได้ออกจากที่พักก่อนหน้านั้น 1 ชั่วโมง ทักษิณยังบอกอีกว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้รู้ถึงแผนการชั่วร้ายที่จะสังหารนายกรัฐมนตรีหลายครั้งในระยะ 2-3 เดือนนี้ สำหรับการบงการเบื้องหลังเหตุการณ์ลอบสังหารนี้ ทักษิณเชื่อว่าอย่างน้อยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง 4 คน โดยเป็นนายทหารระดับสูงทั้งยังอยู่ในตำแหน่งและเกษียณแล้ว แต่ความจริงจะเป็นใครนั้น ยังไม่สะดวกที่จะเปิดเผย

เพื่อความปลอดภัย ทักษิณได้ยกเลิกกำหนดการต่างๆ ในช่วงบ่ายวันนั้น เช่น การพบปะกับนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่ชายแดนไทย-กัมพูชา กำหนดการเดินทางไปตรวจเยี่ยมภัยน้ำท่วมในภาคเหนือก็ถูกเลื่อนออกไป เมื่อสมาชิกพรรคไทยรักไทยมาให้กำลังใจทักษิณนั้นเขาได้บอกกับสมาชิกพรรคว่า ตอนนี้เขาเองยังเอาตัวไม่รอด เกรงว่า จะไม่สามารถออกสู่เวทีสาธารณะเพื่อรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่จะมาถึงได้ เขาเร่งเพิ่มกำลังหน่วยรักษาความปลอดภัยถึง 30 คน และจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจำนวนกว่า 10 คนดูแลภรรยาและลูกของตน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทักษิณเอาชีวิตรอดมาได้ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2544 เมื่อเขาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียง 25 วัน เขาก็ได้รับรู้รสชาติของการถูกลอบสังหาร ในวันนั้น เครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำหนึ่งของการบินไทยซึ่งบรรทุกผู้โดยสารจำนวน 129 คน เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ผู้โดยสารบนเครื่องซึ่งรวมทั้งทักษิณที่เพิ่งได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยลูกชาย รวมทั้งข้าราชการจำนวน 20 คนเตรียมพร้อมขึ้นเครื่อง วินาทีที่เครื่องบินเตรียมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้านั้น ที่นั่งชั้นหนึ่งหมายเลข 11A ที่เขาได้จองไว้เกิดระเบิดขึ้นกะทันหัน ผู้โดยสารที่อยู่บริเวณรอบๆ ที่นั่งนั้นได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก แต่ที่โชคดีก็คือ ที่นั่งนี้ไม่มีใครนั่งอยู่ในตอนนั้น ทักษิณผู้ซึ่งตรงต่อเวลามาโดยตลอดตัดสินใจที่จะรอลูกชายซึ่งก็คือ นายพานทองแท้ ที่มาถึงช้า วันนั้นลูกชายก็ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงมาช้า 25 นาที แต่ในที่สุดก็ได้ช่วยชีวิตพ่อของตนไว้ได้

ฝ่ายทหารและตำรวจได้พบระเบิดฟอสฟอรัสขาวชนิดหนึ่งในบริเวณที่เกิดเหตุ โดยระเบิดได้ถูกติดตั้งไว้ใต้ที่นั่งของนายกรัฐมนตรีและลูกชาย ทั้งเวลาและสถานที่ชัดเจนเช่นนี้จึงทำให้เกิดความคลางแคลงสงสัยว่า มันเป็นการกระทำของ "หนอนบ่อนไส้" อย่างไรก็ตาม ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ถึง 1 เดือน สำนักข่าวกรองแห่งชาติยังไม่ได้รับแจ้งมาก่อนว่ากลุ่มอำนาจใดต้องการทำร้ายทักษิณ ตำรวจสันนิษฐานว่า ผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารอาจจะเป็นผู้ค้ายาเสพติดในประเทศพม่าและบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ เนื่องจากทักษิณมาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่นานก็ได้ประกาศว่า งานสำคัญของรัฐบาลใหม่ในอีก 4 ปีข้างนี้คือ "ปราบปรามการค้ายาเสพติดให้หมดสิ้น" ด้วยเหตุนี้ ทักษิณจึงพบปะกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานต่างๆ เพื่อเสนอวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการกวาดล้างยาเสพติด

ท่าทีเช่นนี้ของทักษิณทำให้พวกค้ายาเสพติดเกลียดเขาเข้ากระดูกดำ 2 ปีต่อมา ก็มีข่าวอันน่าสะพรึงกลัวออกมาจากนอกประเทศว่า พวกค้ายาเสพติดได้ตั้งเงินรางวัลจำนวน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แก่มือปืนที่สามารถฆ่าตัดหัวทักษิณได้ และยังมีรายงานข่าวอย่างเป็นตุเป็นตะว่า ข่าวกรองที่สำคัญนี้ได้ถูกส่ง มาถึงกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และสำนักข่าวกรอง โดยเจ้าหน้าที่จากสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ผู้ที่ได้ช่วยชีวิตทักษิณคือชาวอเมริกันจริงหรือ รัฐบาลไทยปิดปากเงียบไม่พูดสักคำ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพูดแต่เพียงว่า "มืดมีดชาวต่างชาติที่วางแผนมุ่งร้ายลอบสังหารทักษิณยังไม่ได้เข้าประเทศไทย"

ภาพอันน่าสยดสยองของการเสียเสียชีวิตของพวกค้ายาเสพติดที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ทักษิณได้แสดงว่าตนไม่สะทกสะท้าน เขากล่าวว่าตนจะไม่ประนีประนอม เพราะ "เรามีการเตรียมพร้อมป้องกันไว้แต่แรกแล้ว ดังนั้น ผมเองไม่ห่วงเลยแม้แต่นิด" หนึ่งในมาตรการเตรียมพร้อมป้องกันก็คือ เวลาออกเดินทางจะไม่ใช้รถยนต์ที่หรูหรา แต่จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์กันกระสุน ทำเนียบรัฐบาลได้จัดซื้อรถยนต์ซึ่งภายนอกเหมือนกันทุกอย่างจำนวนหลายคัน เลขทะเบียนรถของรถทุกคันก็เป็นเลขเดียวกัน คนภายนอกก็ไม่สามารถมองเห็นภายในของรถได้ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่กล้าวางใจ จึงส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนกว่า 1,000 นาย คอยอารักขาทักษิณเมื่อต้องออกไปประชุมหรือเปิดตัวสู่สาธารณะข้างนอก

แต่ทว่า ภัยคุกคามเหล่านี้ยังไม่สามารถเทียบได้กับภัยอันตรายที่ได้รับครั้งนี้ สถานการณ์ประเทศไทยในปัจจุบันเหมือนกับหม้อต้มน้ำที่กำลังเดือดปุดๆ บนเตาไฟ ภายในหม้อเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นและความโกรธ คนที่ต้องการกำจัดเขาไม่เพียงแต่พวกค้ายาเสพติดนอกประเทศ แต่ยังมีกลุ่มพลังอำนาจไม่ว่าจะพลังมืดหรือสว่างที่คัดค้านการบริหารประเทศของเขาในช่วงระยะกว่า 5 ปีที่ผ่านมา หากจะบอกว่า ทักษิณกำลังนั่งอยู่บนระเบิดที่จวนจะระเบิดก็คงไม่เกินความเป็นจริงแม้แต่นิด

* * * * *

@ คลิกลิ้งค์นี้.. "ย้อนตำนาน..วางระเบิดเครื่องบินทักษิณ3มีนา2544"
"..วินาทีที่เครื่องบินเตรียมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้านั้น ที่นั่งชั้นหนึ่งหมายเลข 11A ที่เขาได้จองไว้เกิดระเบิดขึ้นกะทันหัน ผู้โดยสารที่อยู่บริเวณรอบๆที่นั่งนั้นได้รับบาดเจ็บหลายคน แต่ที่โชคดีก็คือที่นั่งนี้ไม่มีใครนั่งอยู่ในตอนนั้น .. ทักษิณผู้ซึ่งตรงต่อเวลามาโดยตลอดตัดสินใจที่จะรอลูกชายซึ่งก็คือนายพานทองแท้ ที่มาถึงช้า วันนั้นลูกชายก็ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงมาช้า 25 นาที แต่ในที่สุดก็ได้ช่วยชีวิตพ่อของตนไว้ได้.."

* * * * *

ตอนที่ 2

"คดีขายหุ้น" เป็นมูลเหตุที่จุดชนวนให้เกิดวิกฤตการบริหารประเทศของทักษิณเมื่อตอนต้นปี วันที่ 23 มกราคม 2549 ลูกชายและลูกสาวของทักษิณ คือ นายพานทองแท้และนางสาวพิณทองธา ได้นำหุ้นร้อยละ 49.6 ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 1,870 ล้านดลลาร์สหรัฐ ของบริษัทชินคอร์ป (Shin Corp) ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่อันดับหนึ่งของไทย ขายให้กับวิสาหกิจของสิงคโปร์ที่ชื่อเทมาเส็ก (Temasek) ตามกฎหมายของไทยที่ออกมาใหม่ว่าด้วยสัดส่วนการถือครองหุ้นในธุรกิจโทรคมนาคมของเงินทุนต่างชาตินั้น รายได้ซึ่งมาจากการซื้อขายหุ้นที่ดำเนินการในนามของบุคคลธรรมดาจะสามารถเลี่ยงชำระภาษีได้ ดังนั้นการที่ลูกชายและลูกสาวของทักษิณซื้อขายหุ้นของตน ในทางกฎหมายก็ไม่ต้องจ่ายภาษี แต่หากว่าการซื้อขายหุ้นกระทำในนามของบริษัท ก็จำเป็นที่ต้องจ่ายภาษีเป็นจำนวนเงินประมาณ 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากที่เรื่องนี้ถูกสื่อมวลชนประโคมข่าวออกมาเรื่องก็บานปลายขึ้น ผู้คนต่างกล่าวหาครอบครัวทักษิณว่าสร้างแบบอย่างการไม่ชำระภาษีให้กับประชาชน และหลีกเลี่ยงภาษี "เขาควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชน แต่เขากลับไม่เป็น" ยังมีคนที่สงสัยทักษิณว่า การที่เขาขายธุรกิจโทรคมนาคมซึ่งเป็นเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญด้านยุทธศาสตร์ของชาติให้กับบริษัทต่างชาติ ทำให้สิงคโปร์มีอิทธิพลเหนือธุรกิจโทรคมนาคมของไทย ซึ่งถือเป็นการคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ "เขาเลวยิ่งกว่าซัดดัมจริงๆ" "เผด็จการอย่างซัดดัม แม้ว่าจะโหดร้ายทารุณ แต่ยังรู้จักใช้อำนาจบาตรใหญ่นั้นทำสงครามเพื่อรักษาอำนาจอธิปไตยของประเทศตน" แต่ทักษิณกลับ "ขายผลประโยชน์ของชาติเพื่อผลประโยชน์ของครอบครัว"

ชาวกรุงเทพฯ เริ่มเดินขบวนบนประท้วงบนท้องถนนเพื่อ "โค่นล้มทักษิณ" คนเดินขบวนค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากสองพันคน เป็นสองหมื่น และกลายเป็นแสนกว่าคน ในตอนแรกทักษิณไม่ได้ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหานี้ จากเศรษฐีที่ร่ำรวยได้พลิกผันตัวเองเข้าสู่เวทีการเมืองเป็นต้นมา เนื่องจากเขาร่ำรวยมหาศาล และมีผลประโยชน์ทางธุรกิจซึ่งโยงใยสลับซับซ้อนจึงทำให้คนอิจฉาริษยา และฟ้องร้องเขาต่อศาลในหลายคดี ทักษิณได้อธิบายการซื้อขายครั้งนี้ว่า "การกระทำทางธุรกิจทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่โปร่งใส ชอบด้วยกฎหมายและไม่ใช่ปัญหาการขายผลประโยชน์ของประเทศ...พวกลูกๆ ได้ช่วยผมตัดสินใจ เพียงเพราะหวังว่าผมจะสามารถมุ่งทำงานด้านการเมืองได้" สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ได้ตัดสินการซื้อขายหุ้นครั้งนี้ว่า "ไม่ผิดกฎหมาย" "แม้ว่าในรายงานการซื้อขายหุ้นของนายพานทองแท้ที่นำส่งคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์จะเกิดข้อผิดพลาดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาร้ายแรง" หลังจากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีกลับคำขอของสมาชิกวุฒิสภา 28 คนที่ขอให้ดำเนินการตรวจสอบการซื้อขายทางธุรกิจของทักษิณตามกฎหมาย โดยให้เหตุผลว่า "คำยื่นอุทธรณ์คลุมเครือไม่ชัดเจน"

คำบอกเล่าของทักษิณ

หุ้นเป็นของลูกๆผมตามกฎหมาย พวกเขาอายุ 20 ปีเต็มแล้ว ซึ่งสามารถเป็นผู้ถือหุ้นได้ แต่ว่าไม่ว่าลูกผมจะขายบริษัทให้ใคร เพียงแค่เงินเข้ากระเป๋าครอบครัวเรา พวกพรรคการเมืองฝ่ายค้านก็ต้องไม่วางใจ และยังมีคนที่ไม่อยากเห็นผมอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปที่คอยหาโอกาสหาเรื่องผม พวกลูกผมช้าเร็วจะต้องขายบริษัทนี้ เนื่องจากอนาคตของธุรกิจโทรคมนาคมขึ้นอยู่กับรัฐบาล สองคือ ต้องใช้เงินลงทุนไปกับเทคโนโลยีใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ค่าใช่จ่ายยังมหาศาลอีกด้วย พวกเราไม่คิดจะทำต่อแล้ว แค่คิดจะขายเท่านั้น ส่วนหุ้นที่เราขายไปนั้นเป็นเพียงหุ้นธรรมดาๆ ผู้ที่ถือหุ้นธรรมดามีวิธีได้เงินเพียง 2 วิธี คือ หนึ่ง รอเงินปันผล สอง คือ ขายหุ้นให้คนอื่น

การซื้อขายหุ้นครั้งนี้ใสสะอาดอย่างยิ่ง การกระทำของเราทั้งหมดล้วนชอบด้วยกฎหมาย มีการเจรจากับหลายบริษัท ไม่เฉพาะแต่เพียงบริษัทของสิงคโปร์เพียงบริษัทเดียว เราขายหุ้นให้กับสิงคโปร์ แต่ว่าพนักงานและผู้บริหารของบริษัทปัจจุบันก็ยังเป็นคนไทย ด้านสิงคโปร์ได้แต่ส่งฝ่ายการเงินเข้ามาบริหารเท่านั้น และมิใช่การปัญหาการขายผลประโยชน์ของประเทศ

ทักษิณโล่งอกไปเปราะหนึ่ง แต่ว่าเขาก็พบว่า ประเด็นร้อนที่ผู้คนพากันถกเถียงกลับไม่ใช่เรื่องการขายหุ้นว่า "ผิดกฎหมายหรือไม่" แต่เป็นเรื่อง "มีคุณธรรมหรือไม่" พลตรีจำลอง ศรีเมือง ผู้นำ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ซึ่งเป็นแนวร่วมต่อต้านรัฐบาล ได้กล่าวว่า "แม้ว่าโดยส่วนตัวของทักษิณจะไม่มีที่ที่จะให้ถูกประณามในทางกฎหมายได้ แต่ในด้านคุณธรรมแล้วไม่สามารถรับได้ เราควรปฏิบัติตามคุณธรรม เพราะคุณธรรมสำคัญกว่ากฎหมายและบรรทัดฐาน โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี สมมุติว่าเขาเป็นคนธรรมดาก็แล้วไป แต่เพราะเขาเป็นนายกรัฐมนตรีจึงจำเป็นต้องลาออก"

ทักษิณปฏิเสธที่จะลาออก เขามีท่าทีแข็งกร้าว "ยังไงก็จะไม่ลาออกเพียงเพราะเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวของนักการเมืองส่วนหนึ่งและเป้าหมายทางการเมือง และก็จะไม่ยอมแพ้คนส่วนเดียวที่ไม่ต้องการผม" ทักษิณตอบโต้ผู้ชุมนุมประท้วงว่า "รัฐบาลตามกฎหมายจะถูกทำลายโดยผู้นำกลุ่มผู้ประท้วงจนทำให้ไม่สามารถที่จะอยู่ต่อไปได้ ผมจะไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น มีแต่คนโง่เท่านั้นที่เชื่อว่าผู้ที่ยินดีเป็นนายกรัฐมนตรีจะกระทำความผิด คนไทยจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะเคารพกฎหมาย" แต่ว่าข่าวลือและถ้อยคำใส่ร้ายที่ว่า นายกรัฐมนตรีเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชั่น เป็นเผด็จการ และใช้อำนาจเอื้อผลประโยชน์ส่วนตัว รวมไปถึงข่าวลือต่างๆที่โจมตีตัวบุคคล ก็แพร่สะพัดไปตามถนนตรอกซอกซอยของกรุงเทพฯ กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงมาสมทบอย่างไม่ขาดสายก่อให้เกิดความไร้ระเบียบ สร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจ หุ้นเริ่มตก ค่าเงินบาทเริ่มตก แม้กระทั่งผู้นำธุรกิจที่อยู่วงนอกก็เริ่มบ่นว่า "การชุมนุมบนท้องถนนจะทำให้นักลงทุนหนีกันไปหมด" เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศและรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ประกาศลาออกอย่างเปิดเผยเพื่อแสดงรับผิดชอบต่อ "คุณธรรมทางการเมือง" คำพูดที่ว่า "ผู้ชุมนุมประท้วงไม่น่ากลัว" จึงเป็นคำพูดที่ทักษิณต้องเก็บกลับมาคิดใหม่เพื่อเริ่มหาทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ทักษิณก็ประกาศยุบสภาอย่างฉับพลัน และจะให้มีการเลือกตั้งก่อนเดือนเมษายน โฆษกรัฐบาลแถลงว่า "หลังจากที่ประชาชนต่างได้ยินที่ได้เห็นการเดินขบวนประท้วงตามท้องถนน ก็ให้ประชาชนตัดสินใจด้วยตนเองอีกครั้งเพื่อให้เราเห็นว่า ประชาชนเชื่อใครกันแน่ หากประชาชนไม่เลือกพรรคไทยรักไทย ทักษิณบอกว่า เขาจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" ข้อเสนอนี้ถูกพรรคฝ่ายค้านคัดค้านอย่างรุนแรง โดยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคมหาชน สามพรรคร่วมมือกันคัดค้านการเลือกตั้ง พวกเขามองว่า นี่เป็น "กลเล่ห์เพทุบาย" ของทักษิณ เนื่องจากโอกาสที่พรรคไทยรักไทยจะได้รับเลือกมีมาก พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคที่ทักษิณก่อตั้งด้วยมือของเขาเอง ในการเลือกตั้งปีที่แล้วพรรคไทยรักไทยได้ที่นั่งในสภามากที่สุดในประวัติศาสตร์ คือ ร้อยละ 76 กลายเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่เข้ามาบริหารประเทศเพียงพรรคเดียวในประวัติศาสตร์ 73 ปีของการปกครองอันมีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังนั้น เมื่อเข้าสู่สนามการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็เท่ากับตนยอมแพ้ หลังการเลือกตั้ง ทักษิณก็จะนั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

การเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน ปรากฏว่า 278 เขตจากทั้งหมด 500 เขต มีเฉพาะผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคไทยรักไทยเท่านั้น ไม่มีผู้สมัครจากพรรคอื่น สภาวะการณ์ที่พรรคไทยรักไทยลงเล่นอยู่พรรคเดียว จึงชนะการเลือกตั้ง ฝ่ายค้านก็ออกมาพูดว่า "ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เราจะคัดค้านอย่างนี้ต่อไป จนกว่าทักษิณจะลาออก" วันที่ 4 เมษายน ทักษิณออกมาประกาศลาออก ซึ่งก่อนหน้านี้ 1 วัน ทักษิณได้ออกมาพูดให้ประชาชนยอมรับการเลือกตั้ง แต่แล้วกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงดั่งนิยาย ภายนอกประเทศคาดเดากันว่า คงจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ผู้ทรงมีคุณธรรมและพระบารมีอันสูงส่ง ทักษิณพูดออกโทรทัศน์ว่า "การที่ผมตัดสินใจลาออกครั้งนี้ เพราะว่าปีนี้เป็นปีที่มีความสำคัญยิ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 60 กว่าวันที่จะถึงงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปี...เราไม่มีเวลาทะเลาะกันแล้ว หากทุกคนยังทะเลาะกันอยู่ ผู้ที่แพ้ก็คือประเทศ..." ทักษิณประกาศว่า เขาจะมอบอำนาจให้กับ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวเองจะขอพัก มีการกล่าวกันว่า คณะรัฐมนตรีหลายคนและผู้บริหารระดับสูงของพรรคที่ติดตามสถานการณ์นี้ ก็ปล่อยโฮออกมาเมื่อตอนที่ทักษิณประกาศลาออก ทักษิณพร้อมด้วยภรรยาและลูกต่างก็กอดคอกันร้องไห้

สองวันต่อมา รถกระบะคันหนึ่งมาเก็บของใช้ส่วนตัวของทักษิณที่ตึกทำเนียบรัฐบาล หลังจากนั้นก็มีคนเห็นทักษิณกำลังจูงมือลูกสาวเดินช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้าเกสรพลาซ่า เขาให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า "ผมตกงานแล้ว อย่ามาตามผมอีกเลย ไปขุดคุ้ยข่าวใหม่จากนักการเมืองจะคุ้มค่ากว่า" และยังมีคนเห็นเขานั่งดื่มกาแฟที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีเด็กสองคนจำเขาได้ จึงหยิบสมุดให้เขาเซ็นชื่อ เขาเขียนว่า "หวังว่าเมื่อพวกหนูโตขึ้นจะกลายเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่สร้างคุณประโยชน์" นอกจากนี้ เขายังนัดกับบุคคลในคณะรัฐมนตรีเพื่อตีกอล์ฟ เมื่อเขาตีกอล์ฟออกไปได้สวย เขาก็บอกว่า "วินาทีนี้เป็นวินาทีที่รู้สึกปลอดโปร่งที่สุดใน 5 ปีที่ผ่านมา"

ดูไปแล้ว ทักษิณคิดที่จะออกจากเวทีการเมือง แต่หลังจากนั้น 48 วัน เขาก็ขึ้นรถเมอซิเดสเบนซ์ S600 กลับมาที่ทำเนียบรัฐบาล เหตุผลก็คือ ในช่วงที่เขาพักร้อน ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้ผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายนเป็นโมฆะ เหตุผลก็คือ การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดการทุจริต เช่น กล่องใส่บัตรเลือกตั้งวางหันทิศทางที่ผิดกฎ ดังนั้น คำสัญญาของทักษิณที่ว่า เขาจะ "ไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" ก็มีอันต้องหมดความหมายไป ประกอบกับภาคเหนือเกิดน้ำท่วมใหญ่ งานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็กำลังเข้ามาถึง เขาจึงไม่สามารถปล่อยให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่างอยู่ เขาจึงจำเป็นต้องกลับมาทำงานต่อไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติจนถึงช่วงที่จะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่หลังการเลือกตั้งในเดือนตุลาคม แต่ทว่า สามวันต่อมา เขาได้รับการเตือนจากนายไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ ซึ่งเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงของไทย ว่า "ให้ระวังถูกลอบสังหาร อย่าคิดว่าการลอบสังหารจะไม่เกิดในประเทศไทย"

คำเตือนนี้ในที่สุดแล้วไม่ใช่แค่พูดการพูดลอยๆ

* * * * *

ตอนที่ 3

ฝ่ายทหารก็ได้รู้ฐานะที่แท้จริงของร้อยโทธวัชชัย กลิ่นชนะ นักโทษผู้ต้องสงสัย เขาสังกัดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และเป็นคนขับรถของพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี รองผู้อำนวยการ กอ.รมน. จากนั้นพลเอกพัลลภจึงถูกสอบสวน เขาบอกว่า เขาถูกใส่ร้าย คนขับรถของเขาได้ลาออกเมื่อ 3 เดือนก่อน โดยบอกว่าจะไปทำงานที่ภาคใต้ และเขาไม่ทราบข้อเท็จจริงของการกระทำที่บ้าคลั่งเช่นนี้ของลูกน้อง และหากว่าร้อยโทธวัชชัยจะสังหารทักษิณจริง "ทำไมถึงขับรถผ่านหน้าที่พักของทักษิณหลายครั้ง โดยไม่ได้จุดระเบิด" ดังนั้น "ผมเห็นว่านี่เป็นเรื่องที่ทักษิณสร้างขึ้น" โดยมีจุดประสงค์เพื่อกำจัดผม.....หากผมคิดจะฆ่าเขา ผมจะทำให้แนบเนียนกว่านี้.....อย่าลืมว่าผมเคยเป็นผู้นำหน่วยลอบสังหาร หากผมคิดจะสังหารทักษิณจริงๆ เขาอาจจะหนีไม่รอดแน่"

คำพูดนี้ไม่ได้เป็นเท็จ พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี เป็นบุคคลทางทหารที่แปลกประหลาดคนหนึ่งของไทย ตอนที่เขาเพิ่งจะจบการศึกษาจากโรงเรียนนายทหาร ก็ได้เข้าร่วมในหน่วยจู่โจมลอบสังหาร และมีส่วนในการลอบสังหารนักการเมืองที่ประวัติไม่ดี เมื่อทศวรรษที่ 1980 เขาเคยเข้าร่วมการรัฐประหารที่แท้งก่อนเกิดซึ่งก่อการโดยกลุ่มยังเติร์กจนถูกจับ และหลังจากออกจากคุก เขาก็กลับมามีอำนาจอีกครั้ง และตั้งแต่ปี 2539 เขาก็ได้เข้าเข้าสู่กองทัพบกและอยู่จนเกษียณ พลเอกพัลลภมีอุปนิสัยโหดเหี้ยม เมื่อเดือนเมษายน ปี 2547 ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งผู้ดูแลด้าน ยุทธศาสตร์การทหารในภาคใต้ เขาบัญชาการทหารอย่างสุดโต่งในการกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธมุสลิมในมัสยึดเกรือเซะอันศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดปัตตานี หลังจากฝนแห่งกระสุนปืนได้ผ่านไป ปรากฏว่ามีชาวมุสลิมเสียชีวิต 32 คน เหตุการณ์นี้ในภายหลังถูกเรียกว่า "เหตุการณ์เศร้าสลดที่มัสยิดเกรือเซะ" เหตุการณ์นี้ยังถูกประณามทั้งในและนอกประเทศ เมื่อต้นปีนี้ พลเอกพัลลภอยู่ข้างพลตรีจำลอง ศรีเมืองอย่างเปิดเผย ในขบวนการ "โค่นล้มทักษิณ" ซึ่งมีอานุภาพเกรียงไกร พลเอกพัลลภกล่าวว่า "เป็นเพื่อนรักและเป็นเพื่อนนักเรียนโรงเรียนทหารมาด้วยกัน ยังไงผมต้องสนับสนุนพลตรีจำลอง (ซึ่งขับไล่ทักษิณ) แน่นอน" เขายังกล่าวอีกว่า "สถานการณ์ของไทยยังไม่นิ่ง และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการรัฐประหาร"

ขณะที่พลเอกพัลลภเรียกร้องว่าตนถูกใส่ร้ายอยู่นั้น คนจำนวนมากเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกับ "แผนการสังหารนายกรัฐมนตรี" กล่าวกันว่า ตอนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตรวจค้นบ้านของพลเอกพัลลภ ปรากฏว่าไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับระเบิดดังกล่าว นายอิทธิพลซึ่งเป็นพี่ชายของผู้ต้องสงสัยพูดด้วยสีหน้าตกตะลึงว่า "นายธวัชชัยเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อนายกทักษิณ เขาไม่มีเจตนาที่จะสังหารทักษิณอย่างแน่นอน" ยังมีผู้สงสัยว่า หากว่า "รถวางระเบิด" เป็นเรื่องนั้นจริงๆ แล้วประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ ก็อาจจะชีวิตหาไม่ไปทั้งหมด โดยเฉพาะละแวกใกล้ๆ นั้นมีโรงเรียนอยู่ด้วย แต่ว่าในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ "กู้ระเบิด" ก็ไม่ได้อพยพประชาชนโดยรอบออกไป อย่างไรก็ตาม ก็ได้แจ้งสื่อมวลชนหลักให้เข้ามาทำข่าวในที่เกิดเหตุ

ฝ่ายค้านก็ยิ่งทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่ โดยกล่าวว่าทั้งหมดนี้ "แผนการทำลายตนเอง" ที่วางโดยทักษิณ เพื่อมุ่งเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คน และปิดบังอำพรางการทุจริตคอร์รัปชั่นในคณะรัฐมนตรี และให้พลเอกพัลลภเป็น "แพะรับบาป" ยังมีคนกล่าวอีกว่าคะแนนนิยมในการเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทยลดลง จึงใช้เพทุบายเก่าๆ ดั่งเช่นนายเฉิน สุยเปี่ยน ของไต้หวัน การกระทำที่เรียกร้องความสนใจจากประชาชนใน "คดีลอบยิง" ซึ่งเป็นการหลอกลวงประชาชนเพื่อให้ได้ "คะแนนเห็นใจ" สื่อของไทยบางสื่อก็สงสัยในเหตุการณ์นี้ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษเดอะเนชั่น ได้วิจารณ์ว่า ทักษิณกล่าวว่า เมื่อ 2-3 เดือนก่อนเกิด "เหตุการณ์ลอบสังหารที่ไม่ประสบความสำเร็จ" ที่มุ่งมายังเขาหลายเหตุการณ์เพียงแต่ไม่ได้ถูกเปิดเผยออกมาเท่านั้น ปัญหานั้นได้มาถึงแล้ว หากเกิดภัยคุกคามถึงแก่ชีวิตเขาโดยที่ประชาชนไม่รู้เรื่อง ทำไมนายกรัฐมนตรีจึงเลือกที่จะให้มีการเลือกตั้งในช่วงนี้ (วันที่ 24 สิงหาคม เป็นวันที่พระราชบัญญัติที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงลงพระปรมาภิไธยมีผลบังคับใช้วันแรก) และเปิดเผยข่าวที่ละเอียดอ่อนทางการเมืองต่อประชาชน? การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ดั่งเช่นนิยายนี้ เห็นได้ชัดว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเมืองระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 15 ตุลาคม

มีการพูดกันบ่อยครั้งว่า เป้าหมายของเหตุการณ์ลอบสังหารที่ไม่ประสบความสำเร็จนี้ยิ่งขู่ขวัญมากขึ้น แต่ไม่ได้มุ่งเป้าทำให้คนตาย นี่เป็นเพทุบายที่เกิดอย่างต่อเนื่องในการเมืองไทย อำนาจทางการเมืองบางอย่าง ครั้งแล้วครั้งเล่าได้มาด้วยการพลิกแพลงใช้ยุทธวิธีเพื่อให้ชนะใจประชาชน พวกเขาก็จะสวมหน้ากากเป็นผู้ถูกทำร้าย หรือใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้าม หรือใช้วิธีที่แยบยลเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายทั้งสองประการ ทั้งหมดนี้ทำให้เราเข้าใจแล้วว่า การสอบสวนเรื่องเช่นนี้มักจะสอบสวนเสร็จแล้วก็แล้วกันไป หนังสือพิมพ์ก็เลิกพาดหัวข่าวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวภายในระยะเวลาอันสั้น การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยุติลง ประชาชนก็ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เงื่อนงำของปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน

วันที่ 25 สิงหาคม หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ได้ลงบทความหัวข้อ "แผนลอบวางระเบิดหรือการกุเรื่อง" โดยอ้างถึง คำพูดของอดีตผู้รับผิดชอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ว่า จริงๆ แล้วแผนลอบวางระเบิดทั้งหมดเป็นฝีมือของรัฐบาลทักษิณซึ่งกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต ต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน ยิ่งกว่านั้น ทักษิณสามารถประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ ยังมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งซึ่งขี้นหัวข้อข่าวสะเทือนขวัญว่า "ทักษิณใช้เงิน 20 ล้านจงใจสร้างปาหี่ทางการเมือง" 1 สัปดาห์ต่อมา มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชน โดยประชาชนถึงร้อยละ 49.8 ไม่เชื่อว่านี่เป็นแผนลอบวางระเบิดนายกรัฐมนตรี และมีเพียงร้อยละ 20.5 ที่เชื่อว่านี่เป็นแผนลอบสังหาร

ความน่าเชื่อถือของนายกรัฐมนตรีตกต่ำลงด้วยเหตุนี้ และทำให้ผู้คนรู้สึกเสียใจ หนึ่งปีครึ่งต่อมา ทักษิณยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ แต่เพียง 2-3 เดือนต่อมา เขาก็ถูกมองว่าเป็นคนหลอกลวง เป็นนักวางแผน และเป็นนักการเมืองที่ต่ำช้า ทักษิณถูกกดดัน มีคนสงสัย และโจมตี โดยที่ประชาชนไม่สนใจว่าเขาจะเป็นจะตายอย่างไร ตามรายงานข่าว ลูกสาวของทักษิณ คือ นางสาวแพทองธาร ซึ่งกำลังเรียนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้รับความเดือดร้อนไปด้วย อาจารย์ซึ่งสอนวิชาการเมืองคนหนึ่งพูดต่อหน้านักศึกษาในห้องเรียนว่า "แพทองธาร เธอยังอยู่ที่นี่ไม่ยอมไปอีกเหรอ? ฉันคิดว่าเธอไสหัวไปแล้วซะอีก! พอพูดถึงพ่อเธอ ฉันก็รู้สึกขยะแขยง" แพทองธารก็โต้กลับไปว่า "ก็แล้วแต่อาจารย์จะพูด คงมีสักวันหนึ่งที่หนูพูดถึงอาจารย์ หนูก็คงจะรู้สึกขยะแขยงเหมือนกัน" เมื่อเรื่องนี้ไปถึงหูทักษิณ เขาก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขากล่าวว่า คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของไทย "เอาความแตกต่างทางความคิดทางการเมืองมาโจมตีคนในครอบครัวของนักการเมืองได้อย่างไรกัน!"

เข้าของวันที่ 28 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจพบวัตถุต้องสงสัยอีกครั้ง บริเวณที่ใกล้กับที่พักของทักษิณ สืบทราบว่า ชายคนหนึ่งขณะกำลังไปส่งน้ำแข็งให้กับโรงแรมที่อยู่ใกล้ๆ ก็พบวัตถุต้องสงสัยซึ่งมีลักษณะเป็นห่ออยู่ริมถนน จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตำรวจพบว่า ภายในห่อดังกล่าวมีนาฬิกาปลุก 1 เรือน อิฐ 1 ก้อน สายไฟและถ่านเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วจำนวนหนึ่ง รวมถึงกระดาษที่เขียนด้วยลายมือว่าต้องการทำร้ายทักษิณ นี่ก็เป็นพฤติกรรมข่มขวัญอีกครั้งหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่า "เป็นการสร้างสถานการณ์ เพื่อต้องการให้บ้านเมืองวุ่นวาย" ต่อมาวันที่ 4 กันยายน ตำรวจก็ออกหมายจับนายทหารจำนวน 4 นาย ในข้อหามีส่วนพัวพันกับแผนการลอบสังหารนายกรัฐนตรี นายทหารทั้ง 4 นายนี้เป็นทหารประจำการ โดยมียศเป็นพลตรี 1 นาย พันเอก 1 นาย พันโท 1 นาย และนายทหาร 1 นาย สามวันต่อมา นายทหารผู้ต้องสงสัย 3 นายถูกจับ แต่ทั้งสามนายก็ให้การปฏิเสธว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการดังกล่าว

มีข่าวลือว่า เป็นเวลานานมาแล้วเมื่อทักษิณประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่ดี ก็มักจะให้นักโหราศาสตร์ทำนายดวงชะตาให้ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เขาประสบกับเหตุการณ์ร้ายที่เอาชีวิตรอดมาได้ เขาจึงหวาดระแวงและรู้สึกว่ากรุงเทพฯ เป็นที่สถานที่ที่อันตรายอย่างมาก เล่ากันว่า หมอดูได้แนะนำทักษิณให้เปลี่ยนที่อยู่ "เดินทางไปต่างจังหวัดเป็นการชั่วคราว" แม้ว่าทักษิณไม่ได้พิสูจน์ว่าคำพูดนี้เป็นจริง แต่เขาก็รีบย้ายออกจากกรุงเทพฯ ไปต่างจังหวัดอย่างรวดเร็ว ต่อมาวันที่ 9 กันยายน เขาเดินทางโดยเครื่องบินพิเศษ "ไทยคู่ฟ้า" เดินทางเยือนประเทศฟินแลนด์ จากนั้นเดินทางต่อไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติครั้งที่ 61 ซึ่งจัดขึ้นที่ มหานครนิวยอร์ค ในวันที่ 12 กันยายน

* * * * *

ตอนที่ 4

ตอนนี้ทักษิณสามารถนอนหลับอย่างสบายใจในมหานครนิวยอร์กซึ่งเป็นที่ที่ปลอดภัย ผู้นำรัฐบาลและประมุขประเทศต่างๆ กว่า 80 ประเทศมารวมตัวกันที่การประชุมนี้ เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของสหรัฐต่างปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ มีการวางกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนาตามโรงแรมที่พักของคณะผู้แทนจากประเทศต่างๆ ไม่มีแม้กระทั่งการเดินขบวนต่อต้านรัฐบาล เขามีจิตใจแจ่มใสและปลอดโปร่ง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภายในประเทศไทยยังคงวุ่นวาย ใน ระหว่างการเยือนของเขา คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะเลื่อน การเลือกตั้งจากเดิมที่กำหนดไว้วันที่ 15 ตุลาคม อาจจะเลื่อนเป็นวันที่ 19 หรือ 26 พฤศจิกายน ก่อนหน้านี้ สมาชิกในคณะกรรมการการเลือกตั้ง 3 คน ถูกศาลอาญาตัดสินว่าความผิดฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายน โดยเอื้อประโยชน์ให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคไทยรักไทย ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง กรรมการฯ ทั้ง 3 คนถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกจำคุก 4 ปี สภาผู้แทนราษฎรจึงต้องจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งที่เดิมกำหนดไว้เดือนตุลาคม จึงต้องเลื่อนออกไป นี่ไม่ใช่ข่าวดี ทักษิณรู้อยู่แก่ใจ ความจริง การจัดการเลือกตั้งเดือนกันยายนจะสามารถจัดได้หรือไม่นั้น ก็ไม่มีใครคาดคะเนได้ ในระยะนี้เขามีความรู้สึกไม่ค่อยดีอยู่ตลอดเวลา สมองอันเหน็ดเหนื่อย แต่ก็มีสติอยู่ทุกวินาที ครุ่นคิดหาทางรับมืออยู่ตลอด ก้าวต่อไปจะทำอย่างไรดี? จะเข้าหรือออก? ออกแล้วจะเป็นยังไง? เข้าแล้วจะเป็นยังไง?

การที่พรรคไทยรักไทยจะชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ไม่มีเรื่องที่น่าเป็นห่วงเท่าใดนัก เรื่องนี้แม้กระทั่งฝ่ายค้านย่อมรู้ดี เนื่องจาก ไม่ว่าปัญญาชนระดับหัวกะทิในกรุงเทพฯ จะรุมโจมตีแค่ไหน แต่ทักษิณและพรรคไทยรักไทยยังมีฐานเสียงจากชนชั้นรากหญ้าในต่างจังหวัดเป็นจำนวนมหาศาล เรียกได้ว่า "ร้องตะโกนหนึ่งครั้ง มีเสียงตอบรับเป็นร้อย" แม้ว่าการเลือกตั้งในเดือนเมษายนจะเป็นโมฆะ และรัฐบาลทักษิณมีข่าวไม่ดีออกมาไม่เว้นแต่ละวันก็ตาม พรรคไทยรักไทยก็ยังคงชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงถึงร้อยละ 57 ประเด็นก็ย้อนกลับไปเหมือนกับที่ผ่านมาก็คือ เพียงแค่พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง ไม่ว่าทักษิณจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองไม่มากก็น้อยเป็นแน่ ยิ่งกว่านั้น ก่อนหน้านี้ 1 เดือน มีข่าวออกมว่า ทักษิณละจุดยืนเดิมที่จะ "จะไม่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" และจะนำพรรคไทยรักไทยให้ชนะการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร และพร้อมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ข่าวนี้ทำให้ฝ่ายค้านที่ต้องการ "ขุดรากถอนโคน" รัฐบาลทักษิณถึงกับนั่งอย่างไม่เป็นสุข

ตอนบ่ายของวันที่ 18 กันยายน ในระหว่างที่ทักษิณกำลังกล่าวสุนทรพจน์ที่คณะกรรมการความสัมพันธ์กับต่างประเทศ (Council on Foreign Relations) ของสหรัฐอเมริกาอยู่นั้น มีคนถามคำถามว่า ทำไมคุณถึงไม่ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง? มันสร้างความวุ่นวายและยุ่งเหยิง เราอยากทราบเหตุผลที่คุณตัดสินใจช้าเช่นนี้?

ทักษิณตอบว่า

ผมไม่ได้ตัดสิน เพราะผมเองก็ยังสับสน (ผู้ฟังหัวเราะ) บางครั้งผมรู้สึกว่าผมควรเสียสละ ฝ่ายค้านรู้ว่าพวกเขาไม่มีทางเอาชนะผม เพราะพลังประชาชนเข้มแข็งมาก เรายังคงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างเหนียวแน่น แต่ว่า ยังมีคนที่ไม่มีความสุขที่เห็นรัฐบาลของผม อย่างเช่น นักธุรกิจจำนวนหนึ่งที่เสียผลประโยชน์จากการปฏิรูป ผู้อยู่เบื้องหลังการค้าเสพติดและหวยเถื่อน รวมถึงเจ้าพ่อวงการสื่อมวลชน พวกเขารวมกลุ่มกันเพื่อให้ผมลงจากตำแหน่ง หากว่าผมยอม ก็เท่ากับว่า ผมยอมก้มหัวให้กับคนที่เสียผลประโยชน์แล้วลุกขึ้นมาต่อต้านผม ดังนั้น ตอนนี้ผมได้แต่พูดอย่างชัดเจนว่า ขณะนี้ผมก็ยังเป็นผู้ลงสมัครเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทย ยังคงเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทยต่อไป และจะนำพรรคไทยรักไทยเข้าสู่สนามเลือกตั้งในฐานะผู้นำพรรคการเมือง แต่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ผมกำลังคิดอยู่ เพราะตอนนี้ผมสับสนมาก ผมอาจจะให้คำตอบที่ชัดเจนได้ในวันที่กำหนดวันเลือกตั้ง

นี่ไม่ใช่คำพูดแบบขอไปทีของนักวางกลยุทธ ตอนนี้ทักษิณยังไม่ได้ตัดสินใจ บางที่อาจจะจริง บางครั้งอำนาจก็เหมือนกับปีศาจเมดูซ่าในเทพนิยายกรีก ไม่ว่าใครก็ตามที่สบตากับดวงตาที่สวยงามคู่นั้นของเมดูซ่า ก็จะกลายเป็นหินทันที เนื่องจากหากเคยชิมรสชาติของการเป็นนักปกครอง หรือผู้บัญชาการ ซึ่งกำหนดชะตาชีวิตของผู้คนเป็นล้านเป็นสิบล้านคนมาก่อน ก็ยากที่จะต้านทานแรงดึงดูดของอำนาจได้ ในหน้าประวัติศาสตร์ของโลก ผู้นำทางการเมืองที่ไม่ได้ถูกบีบให้อยู่ในภาวะจำยอม แต่ยอมละทิ้งอำนาจด้วยความสมัครใจ มีจำนวนน้อยมาก สำหรับทักษิณ เขายืนยันมาโดยตลอดว่าเขาไม่ผิด "ไม่เคยทำเรื่องใดๆ ที่เป็นการทำลายประเทศชาติ" สำหรับ "เรื่องการขายหุ้น" ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์มากนั้น เขาได้กล่าวในสุนทรพจน์นี้ว่า

พวกเขาโจมตีว่าผมหลีกเลี่ยงภาษี คนจำนวนหนึ่งกล่าวว่า "คุณขายก๋วยเตี๋ยว ยังต้องเสียภาษีเลย ขายบริษัทกลับไม่เสียภาษีเหรอ?" แต่ว่า การขายก๋วยเตี๋ยว สิ่งที่คุณขายก็คือ สินค้าซึ่งจะต้องจ่ายภาษี แต่กฎหมายกำหนดไว้ว่า ทรัพย์สินและกำไรที่ได้จากการขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี สำหรับเรื่องนี้ ผมเคยเสนอให้มีการอภิปรายอย่างเปิดเผยในที่ประชุมรัฐสภา แต่ฝ่ายค้านไม่ตกลง พวกเขาบอกว่าไม่มีประโยชน์ ดังนั้น ผมจึงทำได้แต่เพียงยุบสภา เพื่อให้ประชาชนติดสินว่าผมควรจะอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปหรือไม่ ในความเป็นจริง การขายหุ้นครั้งนี้ได้สร้างคุณประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศชาติ เงินเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไหลเข้าประเทศไทย ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่าเดิม

ทักษิณยังกล่าวอีกว่า

กระบวนการเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตยที่มีอิสระเสรีและความยุติธรรมไม่ควรถูกปฏิเสธเพียงเพราะมีคนจำนวนหนึ่งไม่ชอบผลการเลือกตั้ง เมื่อประชาชนได้แสดงเสียงโดยผ่านการเลือกตั้ง ความตั้งใจของประชาชนก็ควรได้รับความเคารพ ไม่ใช่ได้รับความเสียหายจากการชุมนุมประท้วงบนท้องถนน

ประชาธิปไตยที่สุกงอมจะจะต้องพึ่งพาการสร้างสรรค์และการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประชาชน สมาชิกในสังคมทุกหมู่เหล่าสามารถยอมรับและเคารพกฎและเกมส์ของประชาธิปไตย .....วันนี้ปัญหาพื้นฐานที่สังคมเอเชียประสบอยู่ก็คือ พลังอำนาจของการคัดค้านประชาธิปไตยที่ยังคงรวมตัวกัน พวกเขาเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของประชาธิปไตย ซึ่งความจริงก็คือ ความโอบอ้อมอารีของประชาธิปไตย พวกเขาใช้อำนาจโจมตีระบอบของเรา

เห็นได้ชัดว่า นี่ทำให้ผู้ที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ แสดงความไม่พอใจ และทำให้ผลเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายนที่พรรคไทยรักเป็นผู้ชนะต้องเป็นโมฆะ มีคนถามว่า อำนาจที่ทำให้ผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาไม่เป็นที่ยอมรับนั้น จะยอมรับการเลือกตั้งครั้งนี้ที่กำลังจะมาถึงได้หรือไม่? สถานการณ์ทางการเมืองของไทยจะมั่นคงขึ้นเมื่อไร?

ทักษิณตอบว่า

ฝ่ายค้านไม่มีอำนาจยับยั้งการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายน สาเหตุที่พวกเขาทำเช่นนี้เพราะว่า กลัวว่าจะพ่ายแพ้การเลือกตั้ง แต่ว่าครั้งนี้ พรรคฝ่ายค้านได้กล่าวว่า พวกเขาจะเข้าร่วมลงเลือกตั้ง หากทุกพรรคลงเลือกตั้ง ก็ไม่มีปัญหา รัฐบาลใหม่ที่ได้จากการเลือกตั้งก็จะเริ่มทำงานก่อนขึ้นปีใหม่ ผมคิดว่า ภายใน 3 เดือน สถานการณ์ของประเทศไทยจะกลับมาเป็นปกติ

3 เดือน สถานการณ์ทางการเมืองก็จะกลับมาเป็นปกติ การเลือกตั้งจะพิสูจน์ให้เห็นความจริงโดยเร็ววัน! การฟันธงเช่นนี้ผิดพลาดอย่างมหันต์ ทักษิณไม่เพียงตัดสินสถานการณ์ภายในประเทศผิดพลาด แต่ยังไม่รู้ว่าตนกำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย เปรียบเหมือนสัตว์ที่เข้าสู่บ่วงแล้ว แต่มันกลับเอ้อระเหยลอยชาย

เมื่อกล่าวสุนทรพจน์จบ ทักษิณก็กลับเข้าโรงแรมที่พัก มีผู้เห็นว่า การกล่าวสุนทรพจน์ของทักษิณในหัวข้อ "อนาคตประชาธิปไตยของไทย" ที่ที่ประชุมคณะกรรมการความสัมพันธ์กับต่างประเทศ มีจุดประสงค์เพื่อแสวงหาแรงสนับสนุนจากแวดวงการศึกษาและสื่อมวลชน เนื่องจากคณะกรรมการความสัมพันธ์กับต่างประเทศเป็นหนึ่งใน Think Tank ที่มีอิทธิพลต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดเข้ามาควบคุมอำนาจก็ตาม ในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา รวมทั้งประธานาธิบดีต่างก็มีสมาชิกของคณะกรรมการนี้อยู่ด้วยส่วนหนึ่ง ทำให้คณะกรรมการนี้อยู่เหนือการสับเปลี่ยนหมุนเวียนของพรรคการเมือง และกลายเป็น "องค์กรเหล็ก" ของรัฐบาลสหรัฐฯ การกล่าวสุนทรพจน์ที่จัดขึ้นครั้งนี้ซึ่งมีนาย Maurice R. Greenberg รองประธานกิตติมศักดิ์ของคณะกรรมการเป็นประธานจัดงาน ประสบผลสำเร็จด้วยดี เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง บรรยากาศในที่ ประชุมเต็มไปด้วยความยินดีปรีดา แต่ทักษิณจิตใจยังฟุ้งซ่าน

เวลา 2 ทุ่ม ทักษิณนั่งอยู่หน้าที่โต๊ะทำงาน เขาเปิดการประชุม teleconference กับคณะรัฐมนตรีที่กรุงเทพฯ ซึ่งการเลือกตั้งกำลังจะมาถึง และบรรยากาศของการเมืองภายใน ประเทศอยู่ในภาวะตึงเครียด มีข่าวออกมาว่า วันที่ 20 กันยายน ฝ่ายค้านจำนวน 1 แสนคนจะรวมตัวกันเดินขบวน "ล้มทักษิณ" เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เตรียมพร้อมเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้

เวลาเที่ยงคืน การประชุมสิ้นสุดลง ทักษิณก็นอนหลับพักผ่อน ตามกำหนดการแล้ว เขาจะต้องตื่น 7 โมงเช้า และ 8 โมงเช้า รถก็จะมุ่งหน้าไปยังที่ประชุมสหประชาชาติซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน เป็นต้นมา การประชุมสหประชาชาติครั้งที่ 61 ก็เริ่มต้นขึ้นด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ และอภิปรายตามปกติ วันนั้นประธานาธิบดีบุช และประธานาธิบดีของอิหร่านจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ด้วย คนจำนวนไม่น้อยที่รอดูเกมส์ที่น่าสนุกของสองผู้นำซึ่งจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในวันเดียวกัน ทักษิณก็มีกำหนดการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในวันที่ 20 กันยายน ในหัวข้อ "ประธิปไตยของไทย"

เวลาตีห้าของวันรุ่งขึ้น ทักษิณกำลังอยู่ในภวังค์ ความคุ้นเคยในชีวิตประจำวันของเขาในหลายปีที่ผ่านมาก็คือ การไม่นอนดึก ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหนก็ตาม เขาจะพยายามเข้านอนก่อนเที่ยงคืน อย่างน้อยต้องนอน 5 ถึง 6 ชั่วโมง ตื่นมาตอนเช้า ปกติก็จะต้องออกกำลังกายสักพัก เขาชอบว่ายน้ำ มีเพียงการปฏิบัติเช่นนี้ เขาจึงมีแรงต่อสู้มาอย่างยาวนาน ไม่ถูกแรงกดดันอันหนักหน่วงมาโจมตีได้

โทรศัพท์มือถือดังขึ้น

“ตู้ด ๆ ๆ ๆ” เสียงโทรศัพท์ทำให้เขาตื่นขึ้น

ใครโทรมาแต่เช้า รบกวนการนอนหลับของเขานะ?

"ฮัลโหล?"

"ฉันเอง" เสียงที่เขาได้ยิน คือ เสียงที่คุ้นเคยของภรรยา "พวกเขาอาจจะก่อรัฐประหาร"

พวกเขาเป็นใครกัน?

คำบอกเล่าของทักษิณ

หลังจากที่รับโทรศัพท์จากภรรยาแล้ว ผมก็รู้สึกตกใจ ก่อนที่ผมจะไปประชุมที่นิวยอร์ก ก็มีลางสังหรณ์ ผมจึงให้เพื่อนรัฐมนตรีคอยจับตาดูการเคลื่อนไหวของพวกเขา แต่พวกเขาใช้วิธีอื่นหลอกพวกเรา พวกเขาตั้งใจและตระเตรียมการมาเป็นอย่างดี ผมวางใจง่ายไปหน่อย ไม่ใช่ว่าผมมั่นใจเกินไป แต่เป็นเพราะผมคิดว่า คนที่ตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ไม่น่าทำเรื่องเช่นนี้ นี่มันศตวรรษที่ 21 แล้วนะ ยุคสมัยที่อาศัยอาวุธยึดอำนาจมันหมดไปแล้ว ผมคิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะทำเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าจะกล้าเช่นนี้.

* * * * *

คำบรรยายใต้ภาพ..
(1) ภาพหน้า 2 (หลังเกิดการรัฐประหาร รถถังก็ออกมาตรึงอยู่บนถนน)
(21) ภาพหน้า 21 วันที่ 3 เมษายน 2549 ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย กำลังให้ สัมภาษณ์นักข่าว ณ ที่ทำการพรรค เขาปฏิเสธที่จะลาออก เขากล่าวว่า "ผมจะรับข้อเสนอใดๆ ที่ทำให้ประชาชนในชาติปรองดองกัน" เพื่อ หยุดยั้งวิกฤตทางการเมืองที่ดำเนินมาเกือบ 2 เดือน

* * * * *

ที่มา: http://oldforum.serithai.net/index.php?topic=15812.0;wap2

* * * * *

@ คลิกลิ้งค์นี้.. หนังสือหายาก "24 ชั่วโมงของทักษิณ" (ฉบับแปล) 164 หน้า

* * * * *

@ คลิกลิ้งค์นี้.. รออีกแป๊บนุงนะคะ..

* * * * *

ทวงถามเงินบำเหน็จชราภาพที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายไม่ครบ


ทวงถามเงินบำเหน็จชราภาพ
ที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายไม่ครบ


"..ตอนจะเอาใช้กฎหมายบังคับเอาไปทันที พอตอนจ่ายคืนต้องอุทธรณ์อยู่หลายปีกว่าจะได้ครบ .. เงินสองพันกว่าๆแค่รายเดียวมองเผินๆมันน้อยนิดก็จริง ถ้าเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านรายละ เงินมันมหาศาลแค่ไหน? คิดซิ..คิดซิ!!.."

"เจ๊ส้มลิ้ม"ได้เกษียณ 2 ครั้งนะคะ

ระยะเวลาที่"เจ๊ส้มลิ้ม"ทำงานกับ"บูติคแฟคตอรี่" ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2522 ถึง วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2559 รวมทั้งหมด 37 ปีเต็มๆค่ะ

*เกษียณครั้งแรก วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2556 เกษียณอายุ 55 ปี ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม ตำแหน่งก่อนเกษียณ"เจ๊ส้มลิ้ม"อยู่ที่"แผนกแพทเทริน"ค่ะ

"บูติคแฟคตอรี่" มอบของขวัญ "สลากออมสินพิเศษ" มูลค่า 2,000.00 บาท ให้"เจ๊ส้มลิ้ม"ด้วยค่ะ

และ "ประกันสังคม" *ข้อความ((ในวงเล็บ))ต่อไปนี้ โปรดสังเกตปี พ.ศ.นะคะ..

((... หลังจาก"เจ๊ส้มลิ้ม"ติดต่อทำเรื่องเกษียณแล้ว วันที่ 18 เมษายน 2556 และวันที่ 5 มิถุนายน 2556 "ประกันสังคม" อนุมัติจ่ายเงินสะสม+ผลประโยชน์ตอบแทนทั้งหมด 136,295.24 บาท ซึ่งมันน้อยกว่าที่"เจ๊ส้มลิ้ม"คำนวณไว้ (เก่งกว่าเจ้าหน้าที่อีกค่ะ..หุหุ)

"เจ๊ส้มลิ้ม"จึงอุทธรณ์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2556 และได้รับอนุมัติให้จ่ายเงินสะสม+ผลประโยชน์ตอบแทนครบ 148,854.92 บาท เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 (ที่ รง ๐๖๒๖/ปย ๑๓๓๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ผู้ลงนาม นางณัฐธิกานต์ เดชอุปการ)

แต่ "เจ๊ส้มลิ้ม"คำนวณเอง ว่าจะได้รับเงินสะสม+ผลประโยชน์ตอบแทนรวมทั้งหมด 151,320.40 บาท จึงอุทธรณ์ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2558 ว่าทาง"ประกันสังคม"จ่ายเงินไม่ครบยังขาดอีก 2,465.48 บาท

"เจ๊ส้มลิ้ม"ยื่นอุทธรณ์ทั้ง 2 ครั้งที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 10 เขตมีนบุรี ค่ะ

วิธีคำนวณของ"เจ๊ส้มลิ้ม" กรุณาดูคำอุทธรณ์ 1/2 และ 2/2 ที่แนบมาพร้อมกับบทความนี้นะคะ

แต่จนถึงป่านนี้(วันที่ 13 กันยายน 2560) "เจ๊ส้มลิ้ม"ยังไม่ได้รับอนุมัติให้จ่ายเงินที่ยังค้างจ่ายตามที่อุทธรณ์ครั้งที่ 2 ไว้นะคะ ...))

หนึ่งเดือนให้หลัง ต่อมา วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2556 "บูติคแฟคตอรี่"ก็เรียก"เจ๊ส้มลิ้ม"กลับเข้าทำงานตำแหน่งเดิมอีกครั้ง

*เกษียณครั้งที่สอง วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2559 เกษียณอายุ 58 ปี ตำแหน่งก่อนเกษียณ"เจ๊ส้มลิ้ม"อยู่ที่"แผนกตรวจสอบคุณภาพ" หรือ QC ค่ะ

เกษียณครั้งนี้ "บูติคแฟคตอรี่" ได้จ่ายเงินชดเชยให้"เจ๊ส้มลิ้ม" 114,000.00 บาท

และ"ประกันสังคม"จ่ายเงินสะสม+ผลประโยชน์ตอบแทนให้"เจ๊ส้มลิ้ม" 36,138.59 บาท เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2560



* * * * *

@ ลูกจ้างทุกคนโปรดทราบ (คลิกที่นี่..)
"..ประกาศใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 เป็นต้นไป .. ลูกจ้างเกษียณอายุถือเป็นการเลิกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด.."

* * * * *

@ คลิกลิ้งค์นี้.. ย้อนตำนาน..วางระเบิดเครื่องบินทักษิณ3มีนา2544
"..วินาทีที่เครื่องบินเตรียมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้านั้น ที่นั่งชั้นหนึ่งหมายเลข 11A ที่เขาได้จองไว้เกิดระเบิดขึ้นกะทันหัน ผู้โดยสารที่อยู่บริเวณรอบๆที่นั่งนั้นได้รับบาดเจ็บหลายคน แต่ที่โชคดีก็คือที่นั่งนี้ไม่มีใครนั่งอยู่ในตอนนั้น .. ทักษิณผู้ซึ่งตรงต่อเวลามาโดยตลอดตัดสินใจที่จะรอลูกชายซึ่งก็คือนายพานทองแท้ ที่มาถึงช้า วันนั้นลูกชายก็ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงมาช้า 25 นาที แต่ในที่สุดก็ได้ช่วยชีวิตพ่อของตนไว้ได้.."

* * * * *


"เกร็ดชีวิตเล็กๆของ"เจ๊ส้มลิ้ม"จ้า!!"

วันนี้อารมณ์ดี มา..จะเล่าเกร็ดชีวิตเล็กๆของ"เจ๊ส้มลิ้ม"ให้อ่านกัน!!

@ "ชีวิตในวัยเด็ก"

"เจ๊ส้มลิ้ม"บ้านเกิดอยู่ที่ดอนกระเบื้องตำบลพงสวายจังหวัดราชบุรีโน่น พ.ศ.2501 เป็นปีเกิดค่ะ

ตอนเด็กๆ"เจ๊ส้มลิ้ม"น่ารักนะคะ ใครเห็นก็ทักใครเห็นก็ชมว่าหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา จนกระทั่งคำว่า"จิ้มลิ้ม"เกือบจะกลายเป็นชื่อของ"เจ๊ส้มลิ้ม"ไปแล้วค่ะ

ถ้าไม่เผอิญช่วงเวลานั้นมีคุณนาย"ส้มลิ้ม"เศรษฐีนีผู้ใจบุญสุนทานกำลังโด่งดังขจรขจรขจายถึงความมั่งคั่งและความใจบุญสุนทาน คุณยายของ"เจ๊ส้มลิ้ม"ได้ช่องจึงตั้งชื่อตามว่า"ส้มลิ้ม"ไงคะ เพราะอยากให้หลานสาวคนนี้เติบใหญ่เป็นเศรษฐีนีกับเขาบ้าง..อิอิ

ปัจจุบัน"เจ๊ส้มลิ้ม"เป็นได้แค่ "เศษ"ฐ๊นี เท่านั้นค่ะ 555

ชีวิตในวัยเด็ก"เจ๊ส้มลิ้ม"ก็เหมือนๆคนบ้านนอกทั่วๆไปล่ะค่ะ ตื่นเช้าก็เข้าครัวหุงข้าวทำกับข้าวกับปลาแล้วก็หอบหนังสือไปโรงเรียน กลับจากโรงเรียนก็เข้าครัวอีกแหละ

พ่อแม่"เจ๊ส้มลิ้ม"เป็นชาวนาค่ะ ทำนาปลูกข้าวสองคนตายาย ออกบ้านแต่เช้ามืดเย็นย่ำค่ำลงถึงจะกลับถึงบ้าน ตอนนั้น"เจ๊ส้มลิ้ม"ไม่มีสมาธิจะเรียนแล้ว ร่ำๆจะลาออกกลางคันเพราะสงสารพ่อแม่ที่ต้องทำงานหนัก แต่ท่านทั้งสองห้ามไว้ค่ะ

จนกระทั่งเรียนจบ"เจ๊ส้มลิ้ม"ก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนาค่ะ หลีกทางให้พี่ชายได้เรียนต่อชั้นมัธยม ด้วยข้ออ้างพี่เป็นผู้ชายจะต้องเรียนให้สูงๆจะได้เป็นหลักครอบครัวของเราค่ะ

"เจ๊ส้มลิ้ม"ก็อ้างๆไปยังงั้นแหละ แต่ความจริงเป็นเพราะ"เจ๊ส้มลิ้ม"สงสารพ่อแม่ที่ต้องทำงานหนักมากกว่าค่ะ

เมื่อเติบโตเป็นสาวรุ่นๆ"เจ๊ส้มลิ้ม"มีเพื่อนเยอะค่ะทั้งชายหญิง ก็เพื่อนๆร่วมรุ่นที่เรียนหนังสือโรงเรียนวัดมาด้วยกันไงล่ะคะ เพื่อนบางคนที่พ่อแม่มีอันจะกินก็เข้าไปเรียนต่อชั้นมัธยมในเมืองกัน ก็เกือบจะทุกคนแหละค่ะที่ได้เรียนต่อ ยกเว้น"เจ๊ส้มลิ้ม"คนเดียวที่ก้มๆเงยๆทำนาปลูกข้าวกลางทุ่งกลางนาอยู่งกๆ

"เจ๊ส้มลิ้ม"ช่วยพ่อแม่ทำนาอยู่หลายปีค่ะ ก็ทุลักทุเลลุ่มๆดอนๆไปตามจังหวะชีวิตแหละค่ะ ไม่ก้าวหน้าไปไหนมีแต่ถอยหลังลงคลองไปเรื่อยๆ

หันไปมองเพื่อนๆที่ก้าวหน้าไปคนแล้วคนเล่า แล้วก็หันกลับมามองตัวเอง น่าสังเวชเกิ้น.. ตอนนั้น"เจ๊ส้มลิ้ม"รู้สึกเบื่อๆกับชีวิตเช้าก็ทำนาเย็นก็ทำนามืดก็ทำนา ทำนา ทำนา ทำนา อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เบื่อ เบื่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ค่ะ

แล้วก็เหมือนฟ้ามาโปรด ก็ให้เผอิญมีพี่ข้างบ้านไปเรียนจบวิชาตัดเย็บเสื้อมาจากกรุงเทพฯเปิดร้านอยู่หน้าตลาดในตัวเมืองราชบุรี "เจ๊ส้มลิ้ม"จึงตัดสินใจเลิกทำนาไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้ากับพี่เค้าซึ่งพ่อแม่ก็เห็นดีเห็นชอบอนุญาตให้ไปเรียนได้ค่ะ

* * * * *

@ "เข้ากรุงเทพฯหางานทำจ้า"

หลังจากฝึกปรือวิทยายุทธวิชาตัดเย็บเสื้อผ้าจนเก่งพอตัวพอจะบินเดี่ยวได้แล้ว ตอนนั้นพ่อแม่ซื้อจักรเย็บผ้ายี่ห้อซิงเกอร์ให้ 1 คัน "เจ๊ส้มลิ้ม" ก็รับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้าให้คนแถวๆบ้าน วันนึงก็ได้หลายตังค์อยู่

นึกแล้วขำ.. เรียนมาแทบตายต้องมาเย็บชายผ้าขะม้าต่อผ้าถุงปะตูดตัดขาต่อขาทั้งกางเกงขาสั้นขายาว โอ้ย..สารพัดงานที่เขาจ้าง แต่ไม่มีใครสักคนกล้าให้"เจ๊ส้มลิ้ม"วัดตัวตัดเสื้อตัดชุดตัดกระโปรงกับเขาบ้าง ก็งานอย่างนี้"เจ๊ส้มลิ้ม"ไม่ได้แอ้มกับเขาหรอก โน่น..เขาไปตัดกับช่างที่จบมาจากกรุงเทพฯโน่น..

และแล้ว"เจ๊ส้มลิ้ม"ก็ตัดสินใจเข้าไปเผชิญโชคในกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของประเทศไทยตามคำชักชวนของน้า(น้องสาวแม่)ที่ออกเรือนไปอยู่บ้านสามีที่คลองจั่นบางกะปิ

ก็กินนอนอยู่กับน้าอยู่หลายเดือน จนตอนนั้น"เจ๊ส้มลิ้ม"ตัวกลมอ้วนเป็นหมูตอนเลยล่ะค่ะ ตื่นเช้ามาก็ออกไปซื้อหนังสือพิมพ์ที่ร้านปากซอยซึ่งตอนนั้นเขาขายเล่มละ 2 บาท แล้วก็พลิกๆหาหน้า ที่เขาลงแจ้งความรับสมัครงาน ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย

งานมีให้เลือกทำแต่ที่ทำงานอยู่ไกลโพ้น บ้านอยู่บางกะปิแต่ที่ทำงานอยู่พระประแดงโน่นใครจะถ่อไปไหว เฉพาะนั่งรถเมล์ก็ครึ่งค่อนวันเข้าไปแล้ว อ้อ..ลืมบอกตอนนั้นค่าโดยสารรถเมล์ตลอดสาย 75 สตางค์เท่านั้นค่ะ

มีอีกเรื่องลืมบอก "เจ๊ส้มลิ้ม"เคยไปสมัครงานโรงงานทำซิปที่ถนนลาดพร้าวซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบางกะปินัก เดินทางสบายๆ แต่เขาไม่รับค่ะ

* * * * *

@ "ไชโย ได้งานทำแล้วนะคะ"

"นิวซิตี้แฟคตอรี่" ตั้งอยู่ที่ถนนสุรวงศ์บางรัก เขาขยายกิจการต้องการพนักงานหลายตำแหน่ง ซึ่งเขารับ"เจ๊ส้มลิ้ม"ทำงานในตำแหน่ง "พนักงานเย็บผ้า" อัตราค่าจ้าง 900 บาท/เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2522 เป็นต้นมาค่ะ

2-3 ปีต่อมา "เจ๊ส้มลิ้ม"ถูกย้ายไปประจำ"บูติคแฟคตอรี่"พระโขนง ใกล้บ้านเข้ามาหน่อยนึง เดินทางสบายๆเพราะนั่งรถเมล์ต่อเดียว

จากนั้นมา ปี 2 ปีก็ถูกย้ายไปทำงานแผนกอื่นสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปทุกแผนกจนจะทั่วทั้งโรงงานแหละค่ะ พูดไปแล้วจะหาว่าโม้ อะไรๆที่เกี่ยวกับ"บูติค"ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันสากกระเบือยันเรือรบนี่"เจ๊ส้มลิ้ม"ทำเป็นเหมิด ไม่มีลูกน้องคนไหนกล้าแหกตาก็แล้วกัน

"เจ๊ส้มลิ้ม"เป็นคนรักเดียวใจเดียวค่ะ ก็อยู่ทำงานที่นี่ตั้งแต่ยังสาวโสดปิ้งๆจนมีสามีและมีลูกชายโทนอีก 1 คน ก็ตั้งแต่สาวๆจนแก่นั่นแหละค่ะ "เจ๊ส้มลิ้ม"ไม่ออกไม่ย้ายไปไหน ก็รักที่นี่รัก"บูติคแฟคตอรี่"นี่คะ..อิอิ

* * * * *

@ "เชื่อมั้ยคะ "เจ๊ส้มลิ้ม"โชคดีได้เกษียณถึง 2 ครั้งค่ะ"

*เกษียณครั้งแรก วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2556 เกษียณอายุ 55 ปี ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม ตำแหน่งก่อนเกษียณ"เจ๊ส้มลิ้ม"อยู่ที่"แผนกแพทเทริน"ค่ะ

"บูติคแฟคตอรี่" มอบของขวัญ "สลากออมสินพิเศษ" มูลค่า 2,000.00 บาท ให้"เจ๊ส้มลิ้ม"ด้วยค่ะ

และ "ประกันสังคม" *ข้อความ((ในวงเล็บ))ต่อไปนี้ โปรดสังเกตปี พ.ศ.นะคะ..

((... หลังจาก"เจ๊ส้มลิ้ม"ติดต่อทำเรื่องเกษียณแล้ว วันที่ 18 เมษายน 2556 และวันที่ 5 มิถุนายน 2556 "ประกันสังคม" อนุมัติจ่ายเงินสะสม+ผลประโยชน์ตอบแทนทั้งหมด 136,295.24 บาท ซึ่งมันน้อยกว่าที่"เจ๊ส้มลิ้ม"คำนวณไว้ (เก่งกว่าเจ้าหน้าที่อีก)

"เจ๊ส้มลิ้ม"จึงอุทธรณ์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2556 และได้รับอนุมัติให้จ่ายเงินสะสม+ผลประโยชน์ตอบแทนทั้งหมด 148,854.92 บาท เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558

แต่ "เจ๊ส้มลิ้ม"คำนวณเอง(เก่งกว่าเจ้าหน้าที่อีก) ว่าจะได้รับเงินสะสม+ผลประโยชน์ตอบแทนทั้งหมด 151,320.40 บาท จึงอุทธรณ์ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2558 ว่าทาง"ประกันสังคม"จ่ายเงินไม่ครบยังขาดอีก 2,465.48 บาท

"เจ๊ส้มลิ้ม"ยื่นอุทธรณ์ทั้ง 2 ครั้งที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 10 เขตมีนบุรี ค่ะ

แต่จนถึงป่านนี้(วันที่เขียนบทความ)วันที่ 13 กันยายน 2560 "เจ๊ส้มลิ้ม"ยังไม่ได้รับอนุมัติให้จ่ายเงินที่ยังค้างจ่ายตามที่อุทธรณ์ครั้งที่ 2 ไว้นะคะ ...))

และแล้ว..หนึ่งเดือนให้หลัง ต่อมา วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2556 "บูติคแฟคตอรี่"ก็เรียก"เจ๊ส้มลิ้ม"กลับเข้าทำงานตำแหน่งเดิมอีกครั้ง

*เกษียณครั้งที่สอง วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2559 เกษียณอายุ 58 ปี ตำแหน่งก่อนเกษียณ"เจ๊ส้มลิ้ม"อยู่ที่"แผนกตรวจสอบคุณภาพ" หรือ QC ค่ะ

เกษียณครั้งนี้ "บูติคแฟคตอรี่" ได้จ่ายเงินชดเชยให้"เจ๊ส้มลิ้ม" 114,000.00 บาท

และ"ประกันสังคม"จ่ายเงินสะสม+ผลประโยชน์ตอบแทนให้"เจ๊ส้มลิ้ม" 36,138.59 บาท เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2560

สรุป..ระยะเวลาที่"เจ๊ส้มลิ้ม"ทำงานกับ"บูติคแฟคตอรี่" ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2522 ถึง วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2559 รวมทั้งหมด 37 ปีเต็มๆค่ะ

* * * * *

@ "ยุทธการแก้แค้น"เจ๊ส้มลิ้ม"วัยเรียนไม่ได้เรียน"

อ่านมาถึงตอนนี้ก็ขอย้อนถอยหลังกลับไปปี พ.ศ.2530 "เจ๊ส้มลิ้ม"มีสามีค่ะ อายุเราห่างกันแค่ 11 ปีเท่านั้นเอง เขาเป็นหนุ่มน้อยมาจากเมืองเหนือจังหวัดลำพูน ส่วน"เจ๊ส้มลิ้ม"มาจากจังหวัดราชบุรี มาเจอะเจอกันที่กรุงเทพฯนี่แหละค่ะ

ครั้นปี พ.ศ.2532 ลูกชายโทนก็โผล่ออกมาลืมตาดูโลก เชิญคุณๆตามไปอ่านลิ้งค์นี้นะคะ เป็นเรื่องราวของลูกชายโทนคนนี้ค่ะ..

@ คลิกที่นี่ค่ะ..

@ หรือคลิกที่นี่..

ปี พ.ศ.2539 ลูกชายโทนครบเกณฑ์เข้าเรียนชั้นประถม1 โรงเรียน กทม. ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ส่วน"เจ๊ส้มลิ้ม"ก็เข้าเรียน กศน. ก็โรงเรียนเดียวกันนี่แหละค่ะ เพียงแต่ กศน.เรียนเฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น

หนึ่งเดือนแรก"เจ๊ส้มลิ้ม"สอบเทียบชั้นประถม6 เรียนอีก 1 ปี 6 เดือน สอบเทียบชั้นมัธยม3 และเรียนอีก 1 ปี 6 เดือน สอบเทียบชั้นมัธยม6

สรุป..เอาเป็นว่าพอลูกชายโทนเรียนชั้นประถม4 "เจ๊ส้มลิ้ม"ก็เรียนจบชั้นมัธยม6แล้วนะคะ เมื่อได้ประกาศนียบัตร เป้าหมายสุดยอดของ"เจ๊ส้มลิ้ม"ก็อยู่ที่ ม.รามฯ นี่แหละค่ะท่านผู้อ่าน!!

* * * * *

@ "บทส่งท้าย"

เป็นไงคะ เกร็ดชีวิตเล็กๆของ"เจ๊ส้มลิ้ม"ตั้งแต่สาวจนถึงแก่ ตั้งแต่ตัวคนเดียวจนกระทั่ง "เจ๊ส้มลิ้ม"1 สามี1 ลูกชายโทน1 ก็สามคนเข้าไปแล้วนะคะท่านผู้อ่าน!!

อ้อ..ยังมีอีกอัน เรื่อง"ประกันสังคม"นี่ สามีของ"เจ๊ส้มลิ้ม"เป็นคนคำนวณให้เองค่ะ เรื่องเลขผาหน้าไม้นี่เขาเก่ง ตอนเรียน ม.6 สอบเลขได้คะแนนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกเทอมเลยนะคะ

ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ค่ะ หวังว่าแอดมินกลุ่มต่างๆคงไม่ใจจืดใจดำลบออกจากกลุ่มอีกนะคะ 555

เอาเป็นว่า วันไหน"เจ๊ส้มลิ้ม"อารมณ์ดีก็จะมาเม้าท์ให้อ่านกันอีกค่ะ โชคดีนะคะ ท่านผู้อ่านทุกๆคน..

"เจ๊ส้มลิ้ม บูติคซิตี้"
13 กันยายน 2560

* * * * *


"ซื้อผ้าเอง ตัดเย็บเอง แล้วเจ๊ก็ใส่เอง" สวยมั้ยคะท่านผู้ชม!!

เกษียณแล้วจ้า!! "เจ๊ส้มลิ้ม"อยู่กับบ้านเฉยๆหลานก็ไม่มีให้เลี้ยง เหงาจังเล้ย..

วันก่อนไปใช้บริการสาวน้อยครึ่งราคานั่งรถ ปอ.8 จากต้นทาง"เคหะร่มเกล้า"ไปเที่ยว"สำเพ็ง"ใกล้ๆปากคลองตลาดสะพานพุทธฯโน่นค่ะ เดินผ่านร้านขายผ้า โอ้ย..เยอะแยะมากมายหลากหลายสีลายหูลายตาไปเหมิด..

แล้วความคิดดีๆก็แว้บเข้ามาในสมอง เราจะอยู่กับบ้านให้เซ็งเป็ดไปทำไม หุ่นรึก็ยังสเลนเดอร์เป๊ะๆ สรีระรึก็ยังไม่แก่จนเกินไป (มีผัวเด็กได้..อิอิ)

อย่ากระนั้นเลยไม่รอช้า เลือกซื้อผ้ามาได้หลายชิ้น กะจะทำชุดใส่เองใส่อวดผัวไม่ให้วอกแวกคิดนอกใจ..อิอิ

แล้วก็เป็นที่มา "ซื้อผ้าเอง ตัดเย็บเอง แล้วเจ๊ก็ใส่เอง" สวยมั้ยคะท่านผู้ชม!! นี่แหละค่ะ..

บอกก่อนนะคะ ยืม FB สามีโพสต์ค่ะ

ชุดแรกนี่ เป็นผ้าฝ้ายทอมือ สีเขียวสดใส มาตรฐาน size M 37-30-38.5 ตัวกระโปรงมีซับใน มีผ้าคาดเอวซาตินสีดำขลับไว้รัดเมื่อพุงยืน..อิอิ

ชุดที่สอง เป็นชุดเดรส มาตรฐาน size M 37-30-38.5 ซับในทั้งชุด ตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดี สีแดงเลือดนกสดใส

เอ้า..ไม่รอช้ามาดูรูปถ่ายกัน

สวยมั้ยคะท่านผู้ชม!!

"เจ๊ส้มลิ้ม บูติคซิตี้"
12 กันยายน 2560

* * * * *


หลังออกพรรษาปีนี้..วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม 2560 ตระกูล"ดุษฎีปัญจพร" ทอดกฐินที่วัดตรีญาติ ต.พงสวาย อ.เมือง ราชบุรี จ้า!!

ภาพ1/4..ผ้าซิ่นชุดนี้จะใส่ไปทอดกฐินที่วัดตรีญาติ จ้า!!

ภาพ2/4..ผ้าซิ่น"ชายพกซิ่นจีบหน้านาง"ผืนนี้ เก็บไว้ใส่เองจ้า!!

ภาพ3/4..ผ้าซิ่น"ชายพกซิ่นจีบหน้านาง"ผืนนี้ เอาไปฝากญาติผู้ใหญ่จ้า!!

ภาพ4/4..และผ้าซิ่น"ชายพกซิ่นจีบหน้านาง"ผืนนี้ ก็เอาไปฝากญาติผู้ใหญ่จ้า!!

มาตรฐาน size M 00-30-38.5

ทั้งหมด 4 ภาพ "ซื้อผ้าเอง ตัดเย็บเอง แล้วเจ๊ก็ใส่เอง" สวยมั้ยคะท่านผู้ชม!!

บอกก่อนนะคะ ยืม FB สามีโพสต์ค่ะ

เอ้า..ไม่รอช้ามาดูรูปถ่ายกัน

"เจ๊ส้มลิ้ม บูติคซิตี้"
13 กันยายน 2560

* * * * *


แล้วก็เป็นเรื่องจนได้..

".. ที่ผมโพสต์กระทู้อยู่ทุกวันนี้มีทั้งหมด 20 กว่ากลุ่ม ซึ่งทั้งหมดมาลากผมไปเข้ากลุ่มเองโดยที่ผมไม่เคยไปร้องขอหรือสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มกับเค้าเลย..

ไหนๆก็ลากเข้าไปแล้วผมก็เลยตามเลยมาจนทุกวันนี้ไง เมื่อผมโพสต์เรื่องอะไรผมก็จะเผื่อแผ่เอาไปโพสต์กับกลุ่มต่างๆที่ลากผมเข้าไปด้วยมาตลอด

2-3วันก่อนแม่บ้านซึ่งอ่อนกว่าผม 11 ปี เพิ่งเกษียณมาหมาดๆมาอยู่เฝ้าบ้านเป็นเพื่อนผมอีกคน เธอฮึดขึ้นมายึดเอาล็อคอินเฟสบุ๊คของผมไปโพสต์เรื่องเสื้อผ้าชุดแต่งกายแบบต่างๆที่เธอซื้อผ้าตัดเย็บเองแล้วก็ใส่เองนั่นแหละ

ผมท้วงว่านี่มันเฟสการเมืองจะเอาเรื่องพวกนี้มาโพสต์เดี๋ยวเพื่อนๆที่ติดตามเฟสผมเขาจะหมั่นไส้เอานา

แม่บ้านผมเธอสวนกลับ ก็เปลี่ยนบรรยากาศเรื่องเครียดๆการเมืองมาเรื่องการบ้านการทำบุญบ้างจะเป็นจะตายกันเลยรึ?

ผมจนใจเถียงไม่ออก (หุหุ..โรคเกลียมัว!!) แต่ก็ขอต่อรองขอโพสต์จั่วหัวโพสต์ของเธอไว้บรรทัดเดียว

"โพสต์นี้จะโดนลบหรือไม่ มาดูกันว่าอ่านหนังสือเกิน 3 บรรทัดมั้ย.."

กันเผื่อแอดมินบางกลุ่มที่สมาธิสั้นอ่านหนังสือไม่เกิน 3 บรรทัด จะพาลลบกระทู้หรือไม่ก็ลบออกจากกลุ่มไปเลย

นั่นไง..ผมสังหรณ์ใจไม่ผิดเล้ย พับผ่า!!สิ

กลุ่มแรกที่ลบผมออกจากกลุ่มคือ "กลุ่มเรารักแดงเกลียดสลิ่ม V.2" / ตามมาด้วย "กลุ่มประชาธิปไตย คนไทยถิ่นกาขาว" / และตามมาอีกคือ "กลุ่ม Ku ขอประชาธิปไตย เมื่อไหร่จะคืน" / รวม 3 กลุ่มด้วยกัน

และก็ยังไม่รู้ว่ากำลังจะตามมาอีกกี่กลุ่ม? เข้าใจว่าแอดมินของกลุ่มที่เหลือคงจะสมาธิมั่นคงอ่านหนังสือเกิน 3 บรรทัดแน่ๆ เลยรู้เรื่องราวความเป็นมาของโพสต์แม่บ้านผมว่าไม่เกี่ยวกับการขายสินค้าอะไรนั่น ก็เลยยังไม่ได้ลบผมออกกัน

สำหรับ "กลุ่มหัวใจสีแดง รักประชาธิปไตย" ก่อนหน้า 2-3 วันที่ผ่านมา ผมลบตัวเองออกจากกลุ่มเองแหละครับ

ทั้ง 4 กลุ่มที่ผมว่ามา ต่อไปอย่าลากผมเข้ากลุ่มอีกนะครับ คราวนี้ผมเขียนด่าเอาจริงๆด้วย .."

ธนวุฒิ ดุษฎีปัญจพร
14 กันยายน 2560
@ คลิกที่นี่.. "แล้วก็เป็นเรื่องจนได้.."

* * * * *

วันพุธที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560

"แด่เสือพรานทหารกล้าร่วมสมรภูมิทุกนาย" By: Chote Vanhakij

"ขออนุญาตคุณ Chote Vanhakij ขอนำบทความของท่านมาโพสต์ที่นี่นะครับ" ธนวุฒิ ดุษฎีปัญจพร

"แด่เสือพรานทหารกล้าร่วมสมรภูมิทุกนาย"
By: Chote Vanhakij

(("แฟกซ์" ครั้งสงครามอินโดจีน คือ ล่ามถ่ายทอดภาษาอังกฤษสู่ภาษาถิ่น ถ่ายทอดคำสั่ง, กระบวนการรบ, การรุก การถอย, และกระบวนการอื่น ๆ ที่จะส่งคำสั่งให้ชัดเจนแก่กองพล, กองพัน, หรือหน่วยย่อย ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อผลของการรุก รับ ในสนามรบที่อาจเปลี่ยนแปลงทุกนาที ข้าพเจ้า(เจ้าของเฟส) ขอนำข้อเขียนของนักรบนิรนามท่านหนึ่งที่ผ่านสมรภูมิลาวมาแล้วมาถ่ายทอดต่อ...

และความผิดพลาดใด ๆ ที่เกิดจากกระบวนการ การถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือ...ข้าพเจ้าขอน้อมรับแต่ผู้เดียว หามีส่วนเกี่ยวข้องกับท่านผู้เขียนที่ใช้นามปากกาว่า "สปาร์ค ปลั๊ก" แต่อย่างใดไม่ ข้าพเจ้ามีความนิยม ต่อข้อเขียนของท่าน และอยากเผยแพร่ต่อในสื่อมีเดีย จึงขออนุญาตนำมาถ่ายทอดต่อด้วยความเคารพ ต่อชายชาติทหาร และนักรบนิรนามที่ไม่อาจเผยชื่อ ครั้งสงครามอินโดจีนทุกท่าน..........

#ขอน้อมคารวะแด่ท่านนักรบพลเรือนนามปากกาว่า... "สปาร์ค ปลั๊ก)).


"ความหลังครั้งสงครามอินโดจีน"
จาก "เสือเหลือง" มาเป็น "เสือพราน" (1)

บ่ายแก่วันหนึ่ง ที่บ้านพักของแฟ็กซ์ในเมืองปากเซ มีเสียงทุ้ม ๆ ดังมาจากห้องโถงหน้าห้องที่ผมกำลังงีบหลับด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทางออกมาจากสนามรบ

"อ้าว! เฮ้ย.!! มีใครอยู่บ้างโว้ย?" เป็นเสียงโหวกเหวกค่อนข้างดัง

เมื่อผมงัวเงียเปิดประตูออกไป ก็เผชิญหน้ากับชายไทยรูปร่างล่ำสันวัยเลยกลางคน แต่งตัวเรียบร้อยสวมเสื้อเชิ๊ตแขนยาวสีขาวไม่พับแขน ไว้ผมยาวทรงรากไทร สวมแว่นสายตาสีชาขนาดใหญ่ ยืนยิ้มเผล่อยู่ข้างโต๊ะอาหารกลางห้อง

"มันหายหัวไปไหนกันหมด ไม่มีใครอยู่เลยหรือ?" เป็นคำถามยิ้ม ๆ จากชายนิรนาม

ผมไม่รู้ว่าเป็นใครแต่ก็ยกมือไหว้คารวะไว้ก่อน และเดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ตรงข้าม

"ไม่มีใครอยู่ครับพี่ ออกไปทำงานกันหมด"

"อ้าว...เห็น "ออฟฟิซ" บอกว่าบ่ายนี้ว่าง แล้วนี่มันหายหัวไปไหนล่ะ อ้อ...แล้วเราชื่ออะไร?"

("ออฟฟิซ" เป็นชื่อพราง(รหัส)ของเพื่อนแฟ็กซ์คนหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีม).

"สปาร์ค ปลั๊ก" ผมชื่อ "สปาร์คปลั๊ก" ครับ "ออฟฟิซ" ไปรับผมมาจากแนวมาด้วยกันเมื่อตอนสาย ตอนนี้คงอยู่ "สโตนวอลล์" มั้ง ผมโทรฯ เช็คให้เอาไหม?"

"เฮ่ย ไม่ต้อง..."สปาร์คปลั๊ก" หรือ?...เออ..เคยได้ยินแต่ชื่อ เพิ่งเจอตัววันนี้เอง ไม่มีอะไร...พอดีวันนี้พี่ว่าง เจอ "ออฟฟิซ" มันเมื่อวาน บอกวันนี้ว่างก็เลยแวะมาสนทนาด้วย"

ผู้มาเยือน "แฟ็ก B O Q." แนะนำตัวเองว่าชื่อ "พี่เชาว์" ทำงานอยู่ที่ J O C.หน่วยงานฝ่ายบุ๋นของ "สกาย" หรือ CIA.ที่ลาว

ผมร้องขอเบียร์และแก้วจากน้องก๋าย(เด็กรับใช้ประจำบ้าน)ให้พี่เชาว์ ก่อนขอตัวไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นหายง่วง ก่อนจะรีบออกมาร่วมวงไพบูลย์ด้วย เพราะเปรี้ยวปากอยู่เหมือนกัน เนื่องจากไปลุยอยู่สนามรบมาเกือบเดือน เพิ่งกลับออกมาจากแนวหน้าวันนี้ดังกล่าว

บ่ายวันนั้น ผมและพี่เชาว์ หรือ เรือโท เชาวนะ รักษาศิลปะ อดีตนายทหารเรือผู้มีอันเป็นไปต้องออกจากราชการเพราะพิษสงกบฏ "แมนฮัตตัน" นั่งละเลียดเบียร์อยู่ในบ้านกันพักใหญ่ เมื่อติดลมแล้วพี่เชาว์จึงขับรถพากันออกมาต่อที่ร้านลาว-ไทย

และที่นั้น หลังพี่เชาว์สอบถามพูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ แล้ว ก็ได้เล่าให้ฟังถึงปูมหลังที่พรหมลิขิตหักเหชักพาให้มาร่วมงานกับ "สกาย" ตั้งแต่รุ่น "ไวท์สตาร์" เฝ้าถนนและหาข่าวเรื่อยมา จนถึงยุคทหารเสือพรานรุ่นแรก ๆ ฝึกกันอยู่ที่เขาไม้ปล้อง จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพี่เชาว์เอง ต่อมาจึงย้ายมาฝึกที่เมืองกาญจนบุรีและพี่แกก็ได้ย้ายไปอยู่ด้วย เมื่อค่ายเมืองกาญจน์ฯ ถูกยุบ ย้ายศูนย์ฝึกทหารเสือพรานไปอยู่ที่ค่ายน้ำพอง จังหวัดขอนแก่นแล้ว พี่ท่านจึงข้ามมาลาวแทน มาถึงตอนนี้ พี่เชาว์จะอยู่ด้านงานบริหารไม่ได้ออกสนามรบ

หลังหมดเบียร์สิงห์รสชาติจืดชืดกว่าที่ขายบ้านเราไปสอง สามขวด พี่เชาว์ก็พูดคุยเหมือนรู้จักกันมานานปี

"สปาร์คปลั๊ก"...น้องรู้ไหม?...ว่าทหารเสือพรานรุ่นแรกที่ฝึกกันที่ปราจีนฯ นี่ใช้นามเรียกขานกันว่า "Yellow Tiger" หรือ "เสือเหลือง" ไม่ใช่ "ทหารเสือพราน" พูดจบ พี่เชาว์ยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบอย่างสุขุม

"ทหารเสือเหลืองหรือ ตลกดีนะพี่ ฟังดูชอบกล ผมว่าทหารเสือพรานจะเข้าท่ากว่านะ"

"นั่นนะสิ แล้วไอ้ทหารเสือเหลืองนี่ มันไม่ได้ฝึกให้มารบที่ลาวนะ เขาตั้งใจจะให้ไปรบในเขมร แล้วยังไงก็ไม่รู้ ดันย้ายมาลาวซะนี่"

ชื่อทหารอาสาสมัครหน่วย "เสือเหลือง" สะกิดใจผมตั้งแต่วันนั้น อาจเป็นเพราะตัวผมเองและพรรคพวกสังกัดหน่วยเดียวกันก็เป็นอาสาสมัครมาร่วมรบในสมรภูมิลาว เพียงแต่เรามีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่างจากทหารเสือพราน กระนั้นเราก็ไม่ต่างจากนักรบผู้หนึ่ง แต่เป็น "นักรบกางเกงยีนส์" หรือนักรบพลเรือนที่สู้รบเสี่ยงตายเคียงบ่า เคียงไหล่กับทหารอาสาสมัคร "เสือพราน"(ทสพ.)เหมือนกัน

"เสือเหลือง" ชื่อนี้ดูเหมือนจะตรึงอยู่ในความทรงจำของผมตั้งแต่วันนั้น เมื่อผมถามพี่เชาว์ถึงความเป็นมาอันเป็นจุดกำเนิดของ "เสือเหลือง" ทหารอาสาสมัครหน่วยนี้ พี่ท่านกลับให้คำตอบโดยละเอียดไม่ได้ เหตุนี้ "เสือเหลือง" จึงเป็นเสมือนเสี้ยนเล็ก ๆ ที่ฝังอยู่ในเนื้อ หากไม่ถูกสะกิด ไม่ไปโดนถูกมันก็ไม่รู้สึกเป็นอะไร หากบังเอิญไปสัมผัสถูกเข้าย่อมรู้สึกแปร๊บทันที

หลายท่านอาจสงสัยว่า เพราะอะไรผมถึงให้ความสนใจกับชื่อนี้เป็นพิเศษ นั่นนะซี...! เพราะอะไรล่ะ?.

มีเหตุผลส่วนตัว หลายอย่างหลายประการที่ทำให้ผมสนใจชื่อ "เสือเหลือง" ซึ่งข้อสำคัญ มันอาจสืบเนื่องมาจากส่วนลึกของความผูกพันทางประวัติศาสตร์ที่เคยเลือกเรียนเป็นวิชาเอกในสมัยเด็กก็เป็นได้ เมื่อสนใจ,ฝังใจ,ใคร่รู้ เลยกลายเป็นการบ้าน ซึ่งพยายามหาคำเฉลยเรื่อยมา

กระทั่งมีคำตอบดังต่อไปนี้...

เมื่อกล่าวถึง "ทหารเสือพราน" (ทสพ.) ก็เป็นที่รู้กันเลา ๆ ว่าก่อนจะมี "เสือพราน" ประกาศศักดาในสมรภูมิ ณ แผ่นดินลาว มีหน่วยรบนาม "เสือเหลือง" เกิดขึ้นก่อน และสำหรับเรื่องของ "เสือเหลือง" ค้างคาใจผมมาตั้งแต่บัดนั้น และต่อมาเมื่อเลิกรบราฆ่าฟันในต่างแดนกลับคืนสู่มาตุภูมิแล้ว ก็พยายามเจาะลึกเพื่อตามล่าหาประวัติและความเป็นมาของ "เสือเหลือง" ต้นตระกูลของ "เสือพราน" เพื่อให้หายข้องใจ(ตามประสาคนใฝ่รู้ จากเอกวิชาประวัติศาสตร์).

แต่ดูเหมือนจะไม่มีทางเป็นไปได้ ก็ขนาดคนระดับเก๋ามือเก่าอย่างพี่เชาว์ (เรือโทเชาวนะ รักษาศิลปะ) ผู้เคยอยู่กับ "ไวท์สตาร์" อยู่กับ "สกาย" มาตั้งแต่ต้น ยังไม่รู้เรื่อง ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นความลับดำมืด ถามใครก็ไม่มีใครรู้ คนเก่า ๆ ทั้งทหารระดับนายพล และพลเรือนรุ่นซีเนียร์ เริ่มล้มหายตายจากไปเรื่อย ๆ(รวมทั้งพี่เชาว์ของพวกเราด้วย ที่ลาโลกไปหลายปีแล้ว)

แม้กระทั่ง "#สยุมภู ทศพล" หรือ "จสอ.ประจิม วงศ์สุวรรณ" เอง(นามสกุลคุ้นไหมครับ?) ซึ่งเป็นผู้เปิดศักราชนำเรื่องวีรกรรมนักรบทหารเสือพรานมาเปิดเผยครั้งแรกก็ไม่รู้เรื่องนี้ (#นักเขียนดังระดับที่นักอ่านนิยายบู๊ และนิยายสงครามครั้งสงครามอินโดจีนทุกท่าน รู้จัก ถ้าใครไม่เคยได้ยินชื่อ...แสดงว่า ไม่ใช่หนอนนิยาย หรือนักอ่าน) บางครั้งเมื่อเจออดีตทหารเสือพรานที่เคยอยู่กับกองพัน BC.601และเคยฝึกอยู่เขาไม้ปล้องมาตั้งแต่ยุค "เสือเหลือง" อย่าง ส.อ.ถาวร วรรณโชติ ซึ่งไม่ใช่อาสาสมัครทหารเสือพรานธรรมดาเพราะจบบัญชีมาจากเทคนิคกรุงเทพ ทุ่งมหาเมฆ ก็ยังไม่สามารถให้ความกระจ่างได้ นอกจากเขาจะบอกด้วยอารมณ์ขันว่า....

"ข้าได้ยินมา...เขาเคยเรียกหน่วยนี้ว่า "กรม.ขสส." หรือ "กรมเขมรสับสน"ว่ะ ตอนแรกที่คัดตัวอาสาสมัครเข้าฝึก เห็นว่ามันมีโครงการจะส่งหน่วยนี้ไปรบในเขมร แต่พอฝึกเสร็จกลับไม่ส่งไปตามที่กำหนดเอาไว้ แต่ให้กลับบ้านไปรอคำสั่งเรียก ต่อมาอีกพักใหญ่ ๆ ถึงได้เรียกตัวมาประจำการ แทนที่จะส่งไปเขมรกลับส่งไปรบในลาวแทน".

ผู้ถ่ายทอด สายตาล้าแล้วครับ...กำลังมัน พรุ่งนี้มาต่อกันครับ.

Chote Vanhakij
2 กันยายน 2560 เวลา 20:06 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1907685942885682&id=100009328851456

* * * * *


"ความหลังครั้งสงครามอินโดจีน"
จาก "เสือเหลือง" มาเป็น "เสือพราน" (2)

("ผม" ในความหมายนี้ หมายถึงเจ้าของเรื่อง ("สปาร์ค ปลั๊ก" ไม่ใช่เจ้าของเฟส...ถ้าเจ้าของเฟส "ผม"...จะแจ้งทุกครั้ง).

อย่างไรก็ตาม งานตามล่าหาความจริงในเรื่องนี้ของผม เพิ่งจะประสบความสำเร็จเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง เมื่อได้พบกับ เคนเนธ คอนบอย (Kenneth Conboy) อีกครั้งหลังจากห่างหายไม่พบกันหลายปี

(Kenneth เป็นนักเขียนชาวอเมริกัน เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์ สงครามอินโดจีน เคยทำงานวิจัยอยู่กับ Heritage Foundation, Washington DC. ซึ่งเป็นสถาบันเก่าแก่มีชื่อเสียงทางด้านการทหาร เคนได้อุทิศเวลาร่วม 20 ปี เพื่อค้นคว้าเรื่องราวของสงครามอินโดจีน โดยเฉพาะในประเทศลาว จนเข็นหนังสือเรื่อง "Shadow War" อันโด่งดังออกมา วันนี้หนังสือปกแข็งขนาด A4 หนาห้าร้อยกว่าหน้านี้ ได้ตีพิมพ์มาแล้วกว่า 10 ครั้ง ผมเองได้มีส่วนช่วยเหลือให้ข้อมูลบางส่วนที่ขาดหายไป จนสามารถปิดเล่มหนังสือนี้ได้ เมื่อ 26 ปีก่อน)

และ "เคนเนธ คอนบอย" คนนี้แหละ คือ ผู้ให้รายละเอียดและข้อมูลที่มาของหน่วย "เสือเหลือง" แก่ผม ซึ่งจะนำมาเปิดเผยให้ทราบดังนี้

เอาล่ะ...เรามารู้จักความเป็นมาของ "เสือเหลือง" ต้นตระกูลของ "เสือพราน" ตามข้อมูลที่มีอยู่ในมือผมดังต่อไปนี้...

ย้อนหลังกลับไปยุคสงครามเย็น เมื่อ 45 ปีก่อน (ประมาณปี พ.ศ.2513-2514)...

สถานการณ์ในประเทศกัมพูชา หรือเขมรเวลานั้น #นายพลลอนนอล นายทหารฝ่ายขวาซึ่งไม่พอใจพฤติกรรมเจ้าสีหนุที่ดูเหมือนจะปล่อยให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะเวียดนามเหนือบุกรุกเข้ามาใช้ดินแดนเขมรเป็นฐานสู้รบต่อกรกับโลกเสรี (มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่สุด) ลอน นอล จึงทำการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองโค่นล้มเจ้าสีหนุลงจากบัลลังก์ (บางเสียงกล่าวว่างานนี้ สำเร็จได้เพราะมีหน่วยงานลับ CIA ของอเมริกาเจ้าเก่าให้การสนับสนุน)

เดือนพฤษภาคม 2513....

ได้มีเครื่องบิน ซี.47 ดาร์โกต้า ทาสีลายพรางตามลำตัว ติดเครื่องหมายกองทัพอากาศลาว ร่อนมาลงที่สนามบินโปเชงตง กรุงพนมเปญ และแท็กซี่เคลื่อนเข้าไปจอดตรงจุดที่มีขบวนรถ และผู้คนรอรับอยู่

ผู้โดยสารที่ลงจากเครื่องบินลำนี้ ทั้งหมดเป็น VIP จากราชอาณาจักรลาว มีเจ้าบุญอุ้ม ณ จำปาสัก เป็นหัวหน้าคณะ นำทีมส่วนใหญ่มาจากลาวภาคใต้ ประกอบด้วย...

เจ้าสีสุก ณ จำปาสัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายพลผาสุก สำลี แม่ทัพ ทชล. (ทหารแห่งชาติลาว) ภาค 4 พร้อมรอง คำมาย และ สุดใจ ผบ.หน่วยรบกองโจรพิเศษ ทชล.ภาค 4 เช่นกัน

ทั้งหมดมีนัดหมายสำคัญกับพลเอกลอน นอล ผู้นำเขมรอันเกี่ยวกับการอยู่รอดปลอดภัยของราชอาณาจักรลาว และประเทศเขมรร่วมกัน ซึ่งผู้นำเขมรและคณะรัฐบาลในสมัยนั้นได้จัดเตรียมการต้อนรับคณะบุคคลสำคัญจากราชอาณาจักรลาวผู้มาเยือนอย่างสมเกียรติ และจัดสถานที่การประชุมเจรจาครั้งสำคัญนี้

เหตุการณ์ครั้งนั้น นายพลสุดใจ ซึ่งต่อมาได้เป็นแม่ทัพภาค 4 เล่าในภายหลังว่า...

"ท่านนายพลลอน นอลผู้นำเขมรให้การต้อนรับคณะของเราอย่างอบอุ่น จัดดินเนอร์เลี้ยงอย่างมโหฬารที่วังของเจ้าสีหนุ (นายพลลอน นอล ยึดเป็นทำเนียบของรัฐบาลขณะนั้น) และมีพลจัตวา.ลอน นอลน้องชายของท่านลอน นอลร่วมวงอยู่ด้วย การสนทนาทั้งหมดเป็นภาษาฝรั่งเศษ ฝ่ายเราได้เจรจาขอร้องให้ท่านพิจารณาส่งทหารเขมร ไปช่วยรบที่ประเทศลาวตอนใต้ 2-3 กองพัน โดยให้เหตุผลว่าเวียดนามเหนือได้เสริมกำลังในลาวเขตนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ และจะแผ่อิทธิพลลงมาสู่เขมรในที่สุด จึงเป็นการดีสำหรับเขมรเองที่จะไปยับยั้ง และกวาดล้างข้าศึกเหล่านี้ในราชอาณาจักรลาว ก่อนที่ฝ่ายเวียดนามเหนือจะรุกคืบเข้ามาแผ่อิทธิพลในเขมรต่อไป แต่นายพลลอน นอลกล่าวง่าย ๆ ว่า "IIs vont se casser"(เราจะขย้ำมันเอง) ความหมายของคำพูดดังกล่าวของท่านผู้นำเขมร เท่ากับปฏิเสธ บอกปัดข้อเสนอของเราอย่างสิ้นเชิง...โดยท่านยืนยันว่าไม่หวั่นเกรงกองกำลังฝ่ายเวียดนามเหนือ และท่านสามารถรับมือได้อย่างสบาย"

คณะ VIP ของลาวต่างคอตก พกความผิดหวัง บินกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากอาหารมื้อค่ำหรูหราในวังของเจ้านโรดม สีหนุ ผ่านพ้นไปได้เพียงไม่กี่เดือน เหตุการณ์ในเขมรเริ่มเลวร้ายลงไปเรื่อย ๆ กองทัพฝ่ายนายพลลอน นอล ประสบกับความปราชัยในแทบทุกสมรภูมิที่มีการปะทะระหว่างกองกำลังเขมรรัฐบาล กับกองกำลังเวียดนามเหนือและเขมรแดง...ตลอดมา โดยเฉพาะพื้นที่ในภาคตะวันออกใกล้ชายแดนเวียดนามใต้ ซึ่งเคยเป็นแหล่งซ่องสุมกองกำลังเวียดนามเหนือและเวียดกง ทั้งใช้เป็นที่หลบภัย รวมทั้งใช้เป็นเส้นทางข้ามไป-มาระหว่างเขมร-เวียดนามใต้ได้อย่างเสรี(ในสมัยของกษัตริย์สีหนุ)

สำหรับเวียดนามเหนือก็มีเหตุ ผลจำเป็นที่จะต้องผนึกกำลังกับเขมรแดง เพื่อโหมกำลังเข้าโจมตีฝ่ายนายพลลอน นอลอย่างหนักเพื่อดำเนินการเผด็จศึกยึดชิงพื้นที่อันเคยเป็นเสมือน "สรวงสวรรค์" ของตัวเองคืนกลับมาให้จงได้

ในช่วงที่เจ้าสีหนุเรืองอำนาจอยู่นั้น นอกจากพระองค์จะทรงทำตัวเป็นหอกข้างแคร่ของโลกเสรี โดยเฉพาะกับพี่เบิ้มอเมริกันที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดแล้ว ยังดำเนินนโยบายแบบไม่รู้ไม่ชี้ "เอาหูไปนา เอาตาไปไร่" ปล่อยให้เวียดนามเหนือและเวียดกง ใช้ดินแดนเขมรใกล้ชายแดนเวียดนามใต้อย่างมีอิสระเต็มที่ให้เป็นที่พักพิงส้องสุมกำลังพล สะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ และใช้เป็นเส้นทางเคลื่อนไหวของกองกำลังต่าง ๆ

ที่สำคัญใช้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางโฮจิมินห์สายหลัก ลำเลียงอาวุธและกำลังพลจากเวียดนามเหนือวกผ่านเข้าลาวลงสู่เขมร แล้ววกเข้าเวียดนามใต้ได้อย่างเสรี รวมทั้งขนถ่ายสินค้าอันเป็นยุทธปัจจัยจากเรือของรัสเซีย, จีน และจากค่ายคอมมิวนิสต์อื่น ๆ ที่แห่กันมาเทียบท่า "สีหนุวิลล์" ท่าเรือทันสมัยซึ่งสร้างขึ้นมาด้วยความช่วยเหลือของรัสเซีย ลำเลียงสินค้าผ่านเขมรส่งไปช่วยเวียดกงสู้รบกับกองกำลังของโลกเสรี ในสมรภูมิเวียดนามใต้อย่างเปิดเผย

แต่เมื่อนายพลลอน นอล ยึดอำนาจโค่นล้มระบอบสีหนุ และประกาศขับไล่กองกำลังต่างชาติ พร้อมทั้งร้องขอความช่วยเหลือทางด้านทหารและการเงินจากอเมริกา เพื่อปราบปรามกองกำลังเวียดนามเหนือที่รุกล้ำบูรณภาพเหนือดินแดนเขมรมาเป็นเวลาช้านาน จึงทำให้ "สวรรค์บนดิน" ของกองทัพเวียดนามเหนือล่ม จนต้องเร่งรัดรีบกอบกู้กลับคืนมา ก่อนที่การศึกในเวียดนามใต้จะกระทบกระเทือน และมีปัญหาไปมากกว่านี้

ความปราชัยของกองทัพเขมรต่อกองกำลังเวียดนามเหนือซ้ำแล้ว ซ้ำอีกในดินแดนเขมรนี่เอง ทำให้ท่าทีและความหยิ่งยโสของนายพลลอน นอล ผ่อนคลายลง ต่อมาได้มีการเจรจาหารือกันกับฝ่ายลาว ถึงความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยการปิดเส้นทางโฮจิมินต์ในลาว อันเป็นเส้นทางลำเลียงสายหลักที่เหลืออยู่ เพราะเรือสินค้าค่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งเคยได้รับความสะดวกจากบริการของเจ้านโรดมสีหนุที่ท่าเรือ "สีหนุวิลล์" ต้องยุติลงอย่างสิ้นเชิง และจำเป็นต้องหันไปใช้ท่าเรือไฮฟอง ซึ่งไม่ได้รับความสะดวกต่อการลำเลียงยุทธปัจจัย ผ่านเส้นทางโฮจิมินห์ สายเวียดนามเหนือ-ลาว-เขมร ไปสู่เวียดนามใต้

ดังนั้น เพื่อตัดตอนให้ข้าศึกอ่อนแอ โลกเสรีจึงต้องพิจารณาหาทางปิดกั้นเส้นทางสายนี้ เพื่อหยุดยั้งการส่งกำลังบำรุงของค่ายคอมมิวนิสต์ที่ดำเนินการมาอย่างเข้มแข็งนานปี

ในเรื่องนี้ทั้ง Washington และ CIA ได้ขยับเข้ามาเล่นเอง เพราะต้องการทดสอบและต้องการเห็นทฤษฎีของนิคสัน ( Nixon's Doctrin) ในการช่วยเหลือประเทศในภูมิภาคนี้ให้สามารถรวมตัวป้องกันตัวเองให้พ้นจากภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์อย่างเป็นไปได้จริง

ยุทธการนี้ใช้ชื่อรหัสว่า "คอปเปอร์"

หัวหน้า CIA ประจำพื้นที่ปากเซกล่าวไว้ว่า...

"โครงการนี้จะปิดเส้นทางโฮจิมินห์ที่ทอดจากลาวลงไปสู่เขมร โดยอาศัยกำลังทหารของเขมรเข้าช่วยปฏิบัติการ เพราะเขมรยังมีกำลังพลเหลืออยู่มาก ในขณะที่ลาวเองเหลือกำลังอยู่เพียงน้อยนิดเพราะกรากกรำศึกสู้รบมานานปี ภายในระยะเวลา 5 ปีนี้ เราจะฝึกทหารเขมรซึ่งอาจจะมีอีกมากมายหลายสิบกองพันให้มีความแกร่งกล้า มีสมรรถภาพเข้มแข็งสูงขึ้น"

ศูนย์ฝึกนี้อยู่ในราชอาณาจักรลาวตอนใต้ ณ พื้นที่..... "นครสิงห์" เรียกว่า PS.18 (พีเอส.18) ได้มีการสร้างแค้มป์ที่พักทหารเพิ่มขึ้น ขยายและปรับปรุงสนามบินใหม่ เพื่อจุดประสงค์ในการฝึกทหารเขมรรองรับภารกิจนี้โดยเฉพาะ

พีเอส.18 หรือ "นครสิงห์" อยู่ริมแม่น้ำโขงตรงข้าม ไทยด้าน อ.เขมราฐ (อุบลฯ) แต่เดิมเคยเป็นศูนย์ฝึกหน่วย เอส.จี.ยู (Special Guerilla Unit) หน่วยรบกองโจรพิเศษของลาว (ซึ่งต่อมาได้ย้ายไปอยู่ศูนย์ฝึกแห่งใหม่ที่ พี เอส.46 วัดภู อยู่ห่างจากปากเซไปทางใต้ 31 ก.ม.)

วอชิงตันได้ตั้งความหวังไว้สูงมากดังจะเห็นได้ว่าได้ทุ่มเทงบประมาณให้กับทหารเขมรชุดนี้มากกว่าทหารแห่งชาติลาวเสียอีก โดยมี CIA.พยายามควบคุมดูแลการใช้เงิน (อย่างขี้เหนียว และประหยัดสุด ๆ) เห็นได้ชัดเจนว่าในขณะที่หน่วย เอส.จี.ยู.ของลาวส่วนใหญ่ยังใช้ปืน เอ็ม.2 หรือคาร์บินกันอยู่นั้น ทหารเขมรได้รับ เอ็ม.16 เป็นอาวุธประจำกาย นอกจากอาวุธประจำตัวที่เหนือกว่าแล้ว ทุกหน่วยยังมีปืน ค.60, ค.18 และบาซูก้า (คจตถ. 3.5) ใช้ครบกันทุกหมวดหมู่

หลังจากทหารเขมรกองพันแรกฝึกเสร็จ ก็เริ่มออกปฏิบัติการจริงในสมรภูมิภาคใต้ของลาวเป็นครั้งแรกทันที แต่กลับ "สอบตก ไม่ผ่าน".

เนื่องจากการทดสอบที่พิกัด พี เอส.38 กองพันแรกนี้ได้รุกคืบเข้าไปยึดพื้นที่เพื่อตั้งฐานที่มั่น แต่เจ้าถิ่นคือกองกำลังเวียดนามเหนือ ไม่ยอมให้ผู้บุกรุกตั้งหลัก ได้ส่งกองกำลังเข้าบุกโจมตีเพื่อทดสอบในคืนแรกที่กระโจนเข้าสู่สมรภูมินั้นเอง ทำให้กองพันนี้ สูญเสียกำลังพลไป 2 นาย บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง

วันรุ่งขึ้นกองพันเขมรที่ลุยเดี่ยวออกมานี้ ยอมถอดใจ ร้องขอไปยังหน่วยเหนือ ขออนุญาตถอนตัวกลับไปตั้งหลักที่ พี เอส.18 ก่อน

แต่คำตอบที่ได้รับคือ...ให้เสริมกำลัง ส่งกองพันที่ 2 เข้าไปสมทบอีก....

ขอเสริม (ก็รอดูกันครับ อนาคตเมืองไทยจะมีแบบนี้ไหม?...ตอนนี้ได้แต่รอดู และคาดการณ์จากเผด็จการที่ครองไทยอยู่ขณะนี้...จุดจบจะเป็นยังไง?...

ภาษิตจีนว่าไว้ "เดินทางกลางคืนเป็นระยะเวลานาน ก็มีโอกาสจะเจอผีเข้าสักวัน")

Chote Vanhakij
2 กันยายน 2560 เวลา 23:29 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1907814316206178&id=100009328851456

* * * * *


"เสือพรานสยายเขี้ยวเล็บ" (1)
"ครั้งแรก ณ สมรภูมิราชอาณาจักรลาว"

("ผม" เจ้าของเฟสขอเสริม (ช่วงยุคของความปั่นป่วนทางการเมือง, ไม่ว่าของประเทศไหน การเอารัดเอาเปรียบ, การกอบโกยโกงกิน, การเอื้อประโยชน์ทุกด้านแก่พวกพ้อง เพื่อให้มีฐานค้ำชูอำนาจ, การจับกุมเข่นฆ่าผู้เห็นต่าง เพื่อปกป้องฐานอำนาจของตัวเอง ฯลฯ นั้น มีทุกที่...แม้แต่ขณะนี้ ในเมืองไทย))

..................................

แต่ทันทีที่กองพันที่ 2 เคลื่อนย้ายเข้ามาเสริมทัพ กองกำลังเวียดนามเหนือก็ไม่ยอมรีรอที่จะให้เขมรทั้งสองกองพันตั้งหลักได้ ทุ่มกำลังเข้าโจมตีบุกแหลก ในคืนนั้นเอง ภายในระยะเวลาแค่ 12 ชั่วโมง เขมรทั้งสองกองพันต้องสูญเสียกำลังพลไปอีก 80 นาย

แน่นอนว่าเขมรทั้งสองกองพัน......ที่อาจหาญออกมารบนอกบ้านครั้งแรกมิได้รอช้า พากันใส่เกียร์ถอยหลังถอนตัวออกจากสมรภูมิ เดินตบเท้าเข้าเมืองปากซองทันที จากที่นั่นหน่วยเหนือส่งเครื่องบินลงมารับกำลังทั้งหมดไปพักเพื่อฟื้นฟูและปรับกำลังที่ พีเอส.18 อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ต่อมาเขมรทั้งสามกองพันนี้ต้องสลายตัว กลับคืนสู่ประเทศของตน ทั้งที่กองพันที่สามยังฝึกไม่สำเร็จและยังไม่จบการฝึกดี เลยไม่มีโอกาสได้ทันออกทดสอบในสนามรบเพื่อพิสูจน์ฝีมือ

ยุทธการ "คอปเปอร์" หรือ "ทองแดง" นี้จึงต้องมีอันพังทลายไปอย่างสิ้นเชิง จบสิ้นบทบาทไปแบบนกกระจอกยังไม่ทันกินน้ำ

ความพ่ายแพ้ของเขมรครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากผู้บังคับบัญชาที่ด้อยประสิทธิภาพ ทั้งตัว ผบ.หน่วย "คอปเปอร์" เอง คือ พ.ท. ลิม สีสาท ไม่ยอมออกไปสู่สนามรบแนวหน้า ส่วนใหญ่จะใช้เวลา "อู้" อยู่ส่วนหลัง จึงไม่สามารถควบคุมหน่วยได้ ที่ร้ายหนักกว่านั้นคือ พ.ต.ยูกิมเฮง รองผบ.หน่วย เป็นเขมรเชื้อสายจีนยังไปถูกจับเพราะอยากรวยทางลัด นำสินค้าซึ่งเป็นเฮโรอีนจากลาวเข้าไปขายในเขมร

ประเทศเขมรช่วงนั้น "น้ำกำลังขึ้น" เงินดอลล่าร์จากวอชิงตันสะพัดหลั่งไหลเข้ามาช่วยเหลือเกื้อกูลเศรษฐกิจของประเทศ และช่วยอุดหนุนเสริมสร้างกองทัพให้แข็งแกร่งเพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์...อย่างมากมาย

แต่เขมรก็เหมือนหลายชาติในอินโดจีนขณะนั้น ซึ่งมีผู้นำที่รักชาติจนน้ำลายไหล (#ไม่แตกต่างจากเมืองไทยในขณะนี้ปี พ.ศ.2560 "ผม...เจ้าของเฟส")มีการคอรัปชั่นกันอย่างกว้างขวาง

น้องชายของนายพลลอน นอล คือพลจัตวาลอน นน เอง ก็มีส่วนช่วยซ้ำเติมทำร้ายประเทศชาติของตน ด้วยการกอบโกยโกงกินมโหฬาร มีข่าวพัวพันกับการคอรัปชั่นทุกระดับชั้น ทำให้สถานการณ์ของพี่ชายและประเทศเขมรต้องย่ำแย่เสื่อมทรามลง

เป็นสาเหตุและเป็นจุดอ่อนทำให้รัฐบาลของลอน นอล ต้องล่มสลาย ต่อมาต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แตกหนีไปใช้ชีวิตบั้นปลายกลายเป็นเขมรอพยพ อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาในที่สุด (เสียชีวิตที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา)

เวียดนามเหนือและเขมรแดงจึงเป็นฝ่ายมีชัย ค่ายคอมมิวนิสต์สามารถยึดครองประเทศนี้ได้ และเป็นการยึดแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เจ้าสีหนุเองก็ไม่ยอมอยู่เพื่อคานอำนาจอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของเขมรแดงและเวียดนามไม่ได้จบเพียงเท่านี้ กลายเป็นมหากาพย์ยืดเยื้อยาวนานมากกว่าทศวรรษ เพราะนอกจากความขัดแย้งของแนวความคิดและปรัชญาคอมมิวนิสต์แล้ว เขมรแดงยังได้พลิกกลับลำ เพราะเกรงว่าเวียดนามเหนือจะเขมือบกลืนเขมรจึงต่อต้านทำลายล้างด้วยการเข่นฆ่าชาวเวียดนามในเขมรตายเป็นเบือ

เล่ากันว่าช่วงนั้น ปลาในแม่น้ำโขง และโตนเลสาบ (ทะเลสาบน้ำจืด ที่เกิดจากแม่น้ำโขงใหญ่ติดอันดับโลก)พากันอ้วนพีมีอาหารเหลือเฟือจากซากศพที่ลอยน้ำมาเป็นจำนวนมาก

ผู้นำเขมรแดงที่เคียดแค้นฮานอยตอบโต้ไล่ล่าจองล้างจองผลาญ เข่นฆ่าเวียดนามไปมากมายคือ นายพลตา ม็อก (ชื่อจัดตั้ง ไม่ใช่ชื่อจริงโปรดอ่านใต้ภาพ โดย "ผม...เจ้าของเฟส) ผู้อ้างว่าถูกฮานอยหักหลังครั้งดำรงตำแหน่ง ผบ.พื้นที่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงพนมเปญ(ในช่วงจูบปากกับเวียดนามเหนือร่วมกันต่อต้านการโค่นล้มจากรัฐบาลลอน นอล)

ดังนั้นเมื่อฝ่ายนายพลตา ม็อก มีอำนาจจึงเริ่มต้นปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วยการเข่นฆ่าชาวเวียดนามบริเวณรอบ ๆ ทะเลสาบและทั่วประเทศ

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างเหี้ยมโหด ซึ่งผู้กลายเป็นศพมีทั้งเวียดนาม เขมรกรอม และเขมรอำนาจเก่า จนต่อมากลายเป็นสาเหตุให้เวียดนามเหนือต้องส่งกำลัง 22 กองพลบุกเขมร โดยใช้ยุทธการ "ดอกบัวบาน" รุกมาจากหลายจุด รวมทั้งจากลาวตอนใต้ อ้างว่า "เพื่อปกป้องเผ่าพันธ์พลเมืองของตน"จนกลายเป็นศึกยืดเยื้อกว่าทศวรรษ

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทยช่วงต้นปี พ.ศ.2513 หลังนายพลลอน นอล ยึดอำนาจจากสมเด็จพระสีหนุ(ขณะนี้ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ และกลายเป็นสามัญชนอยู่ในเขมร)ได้สำเร็จ ได้ป่าวประกาศขอความช่วยเหลือไปยังโลกเสรี เพื่อต่อสู้ปราบปรามคอมมิวนิสต์โดยเฉพาะเวียดนามเหนือที่ฝังตัวอยู่ในเขมรมาช้านาน

ประเทศไทยซึ่งตระหนักถึงภัยอันตรายของคอมมิวนิสต์ขณะนั้น ก็ตกลงจะช่วยเขมรด้วยการส่งกองกำลังอาสาสมัครไปช่วยป้องกันรักษาเมืองต่าง ๆ ของเขมรเพื่อให้อยู่รอดปลอดภัยจากศัตรู

อาสาสมัครชุดแรกรับจากทหารกองหนุน โดยส่งตัวเข้าฝึกเพิ่มเติมอีกสามเดือนที่เขาไม้ปล้อง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งอยู่ไม่ไกลชายแดนเขมรมากนัก โดยรัฐบาลเขมรรับจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้(ซึ่งแน่นอนคงต้องจ่ายมาจากวอชิงตัน)

แต่สงครามที่ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางจนทั่วเขมร บวกกับการใช้จ่ายมีรูรั่วมากมายทำให้เขมร, รัฐบาลนายพลลอน นอล ไม่มีเงินเหลือพอที่จะมาช่วยค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ เมื่อทหารอาสาสมัครของไทยกว่าสามกองพัน(1,500 นาย) ในโครงการซึ่งมีชื่อเรียกัน อย่างไม่เป็นทางการว่า "Yellow Tiger" หรือ "เสือเหลือง" ที่ฝึกเสร็จครบตามกำหนดแล้ว ก็ต้องแหงนคอรอกันต่อไป ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ออกไปรบเสียที

นี่คือต้นกำเนิดที่มาของหน่วย "เสือเหลือง" (YELLOE TIGER).

อ.ส.ถาวร วรรณโชติ (ลาออกจากการเป็นข้าราชการสำนักงบประมาณกระทรวงการคลัง เพื่ออาสาออกไปรบในเขมร) เล่าให้ฟังถึงสาเหตุการตัดสินใจเข้าสู่สมรภูมิในเขมรว่า

"...เห็นบรรดาเพื่อน ๆ กลับจากเกาหลี กลับจากเวียดนาม ต่างมีเงินเหลือซื้อบ้าน ปลูกบ้านได้กันเป็นแถว ทบทวนดูแล้วไอ้เสมียนต๊อกต๋อยอย่างเรานี่ ชาตินี้คงไม่มีปัญญามีบ้านเป็นของตัวเองแน่ อย่ากระนั้นเลย ลาออกแม่ง..! ไปรบในเขมรดีกว่า เผื่อรอดกลับมาจะได้มีบ้านอยู่กับเขาบ้าง แต่เมื่อฝึกเสร็จแล้วพวกไล่กลับบ้าน ให้ไปรอฟังข่าวที่บ้าน ถ้าออกรบเมื่อไหร่จะเรียกไป ทุกคนก็งง คงเป็นเพราะเขมรสับสนเป็นแน่"

อดีต อ.ส.ถาวร (ปัจจุบันมีอายุกว่า 75 ปี, ขณะที่ผู้เขียนเขียนนี้ กรกฎาคม พ.ศ.2559) กล่าวตบท้ายว่า...

"วันที่ 9 กันยายน 2513 จะเป็นเพราะ "เขมรสับสน" หรือเป็นเพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปก็ตาม รัฐบาลไทยได้ออกประกาศว่า "จะไม่ส่งทหารไปรบที่เขมรแล้ว" ในการแถลงครั้งนี้ ไม่ได้กล่าวถึงอาสาสมัครทั้งกรม ซึ่งผ่านการฝึกเรียบร้อยแล้ว แต่ได้ส่งกลับภูมิลำเนาเดิมทั้งหมด

พวกอาสาสมัคร ซึ่งผ่านการฝึกเพื่อไปรบในเขมรต่างก็งงไปตาม ๆ กัน เพราะได้รับคำสั่งให้ไปคอยที่บ้านจนกว่าจะมีการเรียกตัว เมื่อมีประกาศจากทางการจะไม่ส่งกองกำลังทหารไปช่วยรบในเขมรแล้ว พวกอาสาสมัครก็เลยไม่รู้สถานภาพของตัวเองเป็นอะไร

แต่สถานการณ์ของหลายของประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขณะนั้น ไม่ได้แปรผันในเชิงลบเฉพาะในเขมรเท่านั้น ในราชอาณาจักรลาวก็กำลังย่ำแย่เข้าขั้นวิกฤตคับขัน

เนื่องจากในอดีตที่ฝ่ายลาว ซึ่งเคยหวังจะพึ่งเขมรก็ไม่ได้ดังใจ เพราะกองพันของเขมรที่ส่งมาในลาวกลับแตกพ่ายหายจ้อยไปแบบสายฟ้าแลบ จึงจำเป็นต้องหา "ตัวช่วยใหม่" เพื่อช่วยกอบกู้สถานการณ์ต่อกรกับกองกำลังเวียดนามเหนืออันเกรียงไกรติดอันดับโลก ทั้งเวียดนามเหนือยังผนึกกำลังกับลาวฝ่ายซ้ายเข้าไปอีก
สำหรับการสู้รบในลาวเวลานั้นกองกำลังฝ่ายรัฐบาลลาวกำลังตกเป็นรองชนิดเจียนไป เจียนอยู่ จึงมีการเจรจาระดับสูงจากหลายฝ่ายอย่างเร่งด่วน

ในที่สุดทางวอชิงตัน ซึ่งกำลังวิตกกังวลกับความปราชัยของฝ่ายโลกเสรี ทั้งในเวียดนาม(เวียดนามใต้) ลาว และเขมร โดยเฉพาะสถานการณ์ในราชอาณาจักรลาว ที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์สามารถยึดพื้นที่ได้ถึงสองในสามของประเทศ คงเหลือเพียงหัวเมืองใหญ่ ๆ เท่านั้นที่ยังเหลืออยู่ในมือของลาวฝ่ายขวา และฝ่ายเป็นกลาง แต่ก็ไม่รู้จะยื้อไว้ได้อีกนานเท่าไร

อเมริกันจึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เรื่องงบประมาณของเหล่าอาสาสมัครที่ปราจีนบุรีโดยตรง โดยไม่ต้องให้ใครฟาดหัวคิวจนก่อให้เกิดปัญหาเหมือนที่ผ่านมา

อาสาสมัคร 3 กองพันที่ผ่านการฝึก ณ เขาไม้ปล้อง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งตอนแรกก็มีโครงการจะส่งไปช่วยรบในเขมรแต่มีปัญหาเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ เข้ามาแทรก ทำให้โครงการนี้ระงับไป บรรดา อ.ส.ที่ผ่านการฝึกทุกนายได้รับคำสั่งให้กลับไปคอย ณ ภูมิลำเนาเดิมก่อน หากมีการเปลี่ยนแปลงจะมีคำสั่งส่งไปเรียกตัว

เมื่อพี่เบิ้มอเมริกันเข้ามามีบทบาทแสดงเอง กำลังรบอาสาสมัครหน่วยนี้จึงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

Chote Vanhakij
3 กันยายน 2560 เวลา 10:15 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1908067172847559&id=100009328851456

* * * * *


"เสือพรานสยายเขี้ยวเล็บ" (2)
"ครั้งแรก ณ สมรภูมิราชอาณาจักรลาว"

ในฟากฝั่งค่ายคอมมิวนิสต์สมัยนั้น รัสเซียและจีนให้การสนับสนุนเวียดนามเหนือเต็มที่ ฮานอยจึงกล้าเปิด "ยุทธการ 139" เพื่อปฏิบัติการสู้รบเต็มรูปแบบในลาว สำหรับ "ยุทธการ 139" นี้ มีที่มาของชื่อจากการกำหนดวันที่ 13 เดือน 9 เป็นวันเริ่มปฏิบัติการตามแผนการ โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง...

ระยะแรก เริ่มจากเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ พ.ศ.2513, ระยะที่สองเริ่มจากเดือนมีนาคม-พฤษภาคม พ.ศ.2513

ฝ่ายโลกเสรีก็น่าจะรู้ว่าเวียดนามเหนือเตรียมการรุกครั้งใหญ่ในลาวภายใต้แผนยุทธการ 139 ฝ่ายไทย......(และสหรัฐอเมริกา)จึงประกาศเป็นที่รู้กันว่าจะไม่ส่งอาสาสมัครที่ผ่านการฝึก ณ เขาไม้ปล้อง จ.ปราจีนบุรี ไปช่วยรบในเขมรแล้ว
แต่จะส่งไปช่วยรบในสมรภูมิลาวแทน!!

ในห้วงเวลานั้น...พล.อ.โว เหวียน เกี๊ยบ เสนาธิการผู้เปรื่องปราชญ์ของกองทัพเวียดนามเหนือ เริ่มต้นศักราชของการบุกครั้งนี้ด้วยกองพล 316 และกองพลที่ 312 พร้อมด้วยการสนับสนุนจากรถถัง และปืนใหญ่ 130 อันทรงอานุภาพ ทำให้นักรบลาวต้องแตกพ่ายแทบทุกสมรภูมิ ทหารชาติลาว และทหารม้งของนายพลวัง ปาว ประสบความปราชัยในการรบอย่างยับเยิน

ทุ่งไหหินตกอยู่ในเงื้อมมือของเวียดนามเหนืออีกครั้ง

หลังจากกองพลที่ 316 ซึ่งเป็นดุจหัวหอกบุกทะลวงเข้าสู่ชุมทางหนองเพชร แล้วยึดทุ่งไหหินไว้ในกำมือ แล้วแบ่งกำลังออกเป็นสามส่วนแยกไปตีเมืองสุย เมืองอ่าง และบ้านนา เมื่อจุดยุทธศาสตร์ทั้งสามได้แล้วก็มารวมกำลังกันอีกครั้ง เพื่อเข้าตีขุมกำลังใหญ่นายพลวังปาวที่รักษาซำทอง และล่องแจ้ง เพื่อเผด็จศึกขั้นแตกหัก ก่อนจะเข้ายึดเมืองหลวงเวียงจันทร์

กำลังพลของเวียดนามเหนือรุกคืบหน้าอย่างเมามันจนมาถึงซำทอง หรือพิกัด แอลเอส-20

กลางเดือนมีนาคม 2513 ซำทองที่มั่นสำคัญในภาค 2 รองจากล่องแจ้งก็จบเห่ กองกำลังทหารม้งของนายพลวัง ปาว แตกยับเยิน ซำทองตกอยู่ในเงื้อมมือทหารเวียดนามเหนือ, กรม 148 ที่บุกเข้ายึดเมืองนี้ได้ในวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2513

กองทหารเวียดนามเหนือเผาทำลายอาคารบ้านเรือนราษฎรทุกแห่ง แม้แต่โรงพยาบาลก็ไม่ได้รับการยกเว้นสร้างความเสียหายให้แก่ซัมทองอย่างย่อยยับ ราษฎรชาวม้ง, ชาวลาว ซึ่งอยู่อาศัยรอบ ๆ ซำทองต่างหอบลูก จูงหลานอพยพหลบหนีกระเจิดกระเจิง ประสบภาวะเดือดร้อนแสนสาหัส

สถานการณ์ขณะนั้นทำให้ล่องแจ้งตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง และเสี่ยงต่อการสูญเสียล่องแจ้งอันเป็นปราการด่านสุดท้ายของรัฐบาลลาว

รัฐบาลลาว...เรียกร้องความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนต่อสหรัฐอเมริกา ทำให้ "นายเทพ" หรือ พันเอกวิทูรย์ ยะสวัสดิ์ (ยศขณะนั้น) ผบ.333 ต้องตัดสินใจส่งทหารจากกรมผสม 13 อุดรธานี ทั้งทหารราบและปืนใหญ่ ลำเลียงขึ้นเครื่อง ซ.130 ข้ามโขงเพื่อไปปกป้องช่วยเหลือล่องแจ้ง และสามารถหยุดยั้งการรุกรบของฝ่ายเวียดนามเหนือได้ทันท่วงที

ต่อมา เมื่อ ทชล.(ทหารแห่งชาติลาว) และกองกำลังทหารม้งภายใต้บังคับบัญชาของนายพลวัง ปาว ตั้งหลักได้ จึงผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนเพื่อตั้งรับ และเริ่มเดินหน้ากดดันฝ่ายเวียดนามเหนือให้หยุดชะงักและช่วงชิงพื้นที่กลับคืนมาได้หลายส่วน

ขณะเดียวกันฝ่ายเวียดนามเหนือก็ประสบกับปัญหาหลายอย่าง เนื่องจากรุก รบเร็วเกินไป และล่วงล้ำเข้ามาในพื้นที่ไกลเกินกว่าจะยึดครองได้อย่างเด็ดขาด อุปสรรคการส่งกำลังบำรุง และยุทโธปกรณ์เกิดตามมา รวมทั้งมีการโจมตีเส้นทางส่งกำลังบำรุงอย่างหนัก ประกอบกับใกล้จะถึงฤดูฝนอันเป็นอุปสรรคสำคัญในการสู้รบทำให้ฮานอยมีคำสั่งให้ยุติการบุกเพียงแค่นี้ก่อน แล้วให้ถอยกลับไปตั้งมั่นที่ทุ่งไหหิน

หลังจากเวียดนามเหนือถอยทัพและล้มเลิกความตั้งใจที่จะยึดล่องแจ้งให้ได้ สถานการณ์ก็เริ่มคลี่คลายเป็นลำดับ แต่ทหารไทยจากกรมผสมที่ 13 ยังไม่ได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังกลับคืนประเทศไทยทั้งหมด โดยให้ตรึงกำลังไว้บางส่วน ณ จุดยุทธศาสตร์สำคัญหลายแห่ง เพื่อปกป้องล่องแจ้ง ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

"ยุทธการ 139 สร้างความประหลาดใจให้กับฝ่ายโลกเสรี เพราะเป็นครั้งแรกที่กองทัพเวียดนามเหนือได้นำยุทธวิธีนี้มาใช้ในราชอาณาจักรลาว นั่นคือการผสมผสานระหว่างกองกำลังฝ่ายต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ทั้งทหารราบ, แซปเปอร์, ดักกง, ทหารช่าง, รถถัง, รถหุ้มเกราะ และอาวุธหนักแบบต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการยิงที่เหนือกว่าและแม่นยำกว่า เช่น ปืนใหญ่ 130 ที่มีระยะยิงไกลกว่า 30 กม.มาใช้เป็นครั้งแรกในสมรภูมิ"

และเป็นที่น่าสังเกตว่ายุทธวิธีการสู้รบของฝ่ายเวียดนามเหนือปีนี้ไม่ได้ "มาแล้วไป" เมื่อย่างเข้าฤดูฝนเหมือนปีก่อน ๆ แต่ครั้งนี้ฮานอยให้คงกำลังจำนวนมากไว้เพื่อยึดพื้นที่ตามจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในราชอาณาจักรลาวอย่างมั่นคงถาวร ดังนั้นเมื่อสิ้นฤดูฝน พื้นที่ภาค 2 ก็ต้องเตรียมตั้งรับการรุกของฝ่ายข้าศึกคือเวียดนามเหนืออย่างเต็มที่

รวมทั้งภาคอื่น ๆ ของลาวก็น่าจะเผชิญการคุกคามจากกองทัพเวียดนามเหนืออย่างหนักเช่นกัน เพราะกองกำลังเวียดนามเหนือได้กระจายตั้งฐานทั่วทุกภาค หัวเมืองสำคัญหลายแห่งของลาว อาทิ แขวงอัตตะปือก็อยู่ในเงื้อมมือของเวียดนามเหนือ และขบวนการประเทดลาว

ฝ่ายโลกเสรีทั้งไทยและสหรัฐอเมริกา ต่างวิตกกังวลกับสถานการณ์ที่ลาวเผชิญอยู่ในเวลานั้น

เพนตากอน หรือ กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา จึงสัญญาจะรับภาระสนับสนุนค่าใช้จ่ายของทหารไทยอาสาสมัคร 5,000 นาย หรือประมาณ 10 กองพัน ที่จะข้ามโขงไปช่วยปกป้องลาวให้พ้นจากภัยคุกคามของฝ่ายคอมมิวนิสต์

แต่รัฐบาลลาว ซึ่งกำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ แม้ไม่มีทางหลีกเลี่ยงที่จะปฏิเสธทหารไทยเข้าไปช่วยลาวรบเพื่อยับยั้งการรุกของเวียดนามเหนือ กระนั้นผู้บริหารประเทศหลายคน รวมทั้งนายกรัฐมนตรีเจ้าสุวรรณภูมา ก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้ไทยเข้าแทรกแซง

ทว่าไม่มีทางเลือกอื่น กอปรกับได้เห็นผลงานของกรมผสมที่ 13 ของไทยซึ่งเคยช่วยล่องแจ้งไม่ให้ถูกเวียดนามเหนือยึดครองมาแล้ว ทำให้ลาวจำยอมรับทหารไทยเข้าไปปฏิบัติภารกิจในแผ่นดินลาว กระนั้นรัฐบาลเจ้าสุวรรณภูมาก็ตั้งเงื่อนไขไว้สองข้อ คือ

1. ทหารไทยต้องประจำการให้อยู่ห่างไกลจากเวียงจันทร์ ให้พ้นสายตาของกองทัพนักข่าว

2. ทหารไทยต้องอยู่ในสมรภูมิที่มีภัยอันตราย และถูกคุกคามจากศัตรูอย่างแท้จริง
จากความเห็นร่วมระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา-ลาว โดยเฉพาะไทย เล็งเห็นว่าพื้นที่สำคัญที่ควรได้รับการปกป้อง คือ พื้นที่ราบสูงโบโลเว่น (Plateau des Bolovens) เขตอิทธิพลของกองพลที่ 968 ของเวียดนามเหนือ ซึ่งตั้งมั่นอยู่ที่นี่มานาน นอกจากอยู่ไม่ห่างจากปากเซ เมืองสำคัญที่ใหญ่ที่สุดของลาวตอนใต้ ยังอยู่ใกล้ไทยและเขมร

โดยเฉพาะปากเซ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยไม่กี่สิบกิโลเมตร หากปากเซต้องมีอันเป็นไปอยู่ในเงื้อมมือของคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ลาวเท่านั้นที่จะเดือดร้อน ทั้งไทย เขมร และเวียดนามใต้ย่อมจะตกอยู่ในภาวะอันตรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

(ปากเซอยู่ห่างจากชายแดนไทย ช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี ประมาณ 50 กม.)

วันที่ 13 ธันวาคม 2513 เป็นวันประวัติศาสตร์ของกองกำลัง "ทหารเสือพราน"(ทสพ.)ที่ควรจารึกไว้ เมื่ออาสาสมัครทหารเสือพราน 2 กองพันแรก บินตรงจากสนามบินหน้าค่ายจักรพงษ์ปราจีนบุรี ทยอยมาลงตั้งหลักค้างคืนที่ภูหลวง หรือ พีเอส.44 ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของทหารรัฐบาลลาว สังกัดกองทัพภาคที่ 4 บนที่ราบสูงโบโลเว่น

และกองพันทหารเสือพราน 2 กองพันนี้ คือหน่วยรบหน่วยแรกของอาสาสมัครทหารเสือพรานในสมรภูมิลาว

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า อิ อิ.......

(อาสาสมัครทหารเสือพราน เปิดฉากขยายเขี้ยวเล็บ ครั้งแรก ณ สมรภูมิราชอาณาจักรลาว).

Chote Vanhakij
3 กันยายน 2560 เวลา 14:48 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1908144082839868&id=100009328851456

* * * * *


"เสือพรานสยายเขี้ยวเล็บ" (3)
"ครั้งแรก ณ สมรภูมิราชอาณาจักรลาว"

สองกองพันดังกล่าวได้รับชื่อโค้ด หรือ ชื่อพรางเป็นภาษาฝรั่งเศส คือ BC.601 และ BC.602(กองพันจู่โจม BC=Battalion Commando) ต่อมาเรียกกันสั้น ๆ ว่า พัน.1 มีนายทหารไฟแรงอดีตเป็นครูฝึกสอนการยิงปืน ค. ให้นักเรียนนายร้อย จปร. ใช้ชื่อพรางว่า "คำคม"... (พ.ต.จรวย นิ่มดิษฐ์)เป็น ผบ.พัน ส่วน บีซี.602 หรือ พัน.2 ได้ "ทองอินทร์" หรือ (พ.ต.ประกาย คารวะ) เป็น ผบ.พัน

ทั้งสองกองพันมีเหล่า "หมวกแดง" จากหน่วยรบพิเศษป่าหวาย ลพบุรี 25 คน เป็นพี่เลี้ยงคอยประกบช่วยเหลือทั้งสองกองพันตลอดเวลา โดยแบ่งออกเป็นสองทีม ทีมแรกจำนวน 13 นาย ประกบอยู่กับ บีซี.601 และที่เหลืออีก 12 นาย ประจำอยู่กับ บีซี.602

มีผู้กล่าวว่า สิงห์ "หมวกแดง" ทั้ง 25 นายนี้ ถูกส่งมาตามคำสั่งของจอมพลถนอม กิตติขจร และ จอมพลประภาส จารุเสถียร ผบ.ทบ.ซึ่งห่วงใยว่าเหล่าอาสาสมัครทหารพรานถูกส่งเข้าไปอยู่ในเขตอิทธิพลของกองพล 968 ของเวียดนามเหนือ (วนน.) อย่างโดดเดี่ยว ปราศจากอาวุธหนัก( ปืนใหญ่) และการสนับสนุนใด ๆ อาจจะละลายแบบทหารเขมรที่เจอมาแล้ว จึงจัดชุดป่าหวายมาเป็นพี่เลี้ยง

ทั้งสองกองพันนี้ ยังมีนายทหารระดับหัวกะทิอีกสองคนในชื่อพรางคือ "อภิชาติ" (พ.ต.สมิทธิ์โชติ เวียนขุนทด) และ "ปัจจา" ทั้งคู่เป็นนายทหารยุทธการ หรือ เสธ.คอยดูแลทั้งสองกองพันอย่างใกล้ชิด

ส่วนที่ บก.ฉก.สน.(กองบัญชาการเฉพาะกิจ ส่วนหน้า) นั้น มี "ดาบ" หรือ (พ.ท.เฉลิม ประสมทรัพย์) นายทหารรูปหล่อ ร่างสูงใหญ่ ผิวขาว จาก จปร.เป็น ผบ.ทหารทั้งหมดอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ หน."ธารา"

ในเวลาต่อมา(เลยถือเป็นรูปแบบการจัดกองพัน...เจ้าของเฟส) อาสาสมัครเสือพรานทุกกองพัน ทั้งทหารราบและเหล่าปืนใหญ่ต่างใช้ตัวอักษร BC ตามด้วยตัวเลข 600 เป็นตัวหลัก แต่พันปืนจะใช้ BA(Battalion Artillery) หรือกองพันปืนใหญ่ ทหารเสือพรานที่ข้ามโขงไปรบในลาวทั้งหมด จัดรูปแบบโดยให้หนึ่งกองพัน มีสามกองร้อย บวกหนึ่งหมวดอาวุธหนัก

นายทหารหรือเจ้าหน้าที่โครงการมี 22 นาย ส่วนใหญ่ประกอบด้วยนายทหารสัญญาบัตร และชั้นประทวนจากกองทัพบก(เซ็นใบลาออกจากราชการแล้ว) เสนารักษ์ประจำหมวดหมู่อีก 33 นาย และเหล่าอาสาสมัครซึ่งส่วนใหญ่มาจากกองหนุนที่ได้ผ่านการฝึกมาจาก......... "Special Forces"..."Green Berets" หรือ "หมวกเขียว" หน่วยรบพิเศษอเมริกันจากค่ายฝึกต่าง ๆ อีก 495 นาย รวมกำลังเต็มอัตรา ทั้งหมด 552 นาย (แต่ไม่เคยเต็ม)

จาก พีเอส.44 (ภูหลวง) ทหารเสือพรานทั้งสองกองพันได้ขึ้นเครื่องบินปีกหมุน หรือ ฮ.ไปลงที่สนามบินบ้านห้วยทราย จากบันทึกของ ส.อ.ถาวร วรรณโชติ (ยศในสนามรบ)หนึ่งในอาสาสมัครเสือพรานรุ่นแรกที่ผ่านการฝึกจากเขาไม้ปล้อง ได้ให้รายละเอียดช่วงนี้ไว้ว่า.......

ทั้งสองกองพันไปลงที่บริเวณ บ้านห้วยทราย บนที่ราบสูงโบโลเว่น ห่างจากเมืองปากซองไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 19 กม.ทั้งหมดต้องเผชิญกับอากาศหนาวเย็นที่คาดไม่ถึงเนื่องจากเป็นที่สูง จนต้องขอสนับสนุนเสื้อกันหนาวโดยด่วน

แต่ฝรั่งซึ่งเป็นซีโอ. หรือตัวแทนของ "สกาย" หรือ ซีไอเอ.ไม่เชื่อว่าหนาวจริง ถึงกับบินมาด้วยตัวเอง หลังจากเจออากาศหนาวสะท้านเข้าเต็ม ๆ ก็วิทยุติดต่อให้นำเสื้อกันหนาวหลากหลายชนิดมากองไว้ที่สนามบิน มีทั้งแจ็กเก็ตเนวี และฟิลด์แจ็กเก็ต ของ ทบ.อเมริกันให้เลือกเอาคนละตัว

ตกค่ำวันนั้นเอง ขณะทั้งสองกองพันยังไม่ตั้งหลักดี ข้าศึกก็ทำสงครามจิตวิทยาเปิดฉากข่มขวัญและรบกวนทันที โดยทหารเวียดนามเหนือต้อนฝูงวัวหลายสิบตัววิ่งเข้ามาเคลียร์กับระเบิดที่วางไว้ตลอดหน้าแนวเพื่อให้พวกวัวสะดุดพลุแฟร์ และกับระเบิดที่เราวางดักไว้

ทหารทั้งสองกองพันใช้ปืนเล็กประจำกายยิงไล่ วัวบางตัวล้มลงดิ้น บางตัวเตลิดไปตัวละทิศละทาง เว้นว่างสักพักพวกมันก็ต้อนเข้ามาอีก เล่นเอาเสือพรานทุกนายตื่นตัวตลอดเวลา ไม่ได้หลับได้นอนกันทั้งคืน แต่ก็มีหลายคนเก็บอาการได้ นิ่งเฉยไม่ตื่นเต้น

เช้าวันรุ่งขึ้นกำลังพลส่วนหนึ่งที่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(พื้นเพคนอีสาน) ถือเอาวิกฤตเป็นโอกาส พากันออกไปยิงวัวบางตัวซึ่งล้มบาดเจ็บทรมานเพราะถูกกับระเบิด แล่เอาเนื้อแบกกลับมา ทำลาบ หลู้ กินกันอย่างเอร็ดอร่อย

ตอนสายของวันนั้น ผบ.พัน กับคณะได้ยกพวกพากันไปที่หมู่บ้านห้วยทราย ซึ่งยังมีชาวบ้านอาศัยอยู่ นายบ้านให้การว่า เมื่อคืนนี้มีทหารเวียดนามเหนือ ที่ประจำอยู่ในเขตพื้นที่นี้ บอกว่าจะเข้าโจมตีฐานที่ตั้งทหารซึ่งมาประจำการใหม่ แต่ชาวบ้านเห็นพวกเราขนอาวุธยุทโธปกรณ์ลงจากเครื่องบินมากมาย ได้ขอร้องไว้ เพราะกลัวว่าจะโดนลูกหลงถล่มหมู่บ้านไปด้วย

การออกไปพบปะกับชาวบ้าน ในหมู่บ้านห้วยทราย และได้ข่าวจากนายบ้านดังกล่าว ผบ.พัน ได้รายงานให้หน่วยเหนือรับทราบ หน่วยเหนือซึ่งห่วงใยความปลอดภัยของชุมชนเล็ก ๆ แห่งนั้น จึงมีคำสั่งให้ "คำคม" บอกให้ชาวบ้านอพยพออกจากหมู่บ้านเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง แล้วเดินทางไปอยู่ที่เมืองปากซองทันที

ซึ่งชาวบ้านก็ยินยอมทำตามคำบอกทุกอย่าง ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาชาวบ้านห้วยทราย และสัมภาระของทุกคนในครอบครัวก็ถูกขนย้ายด้วยการแบกหามบ้าง ใส่ในเกวียนเทียมควายบ้าง รวมทั้งสัตว์เลี้ยงทุกชนิดที่นำติดตัวไปด้วยได้ จากนั้น หญิง ชาย คนเฒ่า คนแก่ และเด็กเล็กก็เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังเมืองปากซอง

หลังจากหมู่บ้านห้วยทรายกลายเป็นหมู่บ้านร้าง ผบ.พันและนายทหารฝ่ายยุทธการ หรือ เสธ.ทั้งหมด ได้เดินสำรวจภูมิประเทศภายในหมู่บ้านและบริเวณโดยรอบ พิจารณาทำเลภูมิประเทศโดยละเอียด ก่อนตัดสินใจย้ายที่ตั้งฐานมายังหมู่บ้านห้วยทรายซึ่งกลายเป็นหมู่บ้านร้างนั้น

การตั้งฐานของสองกองพันกองพันทั้งสองวางแนวออกเป็น 2 ฐาน ลักษณะวงรีเหมือนกัน โดยแยกออกจากกัน มีเส้นทางเดินเป็นถนนสายเล็ก ๆ พาดผ่านตรงกลางระหว่างฐานทั้งสองแห่ง ความยาวของฐานของพัน.1. พัน.2.มีความยาวจากทิศเหนือไปใต้ และมีลำธารสายเล็ก ๆ ผ่าน ปลายสุดของฐาน ทั้งสองด้าน

ไกลออกไปทางด้านทิศเหนือของฐานประมาณ 3 กม.มีหมู่บ้านสิบกว่าหลังคาเรือนตั้งอยู่ และเป็นหมู่บ้านซึ่งอยู่ในเขตอิทธิพลของกองกำลังฝ่ายข้าศึก เลยจากหมู่บ้านออกไปเป็นป่าทึบ มีภูเขาสูงตั้งตระหง่านอยู่ห่างออกไปอีกประมาณ 10 กม. คาดว่าเป็นฐานที่มั่นใหญ่ของข้าศึก

ตลอดวันนั้นทหารเสือพรานทั้งสองกองพันใช้เวลาทั้งหมดเสริมสร้างฐานที่มั่น ขุดหลุมบุคคล วางกับดัก สร้างแนวป้องกัน ขึงลวดหนามหีบเพลงวางรอบฐาน 3-5 ชั้น เว้นช่องว่างระหว่างชั้นไว้เป็นพื้นที่สังหาร วางกับระเบิดและแฟล์สะดุดตลอดหน้าแนวป้องกันการรุกประชิดจนถึงตัว

และเพื่อความแน่นอน "คำคม" ผบ.บีซี.601หรือ "ครูจรวย"ที่นักเรียนนายร้อย จปร.รู้จักดี เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องปืน ค.คนหนึ่งที่หาตัวจับยาก เป็นผู้กำกับดูแลวางที่ตั้งปืน ค.ไว้ตามจุดสำคัญรอบฐานของทั้งสองกองพัน และทดสอบการยิงโดยวางพิกัดไว้ให้ครอบคลุมพื้นที่รอบฐานอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเอง

ทหารเสือพรานทั้งสองกองพันทุกหมวดหมู่ ทุกกองร้อยได้รับการซักซ้อมวิธีการปฏิบัติเมื่อข้าศึกเข้าโจมตีอย่างติวเข้ม.

อดใจรอสักนิด...! พรุ่งนี้มาต่อครับ.

Chote Vanhakij
4 กันยายน 2560 เวลา 23:59 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1908882782765998&id=100009328851456

* * * * *


"เสือพรานสยายเขี้ยวเล็บ" (4)
"ครั้งแรก ณ สมรภูมิราชอาณาจักรลาว"

ที่เน้นหนักและให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด คือ ระเบียบวินัยในการใช้เสียง แสงไฟ และกำชับให้สงบนิ่ง ให้คำนึงว่าเราอยู่ในที่มั่นแข็งแรงมั่นคง ถ้าข้าศึกเข้าโจมตีก่อนอย่าร้อนรน อย่าส่งเสียง ห้ามเคลื่อนย้ายต้องประจำอยู่ในที่มั่นของตน

ที่สำคัญคือวินัยการยิง ห้ามยิงเด็ดขาดจนกว่าจะได้รับคำสั่งให้ยิง

นอกจากทั้งสองกองพันจะต้องระมัดระวังข้าศึกอย่างเต็มที่ ยังต้องรบกับหมัดหมาและแมลงอย่างหนัก เนื่องจากหลังชาวบ้านย้ายออกไป เหล่าทหารเสือพรานได้ไปรื้อฝาบ้าน กระดานเรือนมาทำบังเกอร์ที่มั่น เจ้าหมัดหมา, เห็บหมา, ตลอดจนแมลงซึ่งติดอยู่ในบ้านจึงหันมาเล่นงานทหารไทยอย่างสนุกมัน ทำให้เสือพรานจำนวนมาก ทั้งสองกองพันเป็นผื่นแดง, แสบ, คันทั้งตัว

ถึงขั้นต้องรองขอไปยังหน่วยเหนือให้ส่งยาทาและผงโรยป้องกันหมัดหมา มาสนับสนุน นั่นแหละความไม่เป็นปกติสุขจึงค่อยบรรเทาลงได้

ทหารเสือพรานอยู่อย่างเป็นสุขในฐานที่ตั้งบ้านห้วยทรายได้ไม่กี่วัน ก็เจอกับการต้อนรับของข้าศึกเป็นครั้งแรก คืนนั้นข้าศึกยิงจรวด 122 มาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะ แต่วิถียิงก็ขาดความแม่นยำ ส่วนใหญ่จะตกไประเบิดเลยฐาน หรือตะเข็บฐานทั้งหมด

กระนั้นก็ยังมีจรวดลูกหนึ่งบังเอิญพุ่งมาลงหลุมบุคคลของ ร.ต.สำเนียง เนตรน้อย ถึงกับขาขาดทั้งสองข้าง

"ฮิลท็อป" เป็นแฟ็กประจำกรมซึ่งมีอยู่คนเดียว ได้วิทยุให้เครื่องบินไปตรวจสอบหาที่ตั้งตำแหน่งที่มาของจรวดเหล่านั้น ต่อมาได้นำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดถล่มจึงเงียบหายไปพักใหญ่ แต่อีกไม่นานก็กลับมาถล่มอีก คราวนี้นอกจากจรวดแล้วยังมี ค.82 ลอบเข้ามาตั้งยิงแล้วเผ่นหนี

ตั้งแต่วันนั้นกองพัน บีซี.601 และ บีซี.602 ถูกข้าศึกยิงรบกวนทั้งกลางวัน กลางคืนเพียงแต่แนวกระสุนที่ตกไม่สร้างความเสียหายให้ฐานกองพันทั้งสองฐานเนื่องจากข้าศึกไม่สามารถรุกเข้ามาในระยะใกล้ได้ เพราะฝ่ายเราตอบโต้สวนกลับทุกครั้งด้วยอาวุธหนักเหมือนกัน

โดยเฉพาะ "คำคม" ผบ.พัน (ครูจรวย) ครูฝึกปืน ค.เชี่ยวชาญอาวุธหนักประเภทนี้เป็นพิเศษ เมื่อไหร่ที่ข้าศึกเปิดฉากลอบโจมตี ท่านจะบัญชาการรบด้วยตัวเอง และสั่งปืน ค.ที่วางตำแหน่งไว้หลายจุดยิงสวนกลับ จนหยุดยั้งความฮึกเหิมของฝ่ายตรงข้ามให้สลายไป

สถานการณ์ลอบเข้ามาโจมตีด้วยอาวุธยาวแล้วฉากหนีของข้าศึก กดดันให้ทหารเสือพรานสังกัด บีซี.601 และ บีซี.602.เกิดความเครียดสูง ถึงเวลากลางคืนก็แทบไม่มีโอกาสหลับนอน เพราะกัมปนาทไม่ขาดระยะของระเบิด ขณะเดียวกันก็เท่ากับเพิ่มความแกร่งให้นักรบอาสาสมัครขึ้นอีก

กองพัน บีซี.601 และ บีซี.602 ไม่ผิดกับตกอยู่ในสถานการณ์ถูกบังคับให้ซ้อมรบตั้งรับกราย ๆ จนการประสานงานภายในฐานลื่นไหลได้เป็นอย่างดี และเมื่อว่างเว้นจากการถูกโจมตี ทหารพรานทุกนายก็ต้องทำงานเสริมที่มั่น ทุกจุดอย่างหนัก ตลอด 9 วัน

#ในที่สุดก็ถึงวาระที่ทหารเสือพรานทั้งสองกองพัน เสมือนได้รับการทดสอบความแข็งแกร่งของฐานที่ตั้งเป็นครั้งแรก

เริ่มแรกตั้งแต่เช้าประมาณเวลา 07.00 น.ข้าศึกได้ยิงถล่มใส่ฐานของสองกองพันด้วยอาวุธหนักนานาชนิด ทำให้อาสาสมัครได้รับบาดเจ็บไป 4 นาย ข้าศึกมาจากกรม 9 กองพลที่ 968 ของกองทัพบกประชาชนเวียดนาม (PAVN = People Army of Vietnam)ซึ่งได้ควบคุมบริเวณนี้มาช้านาน โดยมีฐานทัพตั้งอยู่แถวเมืองสาละวัน

ตกดึกคืนวันที่ 15 มกราคม 2514 เวลา 23.00 น.

ข้าศึกได้ถล่มอาวุธหนักประเคนมาให้มากกว่า 300 นัด กระสุนทั้งหมดลงที่มั่นเดิม คือข้างสนามบิน (ชั่วคราว) ห้วยทราย ทิศเหนือของฐาน ฝ่ายข้าศึกคงหมดค่ากระสุนอาวุธหนักไปมากมายหลายล้านบาทแต่สองกองพันยังปลอดภัย

ต่อมา เช้าวันที่ 18 มกราคม ระหว่างนายทหารกำลังประชุมหารือวางแผนกันอยู่ ที่ บก.พัน ได้มี อ.ส.นอกประจำการจำนวนหนึ่ง 30-40 นาย ทนความกดดันไม่ไหว นำอาวุธประจำกายพร้อมเป้สนามหนีออกจากฐานเดินเท้าไปทางปากซอง
ผบ.บีซี.601 และ ผบ. บีซี.602 มีคำสั่งให้จัดตั้งหน่วยติดตาม เพื่อยับยั้ง อ.ส.ทหารพรานที่ละทิ้งหน้าที่ระหว่างการรบ แฟ็กประจำกรม "ฮิลท็อป" ได้เรียกเครื่องบินมาค้นหาจนพบและนำทางคณะติดตามไปเจรจากับ อส.ทหารพรานเหล่านั้น และไปทันกันใกล้กับสนามบินปากซอง สถานการณ์ขณะนั้นเป็นไปอย่างเคร่งเครียด เพราะถ้า อ.ส.ทหารพรานที่เข้าข่ายหนีทัพไม่ยอมวางอาวุธก็ต้องยิงกัน

ร้อนถึงหัวหน้า "เทพ" (พ.อ.วิทูรย์ ยะสวัสดิ์).(ยศขณะนั้น)ต้องบินด่วนมายังฐานบ้านห้วยทราย เพื่อแก้ไขสถานการณ์

หลังจากได้รับรายงานสถานการณ์ จากนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาโดยละเอียด จึงเรียกประชุมทหารพราน อาสาสมัครทั้ง 2 กองพัน คือ บีซี.601 และ บีซี.602 ทั้งหมด หัวหน้า "เทพ" กล่าวกับทหารทุกนายว่าการอาสามารบครั้งนี้เป็นการอาสาของตัวทหารเอง ไม่ได้บังคับมาหรือเกณฑ์มา เมื่อมีอาสาสมัครไม่เต็มใจจะปฏิบัติการสู้รบ ทางกองพันก็จะไม่บังคับขืนใจ เพราะภารกิจนี้จะต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ ฉะนั้นขอให้ทุกคนตัดสินใจเอาเอง ถ้าสมัครใจจะอยู่เพื่อสู้ต่อตามเดิมก็ไม่ต้องเคลื่อนไหวใด ๆ หากใครไม่อยากอยู่ก็ให้ก้าวเท้าออกมาจากแถว

สิ้นคำประกาศของหัวหน้า "เทพ" มี อ.ส.ทหารพรานสละสิทธิ์จำนวนหนึ่ง ซึ่งมีจำนวนมากพอสมควร โดยเฉพาะกองพัน บีซี.602 ที่มี "ทองอินทร์" เป็น ผบ.พัน มักจะมีปัญหาเรื่องการดูแล และความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกำลังพล จนเกิดช่องว่างไม่ประสานกันได้ มี อ.ส.ทหารพรานสละสิทธิ์นับ 100 นาย ส่วน บีซี.601 ซึ่งมี "คำคม" (ครูจรวย)เป็น ผบ.พัน ไม่มีปัญหาเรื่องดังกล่าว จึงมี อ.ส.ขอถอนตัวไม่กี่คน

เมื่อกำลังทหารขาดจำนวนไปเช่นนี้ ย่อมทำให้หลายเบิร์ม หลายที่มั่นมีทหารประจำจุดไม่ครบ บางจุดเหลืออยู่คนเดียว เพราะ "บัดดี้"(เพื่อนคู่หู)ได้สละสิทธิ์หนีกลับไทยไปแล้ว

อ.ส.ทหารพรานที่สละสิทธิ์ทั้งหมดถูกนำไปยังสนามบินปากซอง โดยหัวหน้า "เทพ" เรียกเจ้าหน้าที่การเงินมาจาก บก.อุดร มาจ่ายเงินให้ที่สนามบินปากซองแก่ทุกคนที่สละสิทธิ์จนครบถ้วน แถมมี อ.ส.ทหารพรานจากหน่วยติดตามหลายนายเกิดถอดใจ ขอสละสิทธิ์ขึ้นเครื่องบินกลับไทยเอาดื้อ ๆ

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ จึงทำให้ทหารทั้ง 2 กองพันที่ฐานห้วยทรายเหลืออยู่ประมาณ 800 กว่านาย (จากจำนวนเต็มอัตรากองพันละ 550 นายรวมทั้งสองกองพัน 1,100 นาย)

หน."เทพ" ซึ่งช่วงนั้นคงไม่รู้จะทำอย่างไร และไม่สามารถส่งกำลังไปเพิ่มให้ได้ครบเต็มจำนวน ท่านถึงกับเปรยว่า "ช่างมันโว้ย...เหลือเท่านี้ ก็รบเท่านี้"

เหตุผลการที่มี อ.ส.ทหารพรานสละสิทธิ์ขอกลับเมืองไทยครั้งนั้น พอประเมินได้อย่างคร่าว ๆ ว่าน่าจะมีสาเหตุหลายประการ เช่น เงินเดือนน้อย สภาพความเป็นอยู่ในสนามรบไม่เหมือนเกาหลีและเวียดนาม ซึ่งอาหารการกิน, สภาพความเป็นอยู่ และสวัสดิการดีกว่ามาก ทั้งมีพีเอ็กซ์ (ร้านค้าในค่ายทหาร...เจ้าของเฟส)ให้บริการเต็มที่ ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากปืนใหญ่ตลอดเวลา

แต่ที่นี่ไม่มีปืนใหญ่ให้การสนับสนุน เป็นสองกองพันเสมือนถูกปล่อยทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวอยู่ในดงข้าศึก

กลางคืนก็ไม่ได้หลับได้นอนทั้งคืน บางคืนได้ยินเหมือนเสียงรถถังทางทิศเหนือของฐาน ต้องออกไปซุ่มรอต่อต้านรถถัง วางกับระเบิดเตรียมถล่มรถถังตามเส้นทางที่คาดว่ารถถังต้องลุยเข้ามาแน่ แต่รถถังก็ไม่ยอมโผล่มาสักที

คงเป็นกลลวงหรือการทำสงครามจิตวิทยา นอกจากนั้นยังมีเสียงเหมือนการเจาะหินในยามค่ำคืนตลอดทั้งคืน ไม่รู้ข้าศึกมันเจาะภูเขาไว้เก็บอะไร สันนิษฐานกันไปต่าง ๆ นานา เพราะไม่สามารถลาดตระเวนเข้าไปค้นหาที่มาของเสียงได้ เนื่องจากการลาดตระเวนไม่คุ้มต่อการเสี่ยง ด้วยพื้นที่เต็มไปด้วยกับระเบิดของฝ่ายข้าศึกที่วางป้องกันไว้

หลังจากกำลังพลส่วนหนึ่งสละสิทธิ์เผ่นกลับเมืองไทย ทำให้กำลังที่เหลือของสองกองพันขาดหายไป หลายร้อยนายไม่เต็มตามอัตรา แต่เสือพรานที่เหลือก็เท่ากับพิสูจน์ตัวเองว่าเป็น "ของจริง" ใจเกินร้อยทั้งสิ้น

แม้จะถูกโจมตีด้วยจรวดทุกวัน วันละ 3 เวลาก็ตามแต่ไม่ได้ทำให้ บีซี.601 และ บีซี.602 เสียขวัญหมดกำลังใจ กระทั่งถึงวาระวันสิ้นปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ทหารทุกนายได้แต่ฉลองกันเงียบ ๆ ภายในฐาน ท่ามกลางความกดดันจากสถานการณ์รอบด้าน

#ยิ่งไปกว่านั้นความกระหายต้องการรบของทหารหลายกลุ่มในฐานที่มั่น เพิ่มอัตรารุนแรงแทบระงับไม่ได้

เช่น รท.สมบูรณ์เกียรติ สิทธิเดชะ ผบ.ร้อย 2 บีซี.602. ถึงกับทำพิธีตั้งศาลเพียงตาสักการะพระเจ้าตากสิน วิงวอนขอให้ข้าศึก เข้าตีทางด้านของตัวเองก่อน
แต่อีกกระแสหนึ่งเชื่อว่าความคาดการณ์ของหน่วยการข่าวฝ่ายข้าศึกผิดพลาด(จากการบอกเล่าของทหารเสือพรานบางท่านที่อยู่ในเหตุการณ์)...ยืนยันว่าหน่วยสอดแนมของกรม 9 เวียดนามเหนือเข้าใจว่าทหารสองกองพันนี้เป็นทหารเขมร และน่าจะมีประสิทธิภาพพอ ๆ กับทหารเขมรสองกองพันซึ่งเคยส่งมารบในโครงการ "คอปเปอร์" และถูกทหารเวียดนามเหนือกรมนี้ล่อซะเละจน "แตกด่วน"ภายใน 12 ชั่วโมง.

ซึ่งได้เขียนมาแล้วเมื่อตอนต้นเรื่อง

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า....

Chote Vanhakij
5 กันยายน 2560 เวลา 23:22 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1908882782765998&id=100009328851456

* * * * *


"เสือพรานสยายเขี้ยวเล็บ" (5)
"ครั้งแรก ณ สมรภูมิราชอาณาจักรลาว"

...ทั้งนี้ก็เพราะมีอาสาสมัครทหารพรานส่วนหนึ่งมาจากจังหวัดภาคอีสานใกล้ชายแดนเขมร โดยเฉพาะทหารของพัน.1 ซึ่ง อ.ส.หลายท่านมีภูมิลำเนามาจากจังหวัดสุรินทร์, บุรีรัมย์ และศรีษะเกษ ซึ่งจะใช้ภาษาพูดเป็นภาษาเขมร ส่งเสียงโหวกเหวกอยู่หน้าแนว ได้ยินไปไกล

หน่วยหาข่าวของเวียดนามเหนือ น่าจะมาฝังตัวสืบหารายละเอียดจากฐานที่ตั้งของ 2 กองพัน จึงเข้าใจว่ากำลังทหารเสือพราน (ทสพ) ของไทย เป็นกองกำลังทหารเขมร หรือเป็นฐานของ ทชล.(ทหารแห่งชาติลาว) ซึ่งกรม 9 ของเวียดนามเหนือเคยสยบมาแล้วทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้ฝ่ายข้าศึกจึงประเมินศักยภาพของกำลังเสือพรานผิดพลาดเพราะประมาท และประเมินความแข็งแกร่งของทหารฝ่ายตรงข้ามต่ำกว่าความเป็นจริง ประกอบกับการกดดันของเวียดนามเหนือด้วยอาวุธหนักระยะไกลซึ่งโหมกระหน่ำอย่างต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง ทำให้เวียดนามเหนือคาดว่าทหารทั้ง 2 กองพัน คงอ่อนเปลี้ยหมดกำลังใจไปแล้ว ฉะนั้น จึงเห็นสมควรเปิดฉากทลายกำลัง 2 กองพันเสียที

ในที่สุดวันเวลาที่ทุกคนใจจดใจจ่อเฝ้ารอคอยก็มาถึง

กลางดึกยามค่ำคืนอันหนาวเหน็บ ของวันที่ 8 มกราคม 2514 เวลาประมาณ ตี 2 ทหารเวียดนามเหนือเจนศึก สังกัดกรม 9 จำนวนมาก เคลื่อนกำลังพลเข้ามาสองทิศทาง คือ ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันตกเฉียงเหนือ

ดูเหมือนฝ่ายข้าศึกจะมีความฮึกเหิมและมั่นใจเต็มที่ หมายได้ชัยชนะครั้งนี้
"ริงเกอร์" หรือ เทิดศักดิ์ โพธิลักษณ์ อดีตผู้นำการโจมตีทางอากาศ ซึ่งช่วงนั้นยังทำหน้าที่เป็นแค่ผู้ช่วย "ฮิลท็อป" และได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ยุทธการนองเลือดที่บ้านห้วยทราย ได้เล่าให้ฟังว่า..

"ฝ่ายเราคาดการณ์เอาไว้แล้วว่า ข้าศึกจะต้องเข้าตีคืนนี้ เพราะจากข่าวกรองและมีสิ่งบอกเหตุหลายอย่างที่แสดงให้รับรู้ ทั้งสองกองพันก็ได้เตรียมพร้อมเต็มอัตรามาหลายคืนแล้ว เพียงแต่สงบนิ่งไม่เคลื่อนไหวให้ผิดสังเกต คืนนั้นเอง หน่วย "แซปเปอร์" ของฝ่ายมัน อาศัยความมืดเลื้อยเข้ามาจนถึงด่านแรก และสามารถปลดกู้กับระเบิดที่วางไว้หน้าแนวได้เกือบหมด และตัดลวดหนามที่มีหลายชั้นเข้ามาอย่างใจเย็น"

"เราสังเกตเห็นข้าศึกตั้งแต่แรกแล้ว ส่วนใหญ่นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียว เสื้อก็ไม่ใส่ เห็นตัวขาวโพลนทั้งที่อากาศหนาวจะตาย ดูผิดมนุษย์มนา แต่เราก็ปล่อยให้มันเข้ามาเรื่อย ๆ "ตามแผนปิดประตูตีแมว" ฝ่ายเราทุกคนเข้าประจำตำแหน่งที่ได้ซักซ้อมกันไว้ และเฝ้าดูอย่างเงียบกริบ"

"แต่ละคนใจเย็น ไม่มีตื่นเต้น และไม่ยิงจนกว่าจะได้รับคำสั่ง เราปล่อยให้ข้าศึกเข้ามาใน "KILLING ZONE" (พื้นที่สังหาร) ปล่อยให้ผ่านแนวรั้วลวดหนามเข้ามาเรื่อย ๆ ฝ่ายข้าศึกคงคิดว่าทหารทั้ง 2 กองพัน คงมุดหัวนอนหลับสนิทแน่ ส่วนเวรยามก็คงซุกอยู่ในผ้าห่ม กรนครอก ๆ เหมือนกัน หารู้ไม่ว่าทหารเสือพรานล้วนเล็งศูนย์ปืนเลือกเป้าของใครของมันเงียบเชียบ"

"กระทั่งข้าศึกไหลเข้ามาอยู่ในแนวรั้วลวดหนามด้านใน ซึ่งเป็นลวดหนามอีกชั้นก่อนจะมาถึงบังเกอร์ฝ่ายเรา ซึ่งขณะนั้นก็เท่ากับขังพวกมันไว้ให้อยู่ในพื้นที่จำกัด ถูกบีบบังคับจากแนวรั้วลวดหนามทั้งด้านหน้า และด้านหลัง"

"สักพักพวกมันก็ทยอยกันเข้ามาเต็ม คราวนี้ไม่ใช่พวก "แซปเปอร์" อย่างเดียว แต่เป็นทหารสวมเครื่องแบบมีอาวุธครบมือ เกือบทุกคนมีเป้สะพายหลังมาด้วย แต่ส่วนใหญ่เป็นเป้เปล่า มีแค่ขนมโก๋ ผ้าพันแผล และมอร์ฟีน ตรงนี้มาค้นพบทีหลัง ช่วงนับศพของเช้าวันรุ่งขึ้น พวกมันเอาเป้เปล่ามาเพื่อขนของกลับฐานมัน.....มั่นใจกันถึงขนาดนั้นเลยแหละ มั่นใจว่าฐานเราต้องแตกแน่ ๆ"

"เมื่อฝ่ายมันเข้ามาเงียบ ๆ ฝ่ายเราก็เฝ้าดูเงียบ ๆ เหมือนกัน ในที่สุดระหว่างแซปเปอร์กำลังเริ่มตัดลวดหนามแนวสุดท้าย เราก็ได้รับสัญญาณให้ยิง"

"พริบตานั้น มันเหมือนกับนรกแตก พวกเราอยู่ในที่กำบังมิดชิด เปิดฉากยิงถล่มเข้าใส่แบบหูดับตับไหม้ ยิงและยิงเข้าใส่พวกมันที่อยู่ในพื้นที่ลานโล่งระหว่างลวดหนาม ไอ้พวกนั้นเข้าก็ไม่ได้ ถอยออกก็ไม่ได้ เหมือนไล่ยิงฝูงเก้ง ฝูงกระต่ายเห็น ๆ พวกมันล้มกลิ้งระเนระนาด แต่เมื่อตั้งหลักได้ก็พยายามต่อสู้ บางคนหลุดฝ่าแนวลวดหนามออกมาได้"

"ก็พยายามวิ่งชาร์จเข้ามาหา แต่ก็ต้องพรุนเมื่อเจอเสือพรานสาดลูกปืนเข้าสกัด ข้าศึกคงทั้งตกใจ และแปลกใจ คาดไม่ถึงว่าเราจะตั้งหลักต้อนรับมันได้เหนียวแน่นอย่างนี้ ขณะเดียวกันหมวดอาวุธหนัก ก็ถล่ม ค.ไปด้านหน้าแนว และตามจุดต่าง ๆ ที่วางตำแหน่งไว้อย่างหนาแน่น"

ถาวร วรรณโชติ อาสาสมัครทหารเสือพราน ประจำ บีซี.601 ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นและทำหน้าที่ควบคุมการยิงปืน ค.60 เล่าว่า....

"คืนนั้นผมเข้าเวร พอถึงเวลาตี 2 คู่เวรผมบอกหิวข้าว แล้วเดินออกไปหาอะไรกินที่โรงครัว หายไปแป๊ปเดียว ก็วิ่งตาหูแหกกลับมา บอกว่า "พ่อมึงมาแล้วโว้ย" ทีแรกก็ไม่รู้ว่าแซปเปอร์ได้ตัดลวดหนามแหกด่านแรกเข้ามาแล้ว เพราะมันมาเงียบจริง ๆ พอได้รับสัญญาณให้ยิงได้ผมก็คุมลูกน้องระดมยิง ค.ไปทางหน้าแนว ใกล้บ้าง ไกลบ้าง ทำ "โซนสวีป" ยิงกวาดไปบ้าง คาดว่าสร้างความเสียหายให้กับพวกมันพอสมควร แต่ที่แปลกคือไอ้ลูกน้องผมมันโวยวาย อ้างว่ามองเห็นศพของพวกมัน ที่กองสุมระเนระนาดอยู่ระหว่างลวดหนามกระดุก กระดิกได้"

ซึ่งเรื่องนี้ ถาวร วรรณโชติ ขณะนั้นคงไม่ทราบว่า ทหารเวียดนามเหนือจะไม่ยอมทิ้งศพพรรคพวกของตนไว้ให้ศัตรูเป็นอันขาด แม้บางครั้งจะต้องแลกด้วยการเสียศพเพิ่มก็ตาม นอกจากจะเป็นประเพณีปฏิบัติแล้ว ยังเป็นเรื่องของขวัญและกำลังใจนักรบด้วยกัน ศพข้าศึกที่เห็นว่าเคลื่อนไหวได้ก็คือ ศพที่ถูกพวกเดียวกันพยายามลอบเข้ามาลากกลับออกไป ด้วยการใช้เชือกผูกตะขอเหล็กปลายแหลมสามแฉกขว้างเข้ามาเกี่ยวศพ แล้วดึงลากออกไป

วิธีนี้บางทีผู้ที่ถูกเกี่ยวออกไปยังไม่เสียชีวิตอาจแค่บาดเจ็บหรือสลบไป แต่ข้าศึกไม่มีตัวเลือกอื่น เพราะดีกว่าทิ้งผู้บาดเจ็บไว้ให้ตกไปอยู่ในเงื้อมมือศัตรู

ผลการสู้รบในคืนเลือดเดือดคืนนั้น กว่ากระสุนนัดสุดท้ายจะสิ้นเสียงก็เมื่อขอบฟ้าเรื่อเรืองด้วยแสงอรุณ

วันรุ่งขึ้น เวลาเช้าตรู่ หลังจากเสียงปืนเงียบสงบ ทั้งสองกองพันได้ออกเคลียร์หน้าแนว พบศพของข้าศึกที่ไม่สามารถนำออกไปได้ นอนตายเกลื่อนกลาดทับถมอยู่บนลวดหนาม โดยเฉพาะตามแนวระหว่างรั้วลวดหนาม กรม 9 เวียดนามเหนือ ได้ทิ้งศพทหารเวียดนามเหนือไว้ให้นับได้ถึง 131 ศพ และจับเป็นเชลยศึกทหารประจำการเวียดนามเหนือได้อีกสามคน คือ พลทหารล็อค มิน ฮัง และ พลทหาร ฮอง วัน เคือง แต่อีกคนเสียชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว

นอกจากศพแล้ว ข้าศึกยังได้ทิ้งอาวุธไว้ให้ดูเป็นที่ระลึกต่างหน้าอีกร่วม 500 รายการ

ส่วนทหารไทย บีซี.602 เสียชีวิตไปหนึ่งคน(เข้าใจว่าโดนกระสุนพวกเดียวกัน) และบาดเจ็บอีกหนึ่งคน เนื่องจากโดนลังกระสุนทับใส่ ขณะเครื่องบินมาทิ้งสัมภาระให้ในช่วงวิกฤติหน้าสิ่ว หน้าขวาน

"ถาวร วรรณโชติ" อีกนั่นแหละที่ยืนยันถึงสาเหตุทหารเสือพรานผู้นั้นไม่ได้สิ้นชีพเพราะกระสุนศัตรู...

"สาเหตุที่ตายเพราะ "บัดดี้" ประกบคู่อยู่ด้วยกัน สละสิทธิ์ขอกลับเมืองไทย เลยเหลืออยู่คนเดียวในบังเกอร์ มันยิงจนกระสุนหมด เลยวิ่งออกจากบังเกอร์ตัวเองไปหากระสุนมาเพิ่มเติม ซึ่งผู้บังคับบัญชาสั่งไว้แล้วว่าอย่าได้ออกไปเพ่นพ่านเป็นอันขาด ให้ประจำอยู่ในที่มั่นตัวเอง ที่เสียชีวิตคงโดนปืนพวกเดียวกันแน่ เพราะตอนนั้นกำลังสับสนสุด ๆ ไม่รู้ใครเป็นใคร ถ้ามีบัดดี้ช่วยประกบด้วยกัน และกักตุนกระสุนไว้ให้พอ...คงไม่ตาย"

เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อวิทยุรายงานวีรกรรมของทหารไทยครั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงที่ บก.333 อุดรฯ สงสัยไม่อยากเชื่อว่าเป็นไปได้ ที่ทหารไทยทั้งสองกองพัน (ไม่เต็มจำนวน) จะสร้างความเสียหายให้กับศัตรูได้มากมายถึงขนาดนี้

ผบ.ฉก.สน. ที่ยืนฟังรายงานทางวิทยุไปยังบก.333 อุดรฯ หน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความไม่พอใจอยู่ข้าง ๆ ต้องคว้าแฮนด์เซ็ตจากพนักงานวิทยุมายืนยันด้วยตัวเอง...

"นี่ผมดาบนะ...ผมนับมันด้วยมือของผมเอง"...คำพูดของ พ.ท.เฉลิม ประสมทรัพย์....

อ่านต่อฉบับหน้าครับ.......

Chote Vanhakij
7 กันยายน 2560 เวลา 00:10 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1909991735988436&id=100009328851456

* * * * *


"เสือพรานสยายเขี้ยวเล็บ" (6)
"ครั้งแรก ณ สมรภูมิราชอาณาจักรลาว"

"นี่ผมดาบ...นะ...!! ผมนับมันด้วยมือของผมเอง"... พ.ท.เฉลิม ประสมทรัพย์ หรือ หัวหน้า "ดาบ" กรอกคำยืนยันใส่ในวิทยุเสียงลั่นเพื่อตอบข้อกังขาของทาง บก.333 อุดรฯ ที่ไม่เชื่อว่าเป็นความจริง

ถาวร เล่าว่า ตอนเช้าหลังการปะทะ "คำคม" ได้นำกำลังพลออกกวาดล้างข้าศึกหน้าแนวเป็นหน้ากระดานเรียงหนึ่งออกไปในระยะ 1 ก.ม.ไปพบ บก.ของข้าศึกเป็นแอ่งธรรมชาติ มีพบอุปกรณ์สายโทรศัพท์ และสัมภาระต่าง ๆ รวมทั้งหม้อหุงต้มและที่นึ่งข้าวเหนียว และไปพบข้าศึกหลบซ่อนอยู่ใต้ขอนไม้ บาดเจ็บสาหัสมีผ้าพันแผลตามตัวหลายแห่ง มือขวาถือระเบิดมือแบบสากกะเบือ และเมื่อไม่ยอมจำนนจะขว้างระเบิดเข้าใส่จึงถูกยิงตายใต้ขอนไม้นั่นเอง แต่เมื่อเดินไกลออกไปเป็นป่าทึบไม่สามารถออกกวาดล้างได้ แต่มีร่องรอยของข้าศึกจึงพากันกลับเข้าฐาน ต่อมา "ฮิลท็อป" ได้นำเครื่อง เอฟ. เข้าถล่มจุดนี้

อาวุธที่ยึดมาได้ส่วนใหญ่เป็นอาก้าแบบพับฐาน และไม่พับฐาน พร้อมยึดอุปกรณ์เครื่องรบพร้อมเสบียงกรังมากมาย

"นายเทพ" ได้บินมาเยี่ยมของตอนสายวันเดียวกัน ประกาศว่าใครยึดปืนพกได้ ให้เอามา...จะให้กระบอกละ 1,000 บาท ปรากฏว่า "วิมล" ซึ่งไม่ได้ออกกวาดล้างแต่ก็ไวทายาด หยิบปืนจากเป้ของข้าศึกมาเก็บไว้หน้าตาเฉย เลยได้รางวัลจาก "นายเทพ" ไป นอกจากปืนพกแล้วจะมีมีดพกขนาดเล็กในซองหนังสีน้ำตาลคล้ำ ซึ่ง "นายเทพ" ได้ไปจากงานนี้เช่นกัน และท่านจะพกเหน็บติดตัวไว้ตลอดเวลาที่ออกสนามเหมือนเครื่องรางของขลังประจำตัว

#ส่วนศพของทหารเวียดนามเหนือที่ถูกทิ้งค้างหลงเหลืออยู่ทั้งหมด ทหารไทยทั้งสองกองพัน มิได้ละเลยเพิกเฉย ได้ระดมนำทหารทั้งสองกองพันร่วมด้วยช่วยกันทำหน้าที่ระดมขุดหลุมไม่ห่างจากหน้าแนวรบมากนัก และนำร่างไร้วิญญาณของเหล่าทหาร "ผู้กล้า" จากเวียดนามเหนือของกรม 9 แห่งกองพลที่ 968 ทั้ง 131 นายลงหลุม

ต่อจากนั้นได้ขอน้ำมันมาจากหน่วยเหนือจำนวนมากนำมาเป็นเชื้อเพลิง ทำพิธีการฌาปนกิจศพทั้งหมดในหลุมนั้นเอง และทำการฝังกลบ

อย่างไรก็ตาม...หลังผ่านไปหลายวันมีกลิ่นศพเหม็นโชยมาตามลมเป็นครั้งคราว กลิ่นมาจากจุดที่ "ฮิลท็อป" ได้เรียกเครื่องบิน เอฟ. มาถล่มในป่าทึบหลังเข้าโจมตีฐานดังกล่าว คาดการณ์ว่าคงเป็นกลิ่นเหม็นจากศพของข้าศึก ซึ่งน่าจะเป็นจุดที่นักรบเวียดนามได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกพาตัวออกจากสมรภูมิสู้รบมารวมกันไว้ที่นี่ และยังไม่ทันเคลื่อนย้ายพาถอยหนีต่อไป จึงถูกโจมตีซ้ำทางอากาศจาก เอฟ. ที่ "ฮิลท็อป" เรียกมาจนกลายเป็นศพ

สำหรับการสูญเสียของข้าศึกในการสับประยุทธ์ครั้งนี้ นอกจากกองพล 968 เองแล้ว ไม่มีใครทราบจำนวนตัวเลขแท้จริง แต่มีผู้คาดว่าข้าศึกต้องสูญเสียกำลังพลไปไม่ต่ำกว่า 300-400 นาย จนกรม 9 ถึงขั้นละลาย ต้องไปปรับกำลังกันใหม่ และมีข่าวว่าตัว ผบ.ของกรมเอง เสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ด้วย (บางที่ว่า เล่าลือกันว่าทหารไทย สู้รบเข้มแข็ง ไม่ท้อถอย จนถึงขั้นว่า ฆ่าไม่ตาย...และ ผบ.เวียดนามเหนือกรมฯ นี้ อับอายที่กรมฯ ตัวเองละลาย จึงยิงตัวเองเสียชีวิต...เจ้าของเฟสเสริม)

จากการสอบสวนเชลยศึกที่จับได้ จึงรู้ความจริงว่าข้าศึกได้ขึ้นรถบรรทุกมาแบบชาวลาว แล้วมารวมตัวรับอาวุธที่จุดนัดพบ เข้าใจกันว่าจะมาตีฐาน(ทหาร)ลาว หรือ เขมร ไม่คิดว่าเป็นทหารไทย นึกว่าจะได้กินหมูเชลยศึก และยังให้การต่อไปว่า ข้าศึกได้วางกำลังซุ่มไว้อีกด้านจำนวนหนึ่งหมวด พร้อมรังปืนกล หากทหารเสือพรานแตกพ่ายไปทางนั้นคงไม่มีใครเหลือรอดไปปากซองได้

เป็นชัยชนะครั้งแรกของทหารไทย ท่ามกลางความยินดีปรีดาจากหลายฝ่าย รวมทั้งนายกรัฐมนตรีของไทยสมัยนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ส่งหนังสือไปยัง บก.333 เพื่อแสดงความยินดีและชมเชยวีรกรรมครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

อนึ่ง กรม 9 กองพล 968 ของเวียดนามเหนือกรมนี้ เป็นกรมที่มีชื่อเสียง ได้สร้างผลงานดีเด่น สร้างวีรกรรมไว้มากมาย ทั้งที่โบโลเวน, ลาวตอนใต้ และชายแดนลาว-เวียดนามใต้ รวมทั้งเขมรตอนบน เป็นกรมที่มีฝีมือการรบฉกาจฉกรรจ์ไม่เคยแพ้ใคร

มร.ดังค์เค่น ซีโอ (Case Officer) ผู้ประสานงาน... "สกาย" หรือหน่วยข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ กล่าวรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า "เวียดนามเหนือได้บุกเข้ามาถึงหน้าแนว ส่วนใหญ่เป็นพวกแซปเปอร์นุ่งผ้าเตี่ยว ไม่มีอาวุธประจำกาย นอกจากอาวุธมัดข้าวต้ม ถูกปืนเล็ก และ ค. 4.2 นิ้ว ของทหารไทย ทำให้ทหารเวียดนามเหนือล้มตายไปเป็นจำนวนมาก และมีอีกหลายสิบคนถูกกันชิป "สปุ๊กกี้" ยิงตายในบริเวณใกล้เคียงกัน"

แสดงว่าคืนนั้น นอกจากการสับประยุทธ์ห้ำหั่นกันทางภาคพื้นดินแล้ว "แฟ็ก" ก็สามารถนำเครื่อง "สปุ๊กกี้" มังกรพ่นไฟ หรือ Puff the magic dragon เครื่องดาโกต้า ติดปืนมินิกันหกลำกล้องยิงด้วยไฟฟ้า พ่นกระสุนออกมาได้เป็นพัน ๆ นัดต่อนาที มาปฏิบัติภารกิจอย่างได้ผลดีเยี่ยม

"ฮิลท็อป" ผู้นำการโจมตีทางอากาศประจำ บก.สน.มีชื่อจริงว่า "อนันต์ ปัญญาทิพย์" ซึ่งถือว่าเป็น "แฟก" คนแรกของโครงการทหารเสือพราน ผู้ทำหน้าที่ชี้เป้าได้อย่างยอดเยี่ยม อนันต์ เป็นศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ นอกจากเป็น "นักรบพลเรือน" ซึ่งได้พิสูจน์ฝีมือในสนามรบมาอย่างโชกโชน มีนิสัยยอมหักไม่ยอมงอ หากมีความเห็นว่าสิ่งนั้นไม่ถูกต้อง จะไม่ยอมนิ่งเฉย หรือยอมให้ผ่านเลยไป

สุดท้ายเมื่อมีปัญหากระทบกระทั่งกับนายทหารระดับ ผบ.กรม แทบจะดวลปืนกัน เพราะ ผบ.กรม เข้าใจผิด แต่ไม่ขอโทษ เป็นสาเหตุให้ "ฮิลท็อป"น้อยใจขอลาออกโดยไม่ฟังเสียงทัดทานขอร้องจากเพื่อน และผู้บังคับบัญชา

"สเปซ" แฟกผู้อยู่ในเหตุการณ์ เขียนเล่ารายละเอียดไว้ในหนังสือ "วีรกรรมนิรนามทหารเสือพราน" ช่วงนี้ไว้ค่อนข้างละเอียด และตบท้ายคำพูด ซึ่งสะท้อนแสดงออกถึงความน้อยใจของ "นักรบพลเรือน" ว่า...

"พรุ่งนี้...กูต้องไป กูตัดสินใจแล้ว กูเคยช่วยหน่วยด้วยการนำเครื่องบินมาโจมตีให้หน่วยทั้งกลางวัน กลางคืน ช่วยมานานเต็มที เหนื่อยมาก...รักษาชีวิตพวกเราไว้ได้มากมาย กูทำงานให้ชาติมานานแล้ว จบสิ้นกันที"

"คิดให้ดีก่อนนะเว้ย น่าจะอยู่ร่วมกันต่อไป ทีมพวกเราจะได้แข็งแกร่งขึ้น"..."สเปซ" กล่าวชักชวนเพื่อน.......แต่ "ฮิลท็อป" ส่ายหน้าปฏิเสธ

"ขอร้องเถอะ อย่าห้ามเลยเพื่อน จงสู้ต่อไป มันเป็นความทุกข์ทรมาน...เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายสุดโหด...น้อยคนนักที่เป็น "พลเรือน" อย่างเรา จะหาโอกาสเช่นนี้ได้ง่าย ๆ ขอให้เพื่อนอยู่สู้ศึกภายนอกด้วยสติปัญญาและการศึกษา และ "ศึกภายใน"...ด้วยเหตุผล โชคดี ขอให้พระคุ้มครอง...เพื่อน"

"ฮิลท็อป" ได้ยุติเส้นทางเดินของนักรบพลเรือนในวันรุ่งขึ้นนั้นเอง ท่ามกลางความเสียดายของหลายคนที่ตระหนักดีถึงความห้าวหาญของนักรบพลเรือนผู้กล้าคนแรกของโครงการทหารเสือพราน ผู้ได้พิสูจน์ฝีมือ สร้างผลงาน และวีรกรรมโดดเด่น เล่าขานกันในหมู่นักรบกางเกงยีนส์มาตราบวันนี้

ถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกปูหนทางให้พวก "แฟก" นักรบพลเรือนรุ่นต่อมาได้รับการยอมรับจากทหารและเหล่า อส.มีความเชื่อมั่นอยากเดินตามหลัง "แฟก" มากกว่าเสียอีก

วีรกรรมและคุณงามความดีของ "ฮิลท็อป" นั้น...แน่นอน ถ้าเป็นทหาร เขาต้องได้รับปูนบำเหน็จความดีความชอบ ได้เลื่อนยศ ได้รับเหรียญตราเต็มพิกัด

แต่วันนี้ อนันต์ ปัญญาทิพย์ ซึ่งมีข่าวว่าเสียชีวิตไปหลายปีแล้วจากอุบัติเหตุที่ไวไอมิ่ง สหรัฐอเมริกา ไม่มีแม้แต่เหรียญฯ พิทักษ์เสรีชน หรือสิทธิ์พึงมีพึงได้ สำหรับ "แฟก" นักรบพลเรือนผู้ผ่านสนามรบมา

ไปดีเถอะนะเพื่อน...ขอให้พระเจ้าจงเมตตา และคุ้มครองวิญญาณเพื่อนไปสู่สุคติอันเป็นนิรันดร์...เทอญ

หลังวีรกรรมที่บ้านห้วยทรายจบลง ข่าววีรกรรมของทหารเสือพรานชุดนี้ก็เริ่มดังและเล็ดลอดออกไปถึงสื่อมวลชน ประสานกับการโหมโฆษณาโจมตีจากกระบอกเสียงของค่ายคอมมิวนิสต์ทั้งปักกิ่งและฮานอย ซึ่งต่อมาเมื่อรู้ว่าเป็นทหารไทย จึงกล่าวหาประณามทหารไทยทั้งสองกองพันว่า...เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในและรุกรานราชอาณาจักรลาว.

พรุ่งนี้ตอนสุดท้ายครับ...

Chote Vanhakij
7 กันยายน 2560 เวลา 23:40 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1910468372607439&id=100009328851456

* * * * *


"เสือพรานสยายเขี้ยวเล็บ" (7)
"ครั้งแรก ณ สมรภูมิราชอาณาจักรลาว"

"ส่งท้ายเรื่อง"

ทำให้ชัยชนะครั้งนี้เริ่มตั้งเค้าไปสู่ความยุ่งยากสับสนในโลกเสรี ข่าวนี้เป็นผลให้ประชาชนหลายฝ่ายในสหรัฐอเมริกาที่ไม่เห็นด้วยและต่อต้านสงครามอินโดจีน ต่างออกมาเคลื่อนไหว รวมทั้งวุฒิสมาชิกรัฐมินเนโซต้า พรรคเดโมแครต มร.วอลเตอร์ มอนเดล ได้ถือโอกาสนี้หาเสียงด้วยการยื่นหนังสือลงวันที่ 20 มกราคม 2514 ประท้วงนโยบายอินโดจีนของรัฐบาลนิกสัน โดยเฉพาะในส่วนที่ชักนำกองกำลังจากเขมรและไทย เข้าไปยุ่งเกี่ยวล่วงละเมิดอธิปไตย และสัญญาเจนีวา บนพื้นที่โบโลเว่น ราชอาณาจักรลาว

แต่ก็น่าแปลก.!!! ทั้งนายมอนเดล และแนวร่วมในพรรคเดโมแครต รวมทั้งอีกหลายฝ่ายในสหรัฐอเมริกา กลับมิได้กล่าวถึงกองกำลังทหารเวียดนามเหนือที่เข้าไปแทรกแซงในลาวอย่างเต็มเนื้อเต็มตัว ซึ่งบางครั้งมีจำนวนทหารเวียดนามเหนือมากมายถึง 6 กองพล ที่กำลังสู้รบและเคลื่อนไหวไปมาอยู่ในสมรภูมิต่าง ๆ บนแผ่นดินลาว (ขณะช่วงเวลานั้น)

ปลายเดือนมกราคม 2514 สถานีวิทยุกระจายเสียง "#เสียงจากปักกิ่ง" ได้ระบุชื่อของกองพันเสือพรานทั้งสองกองพันนี้ชัดเจนถูกต้อง คือ บีซี.601 และ บีซี.602 กรณีนี้...รัฐบาลเวียงจันทร์ได้พยายามโต้ตอบข้อกล่าวหาของค่ายคอมมิวนิสต์ รวมทั้งนายมอนเดลและพวกพ้อง

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2514 รัฐบาลลาวได้นำตัวพลทหาร ล็อค มิน ฮัง และพลทหาร ฮอง วัน เคือง เชลยศึกเวียดนามเหนือที่โดนจับได้ครั้งศึกห้วยทราย ออกมาแถลงข่าวแสดงตัวต่อสื่อมวลชนทั้งลาวและต่างชาติที่เวียงจันทร์

ทหารเวียดนามเหนือทั้งสองนายเป็นหลักฐานที่ยังมีชีวิต สามารถใช้ผูกมัดเชื่อมโยงไปถึงรัฐบาลฮานอย ยืนยันข้อเท็จจริงได้ว่า เวียดนามเหนือได้ส่งกองทัพรุกรานล่วงละเมิดเอกราชและบูรณะภาพเหนือดินแดนและอธิปไตยของราชอาณาจักรลาวเป็นความจริง

แต่ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าก็คือ ประจักษ์พยานที่ยังมีชีวิตทั้งสองคนนี้ กลับไม่ได้รับความสนใจจากสื่ออเมริกามากนัก รวมทั้งนายวอลเตอร์ มอนเดล ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ไม่ยอมแม้แต่จะกล่าวถึง

สะท้อนให้เห็นความแตกต่างของสองค่ายที่เผชิญหน้าต่อสู้ทำ "สงครามตัวแทน" กันอยู่...ได้อย่างชัดเจน

อาจเป็นเพราะฝ่ายโลกเสรี มีการผลัดเปลี่ยนรัฐบาลตลอดเวลา ทำให้นโยบายและภาวะทางการเมือง การต่างประเทศสับสนไร้เอกภาพ และขาดจุดยืนอันเข้มแข็งมั่นคง ในโลกเสรีประชาธิปไตยนั้น มีการแอนตี้เดินขบวนต่อต้านสงครามเป็นไปอย่างกว้างขวาง มีดาราดังอย่าง เจน ฟอนด้า และอีกหลายคนเข้าร่วมขบวนการด้วย ผิดกับค่ายคอมมมิวนิสต์ ซึ่งมีพรรคเดียว ไม่เคยแปรเปลี่ยนนโยบายหรือท่าที มีแต่ความมุ่งมั่นพยายามทำทุกอย่างทั้งในและนอกสมรภูมิ เพื่อพุ่งเป้าไปสู่เป้าหมายแห่งชัยชนะเพียงอย่างเดียว

จากการกล่าวหาและกดดันของค่ายคอมมิวนิสต์ ทำให้ บก.333 ต้องตัดสินใจนำทหารทั้ง 2 กองพัน กลับประเทศไทย ทั้งที่ยังไม่ครบวาระเข้าพัก (วาระครบรอบพัก 3 เดือน).

การถอนกำลังของทหารไทย เท่ากับปล่อยให้ "โบโลเว่น" อยู่ในความรับผิดชอบ ของเจ้าของประเทศ คือ กองกำลังทหารแห่งชาติลาว หรือ ทชล. ให้เผชิญภัยคุกคามของกองกำลังเวียดนามเหนือจากฮานอยตามลำพัง

ถาวร วรรณโชติ อีกนั่นแหละที่เล่าว่า...

"ข่าวคราวการพักในเดือนกุมภาพันธ์ ของทั้ง 2 กองพันก็มาถึง คืนวันก่อนกลับประเทศไทย อากาศหนาวเหน็บจนต้องก่อไฟผิง แต่ก็ไร้การก่อกวนจากข้าศึก รุ่งเช้าเครื่องบิน ซี.123. ก็ขนทหารลาวลงที่สนามบินห้วยทราย เพื่อผลัดเปลี่ยนกำลังพล เราเห็นสภาพเหล่าทหาร ทชล.แล้ว ไม่น่าจะคณามือกองกำลังฮานอยได้ยั่งยืนยาว เพราะนอกจากจะหอบหิ้วขนอาวุธยุทโธปกรณ์กันมาอย่างเต็มพิกัด รวมทั้งหม้อไหพะรุงพะรังแล้ว ยังอุ้มไก่ จูงหมูมาด้วย (เข้าใจว่าน่าจะเป็นหมูแม้ว สีดำ ตัวไม่ใหญ่มาก น่าจะไม่เกิน 50 กก. เจ้าของเฟส) หมูบางตัวหลุดจากเครื่องต้องวิ่งไล่จับกันล้มลุกคลุกคลานโกลาหลวุ่นวาย".

กำลังพลของทั้ง 2 กองพันบินออกจากห้วยทรายกลับคืนไทยสู่ฐานบินอุดรฯ ซึ่งที่นั่นมีเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย รอจ่ายเงินอยู่ที่สนามบิน จ่ายเป็นแคชเชียร์เช็ค และแถมเงินสดติดกระเป๋าให้ฟรีอีก 200 บาท ทางการได้จัดรถบัสไว้หลายคัน ส่งกำลังพลไปสู่ที่หมายปลายทางทั้งกรุงเทพฯ สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และปราจีนบุรี

อย่างไรก็ตามจากวีรกรรมความดี ความชอบของพันหนึ่ง พันสองนี้ทำให้ บก.333 ได้เพิ่มปูนบำเหน็จให้กับเสือพรานทั้งสองกองพัน และกองพันต่อมาที่ข้ามโขงมาล้อเล่นกับความตายในราชอาณาจักรลาว จากเดิมซึ่งมีเงินเดือนตั้งไว้ให้ อส.450 บาท เบี้ยเลี้ยงสนามวันละ 20 บาท และค่าอาหารวันละ 15 บาท ขึ้นเป็นเดือนละ 1,500 บาทสำหรับพลทหาร โดยตัดเบี้ยเลี้ยงวันละ 20 บาทออกไป แต่เบี้ยเลี้ยงหรือค่าอาหารไม่เพิ่ม ยังคงอยู่ที่วันละ 15 บาท หรือเดือนละ 450 บาทเหมือนเดิม ส่วนนายทหารก็ได้เพิ่มขึ้นตามอันดับถ้วนทั่วเช่นกัน

"หน.เทพ" เอง ก็ได้รับอานิสงส์จากมหกรรมเลือดเดือดครั้งนี้ไปด้วย ได้รับการเลื่อนขั้นเป็น พลตรี กับงานนี้เอง ทำให้ บีซี.601 และ บีซี.602 เป็นกองพันโปรดปรานของนายเทพ จนบางคนขนานนามว่า "เป็นกองพันเทพ" หรือกองพันของเทพไปเลย

เป็นความจริงดังท้าว(คำนำหน้าของชายชาวลาว)ถาวร วรรณโชติ ว่าไว้ เมื่อกองพล 968 ของเวียดนามเหนือมาตั้งหลักได้อีกที เมื่อต้นเดือน มีนาคม 2514 ด่านแรกที่ต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของเวียดนามเหนือ คือ พีเอส.22 (ซึ่งถูกกดดันหนักมาตั้งแต่เดือนธันวาคม พร้อม บีซี.601 และบีซี.602 แต่มาแตกเอาในคืนวันที่ 8 เดือนนี้) ตามมาด้วย พีเอส.3 และ 4 ต่อมา แอลเอส.165 ทำให้พื้นที่โบโลเว่นด้านขอบตะวันออก และภาคกลางตกอยู่ในเงื้อมมือของฮานอยไปอย่างสิ้นเชิง กองทัพแห่งชาติลาวทั้งหมด แตกไปรวมตัวกระจุกกันอยู่ที่ห้วยโขง ด้านตะวันตกของโบโลเว่น

ท่ามกลางข่าวร้ายของความพ่ายแพ้ของกองกำลังแห่งชาติลาวภาค 4 ก็ได้รับข่าวดีที่คาดไม่ถึง ว่าจะมีขบวนการปะเทดลาว เข้าสวามิภักดิ์มอบตัวถึง 30 คน โดยมี ร.อ.บัวเลือน เป็นผู้นำออกมา ที่สำคัญ คือได้จับนายทหารยศ ร.อ. กองทัพบกประชาชนเวียดนามเหนือของกองพล 968 มาด้วยอีกคน

หลังจากการมอบตัวชุดแรก 30 คน ยังมีตามมาอีก 87 คน และในเดือน เมษายน อีก 55 คน

การสวามิภักดิ์มอบตัวมากเป็นประวัติการณ์ครั้งนี้ เกิดจากความสัมพันธ์ของขบวนการปะเทดลาวตอนใต้ และกองทัพเวียดนามเหนือเกิดความร้าวฉานและเพิ่มความตึงเครียดมากขึ้นทุกที เมื่อเวียดนามเหนือผู้ถือว่าตัวเองเป็นผู้ให้การสนับสนุนแล้ว ยังเป็นกำลังหลักในการปฏิบัติหน้าที่การรบในภูมิภาคนี้ จึงได้พยายามเข้าควบคุมทุกอย่าง รวมทั้งการจัดเก็บภาษี และการรีดภาษีเพิ่มขึ้นอีก 50%

ต่อมาเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นใกล้แตกหักเมื่อนายพล พรหมมา ดวงมาลา ผู้นำหัวเห็ดคนสำคัญของขบวนการปะเทดลาวภาคใต้ ได้คัดค้านทั้งการขึ้นภาษี และการเข้าโจมตีเมืองอัตตะปือ เพราะวิตก ว่าพี่น้องพลเรือนลาว ชาวเมืองนี้ ทั้งลูกเล็กเด็กแดง และคนชราจะได้รับความเดือดร้อน จะพากันบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

จึงทำให้เวียดนามเหนือไม่พอใจมากยิ่งขึ้น และเกิดความร้าวฉานมาตั้งแต่บัดนั้น และเรื่อยมา

ต่อมาช่วงปลายปี 2513 ก่อนทหารเสือพรานชุดแรก(จากไทย คือ บีซี.601 และ บีซี.602)จะแลนดิ้ง บนพื้นที่โบโลเว่น นายพลพรหมมา ได้เสียชีวิตอย่างลึกลับที่โรงพยาบาลสนามของกองพล 968 ขณะเข้ารักษาบาดแผลถูกสะเก็ดระเบิดที่หัวไหล่จากการรบที่จำปาสัก ข่าวได้แพร่สะพัดไปทั่วว่า หมอเวียดนามเหนือได้วางยาขจัดฆ่าท่านนายพลพรหมมา เป็นสาเหตุทำให้เกิดความหวาดระแวง และกลายเป็นการแปรพักตร์ครั้งยิ่งใหญ่

การแปรพักตร์เข้ามอบตัวครั้งนี้ ช่วยทำให้ฝูงบินของกองทัพอากาศลาวและอเมริกามี "งานเข้า" สามารถนำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดทำลายฐานที่มั่นของกองพล 968 ได้ถึง 43 เที่ยว สร้างความเสียหายให้กับเวียดนามเหนืออย่างมโหฬาร แต่ต่อมาเวียดนามเหนือได้เอาคืน สามารถแก้แค้นเช็คบิลขจัดพวกที่แปรพักตร์ได้เกือบหมด รวมทั้งตัว ร.อ.บัวเลือนเองด้วย ซึ่งต่อมาได้ถูกฮานอยไล่ล่า ต้องถูกล้อมจนมุม และถูกกำจัดไปได้ในที่สุด

เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ขบวนการปะเทดลาวภาคใต้ถูกลดบทบาทจนแทบไม่เหลือความสำคัญใด ๆ และต่อมาหน่วยต่าง ๆ ของลาวแดงภาคใต้ที่ติดอาวุธถูกยกเลิก หรือยุบทิ้งไป

เมื่อปราศจากผู้คานอำนาจ ไร้ผู้นำ จากขบวนการปะเทดลาวเข้มแข็ง ผู้นำกองพล 968 ก็สามารถควบคุมภูมิภาคนี้ได้เต็มภาคภูมิ

อนึ่ง นายพลพรหมมา ดวงมาลา ผู้นำลาวคนสำคัญของลาวตอนใต้ เป็นขุนศึกคนกล้า ผู้มีเลือดแห่งความรักชาติเข้มข้น เคยมีบทบาทสูงในการสู้รบกับฝรั่งเศสเพื่อกอบกู้เอกราชของชาติ(ลาว)อย่างกล้าหาญตลอดมา จนเป็นที่รักใคร่นับถือของพี่น้องลาว โดยเฉพาะลาวตอนใต้ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนายพล หัวหน้าขบวนการปะเทดลาว.

"ข้าพเจ้าคงขอจบ ด้วยการคารวะแด่นักรบผู้กล้า ทั้งฝ่ายเรา และฝ่ายเขาที่ต่างรบเพื่ออุดมการณ์ของตน"

"ข้าพเจ้าขอคารวะ แด่ "สปาร์ค ปลั๊ก" ที่นำข้อเขียนบางส่วนของท่านมาลง และนักรบไทยที่ออกนามมาแล้วทั้งหมด"

"ท้าย...แม้นมีข้อผิดพลาดที่เกิดจากการถ่ายทอดประการใด...ข้าพเจ้าขอน้อมรับแต่ผู้เดียว"

Chote Vanhakij
12 กันยายน 2560 เวลา 23:35 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1912992215688388&id=100009328851456

* * * * *

จบแล้วครับ

* * * * *