"คู่มือ...ทำกับข้าวเมืองเหนือประยุกต์" (ฉบับรีไซเคิ้ล) เล่มนี้ ผมขออนุญาตเรียกอย่างนี้ เพราะกระดากที่จะเรียกว่า "ตำรา" ผมเขียนขึ้นจากประสบการณ์ในการทำกับข้าวด้วยตนเองเกือบจะทุกวัน ตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่จนเกือบจะลาจากโลกใบนี้ไปแล้ว ส่วนหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นส่วนมากที่สุดมาจากความทรงจำในอดีต ที่ได้อาสาเป็นลูกมือช่วยผู้ใหญ่ทำกับข้าวอยู่เสมอ... และทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ผมได้ตรวจสอบชำระข้อความบางท่อนบางตอนที่เป็นส่วนสาระสำคัญกับหนังสือ "ตำราทำกับข้าวเมืองเหนือ" เขียนโดย คุณสงวน โชติสุขรัตน์ ซึ่งเป็นบรมครูทางการหนังสือพิมพ์ขั้นปฐมของผม แล้วนำมาคลุกเคล้าผสมผสานเรียบเรียงเขียนขึ้นมาใหม่ในเชิง "เล่าสู่กันฟัง" ทั้งนี้ เพื่อสะดวกแก่คนรุ่นใหม่ จะได้นำเอาไปเป็น "คู่มือ" อนุรักษ์การทำกับข้าวของเมืองเหนือ ให้คงอยู่ถึงคนรุ่นต่อๆไป โดยคำนึงถึงวิธีการการทำกับข้าวเพื่อให้ทำกันได้อย่างง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนอะไร
"โปรดสังเกต.. ที่ช่อง url ด้านบนซ้าย ถ้าเป็น https กรุณาเปลี่ยนเป็น http แล้วกด enter เข้ามาใหม่ครับ"
@ คลิกที่นี่ ดูบนyoutube... @ ภาพรับปริญญามีต่อที่นี่... @ และที่นี่อีกจ้า... @ บัณฑิตรามฯรุ่น38(2555) ทุกคณะและทุกคน โหลดคลิปที่นี่...

วันพุธที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เคยได้ยินไหม? "เงินเลี้ยงหัวใจแม่", น้ำพริกกุ้งแห้ง


เคยได้ยินไหม? "เงินเลี้ยงหัวใจแม่"
By: Nameless

"..เลี้ยงกาย..อิ่มกาย เลี้ยงใจ..อิ่มใจ .. แม้วันนี้จะยังไม่พร้อมเลี้ยงท่านให้อิ่มทางกาย แต่เราสามารถเลี้ยงท่านให้อิ่มทางใจได้แล้ว โดยการทำให้ท่าน ชื่นอกชื่นใจ เย็นอกเย็นใจ สบายอกสบายใจ สุขอกสุขใจ ดีอกดีใจ เพียงเท่านี้ก็เป็นประหนึ่งดั่งว่าได้ทำให้ท่านขึ้นสวรรค์ทางใจแล้ว.."

อาจารย์ของผมท่านได้ให้เงินเดือนคุณแม่ของท่านเดือนละ 1,000 บาท เป็นประจำทุกเดือน

ผมสงสัยทำไมต้องให้เงินคุณแม่เดือนละ 1,000 บาท? ในเมื่อคุณแม่ก็อยู่บ้านหลังเดียวกับอาจารย์อยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายสำหรับท่าน อาจารย์ก็จัดการทั้งหมดอยู่แล้ว

วันหนึ่งสบโอกาสผมจึงตัดสินใจ ถามอาจารย์ "อาจารย์กำลังทำอะไรครับ?"

อาจารย์ตอบว่า "ผมกำลังตัดรายจ่ายอยู่.. ผมต้องจ่ายค่าแม่ครัว คนขับรถ คนสวน ค่าใช้จ่ายในบ้าน และให้คุณแม่อีกเดือนละ 1,000 บาท.. ตอนนี้รายได้กับรายจ่ายมันไม่ค่อยสัมพันธ์กัน ต้องตัดรายจ่ายลงบ้าง"

ผมเลยบอกว่า "เงินเดือนที่ให้คุณแม่ 1,000 ตัดได้นี่ครับ.. อาหาร 3 มื้อ อาจารย์ก็จัดให้ท่านเรียบร้อย เสื้อผ้าก็ซื้อให้ใหม่ปีละ 3 ชุด ไม่สบาย อาจารย์ก็พาหมอมาฉีดยาให้ คุณแม่ตาบอดไม่ได้ไปไหน ฉะนั้นเงินเดือน 1,000 นี่ ตัดได้ครับ"

อาจารย์บอกว่า "ตัดไม่ได้เด็ดขาด...1,000 บาทนี่สำคัญที่สุด เพราะเป็นเงินสำหรับเลี้ยงหัวใจแม่!"

ผมฟังแล้วสะอึก! "เงินเลี้ยงหัวใจแม่" ..พวกเราเคยได้ยินไหมครับ?

อาจารย์บอกต่อ..

"หัวใจต้องการอาหารที่มาหล่อเลี้ยงให้เอิบอิ่ม เบิกบาน เป็นสุข.. คุณลองนึกดู คนที่ไม่มีเงินอยู่ในตัวเลยนี่เป็นยังไง? หัวใจมันแฟบ หัวใจมันเหี่ยวเฉา-เหมือนดอกไม้ยามเย็น ใครที่เป็นมนุษย์เงินเดือนจะรู้ พอเลยวันที่ 25 ไปแล้วนี่ มันเหี่ยวๆยังไงชอบกล ไม่มีเงินค่ารถ ค่าอาหาร ซื้อข้าวสาร มันเหี่ยวไปจนถึงสิ้นเดือน..

แม่อยู่กับเราก็จริง แต่ถ้าแม่ไม่มีเงินอยู่ในมือนี่ หัวใจท่านเหี่ยว พอถึงวันเงินเดือนออก ทุกคนหน้าบานเหมือนดอกไม้ยามเช้า จิตใจสดชื่นเบิกบาน มีความสุข รับเงินเดือนมาใหม่ๆ หน้าสดใส สั่งกาแฟยังเสียงดัง ฟังชัด..

ทุกสิ้นเดือนพอเงินเดือนออก ผมเข้าไปสวัสดีแม่ บอกแม่ว่า วันนี้เงินเดือนออกครับ ผมเอาเงินใส่มือแม่ 1,000 บาท แม่ก็ให้พร แล้วเก็บเงินไว้ใต้หมอนไว้อย่างมีความสุข"

เงิน 1,000 บาท เลี้ยงหัวใจแม่อย่างไร?

วันหนึ่งน้องของอาจารย์พาภรรยาไปคลอดลูก คุณแม่ก็ซื้อทองให้หลานด้วยเงิน 1,000 บาท ที่เก็บสะสมไว้ ท่านกอดหลานสาว.. สวมสร้อยให้พร้อมให้พร

พอเด็กคนนี้โตพอพูดได้ มีคนถามว่าสายสร้อยนี้ใครซื้อให้ เด็กก็จะตอบว่า "คุณย่าซื้อให้" ชี้มือไปที่คนตาบอด คนที่ใหญ่ที่สุดในบ้านคือคุณย่า ไม่ใช่พ่อแม่ เพราะเงิน 1,000 บาท นี่ทำให้คนตาบอดดูน่าเกรงขาม ถ้าคุณแม่ไม่มีเงิน จะรับขวัญหลานได้อย่างไร? เห็นไหมครับ?

ไม่ใช่ว่าพอโตขึ้น มีคนถามว่าคนนี้เป็นใคร เด็กบอกว่ายายแก่ตาบอดที่มาอาศัยพ่อแม่ฉันอยู่ เห็นหรือยังคุณว่าเงินเดือน 1,000 บาทนี่ทำให้คนแก่ตาบอดมีคุณค่าขึ้นมาได้

วันดีคืนดี แม่ครัวล้างชามเสร็จ คุณแม่ก็บอกให้มานวดขาให้ แม่ครัวหน้ามุ่ยทำงานเหนื่อยยังต้องมานวดให้อีก นั่งขยำๆคว่ำหน้า พอนวดเสร็จคุณย่าหยิบเงินให้ 100 บาท แม่ครัวยิ้มหน้าบาน ยกมือไหว้ ขอบคุณค่ะ

วันรุ่งขึ้นพอล้างจานเสร็จ รีบวิ่งมานั่งใกล้ๆ.. วันนี้นวดอีกไหมคะคุณย่า?

เห็นไหม..เงินเดือน 1,000 บาท ที่เราให้แม่ของเรามีฤทธิ์ขึ้นมาได้ มีคนมายกมือไหว้ มีคนมาปรนนิบัติ มีคนมานวดให้ ถ้าไม่มีเงินเดือน 1,000 บาทนี้แม่เราจะมีฤทธิ์ได้อย่างไร?

บันไดไปสวรรค์ด้วยเงิน 1,000 บาท

วันหนึ่ง กำนันมาที่บ้านอาจารย์ หารือจะปรับปรุงห้องน้ำวัดที่ชำรุดทรุดโทรม แม่อาจารย์ได้ยินกวักมือเรียกอาจารย์ แล้วคุณแม่ยกหมอนขึ้น นับเงินมา 5,000 บาท บอกเอาไปให้กำนันปรับปรุงห้องน้ำ

เห็นมั๊ยว่าเงินเดือน 1,000 ที่เราให้เป็นบันไดพาแม่ไปสวรรค์.. นี่ถ้าแม่ไม่มีเงินในมือแม่จะได้ทำบุญไหม?

พอกำนันรับเงินเสร็จ ก็เดินผ่านไปบ้านถัดไป ลุงแก่ๆบ้านโน้นกำลังเก็บผ้าอยู่ในบ้าน กำนันตะโกนข้ามรั้ว ทำบุญสร้างส้วมไหมลุง?

ลุงข้างบ้านตอบ "ลุงไม่มีเงินหรอก ลุงอาศัยลูกสาวเขาอยู่ เดี๋ยวเผื่อลูกสาวเขากลับมาทันจะขอเงินเขาทำบุญ"

เพราะลูกเค้าไม่ได้ให้เงินเดือนลุง ลุงคนนี้เป็นเพียงแค่คนเก็บผ้าของลูกๆ ลุงคนนี้ไม่มีเงิน เพราะลูกเอามาเลี้ยง เอาไว้คอยเก็บผ้า!

เป็นยังไงบ้างครับ.. เห็นอิทธิฤทธิ์ของเงิน 1,000 บาท "เงินเลี้ยงหัวใจแม่" แล้วหรือยังครับ

วันนี้เราให้ "เงินเลี้ยงหัวใจแม่" แล้วหรือยัง?

* * * * *

@ *pdf เลี้ยงกายเลี้ยงใจพ่อแม่ [หลวงพ่อจรัญ]

* * * * *

เพลงแม่ เพราะๆซึ้งๆ

* * * * *


"น้ำพริกกุ้งแห้ง"
By: "เจ๊ส้มลิ้ม"

"..คลุกข้าวสวยร้อนๆ กินแก้มกับหมูทอด ผักบุ้งต้มหั่นฝอย เท่านี้ก็อร่อยแล้วค่ะ.."

สวัสดีค่ะ..คุณผู้อ่าน

พบกับ "เจ๊ส้มลิ้ม" อีกครั้งนะคะ หลังจากที่ครั้งแรกยืมเฟสคุณสามีโพสต์เรื่องการบ้านการเสื้อผ้าจนถูกแอดมินลบชื่อออกจากกลุ่ม 555

คราวนี้หวังว่าแอดมินกลุ่มต่างๆคงไม่ใจจืดใจดำลบออกจากกลุ่มอีกนะคะ

หลังจาก "เจ๊ส้มลิ้ม" เกษียณมาหมาดๆ มาอยู่เฝ้าบ้านเป็นเพื่อนคุณสามี ก็มีเวลาว่างเยอะแหละค่ะ

ก่อนหน้า 37 ปีที่ผ่านมา "เจ๊ส้มลิ้ม" ต้องตื่นแต่เช้ามืด อาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน กว่าจะกลับถึงบ้านก็มืดค่ำทุ่มสองทุ่มเข้าไปแล้วล่ะค่ะ

ก็คนมันเคยตื่นแต่เช้านี่คะ จะให้นอนคุดคู้อยู่บนที่นอนได้ไง

ตื่นแต่เช้า "เจ๊ส้มลิ้ม" ชวนคุณสามีเดินสำรวจรอบหมู่บ้านที่อาศัยปัจจุบันซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่ พอดวงอาทิตย์โผล่ก็แวะตลาดสดกลางหมู่บ้านนั่นแหละค่ะ หาซื้อผักผลไม้กลับมาทำอาหารเช้ารับประทานที่บ้าน

ก็เป็นความสุขเล็กๆของคนที่เพิ่งเกษียณมาหมาดๆแหละค่ะ

และแล้วเช้าวันนั้น "เจ๊ส้มลิ้ม" ก็พบความจริงอันนึง คุณผู้อ่านเชื่อมั้ยคะ.. เดี๋ยวนี้อาชีพที่ฮิตที่สุดของผู้สูงอายุคือ "เดินเก็บของเก่า" ค่ะ

เท่าที่เห็น ผู้สูงอายุ "เดินเก็บของเก่า" 5 ราย เป็นหญิง 2 ชาย 3 ค่ะ

โอ้พระเจ้ากล้วยทอด เศรษฐกิจ รบ.ยึดอำนาจ เป็นแบบนี้กันแล้วรึ?

ผ่าน..ผ่าน.. ไม่คอมเม้นท์จ้า!

มา..เข้าเรื่องที่อยากจะเล่าให้ฟังกันดีกว่าค่ะ

ห่างจากบ้าน "เจ๊ส้มลิ้ม" ไปประมาณ 1 กิโลเมตร มีคุณยายท่านหนึ่งอายุก็ราวๆ 70-80 "เจ๊ส้มลิ้ม" เดินผ่านไปทีไรก็เห็นท่านนั่งอยู่หน้าบ้าน เห็นครั้งแรก "เจ๊ส้มลิ้ม" นึกว่าท่านนั่งขอทาน นาทีนั้น "เจ๊ส้มลิ้ม" คิดถึงแม่ที่จากไปแล้ว นึกสงสารคุณยาย เลยควักแบ้งร้อยยัดใส่มือของท่าน

เท่านั้นแหละค่ะ คุณยายเอะอะโวยวายลั่นไปเลย

คุณยายท่านว่าท่านไม่ได้นั่งขอทาน ที่นั่งอยู่นี่ก็บ้านหลานชายของท่านเอง

"เจ๊ส้มลิ้ม" ยกมือไหว้ขอโทษขอโพยคุณยายค่ะ และขออนุญาตนั่งคุยด้วย สักพักก็คุยกันถูกคอ คุณยายท่านเล่าให้ฟังหลายเรื่องราว เป็นชีวิตที่น่าสงสารและน่าเห็นใจของตัวคุณยายเอง สุขบ้างทุกข์บ้างคละเคล้ากันไป เอาเป็นว่า "เจ๊ส้มลิ้ม" ขออนุญาตไม่ขยายความต่อนะคะ

แล้วความคิดนึงก็แว้บเข้ามาในสมองอันน้อยนิดของ "เจ๊ส้มลิ้ม"

2-3 วันต่อมา "เจ๊ส้มลิ้ม" เอา "น้ำพริกกุ้งแห้ง" ไปฝากคุณยาย 28 ถ้วยพลาสติก

"น้ำพริกกุ้งแห้ง" เป็นน้ำพริกประจำบ้าน "เจ๊ส้มลิ้ม" ทำกินเป็นประจำ ไว้ชูรสเวลากินข้าวไม่อร่อย ไม่ใส่สารกันบูด แต่ใส่กุ้งแห้งครึ่งกิโลกรัม

ส่วนผสมนี้ "เจ๊ส้มลิ้ม" ปรุงครั้งนึงจะได้ 28 ถ้วยพลาสติก(Ǿ75 5oz) ถ้าใส่กระปุกแก้วเก็บไว้กินเป็นเดือนๆก็ไม่เสีย

"น้ำพริกกุ้งแห้ง" สูตรนี้ ทั้งเผ็ดและเค็ม ที่เค็มคือใส่กุ้งแห้งเยอะค่ะ สำหรับคลุกข้าวสวยร้อนๆ กินแก้มกับหมูทอด ผักบุ้งต้มหั่นฝอย เท่านี้ก็อร่อยแล้วค่ะ

วันต่อมา "เจ๊ส้มลิ้ม" เดินผ่านไป คุณยายบอกว่าน้ำพริกกุ้งแห้งที่ให้มา ยายไม่ทันได้กิน แต่มีคนมาขอซื้อ ไม่ถึงชั่วโมงก็ขายเกลี้ยง

ว่าแล้วคุณยายก็นับเงินส่งให้ "เจ๊ส้มลิ้ม" 840 บาท "คนซื้อบอกว่าแซบดี ถ้ามีอีกก็เอามาให้อีก ยายจะนั่งขายน้ำพริกกุ้งแห้งนี่แหละอีหนูเอ๊ย"

"???"

"เงินหนูไม่เอา คุณยายเก็บไว้ใช้ไว้ทำบุญเถอะค่ะ"

"???"

"ทุกต้นเดือนหนูจะเอาน้ำพริกมาให้คุณยายอีกนะคะ"

"???"

"ไม่ต้องคิดอะไรมากค่ะ คุณยายจะได้มีเงินไปทำบุญที่วัดทุกวันพระไงคะ"

"???"

หุหุ.. แม่นักสังคมสงเคราะห์ โนเนม 555

"???"

วันนี้โชคดีนะคะ คุณผู้อ่านทุกๆคน..

"เจ๊ส้มลิ้ม บูติคซิตี้"
8 พฤศจิกายน 2560

* * * * *

วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560

สนามบินเจ็ดชั่วโคตร


สนามบินเจ็ดชั่วโคตร
By: "คนการเมือง"

"..พ.ศ.2516 รัฐบาลทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ซื้อที่ดินหนองน้ำ 20,000 ไร่ บริเวณหนองงูเห่า จังหวัดสมุทรปราการ สำหรับสร้างสนามบินใหม่ .. ผ่านมาผ่านไปหลายๆรัฐบาลสนามบินแห่งนี้ก็ยังสร้างไม่แล้วเสร็จสักที .. เวลาเกือบ 30 ปีต่อมา รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงได้เร่งการก่อสร้างตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ.2545 ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 4 ปีเศษๆก็สร้างเสร็จ หลังจากนั้นก็ได้มีการทดลองบินเป็นเที่ยวปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2549.."

จากสนามบินซึ่งคนไทยเราต้องรอนานถึง 46 ปี ผ่านไปไม่รู้กี่รัฐบาลก็ยังสร้างไม่ได้สักที จนได้รับฉายาว่า "สนามบินเจ็ดชั่วโคตร" แต่บัดนี้กลายมาเป็น "ความภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ"

ใครจะว่าไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ก็ช่าง ผมถือว่า "สนามบินสุวรรณภูมิ" เป็นสิ่งที่ผมภูมิใจในฐานะคนไทยคนหนึ่ง

แนวคิดในการก่อสร้าง ท่าอากาศยานนานาชาติแห่งที่สองในกรุงเทพมหานคร เริ่มมีขึ้นในปี พ.ศ.2503 *(ผมอายุ 13 ปี กำลังเรียนชั้น ม.4 --ธนวุฒิ)* ในสมัยรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการจัดตั้ง "สภาเศรษฐกิจแห่งชาติ" ในสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงคราม

ต่อมา พ.ศ.2516 รัฐบาลทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร ได้ซื้อที่ดินหนองน้ำ 20,000 ไร่ บริเวณหนองงูเห่า จังหวัดสมุทรปราการ สำหรับสร้างสนามบินใหม่ .. ผ่านมาผ่านไปหลายๆรัฐบาลสนามบินแห่งนี้ก็ยังสร้างไม่แล้วเสร็จสักที

เวลาเกือบ 30 ปีต่อมา รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เห็นว่า สนามบินมีความสำคัญต่อการส่งเสริมและพัฒนาความเจริญด้านเศรษฐกิจ สังคม การท่องเที่ยว และด้านอื่นของประเทศเป็นอย่างมาก รัฐบาลจึงกำหนดให้ การก่อสร้าง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องร่วมกันดำเนินการแบบบูรณาการ เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย จึงได้เร่งการก่อสร้างตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ.2545

ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 4 ปีเศษๆก็สร้างเสร็จ หลังจากนั้นก็ได้มีการทดลองบินเป็นเที่ยวปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2549 *(ผมอายุ 59 ปี --ธนวุฒิ)* ก่อนที่จะมีการปฏิวัติเดือนกว่าๆ และได้มีการเปิดให้บริการจริงในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2549 ภายหลังการปฏิวัติเพียง 9 วัน

* * * * *


* * * * *

(เริ่ม19:33) ความคิดสร้างสรรค์เป็นหัวใจสู่ความสำเร็จใน ศก.สมัยใหม่ทักษิณ ชินวัตร

* * * * *

(ดูบนYouTube) ความคิดสร้างสรรค์เป็นหัวใจสู่ความสำเร็จใน ศก.สมัยใหม่ทักษิณ ชินวัตร

* * * * *


"เบื้องหลังการเจรจากับญี่ปุ่นในการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ"

ผมขอเริ่มตอนที่หนึ่งโดยการเล่าเรื่องเบื้องหลังการเจรจากับญี่ปุ่นในการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิครับ

ปี 2544 ผมได้ประกาศว่าจะยกเลิกการประกวดราคาก่อสร้างอาคารผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งประกวดราคาโดยรัฐบาลก่อนเป็นวงเงิน 54,000 ล้านบาทเศษ โดยออกแบบรองรับผู้โดยสารได้ 35 ล้านคน ซึ่งขณะนั้นผมเห็นว่าแพงและจำนวนผู้โดยสารที่รองรับได้น้อยไป เกรงจะไม่พอ เปิดปุ๊บก็ต้องเต็มปั๊บ ทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในขณะนั้นก็วิ่งมาพบผมและขอคัดค้านเพราะเรากู้เงิน JBIC อยู่ โดยบอกว่าจะยกเลิกเงินกู้

ผมก็นั่งคิด เนื่องจากเรายังไม่พ้นวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเมื่อ ก.ค. 40 แต่ถ้าเรากลัวไม่ได้กู้เงิน เราก็ต้องสร้างสนามบินที่แพงเกินจริงและรองรับผู้โดยสารได้น้อยเกินไป เพราะจะสร้างใหม่ทั้งทีอุตส่าห์รอกันมาตั้ง 40 ปี ขณะนั้นผมอ่านออกว่าทูตญี่ปุ่นกลัวว่าประกวดราคาใหม่บริษัทญี่ปุ่นจะไม่ชนะประมูล เรื่องการไม่ให้กู้เงินคงจะไม่จริง

ผมก็เลยบอกไปว่าผมจำเป็นต้องยกเลิกการประมูลและแก้แบบใหม่ให้รองรับผู้โดยสารจาก 35 ล้านคนเป็น 45 ล้านคน ถ้าญี่ปุ่นไม่ให้กู้ก็ไม่เป็นไร ผมใช้เงินแบงค์กรุงไทยกับแบงค์ออมสินก็ได้ ผมก็เลิกการประมูล แก้แบบเป็น 45 ล้านคน และให้มีการประมูลใหม่

ผลปรากฏว่าราคาลดลงจาก 54,000 ล้านบาท เป็น 36,666 ล้านบาท ประหยัดไป 17,000 ล้านบาทเศษ พร้อมกับรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มอีก 10 ล้านคน จาก 35 เป็น 45 ล้านคน ซึ่งขนาดเพิ่มแล้ววันนี้หลังจากเปิดไม่กี่ปีก็เต็มแล้ว ทั้งๆที่ไปใช้ดอนเมืองด้วย

และในที่สุด ท่านทูตญี่ปุ่นคนเดิมก็กลับมาขอร้องให้เราใช้เงินกู้ JBIC ต่อไปเหมือนเดิม (การเจรจาต้องรู้ความต้องการของเขาและของเรา)

ถ้าท่านจำได้ช่วงผมเป็นนายกฯใหม่ๆ ผมได้ประกาศว่าไทยจะไม่ยอมกู้เงินนอกเด็ดขาดยกเว้นสัญญาที่มีอยู่เดิม ทั้งๆที่ตอนนั้นเรามีเงินสำรองอยู่ 27-28 พันล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น แต่เรามีหนี้ต่างประเทศมากกว่าเงินสำรองเรามาก รวมทั้งหนี้ IMF ถึง 12,000 ล้าน

ผมเข้าใจโลกทุนนิยมดีครับ มันเปรียบเสมือนว่าเมื่อแดดออก มีแต่คนจะเอาร่มมาให้เราถือเต็มไปหมดทั้งๆที่เราไม่ต้องใช้ แต่ยามฝนตก เราอยากได้ร่มสักคันก็ไม่มีใครให้ยืม เพราะฉะนั้นจึงต้องสร้างคำว่า Trust & Confident ให้ได้ เงินถึงจะมา

ผมเลยใช้นโยบายว่า กัดฟันไม่กู้เงินนอกเท่านั้น ต่างประเทศก็เริ่มมั่นใจขึ้น เงินต่างประเทศก็เริ่มเข้ามาประกอบกับการปรับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้นให้สอดคล้องกัน ทำให้พ่อค้านำเข้าและส่งออกที่เก็บเงินไว้ต่างประเทศก็เริ่มนำกลับเข้ามา เสถียรภาพเงินบาทก็แข็งขึ้น เงินสำรองก็มากขึ้นจนเราสามารถใช้หนี้ IMF ได้ ซึ่งตอนเกิดวิกฤตตอนเราต้องยืมเงิน IMF ทุกคนก็คิดว่าต้องใช้เวลาเป็นสิบๆปีกว่าจะใช้หนี้ได้

ตอนที่ผมตัดสินใจใช้หนี้หลายคนก็ห้ามผมว่าทำไมต้องรีบใช้ เดี๋ยวเงินสำรองจะพร่องมากไปไม่พอใช้ บังเอิญผมมีประสบการณ์เป็นนักกู้เงินมาก่อน ถ้าเราเป็นหนี้แล้วใช้คืนได้เขาถึงว่าเราเป็นลูกค้าชั้นดีที่จะให้กู้มากขึ้นอีก ผมก็เลยสั่งให้ใช้หนี้ทั้งหมดทีเดียว หม่อมอุ๋ยขอต่อรองเป็นอีก 6 เดือน ผมก็เลยบอกว่าผมประกาศเลยนะว่าอีก 6 เดือนจะชำระ

ก็เลยเกิดการชำระหนี้ IMF ก่อนครบกำหนดถึง 2 ปี ทำให้ชื่อเสียงของประเทศไทยดีขึ้นมาก เงินก็เริ่มไหลเข้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่องจนเรากลายเป็นประเทศที่เรียกว่าเป็น Net Creditor Nation คือเป็นประเทศที่มีเงินฝากเป็นเงินตราต่างประเทศมากกว่าเงินกู้ต่างประเทศ โดยรวมตัวเลขทั้งภาครัฐและภาคเอกชนด้วย เป็นครั้งแรกของไทย

สรุปก็คือว่าถ้าเรามียุทธศาสตร์การเงินและการทำงานที่ควบคู่กันได้ดี เราจะสร้างTrust & Confident ให้กับองค์กรของเรา(ซึ่งในที่นี้ก็คือประเทศ) แล้วเราจะเติบโตได้ เพราะจะมีเงินทุนเข้ามาให้เราได้ใช้บริหารและสร้างรายได้อย่างไม่จำกัดครับ

วันนี้เอาเท่านี้ก่อนครับ.

Me and My Country (1)
ดร.ทักษิณ ชินวัตร
8 ตุลาคม 2556
https://www.facebook.com/thaksinofficial

* * * * *

มิติใหม่ทางการบริหาร ดร.ทักษิณ ชินวัตร (น่าจะ2546) พูดเมื่อ 7ม.ค.2547

* * * * *

มิติใหม่ทางการบริหาร ดร.ทักษิณ ชินวัตร พูดเมื่อ 7ม.ค.2547 (น่าจะ2546)

* * * * *

วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560

คำวินิจฉัยหนึ่งเดียวในองค์คณะคดียึดทรัพย์ทักษิณจากทั้งหมดเก้าคน


คำวินิจฉัยหนึ่งเดียว
ในองค์คณะคดียึดทรัพย์ทักษิณจากทั้งหมดเก้าคน

By: "คนการเมือง"

"..พลิกคำวินิจฉัย"หนึ่งเดียว"ในองค์คณะคดียึดทรัพย์" ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล รองประธานศาลฎีกา ตอบโจทย์ ทำไม"ทักษิณ"มิได้ร่ำรวยผิดปกติ.."

หมายเหตุ"มติชนออนไลน์" : เป็นส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัยส่วนตนของ ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล รองประธานศาลฎีกาซึ่งเป็นผู้พิพากษาเพียงคนเดียวในองค์คณะจากทั้งหมด 9 คนที่เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือชินคอร์ปทั้ง 5 กรณี ในคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณกว่า 46,000 ล้านบาท แม้ว่า ม.ล.ฤทธิเทพ จะเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ณ ป้อมเพชร อดีต ภรรยาซุกหุ้นหรือคงไว้ซึ่งหุ้นชินคอร์ปจำนวน 1,419 ล้านหุ้นก็ตาม

► ต่อไปนี้เป็นเหตุผลในคำวินิจฉัยส่วนตนของ ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล ที่เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มิได้ร่ำรวยผิดปกติ

"..ปัญหาประการต่อไปมีว่า เงินที่ได้จากการขายหุ้นและเงินปันผลตามคำร้องเป็นทรัพย์ที่ต้องตกเป็นของแผ่นดิน หรือไม่

เห็นว่า ข้อเท็จจริงซึ่งฟังเป็นที่ยุติแล้วว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของบริษัทชินคอร์ป ทั้งห้ากรณี ดังได้วินิจฉัยข้างต้นแล้ว นับเป็นข้อสำคัญประการหนึ่งที่บ่งชี้ว่า หุ้นบริษัทชินคอร์ปไม่ได้มีค่าสูงเพิ่มขึ้นขึ้นผิดปกติ แต่ก็ยังมีข้อสนับสนุนอื่นอีกที่สอดคล้องกันคือ นอกจากทางไต่สวนจะไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่า ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้สั่งการหรือมอบนโยบายต่างๆ ทั้งห้ากรณีแล้ว

ยังเห็นว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเหตุคดีนี้ ย่อมเป็นผู้มีอำนาจวางแนวนโยบายในการบริหารราชการในแต่ละกระทรวงที่ตนต้องรับผิดชอบโดยอิสระ

การจะฟังว่า เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ดังกล่าว ทำงานอยู่ในรัฐบาลเดียวกับผู้ถูกกล่าวหา หรือสังกัดพรรคการเมืองเดียวกันกับผู้ถูกกล่าวหา ย่อมมีผลให้รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ เหล่านั้นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ถูกกล่าวหาทุกกรณีไป แม้กระทั่งคำสั่งที่อาจมีผลเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ถูกกล่าวหา ทั้งที่เป็นไปได้ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐภายใต้การบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของผู้ถูกกล่าวหา อาจกระทำการต่างๆ เองเพื่อให้เป็นที่พอใจแก่ผู้ถูกกล่าวหาก็ได้นั้น ย่อมเป็นการรับฟังพยานหลักฐานไปในทางที่เป็นโทษแก่ผู้ถูกกล่าวหา ทั้งๆ ที่ยังมีมูลเหตุยังไม่ชัดแจ้งพอ และเป็นเหตุผลที่ถูกโต้แย้งได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังเห็นว่า หุ้นบริษัทชินคอร์ปมีราคาสูงขึ้นในระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะราคาหุ้นจะสูงหรือต่ำในแต่ละช่วงเวลาย่อมต้องอาศัยปัจจัยหลายประการที่เกิดจากทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ นอกเหนือจากการดำเนินการ 5 กรณีตามคำร้องด้วยเหตุผลดังนี้

ประการแรก บริษัทชินคอร์ปเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้วยการเป็นผู้ลงทุนในบริษัทอื่น (Holding Company) มีบริษัทในเครือหลายบริษัทประกอบธุรกิจสัมปทานจากรัฐ ย่อมทำให้นักลงทุนเล็งเห็นได้ว่า แนวโน้มที่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐ และทำให้บริษัทชินคอร์ปเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีคู่แข่งทางการค้าน้อยหรือแทบไม่มี

นอกจากนี้ยังเป็นบริษัทที่ลงทุนประกอบกิจการด้วยจำนวนเงินมาก อันสามารถทำผลประโยชน์ตอบแทนได้ในปริมาณมากเช่นกัน สิ่งสำคัญเหล่านี้ส่งผลให้บริษัทชินคอร์ปและบริษัทในเครือมีความมั่นคงสูง ได้เปรียบบริษัทอื่นๆ สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้มาก จึงเป็นที่ต้องการของนักลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศยิ่งกว่าบริษัทอื่น

ประการที่ 2 เมื่อพิจารณาถึงดุลอำนาจทางการเงินของผู้ซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ป คือกลุ่มเทมาเส็ก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่า เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ของโลกรายหนึ่งที่มีกำลังซื้อสูง กับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตำแหน่งดาวเทียมของประเทศไทยที่ได้รับอนุมัติจาก ITU เป็นตำแหน่งที่มีศักยภาพสูงมาก สามารถครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ (Foot Print) แผ่ไพศาลไปได้กว้างไกลมากกว่าตำแหน่งอื่นที่หลายประเทศได้รับอนุมัติ

ทั้งตามทางไต่สวนยังได้ความว่า ดาวเทียม iPSTAR เป็นดาวเทียมที่ใหญ่และดีที่สุดในโลก เป็นดาวเทียมดวงแรกของโลกที่มีหลายช่องสัญญาณ ทำงานได้หลากหลายกว่า ติดต่อได้ 14 ประเทศ มีสถานีภาคพื้นดิน 18 แห่ง มีประสิทธิภาพสูง คุณสมบัติทางเทคนิคดีกว่าดาวเทียมทั่วไป สร้างขึ้นเพื่อรองรับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และยังทำให้ประชาชนสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ในราคาที่ถูกลงย่อมเป็นที่ปรารถนาอย่างยิ่งของประเทศที่ต้องการศักยภาพทางยุทธศาสตร์ และความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีกิจการดาวเทียม เพื่อชิงความได้เปรียบทางด้านธุรกิจสื่อสารทางดาวเทียม หรือแม้แต่ในเรื่องความมั่นคงของประเทศของตน

หุ้นบริษัทชินคอร์ปจึงเปรียบได้กับเพชรเม็ดงามที่ผู้ครอบครองสามารถต่อรองราคาซื้อขายได้สูง อันเป็นสิ่งปกติในกลไกทางธุรกิจและการซื้อขายหลักทรัพย์

ประการที่ 3 บริษัทในเครือบริษัทชินคอร์ปหลายบริษัทลงทุนว่าจ้างบุคลากรที่ความรู้เฉพาะด้านกิจการของบริษัทหรือผู้ที่มีประสบการณ์สูงในการทำงานเกี่ยวกับกิจการของบริษัทเป็นผู้บริหาร ย่อมทำให้มีความได้เปรียบทางด้านแผนธุรกิจการค้าและมีผลประกอบการที่ดี รวมทั้งเกิดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ได้มากยิ่งกว่าผู้ประกอบธุรกิจอื่นอีกหลายรายที่ไม่ได้ลงทุนในด้านนี้

และประการสุดท้าย เมื่อเปรียบเทียมดัชนีราคาหุ้นบริษัทชินคอร์ปกับหุ้นของบริษัทอื่นๆ ที่ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ และเป็นที่นิยมของผู้ลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ในช่วงเวลาเดียวกันก่อนมีการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปให้กลุ่มเทมาเส็กแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่า เป็นราคาขึ้นลงที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่า หุ้นบริษัทชินคอร์ปจำนวน 1,419,490,150 หุ้น หรือเงินที่ได้จากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป 69,722,880,923.05 บาท รวมทั้งเงินปันผลอีก 6,898,722,129 บาท เป็นทรัพย์สินที่ผู้ถูกกล่าวหาได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ทั้งไม่เป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นมากผิดปกติหรือได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่อันถือว่า เป็นการร่ำรวยผิดปกติ ตามคำจำกัดความแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 ที่จะต้องสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 35 วรรคสอง

สำหรับคำร้องคัดค้านของผู้ถูกกล่าวหา และของผู้คัดค้านทั้งยี่สิบสอง ซึ่งขอให้ศาลมีเพิกถอนคำสั่ง คตส. ที่อายัดเงินและทรัพย์สินนั้น เมื่อปรากฏว่า คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)เพิกถอนคำสั่งอายัดเงินของผู้คัดค้านที่ 7 ที่ 8 ที่ 14 ที่ 17 และที่ 19 ต้องตามความประสงค์ของผู้คัดค้านเหล่านี้และมีผลให้เงินของผู้คัดค้านเหล่านี้หลุดพ้นจากการถูกอายัดแล้ว จึงไม่มีเหตุต้องขอให้ศาลมีคำสั่งเช่นว่านั้นซ้ำอีก

ส่วนเงินและทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1-6 ที่ 9-13 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 18 และที่ 20-22 ซึ่ง คตส. ยังคงมีคำสั่งอายัดไว้นั้น เมื่อไม่อาจสั่งให้ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จะอายัดอีกต่อไป

จึงมีความเห็นว่า ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และเพิกถอนคำสั่ง คตส.ที่อายัดเงินรวมทั้งทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหากับของผู้คัดค้านที่ 1-6 ที่ 9-13 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 18 และที่ 20-22 ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 7 ที่ 8 ที่ 14 ที่ 17 และที่ 19 ..."

"มติชนออนไลน์"
วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2553 เวลา 11:20:33 น.
1.. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1268832227&grpid=10&catid=02
2.. https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_27333

* * * * *

@ คลิกที่นี่.. ไม่ควรยึดทรัพย์ ดร.ทักษิณตั้งแต่แรก

* * * * *
@ คลิกที่นี่.. "สรรพากร" รับสภาพ! หุ้นชิน "จบแล้ว" ไม่มี กม.ใดเรียกเก็บภาษีทักษิณได้อีก ยันหมดอายุความ 31 มี.ค. 2555"

* * * * *

@ คลิกที่นี่.. ทำไมสรรพากรไล่เก็บภาษีดีลชินคอร์ปไม่ได้แล้ว?

* * * * *

ดร.ทักษิณ ชินวัตร เปิดใจหลังคำพิพากษาคดียึดทรัพย์

* * * * *

คดีภาษีหุ้นทักษิณ ชินวัตร จบแล้ว

* * * * *

กฎหมาย เครื่องมือทางการเมือง?? เริ่มนาที 44:00

* * * * *

วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560

รัฐบาลไหน?ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ?


รัฐบาลไหน?ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ?
By: "คนการเมือง"

"..วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ.2546 เวลา 20.30 น. "ทักษิณ"ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ชี้แจงเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ สถานะการเงิน-การคลังของประเทศไทย รวมทั้งการชำระหนี้งวดสุดท้ายให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งสามารถชำระก่อนครบกำหนด 2 ปี.."

"รัฐบาลทักษิณใช้หนี้ไอเอ็มเอฟก้อนสุดท้ายก่อนครบกำหนด 2 ปี"

เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 31 กรกฎาคม 2546 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ สถานะการเงิน-การคลังของประเทศไทย รวมทั้งการชำระหนี้งวดสุดท้ายให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งสามารถชำระก่อนครบกำหนด 2 ปี มีรายละเอียดดังนี้

"..... วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ทำให้ไทยต้องกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) พร้อมกับยอมรับเงื่อนไขที่เข้มงวด ซึ่งเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดและไม่อยากกลับไปอยู่ในสภาพนั้นอีก

ปัจจุบันเศรษฐกิจดีขึ้นโดยลำดับ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 รัฐบาลนี้(รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร)ได้ประกาศชำระหนี้ก้อนสุดท้ายกว่า 6 หมื่นล้านบาท ทำให้ไทยพ้นจากพันธกรณีกับไอเอ็มเอฟ สามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเป็นของตนเอง

โดยไอเอ็มเอฟอนุมัติวงเงินให้ไทย 14,500 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เบิกมาใช้จริงเพียง 12,296 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.1 แสนล้านบาท

โดยรัฐบาลชุดที่แล้ว(รัฐบาลนายชวน หลีกภัย)ได้ชำระไป 1 หมื่นล้านบาท (2%ของหนี้ 5แสนล้านบาท) แต่รัฐบาลนี้(รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร)ได้ชำระครบทั้ง 5 แสนล้านบาท (98%ของหนี้ 5แสนล้านบาท) ทำให้ไทยพ้นจากพันธกรณีกับไอเอ็มเอฟ ....."

งวดที่ 1 พ.ศ.2543 ชำระโดย รัฐบาลนายชวน หลีกภัย

งวดที่ 2 - งวดที่ 12 พ.ศ.2544 ชำระโดย รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

งวดที่ 13 - งวดที่ 34 พ.ศ.2545 ชำระโดย รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

งวดที่ 35 - งวดสุดท้าย พ.ศ.2546 ชำระ(ก่อนครบกำหนด 2 ปี)โดย รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

* * * * *

PlayList..วิสัยทัศน์ผู้นำประเทศที่แท้จริง 1

* * * * *

รัฐบาลลุงตู่..

* * * * *


* * * * *

วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560

คดีที่ดินรัชดา..คดีสะเทือนโลก!!! ตอนที่ 2 และ ตอนที่ 3


คดีที่ดินรัชดา..คดีสะเทือนโลก!!! ตอนที่ 2 และ ตอนที่ 3
By: "คนการเมือง"

"..คดีการซื้อขายนี้ ได้ถูกสั่งยกเลิก ให้ถือว่าการซื้อขายเป็นโมฆะ มีการคืนเงินค่าซื้อขายพร้อมดอกเบี้ย ให้คุณหญิงพจมานไปเป็นที่เรียบร้อย .. แต่ "ทักษิณ" คนเซ็นชื่อรับรองในฐานะคู่สมรส ถูกสั่งลงโทษติดคุก 2 ปี.."

ตอนที่ 2... ให้ข้าราชการมาทำงานวันสิ้นปีเพื่อหลีกเลี่ยงค่าโอนที่ดินรัชดา???
By: ผีน่ารัก เว็บpantip-ราชดำเนิน

*** ที่ดินรัชดา"แม้ว-อ้อ"งกจนได้เรื่อง
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9500000072910

คัดลอกพอสังเขป: " ... สนธิ - ข้อที่ 4 น่าสนใจมาก พอโอนเสร็จ รีบเร่งโอนที่ดินของกองทุนฯ ทำให้รัฐเสียประโยชน์ เอื้อผู้ชนะประมูลไม่ต้องเสียภาษีมาก รวยฉิบหายเลยนะ นี่ผมต้องขอพูดอย่างหยาบๆ นะ ยังโกงแม้กระทั่งค่าโอนที่ดินแค่ 10 กว่าล้าน ก็ยังไม่ยอมเสีย ผมจะบอกให้เป็นอย่างไร คือรัฐบาลเขาตั้งอัตราค่าธรรมเนียมการโอนที่เขาต้องการส่งเสริมการซื้อที่ดิน การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เขาขยายระยะเวลามาจนถึงปลายปี 2546 แล้วก็ที่ดินผืนนี้ ถ้าโอนภายในปี 2546 ก็จะเสียภาษีแค่ 722,000 บาท ถ้าโอน 47 เสีย 2 เปอร์เซ็นต์ เสีย 15 ล้านบาท เห็นไหม กับแค่ 13-14 ล้านบาท อั๊วก็ไม่ยอมเสีย วิธีลื้อไม่ยอมเสียลื้อทำยังไง ก็ให้ผัวลื้อ ประกาศว่าวันพุธที่ 31 ธันวาคม

สนธิ - จำได้หรือเปล่าพ่อแม่พี่น้อง มีอยู่ปีหนึ่ง พุธที่ 31 ธันวาคม 2546 บอกว่าไม่ใช่วันหยุด เป็นวันทำงาน ดูมันสิ เห็นหรือยัง เพื่อให้กรมที่ดินทำงาน อีจะได้โอนที่ดินให้คุณหญิงพจมาน โอนในวันที่ 31 ธันวาคม 2546 เห็นหรือยังพ่อแม่พี่น้อง ที่ดินที่ควรจะซื้อในราคากลางก็ไม่ยอมจ่าย ภาษีเล็กๆ น้อยๆ 10 กว่าล้าน ก็ไม่ยอมจ่าย มีเงิน 7-8 หมื่นล้าน ในประเทศ ซ่อนไว้เมืองนอกอีก 7-8 หมื่นล้าน เบ็ดเสร็จอีมีเงินแสนกว่าล้าน เงินแม้กระทั่งเล็กแค่นี้อียังไม่ยอมให้รัฐ ... "

* * * * *

วันก่อนรายการตอบโจทย์ทนายพันธมิตรก็ยังเอาเรื่องนี้มากล่าวหาทักษิณ เลยเอามาให้อ่านกันอีกทีครับ ไม่ได้หวังว่าคนเกลียดจะเลิกเกลียด แต่หวังว่าผู้ที่มีใจเป็นกลางจะได้ข้อมูลอีกด้านไปพิจารณาครับ

เรื่องการที่ให้ข้าราชการมาทำงานในวันสิ้นปีเพราะต้องการหลีกเลี่ยงค่าโอนที่ดินรัชดาซึ่งจะโอนกันในวันนั้นโดยใช้อำนาจหน้าที่ออกมติคณะรัฐมนตรีประกาศให้วันที่ 31 ธันวาคม 2546 ซึ่งเป็นวันสิ้นปีเป็นวันทำงานนั้น

ถ้าทักษิณทำแบบนี้จริงผมก็ถือว่าเลวสิ้นดีครับ ไม่น่าเกิดบนแผ่นดินไทยที่ผมรักด้วยซ้ำ...

เพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตนกลับทำให้ข้าราชการต้องลำบากลำบนมานั่งทำงานเพียงเพื่อต้องการรักษาผลประโยชน์ส่วนตนซึ่งเป็นเงินไม่กี่ล้านบาท ซึ่งท่านก็ต้องมีปัญญาจ่ายอยู่แล้วเงินแค่นี้

คนเลวมีหลายประเภทแต่ประเภทที่ผมเกลียดที่สุดก็คือคนที่เอาเปรียบสังคมนี่แหละครับ...คนประเภทนี้อยู่ที่ไหนก็รังแต่จะสร้างความแตกแยกให้สังคม ถ่วงความเจริญของประเทศและสังคม ถ้าท่านทักษิณใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางนั้นจริงผมก็ขอแช่งให้เวรกรรมที่ทำไว้กับสังคมและแผ่นดินเกิดย้อนกลับไปหาในชาตินี้ครับ

ถ้าคนชื่อ ทักษิณ คิดเล็กคิดน้อยกับเงิน ที่ต้องจ่ายภาษี ให้รัฐแค่ 10 กว่าล้านบาท ตามที่เจ็กลิ้มพูด ก็สู้เอาเงินที่ต้องใช้หนี้คืนกองทุน IMF ก่อนกำหนด มาฝากแบงค์ประเทศอังกฤษ แล้วกินดอกเบี้ยส่วนต่างไม่ดีกว่าหรือ? ได้มากกว่าที่จะไปงกกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

แต่ดีนะครับที่ท่านทักษิณไม่ได้เป็นคนแบบนั้น เพราะถ้ารู้จักใช้หลักกาลามสูตร ลองตรองดูแล้วท่านน่าจะถูกกล่าวหาโดยข้อหาปัญญาอ่อนไร้สาระ ไม่ประเทืองปัญญาซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มความเกลียดชังให้สาวกซะมากกว่าเพราะถ้าลองตรองดีๆจะพบว่า

1. มติคณะรัฐมนตรีเรื่องนี้ออกมาในวันที่ 25 พ.ย.2546และเป็นวันเดียวกันกับที่กองทุนฟื้นฟูประกาศให้มีการประมูลที่ดินรัชดารอบ 3 ทักษิณยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองจะประมูลได้หรือเปล่ากระบวนการจะเสร็จวันไหนจะประกาศให้วันที่ 31 ธ.ค.2546 เป็นวันทำงานเพื่อประโยชน์ตัวเองได้อย่างไรครับ

2. มติ ครม.ในวันนั้นให้เหตุผลว่าอย่างนี้ครับ

" ... เรื่อง กำหนดให้วันที่ 2 มกราคม 2547 เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ กำหนดให้วันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2547 เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ และให้วันพุธที่ 31 ธันวาคม 2546 เป็นวันปฏิบัติราชการ

ทั้งนี้ การกำหนดให้วันที่ 2 มกราคม 2547 เป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ เป็นการดำเนินการแนวทางเดียวกับวันหยุดเทศกาลปีใหม่ในปีที่แล้ว จะช่วยลดปัญหาการใช้สิทธิลาก่อน – หลังวันหยุดราชการเพื่อให้มีวันหยุดต่อเนื่องกับวันหยุดประจำสัปดาห์ ทำให้ข้าราชการ ลูกจ้างของหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ ได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมครอบครัว และภูมิลำเนาของตน รวมทั้งเป็นการช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้ สำหรับรัฐวิสาหกิจ และหน่วยราชการใดที่มีภารกิจจำเป็นเร่งด่วนหรือราชการสำคัญที่จะต้องดำเนินการในวันดังกล่าว หากยกเลิกหรือเลื่อนไปจะเกิดความเสียหายต่อทางราชการหรือกระทบต่อการให้บริการประชาชน ก็ให้รัฐวิสาหกิจและหัวหน้าส่วนราชการนั้นๆ พิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป ... "

ผมถือว่าเหตุผลฟังขึ้นนะครับเพราะนอกจากจะช่วยไม่ให้ลูกจ้าง,ข้าราชการสิ้นเปลืองวันลาโดยใช่เหตุแล้วยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกตะหาก เก่งจัง...

แล้วช่วยไม่ให้ข้าราชการและลูกจ้างสิ้นเปลืองวันลาอย่างไร...ก็ลองเปิดปฏิทินดูก็จะพบว่าในปี 2546 วันที 31 ธ.ค.ตรงกับวันพุธ ดังนั้นในวันที่ 2 มกราคม 2547 ซึ่งตรงกับวันศุกร์ก็จะเป็นวันทำการซึ่งคงไม่มีใครอยากมาเท่าไร บางคนบ้านไกลๆก็กลับบ้านไม่ได้เพราะวันหยุดไม่ติดต่อกัน รัฐบาลทักษิณก็เลยให้มาทำงานในวันที่ 31 ธ.ค.และให้หยุดในวันที่ 2 มกราคมไงครับ

3. ในคำฟ้องของ คตส. คดีที่ดินรัชดา มีตอนหนึ่งว่าอย่างนี้ครับ
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=59451

คัดลอกพอสังเขป: " ... ต่อมากองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯได้รังวัดแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวใหม่ โดยกันส่วนที่เป็นสาธารณะประโยชน์ออก การแบ่งแยกที่ดินจาก 13 โฉนด เหลือเพียง 4 โฉนด เลขที่ 2298, 2299, 2300 และ 2301 เหลือเนื้อที่เพียง 33-0-78.9 ไร่ แล้วประกาศประมูล เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2546 โดยกำหนดให้ผู้เข้าประกวดราคาต้องวางเงินมัดจำการยื่นซองเป็นเงินถึง 100 ล้านบาท ซึ่งเกิน 10% ตามที่ระบุในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นระเบียบที่นำมาใช้ในการปฏิบัติ มีผู้ซื้อแบบ 4 ราย แต่มีผู้ยื่นซองเสนอราคาและชำระเงินมัดจำการยื่นซอง 3 ราย คือ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 730,000,000 บาท, บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 750,000,000 บาท และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สมรสจำเลยที่ 1 เสนอราคา 772,000,000 บาท

กระทั่งคณะกรรมการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯอนุมัติให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ชนะการประมูลและกำหนดให้จำเลยที่ 2 นำเงินมาชำระก่อนวันที่ 29 ธันวาคม 2546 ต่อมาได้ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์พร้อมส่งมอบที่ดินวันที่ 30 ธันวาคม 2546 โดยการทำนิติกรรมจำเลยที่ 1 ได้ลงนามยินยอมพร้อมแสดงสำเนาบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทข้าราชการการเมือง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ... "

* * * * *

สรุปสั้นๆได้ว่า คุณหญิงพจมานได้ชำระเงินตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.46 (เป็นอย่างน้อย) และการโอนเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.46 แล้วครับ ไม่มีความจำเป็นต้องประกาศให้วันที่ 31 ธ.ค.46 เป็นวันทำงานแต่อย่างใด...

ดังนั้นการปล่อยข่าวให้ร้ายผู้อื่นทั้งที่ตนเองก็รู้อยู่แล้วว่าไม่จริงโดยมีเป้าหมายหลอกลวงคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ (ถ้าสำนวนที่สนธิใช้ก็ต้องบอกว่า เข้าไม่ถึงข้อมูลเหมือนที่คนดูเอเอสทีวีได้รับ) นั้น ผมถือว่าชั่วซะยิ่งกว่าที่ผมด่าเอาไว้ด้านบน และขอให้ที่ผมแช่งเอาไว้ตามกระทู้กลับไปหาคนปล่อยข่าวเพื่อสร้างความแตกแยกในสังคมเพียงเพื่อประโยชน์ของตัวเองโดยเร็วครับ 555555

* * * * *

ตอนที่ 3... ย้อนรอย "ที่ดินรัชดา"
By: minimalist เว็บpantip-ราชดำเนิน

ปี 2538 สมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา ที่ดินจำนวน 35 ไร่เศษได้รับโอนมาจาก บง.เอราวัณทรัสต์ ในมูลค่า 2,000 ล้านบาท ให้กับกองทุนฟื้นฟู ระบบสถาบันการเงิน ซึ่งบริษัทมีปัญหาทางการเงิน กองทุนฟื้นฟูเข้าไปอุ้มได้ที่ดินเป็นหลักประกัน

ปี 2538-2540 กองทุนได้จำหน่ายที่ดินที่ยึดมา แต่ขายไม่ออก เพราะเริ่มอยู่ในช่วงต้นภาวะฟองสบู่ ธุรกิจพัฒนาที่ดินกำลังส่อปัญหา จนถึงปี 2540 ซึ่งเป็นปีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ต้องหยุดการจำหน่ายเริ่มจำหน่ายอีกครั้งปี 2546

ต้นปี 2546 ครั้งแรกได้เปิดการประมูลทางอินเทอร์เน็ต กำหนดราคากลางไว้ที่ 870 ล้านบาท ปรากฏไม่มีใครเข้าประมูล ทั้งที่มีผู้สนใจ 20 ราย ต่อมาปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวเจ้าของได้โอนให้เป็นที่สาธารณประโยชน์เพื่อทำถนน และลำรางสาธารณะ ไป 2 ไร่เศษ โดยได้ทำการรังวัดหลังสุด จึงทำให้ที่ดินเหลือจริงเพียง 33 ไร่

กรกฎาคม-ธันวาคม 2546 จึงหันมาใช้ระบบประมูลแบบเปิดซองทั่วไปโดยยื่นตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค.2546 ประมูลเสร็จสิ้นในเดือน ธ.ค.2546 ปรากฏว่า มีผู้เข้าประมูล 4 ราย ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ 3 ราย เสนอราคาสูงกว่าราคาประเมินทั้ง 3 ราย ประมูลได้ที่ราคาตารางวาละ 5.8 หมื่นบาท (ราคาประเมินตารางวาละ 5 หมื่น 2 พันบาท) ซึ่งผลปรากฏว่า ตัวแทนของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร คือ นายสมบูรณ์ คุปติมนัส เสนอราคาสูงสุด คือ 772 ล้านบาท สูงกว่าราคาประเมิน คือ 695.8 ล้านบาท ส่วนรายอื่นๆ คือ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เสนอ 730 ล้านบาท โนเบิล เสนอ 750 ล้านบาท บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ เสนอ 750 ล้านบาท

ซึ่งกองทุนฟื้นฟู ก็ได้ดำเนินการโอนเสร็จสิ้นก่อนวันที่ 30 ธ.ค.2546 ซึ่งได้สิทธิทางภาษีธุรกิจเฉพาะและค่าธรรมเนียมการโอน ก่อนที่รัฐบาลจะปรับอัตราใหม่

* * * * *

สรุปความเป็นมาของที่ดินที่ขายให้ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร

กองทุนฟื้นฟูฯ ประมูลซื้อจากบริษัท เอราวัณ ทรัสต์ จำกัด เมื่อ พ.ศ. 2538 – 2539 จำนวน 31 โฉนด เนื้อที่ 1.21-2-55.1 ไร่ มูลค่ารับโอนรวม 4,889,397,500 บาท ราคาเฉลี่ยตารางวาละ 100,491 บาท แบ่งเป็น 2 โซน คือ

โซนที่ 1 ที่ดินบริเวณข้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จำนวน 18 โฉนด เนื้อที่รวมประมาณ 85-3-68 ไร่ มูลค่า 2,749,040,000 บาท

โซนที่ 2 (โซนที่คุณหญิงได้เข้าประมูล) ที่ดินบริเวณฝั่งตรงข้ามสถานทูตเกาหลี เยื้องกับโครงการเมืองรุ้ง และโรงแรมปี๊ปอิน ตลอดจนบริเวณใกล้เคียงกับสถานีจอดรถไฟฟ้าใต้ดินของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รถไฟฟ้ามหานคร) จำนวน 13 โฉนด เนื้อที่ประมาณ 35-2-87.1 ไร่ มูลค่า 2,140,357,500 บาท

จะสังเกตว่าราคาตอนนั้นมันสูงมากๆ..เป็นแสนต่อตารางวา..ซึ่งเป็นช่วงที่ผลมาจากเศรษฐกิจฟองสบู่..ที่ยังไม่แตก...ขณะนั้นราคาที่ดินจึงสูงมาก..ซึ่งต่างกับราคาทุกวันนี้

* * * * *

โซนที่ 2 นำออกประมูลขายครั้งแรก เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 โดยวิธีประมูลขายทาง Internet

โดยประมูลขายตามสภาพและเนื้อที่ตามโฉนด (35 ไร่ 2 งาน 92.1 ตารางวา รวม 13 โฉนด) (14,292.1 ตารางวา) ในราคาเริ่มต้นการประมูลที่ 870 ล้านบาท (ตารางวาละ 60,872.79 บาท)

มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมประชุม จำนวน 3 รายคือ (จากผู้สนใจ จำนวน 20 ราย)

1. บมจ.แสนสิริ
2. บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
3. บจ.ทองหล่อ เรสซิเดนซ์

ผลการประมูลเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2546 ไม่มีผู้เสนอราคา

สาเหตุที่ไม่มีผู้เสนอราคา

1. ราคาเริ่มต้นตั้งประมูลขายที่ 870 ล้านบาท สูงเกินไป เนื่องจากการคิดราคาตั้งขายจากเนื้อที่เต็มตามโฉนด แต่เนื้อที่ใช้ประโยชน์ได้จริงมีไม่เต็มตามเนื้อที่ในโฉนด เพราะมีการที่อุทิศที่ดินบางส่วนให้เป็นสาธารณะประโยชน์ – ถนนเทียมร่วมมิตร และที่ให้ประชาชนใช้เป็นทางเข้า – ออกไปก่อนกองทุนรับโอน

2. เป็นพื้นที่สีส้ม ประเภทหนาแน่นปานกลาง มีข้อจำกัดทางกฎหมายในการควบคุมอาคารสูง และอาคารขนาดใหญ่พิเศษ

* * * * *

การนำออกประมูลขายครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2546 โดยวิธียื่นซองประกวดราคา

ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการจัดการกองทุน ครั้งที่ 9/2546 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2546 ระเบียบวาระที่ 5.2 ให้ชะลอการประมูลขายที่ดินบริเวณ ดังกล่าวออกไปก่อนเพื่อดำเนินการรังวัดและแบ่งแยกโฉนดในส่วนที่อุทิศที่ดิน เพื่อใช้เป็นสาธารณะประโยชน์ – ถนนเทียมร่วมมิตร และส่วนที่ประชาชนใช้เป็นทางเข้า – ออกให้ชัดเจน

ผลการรังวัด แบ่งแยกโฉนด และรวมโฉนด เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2546 คงเหลือเนื้อที่จริง 33 ไร่ 78.9 ตารางวา (13,278,9 ตารางวา รวม 4 โฉนด)

ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการจัดการกองทุน ครั้งที่ 11/2546 วันที่ 18 พฤศจิกายน 2546 มีดังนี้

1. อนุมัติให้เสนอขายที่ดินตามเนื้อที่ ที่ได้มีการรังวัดใหม่แล้ว จำนวน 4 โฉนด เนื้อที่ประมาณ 33-1-12.4 ไร่ พร้อมทั้งให้แจ้งรายละเอียดให้ผู้ซื้อทราบเกี่ยวกับส่วนที่อุทิศให้เป็นถนนเทียมร่วมมิตร และส่วนที่อาจถูกแบ่งหักเป็นคลองลำชวดบางจาก รวมทั้งการขับไล่ผู้บุกรุกที่ดินดังกล่าวให้เป็นภาระของผู้ซื้อด้วย

2. ให้ใช้วิธีการประมูลขายโดยยื่นซองประกวดราคา

3. ไม่กำหนดราคาขั้นต่ำในการขายที่ดิน แต่กำหนดเงื่อนเวลาในการชำระเงินเป็นเงินสดทั้งหมดภายใน 7 วัน นับจากวันเปิดซองประกวดราคา

4. อนุมัติกระบวนการและกำหนดการในการขายตามที่เสนอ โดยกำหนดให้ยื่นซองประกวดราคาในวันที่ 16 ธันวาคม 2546

5. ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อเปิดซองประกวดราคา โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน และกรรมการประกอบด้วยผู้จัดการกองทุน และบุคคลอื่นที่เหมาะสมตามที่ประธานเสนอ

* * * * *

ประกาศกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (ย่อที่เกี่ยวข้อง)

เรื่อง การจำหน่ายที่ดินโดยวิธีการประกวดราคา ครั้งที่ 1 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2546

ข้อ ง. เงื่อนไขและการพิจารณาจำหน่าย

ข้อ 13. ผู้ชนะการประกวดราคา ต้องเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ค่าอากร และภาษีต่างๆ (ไม่รวมภาษีเงินได้นิติบุคคลของผู้ขาย)

การประชาสัมพันธ์ – การยื่นซองประกวดราคา

1. มีหนังสือแจ้งกลุ่มที่แสดงความสนใจซื้อจากครั้งก่อน (การประมูลทาง Internet) จำนวน 4 ราย ประกอบด้วย บจ.ไทยวัฒน์วิศวการทาง / บจ.นวเจษฎาขนส่งและก่อสร้าง / บจ.นิวเวฟ พร็อพเพอร์ตี้ / บจ.เมโทรสตาร์ พร็อพเพอร์ตี้

2. มีหนังสือแจ้งกลุ่มที่ลงทะเบียนเข้าร่วมประมูลครั้งก่อน (แต่ไม่ได้เสนอราคา) ประกอบด้วย บจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ / บจ.แสนสิริ / บจ.ทองหล่อ เรสซิเดนท์

3. มีหนังสือแจ้งกลุ่มที่แสดงความสนใจครั้งใหม่ ประกอบด้วย บจ.MBK ดีเวลลอปเมนท์ / บจ.พี.เอส.เอส.ออแกนิค (ประเทศไทย) / บจ.กฤษณา ดีวิลอปเม้นท์ / บมจ.ศุภาลัย / บจ.นภาพรทิพย์

4. ประชาสัมพันธ์ ผ่าน Website ธปท./ Website กองทุน

* * * * *

ครั้งที่ 2 มีผู้ยื่นซองเพื่อเข้าร่วมยื่นซองประกวดราคา จำนวน 4 รายคือ

1. บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
2. นายสมบูรณ์ คุปติมนัส (ตัวแทนคุณหญิงพจมาน ชินวัตร)
3. บมจ.โนเบิล ดิวลลอปเม้นท์
4. บมจ.เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้

แต่มีผู้ยื่นซองประกวดราคาจริง จำนวน 3 รายคือ

1. บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เสนอราคา 730 ล้านบาท
2. คุณหญิงพจมาน ชินวัตร เสนอราคา 772 ล้านบาท
3. บมจ.โนเบิล ดิวลลอปเม้นท์ เสนอราคา 750 ล้านบาท

หมายเหตุ: บมจ.เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศของกองทุน คณะกรรมการรับซองจึงตัดสิทธิ์ไม่รับซองเสนอราคา

คณะกรรมการจัดการกองทุนอนุมัติให้จำหน่ายที่ดินให้แก่ผู้เสนอราคาซื้อสูงสุด คือ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ในราคา 772 ล้านบาท ราคาขายเฉลี่ยตารางวาละ 58,137.35 บาท


By: เห็ดหอม ที่ดินนี้ เดิมเป็นพื้นที่ห้ามสร้างอาคารสูง กองทุนฟื้นฟู ยึดมาจากบริษัทสินทรัพย์ที่ล้มช่วงปี 2540

พ.ศ.2546 คุณหญิงซื้อได้ 772 ล้าน ... บอกว่ากองทุนขาดทุนยับเยิน

ไปยึดคืนมา ... ต้องจ่ายเงินไปประมาณ 1,300 ล้านบาทเพื่อเอาที่ดินคืน

พ.ศ.2554 ขายได้ 1,815 ล้าน ... บอกว่าขายได้กำไรคงน่าเกลียดน่าดู...

ข้อสังเกต: พ.ศ.2546 ขายให้คุณหญิง เป็นพื้นที่ห้ามสร้างอาคารสูง // พ.ศ.2554 ขายให้ศุภาลัย แก้กฎหมายให้สร้างอาคารสูงได้

ถามจริงๆเหอะครับ ถ้าไม่แก้กฎหมายเอื้อประโยชน์แก่ กลุ่มนายทุน ให้สร้างอาคารสูงบริเวณตรงนั้นได้ ... จะขายได้มั้ยครับในราคาเกือบ 2 พันล้าน ????

พ.ศ.2546 กับ พ.ศ.2554 ค่าของเงินมันต่างกัน ... ตอนนั้นราคาทองบาทละ 6-7พัน แต่ตอนนี้บาทละ 2หมื่น5

มองมุมไหนก็ขาดทุน แถมยังเสียค่าโง่เพิ่มไปอีก ... ประเทศชาติไม่ได้อะไรเลยสักอย่าง เสียทั้งคนทำงานดีๆ เสียทั้งเงิน เสียทั้งโอกาสความก้าวหน้าของประเทศ แถมโดนหลอก ...

* * * * *

@ คลิกที่นี่.. คดีที่ดินรัชดา..คดีสะเทือนโลก!!! ตอนที่ 1

* * * * *

พ่อเลิศห้ามอย่าเล่นการเมือง ในที่สุดก็ใจอ่อน..แต่ก็ยังมิวายบอกว่า..


พ่อเลิศห้ามอย่าเล่นการเมือง
ในที่สุดก็ใจอ่อน..แต่ก็ยังมิวายบอกว่า..พ่อไม่เห็นด้วยนะ!

By: "คนการเมือง"

"..บทสนทนาประวัติศาสตร์ "ตระกูลชินวัตร" เกิดขึ้นที่ปลายเตียง "พ่อเลิศ ชินวัตร" ในขณะเข้าพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพในปี 2541 .. ไม่มีใครรู้ว่าการ "โอนหุ้น" ซึ่งถูกบังคับโดยกฎหมายเพื่อกระโจนเข้าสู่ปลักโคลนการเมืองของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ในวันนั้น จะทำให้ "หัวหน้าครอบครัว" ต้องพเนจรอยู่ในต่างแดน ณ วันนี้!!!.."

"หลังคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ ฟังจากปากทักษิณชัดๆ"

"..แต่ด้วยความที่อยากทดแทนบุญคุณแผ่นดิน ก็ตั้งใจอย่างนั้นครับเลยดื้อ ดื้อกับคุณหญิง ดื้อกับลูก พ่อขอโทษด้วยนะลูก.."

- วันนี้พี่น้องคงเห็นว่าผมแต่งชุดดำ ผูกไทดำไว้ทุกข์ ผมขออนุญาตครับ ขอไว้ทุกข์ให้กับความดื้อของตัวเอง ที่ดื้อไม่ยอมเชื่อคุณหญิงกับลูกๆ ที่คัดค้านว่าไม่ให้ผมเข้าการเมือง..

- เพราะเขาบอกว่าชีวิตการเมืองมันวุ่นวายสับสน เราเป็นเศรษฐีอยู่แล้วสบายๆ ใช้ชีวิตแบบเศรษฐีดีกว่า อย่าไปสนใจเรื่องการเมืองเลย..

- แต่ด้วยความที่อยากทดแทนบุญคุณแผ่นดิน ก็ตั้งใจอย่างนั้นครับเลยดื้อ ดื้อกับคุณหญิง ดื้อกับลูก พ่อขอโทษด้วยนะลูก.

* * * * *

ฟังจากปากทักษิณชัดๆ

* * * * *

ทักษิณ ชินวัตร เปิดใจก่อนรัฐประหาร 2549

* * * * *

บทสนทนาประวัติศาสตร์ "ตระกูลชินวัตร"

เกิดขึ้นที่ปลายเตียงของ "พ่อเลิศ" ในขณะเข้าพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพในปี 2541

"..แฉทักษิณ รวย 60,000 ล้านบาท ก่อนเข้าสู่การเมือง .. ต่างกับคนอื่นๆรวยเอาๆ ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นจ๊นจน.."

ล้วงลึกบทสนทนาลับ พ่อห้าม "ทักษิณ" อย่าเล่นการเมือง

สมชาย วงศ์สวัสดิ์(เขยตระกูลชินวัตร) ออกตัว-ออกปากยอมรับว่าเป็นคนใกล้ชิด "ผู้นำพเนจร" นาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

โดย "รู้จัก-รู้ไส้" กันดีตั้งแต่สมัย "บิ๊กแม้ว" ทำ "ดอกเตอร์" สาขาอาชญาวิทยา ที่มหาวิทยาลัยแซมฮิวสตันสเตท ประเทศสหรัฐก่อนกลับมารับราชการตำรวจ และได้ติดยศ "พ.ต.ท." ในที่สุด

กระทั่งปี 2523 พ.ต.ท.ทักษิณหันไปทำธุรกิจควบคู่การรับราชการ เคยหยิบจับธุรกิจหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าไหม ผู้อำนวยการการสร้างภาพยนตร์ นักค้าคอนโดมิเนียม ฯลฯ ซึ่ง "สมชาย" เผยว่า "พี่เขย" เคยปรารภกับคนในครอบครัวหลายครั้งว่าอยากลาออกจากราชการ เพราะถ้าธุรกิจมีปัญหาขาดทุน อาจพาลเดือดร้อน "คนในบ้าน"

"ผมเป็นคนหนึ่งที่คัดค้านไม่ให้ท่านลาออกคล้ายๆ ว่าเราเป็นข้าราชการ ก็คิดว่าเออ! รับราชการก็ดีอยู่แล้ว ท่านจบดอกเตอร์ทางอาชญาวิทยา และได้เป็น พ.ต.ท.ตั้งแต่ยังหนุ่มๆ อย่างไรก็ตามเป็นนายพล ผมคิดแค่นั้นน่ะ แต่ท่านคิดไม่เหมือนผม ท่านบอกว่าถ้าเป็นนายพลแล้วอยู่จนๆ ไปวันๆ ก็ไม่รู้จะเป็นไปทำไมการทำธุรกิจน่าจะเป็นโอกาสที่ดี"

อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าเส้นทางธุรกิจของ "อดีตนายพันตำรวจ" ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เขาต้องวิ่งแลกเช็ค วิ่งขึ้นศาล และทำอีกหลายอย่างเพื่อความอยู่รอดของเงินในกระเป๋า

"สุดท้ายด้วยความมานะพยายาม ความสามารถและความฉลาดของท่าน ก็ทำให้ท่านประสบผลสำเร็จ มีเงินมีทอง จนใครๆ ก็รู้ว่าทักษิณรวย นี่คือข้อเท็จจริงว่าทักษิณ รวยก่อนที่จะมาทำงานการเมือง" นายสมชายกล่าว

ต่อมาในปี 2537 พ.ต.ท.ทักษิณได้ตัดสินใจเบนเข็มชีวิตอีกครั้ง คราวนี้เป็นการกระโจนเข้าสู่ถนนสายการเมือง และได้รั้งเก้าอี้ รวม.ต่างประเทศในรัฐบาล ชวน หลีกภัย ในอีก 1 ปีให้หลัง

แม้ขณะนั้นกฎหมายจะไม่บังคับให้แสดงบัญชีทรัพย์สิน แต่ "คนการเมืองหน้าใหม่" ตัดสินใจลอกคราบตัวเองเพื่อสร้างภาพลักษณ์สุดโปร่งใส

"แม้ไม่มีกฎหมายให้ดีแคลร์(แสดง)ทรัพย์สิน แต่ท่านต้องการบอกว่าก่อนเข้าการเมืองมีเงินเท่านี้นะ ตอนนั้นท่านดีแคลร์ไป 4.5 หมื่นล้านบาท จากนั้นเมื่อเกิดปัญหาจนต้องออกจากพรรคพลังธรรม ท่านมีความคิดว่าน่าจะช่วยบ้านเมืองได้ เพราะสตางค์ก็มีแล้วไม่เดือดร้อน ก็เลยคิดตั้งพรรคไทยรักไทยเพื่อเข้าสู่การเมืองอย่างเต็มตัว"

ทว่าพลันที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" รุดไปแจ้งแนวคิดลงทุนทำ "พรรคการเมืองใหม่" ให้ เลิศ ชินวัตร บิดา รับทราบ ก็ถูกต่อต้านทันควัน

พ่อท่านทักษิณไม่สนับสนุนให้ไปทำอย่างนั้น โดยบอกว่า "..เฮ้ย!! ษิณแกก็รวยแล้ว ตังค์ก็มีครอบครัวก็อบอุ่นดี ไปทำอะไรก็ได้ แกเล่นการเมืองไม่ทันเขาหรอก เดี๋ยวโดนเขาหลอกเพราะแกเป็นคนซื่อ.." นี่คือคำพูดของพ่อ

แต่ท่านทักษิณตอบกลับไปว่า "ไอ้ที่ผมรวย ที่ผมพยายามทำมาหากินมาทั้งชีวิตก็เพื่อให้มีเงินมีทองไว้ให้ครอบครัวและตัวเองได้ใช้ ก่อนจะอุทิศตัวเพื่อพี่น้องประชาชน เพื่อการเมืองโดยที่ครอบครัวไม่ต้องเดือดร้อนกับการเข้าไปทำงานการเมืองของผม ไม่ต้องถูกครหานินทาว่าไปโกง"

นั่นคือน้ำคำ "อดีตเจ้าของบริษัทในเครือชินคอร์ปอเรชั่น" ที่ประสงค์จะผันตัวไปเป็น "เจ้าของพรรคไทยรักไทย" แบบเต็มรูป

สมชายบอกว่า "บทสนทนาประวัติศาสตร์" นี้เกิดขึ้นที่ปลายเตียงของ "พ่อเลิศ" ในขณะเข้าพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพในปี 2541 โดยมีลูก-หลานตระกูล "ชินวัตร" รวมถึง "น้องเขยต่างสายเลือด" ร่วมเป็นสักขีพยาน

"พอพ่อท่านไม่อนุญาต ก็คงทำไม่ได้เพราะขัดต่อความรู้สึกของผู้ใหญ่ท่านทักษิณนี้ซึมเลย พวกผมต่างหากที่ไปช่วยพูดกับพ่อว่าเห็นใจพี่เขาเถอะ เขาตั้งใจจริงๆ ว่าจะทำงานการเมือง พยายามหาเงินหาทอง เพราะไม่ต้องการมาแบบมือเปล่าแล้วกลับไปมีตังค์ท่านต้องการหาเงินหาทองให้ได้ก่อน ให้รวยก่อนถึงลงเล่นการเมือง"

"พวกเราช่วยกันบอกพ่อว่าปล่อยเขาไปเถอะ เขาตั้งใจทำมาหากิน ได้มาขนาดนี้ คงไม่มีใครหลอก ตอนนั้นรวยหลายหมื่นล้านบาทนะ เป็นคนไทยนะ ในเมื่อรวยถึงขนาดนี้ก็ปล่อยเขาเหอะ ในที่สุดพ่อก็ใจอ่อนยอมให้ทำพรรค แต่ก็ยังมิวายบอกว่าพ่อไม่เห็นด้วยนะ" เขยตระกูลชินวัตรกล่าว

เป็นความหวังที่ไม่มีใครรู้ว่าการ "โอนหุ้น" ซึ่งถูกบังคับโดยกฎหมายเพื่อกระโจนเข้าสู่ปลักโคลนการเมืองของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ในวันนั้น จะทำให้ "หัวหน้าครอบครัว" ต้องพเนจรอยู่ในต่างแดน ณ วันนี้!!!.

ที่มา: น.ส.พ.มติชน ฉบับวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553

* * * * *

@ คลิกที่นี่.. ย้อนรอยคดีประวัติศาสตร์ ยึดทรัพย์'แม้ว' 4 หมื่นล้าน

* * * * *

@ ย้อนอดีต..ทั้งอ่านทั้งฟัง!! คลิกที่นี่.. "..พลิกคำวินิจฉัย"หนึ่งเดียว"ในองค์คณะคดียึดทรัพย์" ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล รองประธานศาลฎีกา ตอบโจทย์ ทำไม"ทักษิณ"มิได้ร่ำรวยผิดปกติ.."

* * * * *

ทักษิณเปิดใจหลังพิพากษายึดทรัพย์

* * * * *

วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560

คดีที่ดินรัชดา..คดีสะเทือนโลก!!! ตอนที่ 1


คดีที่ดินรัชดา..คดีสะเทือนโลก!!! ตอนที่ 1
By: "คนการเมือง"

"..คดีการซื้อขายนี้ ได้ถูกสั่งยกเลิก ให้ถือว่าการซื้อขายเป็นโมฆะ มีการคืนเงินค่าซื้อขายพร้อมดอกเบี้ย ให้คุณหญิงพจมานไปเป็นที่เรียบร้อย .. แต่ "ทักษิณ" คนเซ็นชื่อรับรองในฐานะคู่สมรส ถูกสั่งลงโทษติดคุก 2 ปี.."

ตอนที่ 1... คดีที่ดินรัชดา คดีสะเทือนโลก!!!

1. กฎหมาย ปปช. มาตรา 100 (1) บอกว่าห้ามนายกฯ และรัฐมนตรี เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ กฎหมายนี้มีมาเมื่อปี พ.ศ.2542

กองทุนฟื้นฟูฯ เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ อยู่ในความดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ประกาศขายที่ดินโดยการประมูลในปี 2546

หมายเหตุ: ปี 2546 ธนาคารแห่งประเทศไทย และกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นหน่วยงานอิสระ ไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐ

๑... พระราชบัญญัติ ธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี
(มาตรา ๖ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นนิติบุคคล)

๒... พระราชบัญญัติ ธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช ๒๔๘๕ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี
(มาตรา ๖ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นนิติบุคคล)

คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ประมูลได้และชำระเงินเสร็จเมื่อเดือนธันวาคม 2546 โดย พ.ต.ท.ทักษิณเซ็นชื่อรับรองในฐานะคู่สมรสของผู้ซื้อ ตามหลักการปกติของการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป

วันที่ 19 กันยายน 2549 พวกกบฏยึดอำนาจนายกฯทักษิณ

ปี 2550 ให้ สนช. แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นหน่วยงานของรัฐ สภาทาสเผด็จการ แก้ไขสำเร็จเมื่อ พ.ศ.2551 ห่างจากวันซื้อขายถึง 5 ปีเต็มๆ

๓... พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย(ฉบับที่ ๔)พ.ศ.๒๕๕๑ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
(มาตรา ๕ ให้มีธนาคารกลางเรียกว่า "ธนาคารแห่งประเทศไทย" เรียกโดยย่อว่า "ธปท." .. ให้ ธปท. เป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น)

เมื่อเข้าล็อค ก็สั่งให้ คตส. ทำเรื่องฟ้องว่านายกทักษิณ เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ เป็นการออกกฎหมายย้อนหลังเพื่อกำจัดคนๆเดียว โดยยอมให้บ้านเมืองย่อยยับ ปกติศาลทั่วโลกจะไม่ยอมรับการออกกฎหมายย้อนหลังเพื่อเอาผิด ต่อบุคคลใดๆ

แต่ ผู้พิพากษา 5 คน ของไทย ได้ยอมว่าทำได้ แต่อีก 4 ท่านบอกไม่ผิด เรื่องนี้ได้มีผู้พิพากษาอาวุโสคนหนึ่งออกมาขอโทษประชาชนทันที แต่ 5 คนนั้น เฉย

* * * * *

Clip.. คดีที่ดินรัชดา คดีสะเทือนโลก!!!

* * * * *

2. คดีการซื้อขายนี้ ได้ถูกสั่งยกเลิก ให้ถือว่าการซื้อขายเป็นโมฆะ มีการคืนเงินค่าซื้อขายพร้อมดอกเบี้ย ให้คุณหญิงพจมานไปเป็นที่เรียบร้อย หากคำสั่งนี้มีผลก่อนที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง จะพิพากษาเสร็จ ก็จะเสมือนว่าไม่มีการกระทำผิดใดๆเกิดขึ้น

โดยปกติ บทลงโทษที่มีต่อผู้ต้องคดีเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นผู้มีคุณูปการต่อบ้านเมืองมาก่อน และไม่เคยมีประวัติเคยถูกจำคุกมาก่อน ศาลจะสั่งให้มีเหตุให้บรรเทาโทษ หรือให้รอลงอาญาไว้ก่อน

"แต่กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับถูกสั่งลงโทษทันที"

* * * * *

Clip.. ศาลฯสั่งคืนเงินค่าที่ดินรัชดาให้ คุณหญิงอ้อ

* * * * *

3. คดีดังกล่าวนี้ นานาชาติมองว่าเป็นคดีการกลั่นแกล้งทางการเมือง จึงไม่ถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักโทษร้ายแรง แต่ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ กลับหลอกประชาชนคนไทยว่า ตำรวจสากลออกหมายแดงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังพยายามใช้ทุกวิถีทางที่จะไล่ล่า บีบบังคับให้นานาชาติไม่ให้อนุญาตออกวีซ่าให้นายกทักษิณเข้าประเทศ ทั้งยังจะให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน จนก่อความอึดอัดรำคาญแก่นานาชาติเป็นที่สั่นสะเทือนอารมณ์ไปทั่วโลกที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไป ตลอดอายุของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ผ่านมา

* * * * *

@ คลิกที่นี่.. เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดีประวัติศาสตร์ทุจริตซื้อที่ดินรัชดาฯ จำคุก "ทักษิณ" 2 ปี - "พจมาน" รอด

* * * * *

@ คลิกที่นี่.. เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดีประวัติศาสตร์ทุจริตซื้อที่ดินรัชดาฯ

* * * * *

"ศาลแพ่งสั่งกองทุนฟื้นฟูฯคืนเงินค่าที่ดินรัชดาฯ ให้คุณหญิงพจมาน 772 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี"

24 ก.ย.2553 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินย่านรัชดาภิเษกจำนวน 33 ไร่เศษ ระหว่างกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินกับคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโมฆะตามคำร้องของพนักงานอัยการ หลังศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า นิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ จึงมีคำสั่งให้คุณหญิงพจมานคืนที่ดินดังกล่าวจำนวน 4 แปลง จำนวน 33 ไร่ให้แก่กองทุนฟื้นฟูฯ และให้กองทุนฟื้นฟูฯคืนเงินจำนวน 772 ล้าน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีให้แก่คุณหญิงพจมานด้วย

7 ต.ค.2553 ธปท.คืนเงินซื้อที่ดินรัชดาฯ 823 ล้านบาท ให้ 'คุณหญิงพจมาน' หลังปรึกษาอัยการบอกไม่คุ้มหากแพ้อุทธรณ์ ต้องจ่ายดอกเบี้ยวันละ 1 แสนบาท

นางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายจัดการกองทุน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เปิดเผยว่า

ธปท.ได้คืนเงินให้กับคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร กรณีที่ดินรัชดาฯ เรียบร้อยแล้ว รวมเป็นเงินต้นบวกดอกเบี้ยจำนวน 823 ล้านบาท หลังได้รับคำตอบจากอัยการสูงสุด ว่าหากกองทุนฟื้นฟูฯยื่นอุทธรณ์ หากแพ้คดีต้องจ่ายค่าปรับสูงถึงวันละ 1 แสนบาทกรณีศาลแพ่งมีคำสั่งให้กองทุนฟื้นฟูฯคืนเงินซื้อที่ดินรัชดาฯ ให้คุณหญิงพจมาน.

* * * * *

@ ฉบับเต็ม.. ลำดับความเป็นมา..คดีที่ดินรัชดา คดีสะเทือนโลก!!!

* * * * *

Clip.. ผู้พิพากษาขอโทษ

* * * * *

คดีที่ดินรัชดา..คดีสะเทือนโลก!!! ตอนที่ 2 และ ตอนที่ 3
@ คลิกที่นี่.. คดีที่ดินรัชดา..คดีสะเทือนโลก!!! ตอนที่ 2 และ ตอนที่ 3

* * * * *

วันจันทร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2560

ย้อนตำนาน..วางระเบิดเครื่องบินทักษิณ3มีนา2544


"ย้อนตำนาน..วางระเบิดเครื่องบินทักษิณ3มีนา2544"
By: "คนการเมือง"

"..วินาทีที่เครื่องบินเตรียมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้านั้น ที่นั่งชั้นหนึ่งหมายเลข 11A ที่เขาได้จองไว้เกิดระเบิดขึ้นกะทันหัน ผู้โดยสารที่อยู่บริเวณรอบๆที่นั่งนั้นได้รับบาดเจ็บหลายคน แต่ที่โชคดีก็คือที่นั่งนี้ไม่มีใครนั่งอยู่ในตอนนั้น .. ทักษิณผู้ซึ่งตรงต่อเวลามาโดยตลอดตัดสินใจที่จะรอลูกชายซึ่งก็คือนายพานทองแท้ ที่มาถึงช้า วันนั้นลูกชายก็ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงมาช้า 25 นาที แต่ในที่สุดก็ได้ช่วยชีวิตพ่อของตนไว้ได้.."

วันที่ 3 มีนาคม 2544 หลายคนยังจำกันได้ในสมัย "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" เป็นนายกรัฐมนตรี ในครั้งนั้นเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วประเทศและทั่วโลก เมื่อเครื่องบินของสายการบินไทยที่จอดเทียบท่าอยู่สนามบินดอนเมืองเพื่อรอรับผู้โดยสารบินไปยังจังหวัดเชียงใหม่ โดยหนึ่งในผู้โดยสารในเที่ยวบินดังกล่าว มีผู้นำของประเทศชื่อ "พ.ต.ต.ทักษิณ ชินวัตร" รวมอยู่ด้วย

ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณและลูกชายจะขึ้นเครื่องไม่กี่นาที เครื่องบินลำดังกล่าวเกิดระเบิดขึ้นกลางสนามบินดอนเมือง สร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนจำนวนมาก แต่ก็เป็นที่กังขาของหลายฝ่ายว่าระเบิดเครื่องบินไทยครั้งนั้นเกิดจากเหตุอะไรกันแน่ ลอบวางระเบิดนายกฯ..? วินาศกรรม..? ความประมาท..? อุบัติเหตุ..? จนวันนี้คำถามเหล่านี้ก็ยังไม่ได้รับความชัดเจน

24 ชั่วโมงของทักษิณ: บทที่ 1 เสียงโทรศัพท์ยามรุ่งอรุณ (ตอนที่1)

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทักษิณเอาชีวิตรอดมาได้ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2544 เมื่อเขาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียง 25 วันเขาก็ได้รับรู้รสชาติของการถูกลอบสังหารในวันนั้น

เครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำหนึ่งของการบินไทยซึ่งบรรทุกผู้โดยสารจำนวน 129 คนเดินทางจากกรุงเทพฯไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ผู้โดยสารบนเครื่องซึ่งรวมทั้งทักษิณที่เพิ่งได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยลูกชายรวมทั้งข้าราชการจำนวน 20 คนเตรียมพร้อมขึ้นเครื่อง วินาทีที่เครื่องบินเตรียมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้านั้น ที่นั่งชั้นหนึ่งหมายเลข 11A ที่เขาได้จองไว้เกิดระเบิดขึ้นกะทันหัน ผู้โดยสารที่อยู่บริเวณรอบๆที่นั่งนั้นได้รับบาดเจ็บหลายคน แต่ที่โชคดีก็คือที่นั่งนี้ไม่มีใครนั่งอยู่ในตอนนั้น

ทักษิณผู้ซึ่งตรงต่อเวลามาโดยตลอดตัดสินใจที่จะรอลูกชายซึ่งก็คือนายพานทองแท้ ที่มาถึงช้า วันนั้นลูกชายก็ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงมาช้า 25 นาที แต่ในที่สุดก็ได้ช่วยชีวิตพ่อของตนไว้ได้.....

* * * * *

@ คลิกลิ้งค์นี้.. "24 ชั่วโมงของทักษิณ"
"..เสียงโทรศัพท์เช้าวันนั้น "ฮัลโหล ฉันเอง พวกเขาอาจจะก่อรัฐประหาร" .. พวกเขาเป็นใครกัน? ผมวางใจง่ายไปหน่อย ไม่ใช่ว่าผมมั่นใจเกินไป แต่เป็นเพราะผมคิดว่า คนที่ตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ไม่น่าทำเรื่องเช่นนี้ นี่มันศตวรรษที่ 21 แล้วนะ ยุคสมัยที่อาศัยอาวุธยึดอำนาจมันหมดไปแล้ว ผมคิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะทำเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าจะกล้าเช่นนี้.."

* * * * *

• การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ภายหลังเครื่องบินเกิดเหตุระเบิด

เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน กองสรรพาวุธ สถาบันนิติเวชวิทยา พนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และแผนกทำลายวัตถุระเบิด กรมสรรพาวุธทหารอากาศ ได้นำเขม่าที่ติดอยู่กับชิ้นส่วนของเครื่องบินและที่ศพผู้เสียชีวิตไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Gas Chromatograph พบสาร Research Department Explosive (RDX) เป็นส่วนใหญ่ และสารประกอบประเภท Chlorates ด้วย โดยที่สาร RDX เป็นส่วนประกอบ สำคัญของดินระเบิดแบบซีโฟร์ (Composition-4) คณะพนักงานสอบของ สตช.ได้ข้อสรุปเบื้องต้น เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2544 ว่า

การระเบิดขึ้นในบริเวณห้องเก็บสินค้าส่วนด้านหน้าในสุดค่อนไปทางซ้ายของลำตัวเครื่องบินบริเวณใต้ที่นั่งชั้นประหยัด (Y-Class) หมายเลข 32-36 ห่างจากที่นั่งชั้นธุรกิจ (J-Class) ประมาณ 5-6 แถว

รายงานการปฏิบัติของคณะกรรมการสอบสวนกรณีอันเกี่ยวกับอุบัติเหตุของอากาศยานในราชอาณาจักรกรณีเครื่องบินแบบ BOEING 737-400 เกิดเหตุเพลิงไหม้

คณะรัฐมนตรีรับทราบตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ รายงานการปฏิบัติของคณะกรรมการสอบสวนกรณีอันเกี่ยวกับอุบัติเหตุของอากาศยาน ในราชอาณาจักร กรณีเครื่องบินแบบ BOEING 737-400 เกิดเหตุเพลิงไหม้ สรุปได้ดังนี้

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2544 เครื่องบินแบบ BOEING 737-400 เครื่องหมายสัญชาติและทะเบียน HS-TDC ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้เกิดเพลิงลุกไหม้เครื่องบินทั้งลำ ขณะจอดอยู่ที่บริเวณหลุมจอดที่ 62 ท่าอากาศยานกรุงเทพ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 6 คน เสียชีวิตจำนวน 1 คน และเครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ

เครื่องบินลำดังกล่าวซึ่งทำการบิน เส้นทางภายในประเทศและเส้นทางระหว่าง ประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2544 ได้ทำการบินมาแล้วจำนวน 4 เที่ยวบิน คือ เส้นทางกรุงเทพฯ-ตรัง และ ตรัง-กรุงเทพฯ เส้นทาง กรุงเทพฯ-พิษณุโลก และ พิษณุโลก-กรุงเทพฯ ขณะที่เครื่องบินจอดบริเวณหลุมจอดที่ 62 อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ท่าอากาศยานกรุงเทพ เพื่อจะทำการบินในเที่ยวบินที่ 5 เส้นทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ในเวลา 15 นาฬิกา 15 นาที โดยก่อนเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานต่อเครื่องบิน จำนวน 5 กลุ่ม ซึ่งเจ้าหน้าที่ของบริษัท การบินไทยฯ ได้ทำการตรวจซ่อมเครื่องปรับอากาศของเครื่องบินลำนี้ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2544 เวลา 11 นาฬิกา 25 นาที ที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ ก่อนทำการบินไปท่าอากาศยานพิษณุโลก ต่อมาเวลาประมาณ 15 นาฬิกา 40 นาที เครื่องบินลำดังกล่าวได้เกิดระเบิด และเกิดเพลิงลุกไหม้บริเวณกลางลำตัวเครื่องบินลุกลามไปส่วนต่างๆของเครื่องบินอย่างรวดเร็ว และอีก 18 นาทีต่อมา ถังเชื้อเพลิงที่ปีกขวาเกิดระเบิด จากเหตุการณ์นี้ทำให้เครื่องบินได้รับความเสียหายทั้งลำ

• การปฏิบัติของหน่วยที่รับผิดชอบภายหลังเครื่องบินเกิดเหตุระเบิด

1. เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน กองสรรพาวุธ สถาบันนิติเวชวิทยา พนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และแผนกทำลายวัตถุระเบิด กรมสรรพาวุธทหารอากาศ ได้นำเขม่าที่ติดอยู่กับชิ้นส่วนของเครื่องบินและที่ศพผู้เสียชีวิตไปตรวจ สอบด้วยเครื่องมือ Gas Chromatograph พบสาร Research Department Explosive (RDX) เป็นส่วนใหญ่ และสารประกอบประเภท Chlorates ด้วย โดยที่สาร RDX เป็นส่วนประกอบสำคัญของดินระเบิดแบบซีโฟร์ (Composition-4) คณะพนักงานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นเมื่อ วันที่ 6 มีนาคม 2544 ว่าการระเบิดเกิดขึ้นในบริเวณห้องเก็บสินค้าส่วนด้านหน้าในสุด ค่อนไปทางซ้ายของลำตัวเครื่องบิน บริเวณใต้ที่นั่งชั้นประหยัด (Y-Class) หมายเลข32-36 ห่างจากที่นั่งชั้นธุรกิจ (J-Class) ประมาณ 5-6 แถว

2. ในวันที่ 6 มีนาคม 2544 คณะกรรมการสอบสวนฯ ได้จัดให้มีการประชุมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ปรากฏว่าที่ประชุมยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นการก่อวินาศกรรมหรืออุบัติเหตุ ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติให้คณะกรรมการสอบสวนฯจะดำเนินการควบคู่ไปกับคณะกรรมการสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็น Accredit Representative และคณะที่ปรึกษา เข้าร่วมการสอบสวนกับคณะกรรมการสอบสวนฯ

3. ต่อมาคณะเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานสหรัฐฯ ได้แก่ National Transportation Safety Board (NTSB) เป็น หน่วยงานในการสอบสวนกรณียานพาหนะของสหรัฐอเมริกาประสบอุบัติเหตุ และ Federal Aviation Abministration (FAA) เป็นหน่วยงานที่ควบคุมเกี่ยวกับกฎระเบียบการบินของสหรัฐฯ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคของบริษัทโบอิ้ง Boeing ได้ขอเข้าร่วมการสอบสวนกับคณะกรรมการสอบสวนฯในฐานะประเทศผู้สร้างเครื่องบิน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็น Accredit Representative และเป็นคณะที่ปรึกษา หลังจากผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตรวจสอบซากเครื่องบินพบว่ามีการระเบิดของถังเชื้อเพลิงกลางลำตัวเครื่องบิน (Center Tank) โดยสาเหตุหลักที่นำไปสู่การระเบิดของถังเชื้อเพลิงฯนั้น สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากเหตุ 3 ประการ คือ

1) การวางระเบิดในห้องผู้โดยสาร (Cabin) เหนือบริเวณถังเชื้อเพลิงกลางลำตัวเครื่องบิน

2) จากระบบของเครื่องบิน บริเวณถังเชื้อเพลิงกลางลำตัวเครื่องบิน

3) จากเหตุอื่นๆ ซึ่งยังไม่สามารถพบหลักฐานในขณะนี้

4. จากการนำชิ้นส่วนตัวอย่างส่งไปวิเคราะห์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเบื้องต้นไม่พบสาร RDX และต้องนำชิ้นส่วนตัวอย่างอื่นๆของเครื่องบินไปทำการวิเคราะห์หาสารเคมีต่อไปซึ่งจะต้องใช้เวลาในการตรวจพิสูจน์อีกระยะหนึ่ง

ในวันที่ 21 มิถุนายน 2544 NTSB ได้มีหนังสือแจ้งผลการดำเนินงานไปแล้ว โดยได้ถอดและแยกชิ้นส่วนต่างๆที่นำมาจากเครื่องบินเพื่อทำการตรวจสอบอย่างละเอียดในห้องปฏิบัติการ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่พบต้นเหตุของการจุดระเบิด ปั๊มเชื้อเพลิงและเครื่องวัดเชื้อเพลิงยังต้องทำการตรวจสอบต่อไปเนื่องจากพบว่ามีรอยขูดขีดและมีวัตถุแปลกปลอมถูกกดเข้าไป ในขณะที่ FUEL GAGE CONNECTOR เกิดความเสียหาย ซึ่งอาจเนื่องมาจากไฟฟ้าลัดวงจร จึงต้องทำการตรวจสอบ โดยใช้ SCANNING ELECTRON MICROSCOPE ขณะนี้ได้ทำการทดสอบปั๊มเชื้อเพลิงไปแล้วหนึ่งเรื่อง และกำลังวางแผนในการทดสอบอื่นๆต่อไป เพื่อหาความเป็นไปได้ของ การเกิดประกายไฟ ขณะที่วัตถุแปลกปลอมถูกดูดเข้าไป และแหล่งของการจุดระเบิดที่เป็นไปได้ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการทำงานของมอเตอร์หรือลูกปืนปั๊มเชื้อเพลิงเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการระบายความร้อนจากเชื้อเพลิง

ในวันที่ 6 สิงหาคม 2544 คณะเจ้าหน้าที่จาก NTSB และ BOEING จำนวน 5 คน ได้เดินทางมายังประเทศไทย และได้บรรยายสรุปการปฏิบัติงานที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ณ ห้องประชุม ฝ่ายเสนาธิการทหารอากาศ โดยมี ประธานคณะกรรมการสอบสวนกรณีอันเกี่ยวกับอุบัติเหตุของอากาศยานในราชอาณาจักร เป็นประธานฯ โดยสรุปได้ดังนี้ ที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบเพิ่มเติมหลังจากที่บรรยายสรุป คณะเจ้าหน้าที่จาก NTSB และ BOEING ได้เดินทางไปโรงเก็บซากชิ้นส่วนเครื่องบิน เพื่อตรวจสอบและคัดเลือกชิ้นส่วนใหม่ที่เกี่ยวข้องในช่วงระหว่างวันที่ 6-10 สิงหาคม 2544 ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการสอบสวนฯ ทั้งนี้ เพื่อนำไปตรวจสอบเพิ่มเติม ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

จากการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ซากเครื่องบิน ชิ้นส่วนต่างๆ ตลอดจนการส่งชิ้นส่วนไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่คาดว่าจะนำไปสู่การระเบิด แต่มีอุปกรณ์หลายอย่างอยู่ระหว่างการตรวจสอบวิเคราะห์ เช่น เครื่องวัดปริมาณเชื้อเพลิงอาจมีการลัดวงจรเกิดขึ้นภายในเครื่องวัด สวิตซ์ไฟฟ้า (FLOAT SWITCH) ในถังเชื้อเพลิงด้านขวาเกิดการแตกร้าว ปั๊มเชื้อเพลิงที่ถังเชื้อเพลิงกลางพบมีสิ่งแปลกปลอมและรอยขีดข่วนเกิดขึ้นภายใน และถ่ายเทประจุไฟฟ้าสถิต (STATIC ELECTRICITY) ที่สาย BONDING ของชุด VENT VALVE ของถังเชื้อเพลิง เป็นต้น ในการดำเนินการขั้นต่อไปของคณะเจ้าหน้าที่จาก NTSB จะได้ทำการตรวจสอบวิเคราะห์ต่างๆที่มีสิ่งผิดปกติดังกล่าวข้างต้น และนำชิ้นส่วนใหม่

ในวันที่ 2 ตุลาคม 2544 The National Transportation Safety Board (NTSB) ได้แจ้งให้ทราบว่า

1. จากการพบร่องรอย (Marks) ที่บริเวณ Pump Inlets NTSB ร่วมกับ Federal Aviation Administration (FAA) และบริษัท Boeing ได้จัดเตรียมแผนการตรวจสอบการทำงานของ Pump ดังกล่าว ซึ่งห้องทดลองได้ถูกสร้างขึ้นโดย บริษัท Boeing

2. ชิ้นส่วนต่างๆได้แก่ Wiring, Fuel Vent Valves, Fuel Quantity Probes และ Fuel Filter ได้ถูกจัดส่งไปยังห้องทดลองต่างๆเพื่อทำการตรวจสอบ ในวันที่ 4 ตุลาคม 2544 NTSB ได้แจ้งให้ทราบว่า มีความจำเป็นต้องรื้อ Wing Tank Fuel Pumps ทั้งสอง เพื่อตรวจสอบ ซึ่งจะทำให้ Pumps ทั้งสองดังกล่าวไม่สามารถนำกลับมาใช้งานได้อีก คณะกรรมการสอบสวนฯจึงได้แจ้งให้ NTSB ทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป

ในวันที่ 4 มกราคม 2545 NTSB ได้ส่งรายงานการตรวจสอบรูบริเวณผนังด้านข้างของเครื่องบินว่า ลักษณะรอยแตกและการเสียรูปของรูดังกล่าว เกิดจากการโดนวัตถุทะลุพื้นผิวจากภายนอกเข้าไปยังภายใน จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบไว้ในชั้นหนึ่งก่อน และหากมีข้อมูลเพิ่มเติมจักได้รายงานให้ทราบต่อไป.

* * * * *

รายงานพิเศษ ย้อนตำนานคาร์บอมบ์

* * * * *

• สิงหา2549 คาร์บอมบ์????? ก่อนยึดอำนาจ19ก.ย.

พ.ต.ท.ทักษิณ: ถ้าดูจากการวางกระสอบทราย การบังคับทิศทางอะไรต่างๆ เจ้าหน้าที่ รปภ. ตนเห็นรถคันนี้ที่จอดอยู่ เขาวิทยุแจ้งข้างหลังว่ามีรถเป้าหมาย เพราะเนื่องจากเขามีรูปถ่ายรถคันนี้อยู่ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. มีตุ๊กตา มีอะไรรูปพรรณสัณฐาน และทะเบียนปลอมที่ใช้ก็ใช้ทะเบียนเดิมกับที่ไปจอดเมื่อวันที่ 9 ส.ค. โดยจอดที่ทางออกสนามบิน เมื่อวานที่ผมพูดบางคนไม่รู้ นึกว่ารถไปวนเวียนที่บ้านไม่ใช่ คือไปตั้งแต่วันที่ 9-10 ส.ค.นั้นคือที่ บน.6 ทางออกจาก บน.6 แถวร้านเจ๊เล้งตรงนั้น

คำถาม: เห็นบอกว่ามีคนอยู่เบื้องหลังเป็นกลุ่มบุคคล

พ.ต.ท.ทักษิณ: วันนั้นที่เขาบอกมามันมีชื่อ ประมาณ 4 คน เป็นทหารหมดเลย

คำถาม: ผู้ต้องหายังปากแข็งจะทำให้เป็นปัญหาสาวไม่ถึงตัวบงการ

พ.ต.ท.ทักษิณ: ที่ให้การค่อนข้างจะโกหกอย่างชัดเจน เพราะรถคันนี้ออกจาก กอ.รมน. บังเอิญเราให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปขอความร่วมมือเอาสมุดคุมรถเข้า-ออก ก็รู้ว่ารถคันนี้ออกเมื่อเวลา 05.45 น. ออกจาก กอ.รมน.

คำถาม: แสดงว่าดูจากหลักฐานแล้วเป็นการวางแผนกันเป็นขบวนการ

พ.ต.ท.ทักษิณ: ใช่

คำถาม: ขบวนการตรงนี้ใหญ่มากจะสาวถึงตัวผู้บงการหรือไม่

พ.ต.ท.ทักษิณ: พอรู้กลุ่ม แต่ต้องจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่ม ....."

@ นำรถประกอบระเบิดย่อส่วนทดสอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ปรีชา ธิมามนตรี รองผู้บังคับการหัวหน้าศูนย์สืบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล พ.ต.ท.กำธร อุ่ยเจริญ สว.กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษกองบัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมกำลังชุดพนักงานสอบสวนและศูนย์ข้อมูลกองปราบปราม ประสานไปยังหัวหน้าหน่วยทหารแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อขอทดสอบระเบิดจำลองย่อส่วนขนาด 1 ต่อ 4 แบบเดียวกับที่คนร้ายใช้ในรถแดวูซุกระเบิดคันก่อเหตุที่ยึดได้ขณะ ร.ท.ธวัชชัย 1 ในผู้ต้องหากำลังขับบริเวณเชิงสะพานกรุงธน โดยใช้รถยนต์จริงเป็นตัวทดสอบ และมีอุปกรณ์ระเบิดประกอบด้วยระเบิดซีโฟร์ 0.8 ปอนด์ ระเบิดทีเอ็นที 2 ปอนด์ สารเอ็นโฟร์ซึ่งมีส่วนประกอบของสารยูเรียผสมน้ำมันดีเซล 16.8 กก. ฝักแคชนิดเอ็ม 7 เชื้อปะทุไฟฟ้าทางทหารชนิดเอ็ม 6 กระสอบทราย

เมื่อเดินทางไปถึงบริเวณที่โล่งภายในค่าย ซึ่งมีการจัดหารถเก๋งเก่าคันหนึ่งเตรียมไว้แล้ว พ.ต.ท.กำธรได้นำส่วนประกอบระเบิดย่อส่วนประกอบใส่ไว้ภายในรถ โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จึงแล้วเสร็จ โดยมีวงจรจุดระเบิดแบบคลื่นสั้นของรถบังคับติดไว้บริเวณใต้ที่นั่งคนขับเหมือนกับที่พบในรถแดวู หลังจากนั้นชุดทดสอบทั้งหมด ได้กันเจ้าหน้าที่ให้ห่างออกไปจากรถประมาณ 300 เมตร ส่วนผู้จุดระเบิดคือ พ.ต.ท.กำธรยืนอยู่ห่างจากรถที่ใช้ทดสอบประมาณ 150 เมตร

@ ผลรถแหลก-ถ่ายวิดีโอเก็บเป็นหลักฐาน

หลังจากการเตรียมการเสร็จเรียบร้อย พ.ต.ท.กำธรได้กดระเบิดจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ตัวถังรถเก่าที่นำมาทดสอบถูกฉีกกระจายออกเป็นชิ้นๆ เหลือเพียงคัดซีรถและเครื่องยังติดกับตัวถังอยู่ จากการตรวจสอบแรงระเบิดมีระยะทำลายประมาณ 100 เมตร จากการคำนวณถ้าใช้ระเบิดจำนวนตามที่คนร้ายใช้ รัศมีการทำลายน่าจะมีระยะทำการประมาณ 500 เมตร แรงระเบิดจะมีอานุภาพทำลายทั้งจากแรงอัด เนื่องจากประกอบด้วยสารเอ็นโฟร์ ซึ่งเป็นระเบิดความดันต่ำ และสารซีโฟร์และทีเอ็นที ซึ่งเป็นระเบิดความดันสูง ซึ่งมีอำนาจการฉีกทำลายรุนแรง ทำให้วัตถุที่อยู่ในรัศมีฉีกขาด กลายเป็นสะเก็ดระเบิดจำนวนมหาศาล เมื่ออยู่ในที่ชุมชนหรือที่สาธารณะเช่นเชิงสะพานบางพลัดจุดเกิดเหตุ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในการดำเนินการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการถ่ายภาพวิดีโอ ภาพนิ่ง ไว้ตลอดการทดลอง เพื่อประกอบเข้าสำนวนการสอบสวน.

* * * * *

@ 19 ส.ค.2552 ศาลทหารยกฟ้องคดีคาร์บอมบ์ลอบฆ่าทักษิณ

"..จากพยานหลักฐานศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันกระทำความผิดใน 3 ข้อหา 1.ร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียบเคียง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236 และมาตรา 63 โดยลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี ข้อหาที่ 2 ร่วมกันเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดและพาไปในเขตเมืองโดยไม่มีเหตุอันสมควร ซึ่งมีโทษปรับ 4,000 บาท และข้อหาที่ 3 คือ ร่วมกันมียุทธภัณฑ์ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ลงโทษจำคุก 2 ปี รวมโทษทุกกระทงจำคุกจำเลยทั้ง 3 คน 6 ปี ปรับคนละ 4,000 บาท แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1 ให้การเป็นประโยชน์จึงให้ลดโทษเหลือ 4 ปี 6 เดือน ปรับ 3,000 บาท ส่วนข้อหาพยายามฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณ จากคำให้การของพยานไม่อาจมีหลักฐานบ่งชี้ได้ จึงไม่สามารถรับการลงโทษได้ จึงให้ยกฟ้องข้อหานี้ และข้อหาอื่น.."

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์คณะตุลาการศาลทหารกรุงเทพได้ใช้เวลาอ่านคำพิพากษาประมาณ 2 ชั่วโมง หลังรับฟังคำพิพากษาจำเลยทั้ง 3 มีสีหน้านิ่งเรียบเฉย ทั้งนี้ นายวันชัย ขันสุวรณ ทนายความจำเลยได้ยื่นหลักทรัพย์รายละ 8 แสนบาท เพื่อขอประกันตัว โดยจำเลยทั้ง 3 จะยื่นขออุทธรณ์คำตัดสินภายใน 15 วันตามกฎหมาย.

* * * * *

@ คลิกลิ้งค์นี้.. รออีกแป๊บนุงนะคะ..

* * * * *

วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560

"24 ชั่วโมงของทักษิณ" By: "คนการเมือง"


"24 ชั่วโมงของทักษิณ"
By: "คนการเมือง"

"..เสียงโทรศัพท์เช้าวันนั้น "ฮัลโหล ฉันเอง พวกเขาอาจจะก่อรัฐประหาร" .. พวกเขาเป็นใครกัน? ผมวางใจง่ายไปหน่อย ไม่ใช่ว่าผมมั่นใจเกินไป แต่เป็นเพราะผมคิดว่า คนที่ตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ไม่น่าทำเรื่องเช่นนี้ นี่มันศตวรรษที่ 21 แล้วนะ ยุคสมัยที่อาศัยอาวุธยึดอำนาจมันหมดไปแล้ว ผมคิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะทำเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าจะกล้าเช่นนี้.."

"24 ชั่วโมงของทักษิณ" ฉบับแปลภาษาไทย น้องลิเดีย เอามาฝากให้พี่ๆเว็บเสรีไทย ให้พี่ๆ ได้อ่านก่อนเว็บไฮทักษิณอีกนะคะ .. ด้วยความรัก จากน้องลิเดียค่ะ จุ๊บๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

"24 ชั่วโมงของทักษิณ"

คำนำ

ในประวัติศาสตร์ไทยแต่ไรมาไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นทักษิณ

เขาได้รับการวิจารณ์จากนักวิชาการในเมือง แต่กลับเป็นที่ชื่นชมจากประชาชนในต่างจังหวัด คนที่คัดค้านทักษิณกล่าวว่า เขาหยิ่งยะโส คอร์รัปชั่น ทำลายประชาธิปไตย นำพาประเทศไปสู่ระบบพรรคการเมืองเดียว ส่วนคนที่สนับสนุนเขากล่าวว่า เขาเป็นคนเรียบง่าย เข้าถึงชาวบ้าน เป็นผู้กล้าหาญ ดูแลเอาใจใส่คนจน และทำคุณประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างใหญ่หลวง การตัดสินใจดำเนินนโยบายในแต่ละเรื่องของเขาขณะที่ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น ดูเหมือนได้รับการโต้แย้งและถกเถียงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แม้กระทั้งรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ทำให้เขาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ก่อให้เกิดการอภิปรายอย่างคึกคักอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเวทีระหว่างประเทศ ประชาชนพินิจพิเคราะห์ประชาธิปไตย ผู้คนพูดคุยและถกเถียงเกี่ยวกับการเมืองของเอเชีย ติดตามสถานการณ์ของประเทศไทย และวิพากษ์วิจารณ์ทักษิณ

ทักษิณ ชินวัตร อายุ 58 ปี เป็นผู้ซึ่งสื่อมวลชนให้สมญานามว่าเป็น "คนที่มีอำนาจและร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย" ก่อนที่เขาจะเข้าสู่การเมือง เขาเป็นเศรษฐีร้อยล้านจากธุรกิจโทรคมนาคม และก่อนที่เขาจะสู่วงการธุรกิจ เขาเป็นนายตำรวจยศพันโทที่ได้เคยไปเรียนที่สหรัฐอเมริกา ก่อนที่เขาจะเข้าโรงเรียนตำรวจ เขาเป็นลูกหลานในครอบครัวนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเล จากเด็กธรรมดาคนหนึ่ง ด้วยความมานะและความเฉลียวฉลาดของเขา ก็ค่อยๆ ก้าวขึ้นสู่ยอดปิรามิดแห่งอำนาจและความร่ำรวย ในกระบวนดังกล่าวนี้เต็มไปด้วยความผิดหวังและอุปสรรค แต่เขาเป็นคนที่เก่งเรียนรู้โดย "นำความผิดหวังเปลี่ยนเป็นโอกาส" ไม่ยอมล้มเหลว เขามีจิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้ ประสบการณ์ในความสำเร็จ และอุปนิสัยที่มีเสน่ห์ของทักษิณก็อยู่ตรงนี้นี่เอง

แม้ว่าจะมีการคัดค้านอย่างหนักหน่วง แต่เพียงแค่ดูตัวเลขทางเศรษฐกิจและบันทึกทางการเมืองในระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมาของประเทศไทย ก็ต้องยอมรับว่า คนคนนี้เป็นคนที่มีความสามารถอย่างแน่นอน มีความคิดปราดเปรียวฉับไว กล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แม้กระทั่งศัตรูทางการเมืองที่เคยโจมตีเขายังยอมรับในภายหลังว่า เขาได้นำความแตกต่างมาสู่เวทีการเมืองไทย พรรคไทยรักไทยที่เขาก่อตั้งเป็นพรรคการเมืองที่มีแนวคิดบริหารประเทศด้วยความชัดเจนมากที่สุด เขาได้นำวิธีการบริหารบริษัทมาบริหารประเทศโดยลดการทุจริตของข้าราชการ เขาปราบปรามการค้ายาเสพติดและอาชาญากรรมแบบไม่ยั้งมือ ด้วยเหตุนี้จึงก่อให้เกิดการตำหนิว่า "เมินเฉยต่อสิทธิมนุษยชน" เขาได้ดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนจนหลายนโยบาย อาจกล่าวได้ว่า เขาเป็นนักการเมืองที่มีจิตใจเมตตา แม้ว่าจะมีเขามีจะมีอุดมคติลอยๆไปบ้าง นอกจากนี้ยังมีหลายสิ่งซึ่งเขาไม่มีเหมือนกับนักการเมืองทั่วไปก็คือ ท่าทีที่เสแสร้งและพูดซ้ำซากแต่เรื่องเดิม อุปนิสัยของเขาเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามและอ่อนน้อมเข้ากับคนง่ายเป็นอย่างยิ่ง คุณสมบัติสองประการนี้ประกอบขึ้นเป็นตัวตนของเขาอย่างน่าอัศจรรย์

วันที่ 19 กันยายน 2549 โชคชะตาของเขาก็ได้เปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืน เขาถูกเนรเทศออกจากแผ่นดินเกิดโดยไร้ความปราณี จากยอดเขาตกลงสู่เหว นายกรัฐมนตรีของประเทศหนึ่งกลาย เป็นผู้ลี้ภัยที่ไม่สามารถกลับประเทศตนได้ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ เรื่องราวที่พิสดารเหล่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เขาถูกจดจำไว้ในประวัติศาสตร์

ข้อสรุปที่มีต่อเขาตอนนี้ยังเร็วเกินไป ประวัติศาสตร์จะถูกเขียนโดยผู้ชนะเสมอ คุณอาจจะมองเขาเป็นผู้แพ้ และอาจมองเขาเป็นผู้ที่ถูกทำร้าย แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ในศตวรรษที่ 21 การเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองโดยใช้กำลังทหาร เป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎแห่งประชาธิปไตยและความหมายของเสรีภาพ แม้ว่าจะการรัฐประหารครั้งนี้จะไม่เสียเลือดเนื้อก็ตาม แต่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เราไม่สามารถที่จะหาคำที่รุ่งโรจน์ และมีมนุษยธรรมอันสูงส่งไปกว่าคำว่า "ประชาธิปไตย" และ "เสรีภาพ" อีกแล้ว คำแหล่านี้ได้ถูกคิดค้น อธิบาย ใน ท้ายที่สุดได้นำมาปฏิบัติให้เป็นจริงขึ้นเพื่อขจัดความรุนแรงและโหดร้ายให้หมดสิ้น และใช้รูปแบบที่มีเหตุผลและสันติมาแก้ไขความขัดแย้งและข้อพิพาทที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น

สิ่งนี้มีส่วนที่เหมือนกับแนวคิดคุณค่าของศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาประจำชาติของไทย อย่างไรก็ตาม นอกจากศาสนาพุทธจะช่วยลดความระดับของความรุนแรงของการรัฐประหารแล้ว ก็ไม่ได้ให้ "ปรัชญาทางการเมือง" ใดๆ ต่อเมืองพุทธที่มีเมตตาธรรมนี้ บางทีหากมองจากมุมของศาสนาและการนับถือแล้ว การเมืองก็เหมือนกับเศรษฐกิจที่ต่างก็จะต้องรับผิดชอบต่อการแย่งชิงและการใช้กำลังของโลกเรา มนุษยชาติส่งเสริมการแก่งแย่งชิงดี แสวงหาของนอกกาย และบ่อยครั้งหลงทาง สูญเสียความรัก มันก็เหมือนกับที่นักการเมืองจำนวนหนึ่งที่ถกถียงกันไม่หยุด หย่อนว่า "ใครผิดใครถูก" และไม่ยอมปล่อยให้อำนาจในมือหลุดลอย มีใครบ้างที่จะสนใจความผาสุกของชาวบ้านและทุกข์สุขของคนจนอย่างแท้จริง?

หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้เขียนขึ้นจากการสัมภาษณ์ทักษิณแล้วหลายครั้ง "คำบอกเล่าของทักษิณ" ได้ย้อนรำลึกถึงชีวิต ความคิดที่มีต่อรัฐประหารและความเห็นคัดค้านต่อยุทธวิธีบริหารบ้านเมือง หนังสือเล่มนี้อาจบอกความจริงส่วนหนึ่ง แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมด ทักษิณก็มีข้อจำกัดของตนเอง และข้อจำกัดของยุคสมัย บทเรียนจากการรัฐประหารของไทย มิเพียงเป็นบทเรียนของเขา และของประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนของโลกและของมนุษยชาติอีกด้วย

* * * * *

บทที่ 1 เสียงโทรศัพท์ยามรุ่งอรุณ

ตอนที่ 1

วันที่ 19 กันยายน 2549 เวลาตีห้า ท้องฟ้าในมหานครนิวยอร์กกำลังจะสว่าง ดวงดาวค่อยๆ ลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเป็นสีครามและเงียบสงัด มีพยากรณ์อากาศว่า วันนี้มีอุณภูมิโดยเฉลี่ย 23 องศา ระดับความชื้น 78% นับเป็นวันที่มีอากาศแจ่มใสวันหนึ่ง ลมในฤดูในไม้ร่วงพัดปะทะเบาๆ กับใบหน้า ช่วงรุ่งสางเป็นช่วงที่มหานครนิวยอร์กเงียบสงัดที่สุด ลมในช่วงรุ่งสางพัดผ่านใบไม้ไป ทำให้ได้ยินเสียงนกร้องในสวนสาธารณะ หากเป็นเมื่อ 5 ปีก่อนนี้ ยังสามารถขึ้นไปยืนอยู่ตึกที่สูงที่สุดของมหานครนิวยอร์กได้ นั่นคือ ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ที่ซึ่งสามารถชมทิวทัศน์ของฤดูใบไม้ร่วงในสวนสาธารณะได้ ปัจจุบันนี้ สถานที่ที่นั้นเหลือเพียงแต่หลุมใหญ่ๆ 2 หลุม และป้ายรำลึกที่สลักชื่อผู้เสียชีวิต พร้อมทั้งมีรั้วเหล็กกั้นไว้ เมื่อ 2-3 วันก่อนที่นี่เพิ่งจัดงานรำลึกครบรอบ 5 ปีของเหตุการณ์ 9/11 ประธานาธิบดีบุชและภรรยาได้มาวางช่อดอกไม้ด้วยตนเอง คนจำนวนไม่น้อยจุดเทียนเพื่อรำลึกถึงวิญญาณผู้เสียชีวิต ปัจจุบันนี้บนรั้วเหล็กที่กั้นสิ่งปรักหักพังของตึกเวิลด์เทรดนั้นเต็มไปด้วยดอกไม้และธงชาติสหรัฐฯ จำนวนมาก ตามแผนงานของมหานครนิวยอร์ก หลังจาก 3 เดือน อเมริกาจะก่อสร้าง "ตึกแห่งเสรีภาพ" บนพื้นที่ของตึกเวิลด์เทรดเดิม แต่ทว่า หากไม่เปลี่ยนแปลงความเคยชินที่ใช้ความรุนแรงและอาวุธแก้ไขปัญหา มนุษยชาติก็ไม่อาจมีเสรีภาพตลอดไป ความเจ็บปวดของมนุษย์ก็ไม่มีทางสิ้นสุด

ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งมีอายุ 57 ปี ณ ขณะนั้นกำลังนอนในห้องเพรสซิเดนท์เชี่ยลสวีทของโรงแรมแกรนด์ไฮแอทนิวยอ์รก ม่านสีทึบกั้นหน้าต่างในห้องทำให้แสงสว่างของอรุณรุ่งไม่สามารถเล็ดลอดเข้ามาในห้องนอนได้ ในห้องเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหายใจเบาๆ ของคนที่กำลังหลับ เขานอนไม่หลับพลิกตัวกลับไปกลับมา หัวคิ้วที่ขมวดอยู่เผยให้เห็นร่องรอยของความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามานาน ศีรษะกว้างและใหญ่ รอยย่นปรากฏเป็นริ้วๆ ขอบใต้ตาดำคล้ำ มีถุงใต้ตาอย่างชัดเจน รูปหน้าทรงกลม/เหลี่ยม อาจเป็นเพราะความขาวหมดจดของใบหน้าจึง ทำให้ดูเหมือนอายุยังไม่มากนัก แต่เมื่อดูโดยรวมแล้ว นี่เป็นใบหน้าที่บ่งบอกถึงความเหน็ดเหนื่อยตรากตรำ หลังจากเกิดเรื่อง "รถวางระเบิด" เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันสับสนไปหมด ตั้งแต่นั้นมาเขาก็นอนอย่างไม่สบายใจ ทั้งกลางวันและกลางคืน เขาถูกล้อมรอบไปด้วยภัยคุกคามที่อาจรู้ได้ว่าจะมาจากไหน ศัตรูที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดฉับพลันก็ออกมาสร้างความตกใจให้กับเขา หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เขาได้กล่าวว่า วันนั้น เป็นวันที่เขารู้สึกเครียดมากที่สุดตั้งแต่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมา และมันยังน่ากลัวกว่าเมื่อเทียบกับเรื่องที่เกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงต่อจากนี้

ตอนเช้าของวันที่ 24 สิงหาคม 2549 ฝ่ายตำรวจของไทยประกาศว่า พบรถยนต์บรรทุกวัตถุระเบิดน้ำหนัก 67 กิโลกรัม บริเวณใต้ทางด่วนแห่งหนึ่งซึ่งมีระยะ 1 กิโลเมตรใกล้กับที่พักของนายกรัฐมนตรีบริเวณเขตปริมณฑล เป็นระเบิดทีเอ็นทีที่มีน้ำหนัก 5 กิโลกรัม และยังพบน้ำมันเบนซินผสมกับปุ๋ยซึ่งบรรจุในถุงจำนวนกว่า 10 ถุง นอกจากนี้ยังมีระเบิดซีโฟร์ 3 ลูก รวมทั้งดินระเบิดที่มีลักษณะเป็นพลาสติกจำนวนหนึ่ง และสายชนวนและท่อนำ ฝ่ายตำรวจกล่าวว่าวัตถุระเบิดเหล่านี้ซุกซ่อนอยู่ในส่วนต่างๆ ของรถ และติดตั้งติดกับรถมาอย่างดี นอกจากนี้ตัวรถยังติดตั้ง remote sensing ด้วย ซึ่งเพียงแค่กลุ่มผู้ก่อการร้ายกดปุ่มควบคุมในระยะไกล พลังของระเบิดก็จะสามารถทำลายสิ่งปลูกสร้างในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรให้กลายเป็นผุยผงได้ ไม่ต้องสงสัยเลยแม้แต่นิดว่า ระเบิดนี้มุ่งทำร้ายทักษิณ ตำแหน่งที่รถจอดอยู่ก็เป็นถนนสายที่ขบวนรถของนายกรัฐมนตรีจะต้องผ่านทุกวัน เวลาก็ประจวบเหมาะพอดี 9 โมงซึ่งเป็นเวลาที่นายกรัฐมนตรีมาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกรัฐบาลออกมากล่าวในงานแถลงข่าวว่า “ในตอนนั้นลูกระเบิดได้เตรียมการไว้อย่างดีและพร้อมที่จะระเบิด สายนำไฟฟ้าถูกเชื่อมต่อกับท่อลำเลียง และยังใช้ถุงทราย 7 ถุงเพื่อบังคับทิศทางระเบิด และรับประกันว่าระเบิดจะต้องมุ่งทิศทางไปยังขบวนรถของนายกรัฐมนตรีแน่นอน”

ตำรวจได้ควบคุมตัวร้อยโทธวัชชัย กลิ่นชนะซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์คนดังกล่าวได้ที่เกิดเหตุ และได้ขับรถไปใต้ทางด่วนนั้น แต่ว่า ผู้ต้องสงสัยปฏิเสธความผิด นายธวัชชัยยืนยันว่า ตนไม่ทราบแผนการลอบสังหารนายกรัฐมนตรีเลย และไม่รู้ด้วยว่ามีระเบิดติดตั้งในรถคันดังกล่าว สำหรับชื่อของระเบิดซีโฟร์และทีเอ็นที ตนก็แทบจะไม่เคยรู้จัก แค่มีเพื่อนหนึ่งฝากให้เขาขับรถคนนี้ไปที่ที่ใกล้กับบ้านพักของนายกรัฐมนตรี เขาจึง "ทำตามอย่างงงๆ"

ข้อแก้ตัวนี้เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถเชื่อถือได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เมื่อ 2-3 เดือนก่อน เห็นรถยนต์สีเทาเงินคันหนึ่งตามขบวนรถนายกรัฐมนตรีอย่างลับๆล่อๆ และสามวันก่อนเกิดเรื่อง รถยนต์คันนี้ก็ขับกลับไปกลับมาและมีท่าทางน่าสงสัยบนถนนใกล้กับบ้านพักของนายกรัฐมนตรี และเช้าตรู่ของวันนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพบเห็นรถคันดังกล่าวกำลังกลับรถไปมา จึงรีบแจ้งตำรวจทันที

หลังจากที่ทักษิณรอดตายจากภัยนี้แล้ว ทักษิณก็ได้กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลซึ่งรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดว่า ในวันนั้นตนเคราะห์ดีที่สามารถรอดจากประตูนรกนั้นได้ สาเหตุสำคัญก็คือ ได้รับแจ้งจากสำนักข่าวกรองได้ทันเวลา จึงได้ออกจากที่พักก่อนหน้านั้น 1 ชั่วโมง ทักษิณยังบอกอีกว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้รู้ถึงแผนการชั่วร้ายที่จะสังหารนายกรัฐมนตรีหลายครั้งในระยะ 2-3 เดือนนี้ สำหรับการบงการเบื้องหลังเหตุการณ์ลอบสังหารนี้ ทักษิณเชื่อว่าอย่างน้อยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง 4 คน โดยเป็นนายทหารระดับสูงทั้งยังอยู่ในตำแหน่งและเกษียณแล้ว แต่ความจริงจะเป็นใครนั้น ยังไม่สะดวกที่จะเปิดเผย

เพื่อความปลอดภัย ทักษิณได้ยกเลิกกำหนดการต่างๆ ในช่วงบ่ายวันนั้น เช่น การพบปะกับนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่ชายแดนไทย-กัมพูชา กำหนดการเดินทางไปตรวจเยี่ยมภัยน้ำท่วมในภาคเหนือก็ถูกเลื่อนออกไป เมื่อสมาชิกพรรคไทยรักไทยมาให้กำลังใจทักษิณนั้นเขาได้บอกกับสมาชิกพรรคว่า ตอนนี้เขาเองยังเอาตัวไม่รอด เกรงว่า จะไม่สามารถออกสู่เวทีสาธารณะเพื่อรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่จะมาถึงได้ เขาเร่งเพิ่มกำลังหน่วยรักษาความปลอดภัยถึง 30 คน และจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจำนวนกว่า 10 คนดูแลภรรยาและลูกของตน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทักษิณเอาชีวิตรอดมาได้ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2544 เมื่อเขาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียง 25 วัน เขาก็ได้รับรู้รสชาติของการถูกลอบสังหาร ในวันนั้น เครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำหนึ่งของการบินไทยซึ่งบรรทุกผู้โดยสารจำนวน 129 คน เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดเชียงใหม่ ผู้โดยสารบนเครื่องซึ่งรวมทั้งทักษิณที่เพิ่งได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยลูกชาย รวมทั้งข้าราชการจำนวน 20 คนเตรียมพร้อมขึ้นเครื่อง วินาทีที่เครื่องบินเตรียมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้านั้น ที่นั่งชั้นหนึ่งหมายเลข 11A ที่เขาได้จองไว้เกิดระเบิดขึ้นกะทันหัน ผู้โดยสารที่อยู่บริเวณรอบๆ ที่นั่งนั้นได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก แต่ที่โชคดีก็คือ ที่นั่งนี้ไม่มีใครนั่งอยู่ในตอนนั้น ทักษิณผู้ซึ่งตรงต่อเวลามาโดยตลอดตัดสินใจที่จะรอลูกชายซึ่งก็คือ นายพานทองแท้ ที่มาถึงช้า วันนั้นลูกชายก็ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงมาช้า 25 นาที แต่ในที่สุดก็ได้ช่วยชีวิตพ่อของตนไว้ได้

ฝ่ายทหารและตำรวจได้พบระเบิดฟอสฟอรัสขาวชนิดหนึ่งในบริเวณที่เกิดเหตุ โดยระเบิดได้ถูกติดตั้งไว้ใต้ที่นั่งของนายกรัฐมนตรีและลูกชาย ทั้งเวลาและสถานที่ชัดเจนเช่นนี้จึงทำให้เกิดความคลางแคลงสงสัยว่า มันเป็นการกระทำของ "หนอนบ่อนไส้" อย่างไรก็ตาม ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ถึง 1 เดือน สำนักข่าวกรองแห่งชาติยังไม่ได้รับแจ้งมาก่อนว่ากลุ่มอำนาจใดต้องการทำร้ายทักษิณ ตำรวจสันนิษฐานว่า ผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารอาจจะเป็นผู้ค้ายาเสพติดในประเทศพม่าและบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ เนื่องจากทักษิณมาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่นานก็ได้ประกาศว่า งานสำคัญของรัฐบาลใหม่ในอีก 4 ปีข้างนี้คือ "ปราบปรามการค้ายาเสพติดให้หมดสิ้น" ด้วยเหตุนี้ ทักษิณจึงพบปะกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานต่างๆ เพื่อเสนอวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการกวาดล้างยาเสพติด

ท่าทีเช่นนี้ของทักษิณทำให้พวกค้ายาเสพติดเกลียดเขาเข้ากระดูกดำ 2 ปีต่อมา ก็มีข่าวอันน่าสะพรึงกลัวออกมาจากนอกประเทศว่า พวกค้ายาเสพติดได้ตั้งเงินรางวัลจำนวน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แก่มือปืนที่สามารถฆ่าตัดหัวทักษิณได้ และยังมีรายงานข่าวอย่างเป็นตุเป็นตะว่า ข่าวกรองที่สำคัญนี้ได้ถูกส่ง มาถึงกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และสำนักข่าวกรอง โดยเจ้าหน้าที่จากสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ผู้ที่ได้ช่วยชีวิตทักษิณคือชาวอเมริกันจริงหรือ รัฐบาลไทยปิดปากเงียบไม่พูดสักคำ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพูดแต่เพียงว่า "มืดมีดชาวต่างชาติที่วางแผนมุ่งร้ายลอบสังหารทักษิณยังไม่ได้เข้าประเทศไทย"

ภาพอันน่าสยดสยองของการเสียเสียชีวิตของพวกค้ายาเสพติดที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ทักษิณได้แสดงว่าตนไม่สะทกสะท้าน เขากล่าวว่าตนจะไม่ประนีประนอม เพราะ "เรามีการเตรียมพร้อมป้องกันไว้แต่แรกแล้ว ดังนั้น ผมเองไม่ห่วงเลยแม้แต่นิด" หนึ่งในมาตรการเตรียมพร้อมป้องกันก็คือ เวลาออกเดินทางจะไม่ใช้รถยนต์ที่หรูหรา แต่จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์กันกระสุน ทำเนียบรัฐบาลได้จัดซื้อรถยนต์ซึ่งภายนอกเหมือนกันทุกอย่างจำนวนหลายคัน เลขทะเบียนรถของรถทุกคันก็เป็นเลขเดียวกัน คนภายนอกก็ไม่สามารถมองเห็นภายในของรถได้ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่กล้าวางใจ จึงส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนกว่า 1,000 นาย คอยอารักขาทักษิณเมื่อต้องออกไปประชุมหรือเปิดตัวสู่สาธารณะข้างนอก

แต่ทว่า ภัยคุกคามเหล่านี้ยังไม่สามารถเทียบได้กับภัยอันตรายที่ได้รับครั้งนี้ สถานการณ์ประเทศไทยในปัจจุบันเหมือนกับหม้อต้มน้ำที่กำลังเดือดปุดๆ บนเตาไฟ ภายในหม้อเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นและความโกรธ คนที่ต้องการกำจัดเขาไม่เพียงแต่พวกค้ายาเสพติดนอกประเทศ แต่ยังมีกลุ่มพลังอำนาจไม่ว่าจะพลังมืดหรือสว่างที่คัดค้านการบริหารประเทศของเขาในช่วงระยะกว่า 5 ปีที่ผ่านมา หากจะบอกว่า ทักษิณกำลังนั่งอยู่บนระเบิดที่จวนจะระเบิดก็คงไม่เกินความเป็นจริงแม้แต่นิด

* * * * *

@ คลิกลิ้งค์นี้.. "ย้อนตำนาน..วางระเบิดเครื่องบินทักษิณ3มีนา2544"
"..วินาทีที่เครื่องบินเตรียมทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้านั้น ที่นั่งชั้นหนึ่งหมายเลข 11A ที่เขาได้จองไว้เกิดระเบิดขึ้นกะทันหัน ผู้โดยสารที่อยู่บริเวณรอบๆที่นั่งนั้นได้รับบาดเจ็บหลายคน แต่ที่โชคดีก็คือที่นั่งนี้ไม่มีใครนั่งอยู่ในตอนนั้น .. ทักษิณผู้ซึ่งตรงต่อเวลามาโดยตลอดตัดสินใจที่จะรอลูกชายซึ่งก็คือนายพานทองแท้ ที่มาถึงช้า วันนั้นลูกชายก็ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงมาช้า 25 นาที แต่ในที่สุดก็ได้ช่วยชีวิตพ่อของตนไว้ได้.."

* * * * *

ตอนที่ 2

"คดีขายหุ้น" เป็นมูลเหตุที่จุดชนวนให้เกิดวิกฤตการบริหารประเทศของทักษิณเมื่อตอนต้นปี วันที่ 23 มกราคม 2549 ลูกชายและลูกสาวของทักษิณ คือ นายพานทองแท้และนางสาวพิณทองธา ได้นำหุ้นร้อยละ 49.6 ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 1,870 ล้านดลลาร์สหรัฐ ของบริษัทชินคอร์ป (Shin Corp) ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่อันดับหนึ่งของไทย ขายให้กับวิสาหกิจของสิงคโปร์ที่ชื่อเทมาเส็ก (Temasek) ตามกฎหมายของไทยที่ออกมาใหม่ว่าด้วยสัดส่วนการถือครองหุ้นในธุรกิจโทรคมนาคมของเงินทุนต่างชาตินั้น รายได้ซึ่งมาจากการซื้อขายหุ้นที่ดำเนินการในนามของบุคคลธรรมดาจะสามารถเลี่ยงชำระภาษีได้ ดังนั้นการที่ลูกชายและลูกสาวของทักษิณซื้อขายหุ้นของตน ในทางกฎหมายก็ไม่ต้องจ่ายภาษี แต่หากว่าการซื้อขายหุ้นกระทำในนามของบริษัท ก็จำเป็นที่ต้องจ่ายภาษีเป็นจำนวนเงินประมาณ 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากที่เรื่องนี้ถูกสื่อมวลชนประโคมข่าวออกมาเรื่องก็บานปลายขึ้น ผู้คนต่างกล่าวหาครอบครัวทักษิณว่าสร้างแบบอย่างการไม่ชำระภาษีให้กับประชาชน และหลีกเลี่ยงภาษี "เขาควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชน แต่เขากลับไม่เป็น" ยังมีคนที่สงสัยทักษิณว่า การที่เขาขายธุรกิจโทรคมนาคมซึ่งเป็นเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญด้านยุทธศาสตร์ของชาติให้กับบริษัทต่างชาติ ทำให้สิงคโปร์มีอิทธิพลเหนือธุรกิจโทรคมนาคมของไทย ซึ่งถือเป็นการคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ "เขาเลวยิ่งกว่าซัดดัมจริงๆ" "เผด็จการอย่างซัดดัม แม้ว่าจะโหดร้ายทารุณ แต่ยังรู้จักใช้อำนาจบาตรใหญ่นั้นทำสงครามเพื่อรักษาอำนาจอธิปไตยของประเทศตน" แต่ทักษิณกลับ "ขายผลประโยชน์ของชาติเพื่อผลประโยชน์ของครอบครัว"

ชาวกรุงเทพฯ เริ่มเดินขบวนบนประท้วงบนท้องถนนเพื่อ "โค่นล้มทักษิณ" คนเดินขบวนค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากสองพันคน เป็นสองหมื่น และกลายเป็นแสนกว่าคน ในตอนแรกทักษิณไม่ได้ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหานี้ จากเศรษฐีที่ร่ำรวยได้พลิกผันตัวเองเข้าสู่เวทีการเมืองเป็นต้นมา เนื่องจากเขาร่ำรวยมหาศาล และมีผลประโยชน์ทางธุรกิจซึ่งโยงใยสลับซับซ้อนจึงทำให้คนอิจฉาริษยา และฟ้องร้องเขาต่อศาลในหลายคดี ทักษิณได้อธิบายการซื้อขายครั้งนี้ว่า "การกระทำทางธุรกิจทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่โปร่งใส ชอบด้วยกฎหมายและไม่ใช่ปัญหาการขายผลประโยชน์ของประเทศ...พวกลูกๆ ได้ช่วยผมตัดสินใจ เพียงเพราะหวังว่าผมจะสามารถมุ่งทำงานด้านการเมืองได้" สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ได้ตัดสินการซื้อขายหุ้นครั้งนี้ว่า "ไม่ผิดกฎหมาย" "แม้ว่าในรายงานการซื้อขายหุ้นของนายพานทองแท้ที่นำส่งคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์จะเกิดข้อผิดพลาดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาร้ายแรง" หลังจากนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีกลับคำขอของสมาชิกวุฒิสภา 28 คนที่ขอให้ดำเนินการตรวจสอบการซื้อขายทางธุรกิจของทักษิณตามกฎหมาย โดยให้เหตุผลว่า "คำยื่นอุทธรณ์คลุมเครือไม่ชัดเจน"

คำบอกเล่าของทักษิณ

หุ้นเป็นของลูกๆผมตามกฎหมาย พวกเขาอายุ 20 ปีเต็มแล้ว ซึ่งสามารถเป็นผู้ถือหุ้นได้ แต่ว่าไม่ว่าลูกผมจะขายบริษัทให้ใคร เพียงแค่เงินเข้ากระเป๋าครอบครัวเรา พวกพรรคการเมืองฝ่ายค้านก็ต้องไม่วางใจ และยังมีคนที่ไม่อยากเห็นผมอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปที่คอยหาโอกาสหาเรื่องผม พวกลูกผมช้าเร็วจะต้องขายบริษัทนี้ เนื่องจากอนาคตของธุรกิจโทรคมนาคมขึ้นอยู่กับรัฐบาล สองคือ ต้องใช้เงินลงทุนไปกับเทคโนโลยีใหม่ๆ มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ค่าใช่จ่ายยังมหาศาลอีกด้วย พวกเราไม่คิดจะทำต่อแล้ว แค่คิดจะขายเท่านั้น ส่วนหุ้นที่เราขายไปนั้นเป็นเพียงหุ้นธรรมดาๆ ผู้ที่ถือหุ้นธรรมดามีวิธีได้เงินเพียง 2 วิธี คือ หนึ่ง รอเงินปันผล สอง คือ ขายหุ้นให้คนอื่น

การซื้อขายหุ้นครั้งนี้ใสสะอาดอย่างยิ่ง การกระทำของเราทั้งหมดล้วนชอบด้วยกฎหมาย มีการเจรจากับหลายบริษัท ไม่เฉพาะแต่เพียงบริษัทของสิงคโปร์เพียงบริษัทเดียว เราขายหุ้นให้กับสิงคโปร์ แต่ว่าพนักงานและผู้บริหารของบริษัทปัจจุบันก็ยังเป็นคนไทย ด้านสิงคโปร์ได้แต่ส่งฝ่ายการเงินเข้ามาบริหารเท่านั้น และมิใช่การปัญหาการขายผลประโยชน์ของประเทศ

ทักษิณโล่งอกไปเปราะหนึ่ง แต่ว่าเขาก็พบว่า ประเด็นร้อนที่ผู้คนพากันถกเถียงกลับไม่ใช่เรื่องการขายหุ้นว่า "ผิดกฎหมายหรือไม่" แต่เป็นเรื่อง "มีคุณธรรมหรือไม่" พลตรีจำลอง ศรีเมือง ผู้นำ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ซึ่งเป็นแนวร่วมต่อต้านรัฐบาล ได้กล่าวว่า "แม้ว่าโดยส่วนตัวของทักษิณจะไม่มีที่ที่จะให้ถูกประณามในทางกฎหมายได้ แต่ในด้านคุณธรรมแล้วไม่สามารถรับได้ เราควรปฏิบัติตามคุณธรรม เพราะคุณธรรมสำคัญกว่ากฎหมายและบรรทัดฐาน โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี สมมุติว่าเขาเป็นคนธรรมดาก็แล้วไป แต่เพราะเขาเป็นนายกรัฐมนตรีจึงจำเป็นต้องลาออก"

ทักษิณปฏิเสธที่จะลาออก เขามีท่าทีแข็งกร้าว "ยังไงก็จะไม่ลาออกเพียงเพราะเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวของนักการเมืองส่วนหนึ่งและเป้าหมายทางการเมือง และก็จะไม่ยอมแพ้คนส่วนเดียวที่ไม่ต้องการผม" ทักษิณตอบโต้ผู้ชุมนุมประท้วงว่า "รัฐบาลตามกฎหมายจะถูกทำลายโดยผู้นำกลุ่มผู้ประท้วงจนทำให้ไม่สามารถที่จะอยู่ต่อไปได้ ผมจะไม่ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น มีแต่คนโง่เท่านั้นที่เชื่อว่าผู้ที่ยินดีเป็นนายกรัฐมนตรีจะกระทำความผิด คนไทยจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะเคารพกฎหมาย" แต่ว่าข่าวลือและถ้อยคำใส่ร้ายที่ว่า นายกรัฐมนตรีเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชั่น เป็นเผด็จการ และใช้อำนาจเอื้อผลประโยชน์ส่วนตัว รวมไปถึงข่าวลือต่างๆที่โจมตีตัวบุคคล ก็แพร่สะพัดไปตามถนนตรอกซอกซอยของกรุงเทพฯ กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงมาสมทบอย่างไม่ขาดสายก่อให้เกิดความไร้ระเบียบ สร้างความปั่นป่วนให้กับเศรษฐกิจ หุ้นเริ่มตก ค่าเงินบาทเริ่มตก แม้กระทั่งผู้นำธุรกิจที่อยู่วงนอกก็เริ่มบ่นว่า "การชุมนุมบนท้องถนนจะทำให้นักลงทุนหนีกันไปหมด" เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศและรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ประกาศลาออกอย่างเปิดเผยเพื่อแสดงรับผิดชอบต่อ "คุณธรรมทางการเมือง" คำพูดที่ว่า "ผู้ชุมนุมประท้วงไม่น่ากลัว" จึงเป็นคำพูดที่ทักษิณต้องเก็บกลับมาคิดใหม่เพื่อเริ่มหาทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ทักษิณก็ประกาศยุบสภาอย่างฉับพลัน และจะให้มีการเลือกตั้งก่อนเดือนเมษายน โฆษกรัฐบาลแถลงว่า "หลังจากที่ประชาชนต่างได้ยินที่ได้เห็นการเดินขบวนประท้วงตามท้องถนน ก็ให้ประชาชนตัดสินใจด้วยตนเองอีกครั้งเพื่อให้เราเห็นว่า ประชาชนเชื่อใครกันแน่ หากประชาชนไม่เลือกพรรคไทยรักไทย ทักษิณบอกว่า เขาจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" ข้อเสนอนี้ถูกพรรคฝ่ายค้านคัดค้านอย่างรุนแรง โดยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคมหาชน สามพรรคร่วมมือกันคัดค้านการเลือกตั้ง พวกเขามองว่า นี่เป็น "กลเล่ห์เพทุบาย" ของทักษิณ เนื่องจากโอกาสที่พรรคไทยรักไทยจะได้รับเลือกมีมาก พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคที่ทักษิณก่อตั้งด้วยมือของเขาเอง ในการเลือกตั้งปีที่แล้วพรรคไทยรักไทยได้ที่นั่งในสภามากที่สุดในประวัติศาสตร์ คือ ร้อยละ 76 กลายเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่เข้ามาบริหารประเทศเพียงพรรคเดียวในประวัติศาสตร์ 73 ปีของการปกครองอันมีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ดังนั้น เมื่อเข้าสู่สนามการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็เท่ากับตนยอมแพ้ หลังการเลือกตั้ง ทักษิณก็จะนั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

การเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน ปรากฏว่า 278 เขตจากทั้งหมด 500 เขต มีเฉพาะผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคไทยรักไทยเท่านั้น ไม่มีผู้สมัครจากพรรคอื่น สภาวะการณ์ที่พรรคไทยรักไทยลงเล่นอยู่พรรคเดียว จึงชนะการเลือกตั้ง ฝ่ายค้านก็ออกมาพูดว่า "ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เราจะคัดค้านอย่างนี้ต่อไป จนกว่าทักษิณจะลาออก" วันที่ 4 เมษายน ทักษิณออกมาประกาศลาออก ซึ่งก่อนหน้านี้ 1 วัน ทักษิณได้ออกมาพูดให้ประชาชนยอมรับการเลือกตั้ง แต่แล้วกลับเกิดการเปลี่ยนแปลงดั่งนิยาย ภายนอกประเทศคาดเดากันว่า คงจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ผู้ทรงมีคุณธรรมและพระบารมีอันสูงส่ง ทักษิณพูดออกโทรทัศน์ว่า "การที่ผมตัดสินใจลาออกครั้งนี้ เพราะว่าปีนี้เป็นปีที่มีความสำคัญยิ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 60 กว่าวันที่จะถึงงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปี...เราไม่มีเวลาทะเลาะกันแล้ว หากทุกคนยังทะเลาะกันอยู่ ผู้ที่แพ้ก็คือประเทศ..." ทักษิณประกาศว่า เขาจะมอบอำนาจให้กับ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวเองจะขอพัก มีการกล่าวกันว่า คณะรัฐมนตรีหลายคนและผู้บริหารระดับสูงของพรรคที่ติดตามสถานการณ์นี้ ก็ปล่อยโฮออกมาเมื่อตอนที่ทักษิณประกาศลาออก ทักษิณพร้อมด้วยภรรยาและลูกต่างก็กอดคอกันร้องไห้

สองวันต่อมา รถกระบะคันหนึ่งมาเก็บของใช้ส่วนตัวของทักษิณที่ตึกทำเนียบรัฐบาล หลังจากนั้นก็มีคนเห็นทักษิณกำลังจูงมือลูกสาวเดินช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้าเกสรพลาซ่า เขาให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า "ผมตกงานแล้ว อย่ามาตามผมอีกเลย ไปขุดคุ้ยข่าวใหม่จากนักการเมืองจะคุ้มค่ากว่า" และยังมีคนเห็นเขานั่งดื่มกาแฟที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีเด็กสองคนจำเขาได้ จึงหยิบสมุดให้เขาเซ็นชื่อ เขาเขียนว่า "หวังว่าเมื่อพวกหนูโตขึ้นจะกลายเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่สร้างคุณประโยชน์" นอกจากนี้ เขายังนัดกับบุคคลในคณะรัฐมนตรีเพื่อตีกอล์ฟ เมื่อเขาตีกอล์ฟออกไปได้สวย เขาก็บอกว่า "วินาทีนี้เป็นวินาทีที่รู้สึกปลอดโปร่งที่สุดใน 5 ปีที่ผ่านมา"

ดูไปแล้ว ทักษิณคิดที่จะออกจากเวทีการเมือง แต่หลังจากนั้น 48 วัน เขาก็ขึ้นรถเมอซิเดสเบนซ์ S600 กลับมาที่ทำเนียบรัฐบาล เหตุผลก็คือ ในช่วงที่เขาพักร้อน ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินให้ผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายนเป็นโมฆะ เหตุผลก็คือ การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดการทุจริต เช่น กล่องใส่บัตรเลือกตั้งวางหันทิศทางที่ผิดกฎ ดังนั้น คำสัญญาของทักษิณที่ว่า เขาจะ "ไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" ก็มีอันต้องหมดความหมายไป ประกอบกับภาคเหนือเกิดน้ำท่วมใหญ่ งานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบรอบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็กำลังเข้ามาถึง เขาจึงไม่สามารถปล่อยให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่างอยู่ เขาจึงจำเป็นต้องกลับมาทำงานต่อไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติจนถึงช่วงที่จะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่หลังการเลือกตั้งในเดือนตุลาคม แต่ทว่า สามวันต่อมา เขาได้รับการเตือนจากนายไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ ซึ่งเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงของไทย ว่า "ให้ระวังถูกลอบสังหาร อย่าคิดว่าการลอบสังหารจะไม่เกิดในประเทศไทย"

คำเตือนนี้ในที่สุดแล้วไม่ใช่แค่พูดการพูดลอยๆ

* * * * *

ตอนที่ 3

ฝ่ายทหารก็ได้รู้ฐานะที่แท้จริงของร้อยโทธวัชชัย กลิ่นชนะ นักโทษผู้ต้องสงสัย เขาสังกัดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และเป็นคนขับรถของพลเอกพัลลภ ปิ่นมณี รองผู้อำนวยการ กอ.รมน. จากนั้นพลเอกพัลลภจึงถูกสอบสวน เขาบอกว่า เขาถูกใส่ร้าย คนขับรถของเขาได้ลาออกเมื่อ 3 เดือนก่อน โดยบอกว่าจะไปทำงานที่ภาคใต้ และเขาไม่ทราบข้อเท็จจริงของการกระทำที่บ้าคลั่งเช่นนี้ของลูกน้อง และหากว่าร้อยโทธวัชชัยจะสังหารทักษิณจริง "ทำไมถึงขับรถผ่านหน้าที่พักของทักษิณหลายครั้ง โดยไม่ได้จุดระเบิด" ดังนั้น "ผมเห็นว่านี่เป็นเรื่องที่ทักษิณสร้างขึ้น" โดยมีจุดประสงค์เพื่อกำจัดผม.....หากผมคิดจะฆ่าเขา ผมจะทำให้แนบเนียนกว่านี้.....อย่าลืมว่าผมเคยเป็นผู้นำหน่วยลอบสังหาร หากผมคิดจะสังหารทักษิณจริงๆ เขาอาจจะหนีไม่รอดแน่"

คำพูดนี้ไม่ได้เป็นเท็จ พลเอกพัลลภ ปิ่นมณี เป็นบุคคลทางทหารที่แปลกประหลาดคนหนึ่งของไทย ตอนที่เขาเพิ่งจะจบการศึกษาจากโรงเรียนนายทหาร ก็ได้เข้าร่วมในหน่วยจู่โจมลอบสังหาร และมีส่วนในการลอบสังหารนักการเมืองที่ประวัติไม่ดี เมื่อทศวรรษที่ 1980 เขาเคยเข้าร่วมการรัฐประหารที่แท้งก่อนเกิดซึ่งก่อการโดยกลุ่มยังเติร์กจนถูกจับ และหลังจากออกจากคุก เขาก็กลับมามีอำนาจอีกครั้ง และตั้งแต่ปี 2539 เขาก็ได้เข้าเข้าสู่กองทัพบกและอยู่จนเกษียณ พลเอกพัลลภมีอุปนิสัยโหดเหี้ยม เมื่อเดือนเมษายน ปี 2547 ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งผู้ดูแลด้าน ยุทธศาสตร์การทหารในภาคใต้ เขาบัญชาการทหารอย่างสุดโต่งในการกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธมุสลิมในมัสยึดเกรือเซะอันศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดปัตตานี หลังจากฝนแห่งกระสุนปืนได้ผ่านไป ปรากฏว่ามีชาวมุสลิมเสียชีวิต 32 คน เหตุการณ์นี้ในภายหลังถูกเรียกว่า "เหตุการณ์เศร้าสลดที่มัสยิดเกรือเซะ" เหตุการณ์นี้ยังถูกประณามทั้งในและนอกประเทศ เมื่อต้นปีนี้ พลเอกพัลลภอยู่ข้างพลตรีจำลอง ศรีเมืองอย่างเปิดเผย ในขบวนการ "โค่นล้มทักษิณ" ซึ่งมีอานุภาพเกรียงไกร พลเอกพัลลภกล่าวว่า "เป็นเพื่อนรักและเป็นเพื่อนนักเรียนโรงเรียนทหารมาด้วยกัน ยังไงผมต้องสนับสนุนพลตรีจำลอง (ซึ่งขับไล่ทักษิณ) แน่นอน" เขายังกล่าวอีกว่า "สถานการณ์ของไทยยังไม่นิ่ง และมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการรัฐประหาร"

ขณะที่พลเอกพัลลภเรียกร้องว่าตนถูกใส่ร้ายอยู่นั้น คนจำนวนมากเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกับ "แผนการสังหารนายกรัฐมนตรี" กล่าวกันว่า ตอนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตรวจค้นบ้านของพลเอกพัลลภ ปรากฏว่าไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับระเบิดดังกล่าว นายอิทธิพลซึ่งเป็นพี่ชายของผู้ต้องสงสัยพูดด้วยสีหน้าตกตะลึงว่า "นายธวัชชัยเป็นผู้ที่จงรักภักดีต่อนายกทักษิณ เขาไม่มีเจตนาที่จะสังหารทักษิณอย่างแน่นอน" ยังมีผู้สงสัยว่า หากว่า "รถวางระเบิด" เป็นเรื่องนั้นจริงๆ แล้วประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ ก็อาจจะชีวิตหาไม่ไปทั้งหมด โดยเฉพาะละแวกใกล้ๆ นั้นมีโรงเรียนอยู่ด้วย แต่ว่าในระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ "กู้ระเบิด" ก็ไม่ได้อพยพประชาชนโดยรอบออกไป อย่างไรก็ตาม ก็ได้แจ้งสื่อมวลชนหลักให้เข้ามาทำข่าวในที่เกิดเหตุ

ฝ่ายค้านก็ยิ่งทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่ โดยกล่าวว่าทั้งหมดนี้ "แผนการทำลายตนเอง" ที่วางโดยทักษิณ เพื่อมุ่งเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คน และปิดบังอำพรางการทุจริตคอร์รัปชั่นในคณะรัฐมนตรี และให้พลเอกพัลลภเป็น "แพะรับบาป" ยังมีคนกล่าวอีกว่าคะแนนนิยมในการเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทยลดลง จึงใช้เพทุบายเก่าๆ ดั่งเช่นนายเฉิน สุยเปี่ยน ของไต้หวัน การกระทำที่เรียกร้องความสนใจจากประชาชนใน "คดีลอบยิง" ซึ่งเป็นการหลอกลวงประชาชนเพื่อให้ได้ "คะแนนเห็นใจ" สื่อของไทยบางสื่อก็สงสัยในเหตุการณ์นี้ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษเดอะเนชั่น ได้วิจารณ์ว่า ทักษิณกล่าวว่า เมื่อ 2-3 เดือนก่อนเกิด "เหตุการณ์ลอบสังหารที่ไม่ประสบความสำเร็จ" ที่มุ่งมายังเขาหลายเหตุการณ์เพียงแต่ไม่ได้ถูกเปิดเผยออกมาเท่านั้น ปัญหานั้นได้มาถึงแล้ว หากเกิดภัยคุกคามถึงแก่ชีวิตเขาโดยที่ประชาชนไม่รู้เรื่อง ทำไมนายกรัฐมนตรีจึงเลือกที่จะให้มีการเลือกตั้งในช่วงนี้ (วันที่ 24 สิงหาคม เป็นวันที่พระราชบัญญัติที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงลงพระปรมาภิไธยมีผลบังคับใช้วันแรก) และเปิดเผยข่าวที่ละเอียดอ่อนทางการเมืองต่อประชาชน? การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ดั่งเช่นนิยายนี้ เห็นได้ชัดว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเมืองระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 15 ตุลาคม

มีการพูดกันบ่อยครั้งว่า เป้าหมายของเหตุการณ์ลอบสังหารที่ไม่ประสบความสำเร็จนี้ยิ่งขู่ขวัญมากขึ้น แต่ไม่ได้มุ่งเป้าทำให้คนตาย นี่เป็นเพทุบายที่เกิดอย่างต่อเนื่องในการเมืองไทย อำนาจทางการเมืองบางอย่าง ครั้งแล้วครั้งเล่าได้มาด้วยการพลิกแพลงใช้ยุทธวิธีเพื่อให้ชนะใจประชาชน พวกเขาก็จะสวมหน้ากากเป็นผู้ถูกทำร้าย หรือใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้าม หรือใช้วิธีที่แยบยลเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายทั้งสองประการ ทั้งหมดนี้ทำให้เราเข้าใจแล้วว่า การสอบสวนเรื่องเช่นนี้มักจะสอบสวนเสร็จแล้วก็แล้วกันไป หนังสือพิมพ์ก็เลิกพาดหัวข่าวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวภายในระยะเวลาอันสั้น การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยุติลง ประชาชนก็ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เงื่อนงำของปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน

วันที่ 25 สิงหาคม หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ได้ลงบทความหัวข้อ "แผนลอบวางระเบิดหรือการกุเรื่อง" โดยอ้างถึง คำพูดของอดีตผู้รับผิดชอบของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ว่า จริงๆ แล้วแผนลอบวางระเบิดทั้งหมดเป็นฝีมือของรัฐบาลทักษิณซึ่งกำลังอยู่ในช่วงวิกฤต ต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน ยิ่งกว่านั้น ทักษิณสามารถประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ ยังมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งซึ่งขี้นหัวข้อข่าวสะเทือนขวัญว่า "ทักษิณใช้เงิน 20 ล้านจงใจสร้างปาหี่ทางการเมือง" 1 สัปดาห์ต่อมา มหาวิทยาลัยกรุงเทพได้ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชน โดยประชาชนถึงร้อยละ 49.8 ไม่เชื่อว่านี่เป็นแผนลอบวางระเบิดนายกรัฐมนตรี และมีเพียงร้อยละ 20.5 ที่เชื่อว่านี่เป็นแผนลอบสังหาร

ความน่าเชื่อถือของนายกรัฐมนตรีตกต่ำลงด้วยเหตุนี้ และทำให้ผู้คนรู้สึกเสียใจ หนึ่งปีครึ่งต่อมา ทักษิณยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ แต่เพียง 2-3 เดือนต่อมา เขาก็ถูกมองว่าเป็นคนหลอกลวง เป็นนักวางแผน และเป็นนักการเมืองที่ต่ำช้า ทักษิณถูกกดดัน มีคนสงสัย และโจมตี โดยที่ประชาชนไม่สนใจว่าเขาจะเป็นจะตายอย่างไร ตามรายงานข่าว ลูกสาวของทักษิณ คือ นางสาวแพทองธาร ซึ่งกำลังเรียนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้รับความเดือดร้อนไปด้วย อาจารย์ซึ่งสอนวิชาการเมืองคนหนึ่งพูดต่อหน้านักศึกษาในห้องเรียนว่า "แพทองธาร เธอยังอยู่ที่นี่ไม่ยอมไปอีกเหรอ? ฉันคิดว่าเธอไสหัวไปแล้วซะอีก! พอพูดถึงพ่อเธอ ฉันก็รู้สึกขยะแขยง" แพทองธารก็โต้กลับไปว่า "ก็แล้วแต่อาจารย์จะพูด คงมีสักวันหนึ่งที่หนูพูดถึงอาจารย์ หนูก็คงจะรู้สึกขยะแขยงเหมือนกัน" เมื่อเรื่องนี้ไปถึงหูทักษิณ เขาก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เขากล่าวว่า คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของไทย "เอาความแตกต่างทางความคิดทางการเมืองมาโจมตีคนในครอบครัวของนักการเมืองได้อย่างไรกัน!"

เข้าของวันที่ 28 สิงหาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจพบวัตถุต้องสงสัยอีกครั้ง บริเวณที่ใกล้กับที่พักของทักษิณ สืบทราบว่า ชายคนหนึ่งขณะกำลังไปส่งน้ำแข็งให้กับโรงแรมที่อยู่ใกล้ๆ ก็พบวัตถุต้องสงสัยซึ่งมีลักษณะเป็นห่ออยู่ริมถนน จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตำรวจพบว่า ภายในห่อดังกล่าวมีนาฬิกาปลุก 1 เรือน อิฐ 1 ก้อน สายไฟและถ่านเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้วจำนวนหนึ่ง รวมถึงกระดาษที่เขียนด้วยลายมือว่าต้องการทำร้ายทักษิณ นี่ก็เป็นพฤติกรรมข่มขวัญอีกครั้งหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่า "เป็นการสร้างสถานการณ์ เพื่อต้องการให้บ้านเมืองวุ่นวาย" ต่อมาวันที่ 4 กันยายน ตำรวจก็ออกหมายจับนายทหารจำนวน 4 นาย ในข้อหามีส่วนพัวพันกับแผนการลอบสังหารนายกรัฐนตรี นายทหารทั้ง 4 นายนี้เป็นทหารประจำการ โดยมียศเป็นพลตรี 1 นาย พันเอก 1 นาย พันโท 1 นาย และนายทหาร 1 นาย สามวันต่อมา นายทหารผู้ต้องสงสัย 3 นายถูกจับ แต่ทั้งสามนายก็ให้การปฏิเสธว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการดังกล่าว

มีข่าวลือว่า เป็นเวลานานมาแล้วเมื่อทักษิณประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่ดี ก็มักจะให้นักโหราศาสตร์ทำนายดวงชะตาให้ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เขาประสบกับเหตุการณ์ร้ายที่เอาชีวิตรอดมาได้ เขาจึงหวาดระแวงและรู้สึกว่ากรุงเทพฯ เป็นที่สถานที่ที่อันตรายอย่างมาก เล่ากันว่า หมอดูได้แนะนำทักษิณให้เปลี่ยนที่อยู่ "เดินทางไปต่างจังหวัดเป็นการชั่วคราว" แม้ว่าทักษิณไม่ได้พิสูจน์ว่าคำพูดนี้เป็นจริง แต่เขาก็รีบย้ายออกจากกรุงเทพฯ ไปต่างจังหวัดอย่างรวดเร็ว ต่อมาวันที่ 9 กันยายน เขาเดินทางโดยเครื่องบินพิเศษ "ไทยคู่ฟ้า" เดินทางเยือนประเทศฟินแลนด์ จากนั้นเดินทางต่อไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติครั้งที่ 61 ซึ่งจัดขึ้นที่ มหานครนิวยอร์ค ในวันที่ 12 กันยายน

* * * * *

ตอนที่ 4

ตอนนี้ทักษิณสามารถนอนหลับอย่างสบายใจในมหานครนิวยอร์กซึ่งเป็นที่ที่ปลอดภัย ผู้นำรัฐบาลและประมุขประเทศต่างๆ กว่า 80 ประเทศมารวมตัวกันที่การประชุมนี้ เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของสหรัฐต่างปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ มีการวางกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนาตามโรงแรมที่พักของคณะผู้แทนจากประเทศต่างๆ ไม่มีแม้กระทั่งการเดินขบวนต่อต้านรัฐบาล เขามีจิตใจแจ่มใสและปลอดโปร่ง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภายในประเทศไทยยังคงวุ่นวาย ใน ระหว่างการเยือนของเขา คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะเลื่อน การเลือกตั้งจากเดิมที่กำหนดไว้วันที่ 15 ตุลาคม อาจจะเลื่อนเป็นวันที่ 19 หรือ 26 พฤศจิกายน ก่อนหน้านี้ สมาชิกในคณะกรรมการการเลือกตั้ง 3 คน ถูกศาลอาญาตัดสินว่าความผิดฐานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายน โดยเอื้อประโยชน์ให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคไทยรักไทย ซึ่งถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง กรรมการฯ ทั้ง 3 คนถูกปลดออกจากตำแหน่งและถูกจำคุก 4 ปี สภาผู้แทนราษฎรจึงต้องจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้งที่เดิมกำหนดไว้เดือนตุลาคม จึงต้องเลื่อนออกไป นี่ไม่ใช่ข่าวดี ทักษิณรู้อยู่แก่ใจ ความจริง การจัดการเลือกตั้งเดือนกันยายนจะสามารถจัดได้หรือไม่นั้น ก็ไม่มีใครคาดคะเนได้ ในระยะนี้เขามีความรู้สึกไม่ค่อยดีอยู่ตลอดเวลา สมองอันเหน็ดเหนื่อย แต่ก็มีสติอยู่ทุกวินาที ครุ่นคิดหาทางรับมืออยู่ตลอด ก้าวต่อไปจะทำอย่างไรดี? จะเข้าหรือออก? ออกแล้วจะเป็นยังไง? เข้าแล้วจะเป็นยังไง?

การที่พรรคไทยรักไทยจะชนะการเลือกตั้งอีกครั้ง ไม่มีเรื่องที่น่าเป็นห่วงเท่าใดนัก เรื่องนี้แม้กระทั่งฝ่ายค้านย่อมรู้ดี เนื่องจาก ไม่ว่าปัญญาชนระดับหัวกะทิในกรุงเทพฯ จะรุมโจมตีแค่ไหน แต่ทักษิณและพรรคไทยรักไทยยังมีฐานเสียงจากชนชั้นรากหญ้าในต่างจังหวัดเป็นจำนวนมหาศาล เรียกได้ว่า "ร้องตะโกนหนึ่งครั้ง มีเสียงตอบรับเป็นร้อย" แม้ว่าการเลือกตั้งในเดือนเมษายนจะเป็นโมฆะ และรัฐบาลทักษิณมีข่าวไม่ดีออกมาไม่เว้นแต่ละวันก็ตาม พรรคไทยรักไทยก็ยังคงชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงถึงร้อยละ 57 ประเด็นก็ย้อนกลับไปเหมือนกับที่ผ่านมาก็คือ เพียงแค่พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง ไม่ว่าทักษิณจะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองไม่มากก็น้อยเป็นแน่ ยิ่งกว่านั้น ก่อนหน้านี้ 1 เดือน มีข่าวออกมว่า ทักษิณละจุดยืนเดิมที่จะ "จะไม่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" และจะนำพรรคไทยรักไทยให้ชนะการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร และพร้อมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ข่าวนี้ทำให้ฝ่ายค้านที่ต้องการ "ขุดรากถอนโคน" รัฐบาลทักษิณถึงกับนั่งอย่างไม่เป็นสุข

ตอนบ่ายของวันที่ 18 กันยายน ในระหว่างที่ทักษิณกำลังกล่าวสุนทรพจน์ที่คณะกรรมการความสัมพันธ์กับต่างประเทศ (Council on Foreign Relations) ของสหรัฐอเมริกาอยู่นั้น มีคนถามคำถามว่า ทำไมคุณถึงไม่ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง? มันสร้างความวุ่นวายและยุ่งเหยิง เราอยากทราบเหตุผลที่คุณตัดสินใจช้าเช่นนี้?

ทักษิณตอบว่า

ผมไม่ได้ตัดสิน เพราะผมเองก็ยังสับสน (ผู้ฟังหัวเราะ) บางครั้งผมรู้สึกว่าผมควรเสียสละ ฝ่ายค้านรู้ว่าพวกเขาไม่มีทางเอาชนะผม เพราะพลังประชาชนเข้มแข็งมาก เรายังคงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างเหนียวแน่น แต่ว่า ยังมีคนที่ไม่มีความสุขที่เห็นรัฐบาลของผม อย่างเช่น นักธุรกิจจำนวนหนึ่งที่เสียผลประโยชน์จากการปฏิรูป ผู้อยู่เบื้องหลังการค้าเสพติดและหวยเถื่อน รวมถึงเจ้าพ่อวงการสื่อมวลชน พวกเขารวมกลุ่มกันเพื่อให้ผมลงจากตำแหน่ง หากว่าผมยอม ก็เท่ากับว่า ผมยอมก้มหัวให้กับคนที่เสียผลประโยชน์แล้วลุกขึ้นมาต่อต้านผม ดังนั้น ตอนนี้ผมได้แต่พูดอย่างชัดเจนว่า ขณะนี้ผมก็ยังเป็นผู้ลงสมัครเลือกตั้งของพรรคไทยรักไทย ยังคงเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทยต่อไป และจะนำพรรคไทยรักไทยเข้าสู่สนามเลือกตั้งในฐานะผู้นำพรรคการเมือง แต่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ผมกำลังคิดอยู่ เพราะตอนนี้ผมสับสนมาก ผมอาจจะให้คำตอบที่ชัดเจนได้ในวันที่กำหนดวันเลือกตั้ง

นี่ไม่ใช่คำพูดแบบขอไปทีของนักวางกลยุทธ ตอนนี้ทักษิณยังไม่ได้ตัดสินใจ บางที่อาจจะจริง บางครั้งอำนาจก็เหมือนกับปีศาจเมดูซ่าในเทพนิยายกรีก ไม่ว่าใครก็ตามที่สบตากับดวงตาที่สวยงามคู่นั้นของเมดูซ่า ก็จะกลายเป็นหินทันที เนื่องจากหากเคยชิมรสชาติของการเป็นนักปกครอง หรือผู้บัญชาการ ซึ่งกำหนดชะตาชีวิตของผู้คนเป็นล้านเป็นสิบล้านคนมาก่อน ก็ยากที่จะต้านทานแรงดึงดูดของอำนาจได้ ในหน้าประวัติศาสตร์ของโลก ผู้นำทางการเมืองที่ไม่ได้ถูกบีบให้อยู่ในภาวะจำยอม แต่ยอมละทิ้งอำนาจด้วยความสมัครใจ มีจำนวนน้อยมาก สำหรับทักษิณ เขายืนยันมาโดยตลอดว่าเขาไม่ผิด "ไม่เคยทำเรื่องใดๆ ที่เป็นการทำลายประเทศชาติ" สำหรับ "เรื่องการขายหุ้น" ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์มากนั้น เขาได้กล่าวในสุนทรพจน์นี้ว่า

พวกเขาโจมตีว่าผมหลีกเลี่ยงภาษี คนจำนวนหนึ่งกล่าวว่า "คุณขายก๋วยเตี๋ยว ยังต้องเสียภาษีเลย ขายบริษัทกลับไม่เสียภาษีเหรอ?" แต่ว่า การขายก๋วยเตี๋ยว สิ่งที่คุณขายก็คือ สินค้าซึ่งจะต้องจ่ายภาษี แต่กฎหมายกำหนดไว้ว่า ทรัพย์สินและกำไรที่ได้จากการขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี สำหรับเรื่องนี้ ผมเคยเสนอให้มีการอภิปรายอย่างเปิดเผยในที่ประชุมรัฐสภา แต่ฝ่ายค้านไม่ตกลง พวกเขาบอกว่าไม่มีประโยชน์ ดังนั้น ผมจึงทำได้แต่เพียงยุบสภา เพื่อให้ประชาชนติดสินว่าผมควรจะอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปหรือไม่ ในความเป็นจริง การขายหุ้นครั้งนี้ได้สร้างคุณประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศชาติ เงินเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไหลเข้าประเทศไทย ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่าเดิม

ทักษิณยังกล่าวอีกว่า

กระบวนการเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตยที่มีอิสระเสรีและความยุติธรรมไม่ควรถูกปฏิเสธเพียงเพราะมีคนจำนวนหนึ่งไม่ชอบผลการเลือกตั้ง เมื่อประชาชนได้แสดงเสียงโดยผ่านการเลือกตั้ง ความตั้งใจของประชาชนก็ควรได้รับความเคารพ ไม่ใช่ได้รับความเสียหายจากการชุมนุมประท้วงบนท้องถนน

ประชาธิปไตยที่สุกงอมจะจะต้องพึ่งพาการสร้างสรรค์และการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประชาชน สมาชิกในสังคมทุกหมู่เหล่าสามารถยอมรับและเคารพกฎและเกมส์ของประชาธิปไตย .....วันนี้ปัญหาพื้นฐานที่สังคมเอเชียประสบอยู่ก็คือ พลังอำนาจของการคัดค้านประชาธิปไตยที่ยังคงรวมตัวกัน พวกเขาเรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของประชาธิปไตย ซึ่งความจริงก็คือ ความโอบอ้อมอารีของประชาธิปไตย พวกเขาใช้อำนาจโจมตีระบอบของเรา

เห็นได้ชัดว่า นี่ทำให้ผู้ที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ แสดงความไม่พอใจ และทำให้ผลเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายนที่พรรคไทยรักเป็นผู้ชนะต้องเป็นโมฆะ มีคนถามว่า อำนาจที่ทำให้ผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาไม่เป็นที่ยอมรับนั้น จะยอมรับการเลือกตั้งครั้งนี้ที่กำลังจะมาถึงได้หรือไม่? สถานการณ์ทางการเมืองของไทยจะมั่นคงขึ้นเมื่อไร?

ทักษิณตอบว่า

ฝ่ายค้านไม่มีอำนาจยับยั้งการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายน สาเหตุที่พวกเขาทำเช่นนี้เพราะว่า กลัวว่าจะพ่ายแพ้การเลือกตั้ง แต่ว่าครั้งนี้ พรรคฝ่ายค้านได้กล่าวว่า พวกเขาจะเข้าร่วมลงเลือกตั้ง หากทุกพรรคลงเลือกตั้ง ก็ไม่มีปัญหา รัฐบาลใหม่ที่ได้จากการเลือกตั้งก็จะเริ่มทำงานก่อนขึ้นปีใหม่ ผมคิดว่า ภายใน 3 เดือน สถานการณ์ของประเทศไทยจะกลับมาเป็นปกติ

3 เดือน สถานการณ์ทางการเมืองก็จะกลับมาเป็นปกติ การเลือกตั้งจะพิสูจน์ให้เห็นความจริงโดยเร็ววัน! การฟันธงเช่นนี้ผิดพลาดอย่างมหันต์ ทักษิณไม่เพียงตัดสินสถานการณ์ภายในประเทศผิดพลาด แต่ยังไม่รู้ว่าตนกำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย เปรียบเหมือนสัตว์ที่เข้าสู่บ่วงแล้ว แต่มันกลับเอ้อระเหยลอยชาย

เมื่อกล่าวสุนทรพจน์จบ ทักษิณก็กลับเข้าโรงแรมที่พัก มีผู้เห็นว่า การกล่าวสุนทรพจน์ของทักษิณในหัวข้อ "อนาคตประชาธิปไตยของไทย" ที่ที่ประชุมคณะกรรมการความสัมพันธ์กับต่างประเทศ มีจุดประสงค์เพื่อแสวงหาแรงสนับสนุนจากแวดวงการศึกษาและสื่อมวลชน เนื่องจากคณะกรรมการความสัมพันธ์กับต่างประเทศเป็นหนึ่งใน Think Tank ที่มีอิทธิพลต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดเข้ามาควบคุมอำนาจก็ตาม ในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลที่ผ่านๆ มา รวมทั้งประธานาธิบดีต่างก็มีสมาชิกของคณะกรรมการนี้อยู่ด้วยส่วนหนึ่ง ทำให้คณะกรรมการนี้อยู่เหนือการสับเปลี่ยนหมุนเวียนของพรรคการเมือง และกลายเป็น "องค์กรเหล็ก" ของรัฐบาลสหรัฐฯ การกล่าวสุนทรพจน์ที่จัดขึ้นครั้งนี้ซึ่งมีนาย Maurice R. Greenberg รองประธานกิตติมศักดิ์ของคณะกรรมการเป็นประธานจัดงาน ประสบผลสำเร็จด้วยดี เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมง บรรยากาศในที่ ประชุมเต็มไปด้วยความยินดีปรีดา แต่ทักษิณจิตใจยังฟุ้งซ่าน

เวลา 2 ทุ่ม ทักษิณนั่งอยู่หน้าที่โต๊ะทำงาน เขาเปิดการประชุม teleconference กับคณะรัฐมนตรีที่กรุงเทพฯ ซึ่งการเลือกตั้งกำลังจะมาถึง และบรรยากาศของการเมืองภายใน ประเทศอยู่ในภาวะตึงเครียด มีข่าวออกมาว่า วันที่ 20 กันยายน ฝ่ายค้านจำนวน 1 แสนคนจะรวมตัวกันเดินขบวน "ล้มทักษิณ" เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เตรียมพร้อมเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้

เวลาเที่ยงคืน การประชุมสิ้นสุดลง ทักษิณก็นอนหลับพักผ่อน ตามกำหนดการแล้ว เขาจะต้องตื่น 7 โมงเช้า และ 8 โมงเช้า รถก็จะมุ่งหน้าไปยังที่ประชุมสหประชาชาติซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน เป็นต้นมา การประชุมสหประชาชาติครั้งที่ 61 ก็เริ่มต้นขึ้นด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ และอภิปรายตามปกติ วันนั้นประธานาธิบดีบุช และประธานาธิบดีของอิหร่านจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ด้วย คนจำนวนไม่น้อยที่รอดูเกมส์ที่น่าสนุกของสองผู้นำซึ่งจะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในวันเดียวกัน ทักษิณก็มีกำหนดการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในวันที่ 20 กันยายน ในหัวข้อ "ประธิปไตยของไทย"

เวลาตีห้าของวันรุ่งขึ้น ทักษิณกำลังอยู่ในภวังค์ ความคุ้นเคยในชีวิตประจำวันของเขาในหลายปีที่ผ่านมาก็คือ การไม่นอนดึก ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหนก็ตาม เขาจะพยายามเข้านอนก่อนเที่ยงคืน อย่างน้อยต้องนอน 5 ถึง 6 ชั่วโมง ตื่นมาตอนเช้า ปกติก็จะต้องออกกำลังกายสักพัก เขาชอบว่ายน้ำ มีเพียงการปฏิบัติเช่นนี้ เขาจึงมีแรงต่อสู้มาอย่างยาวนาน ไม่ถูกแรงกดดันอันหนักหน่วงมาโจมตีได้

โทรศัพท์มือถือดังขึ้น

“ตู้ด ๆ ๆ ๆ” เสียงโทรศัพท์ทำให้เขาตื่นขึ้น

ใครโทรมาแต่เช้า รบกวนการนอนหลับของเขานะ?

"ฮัลโหล?"

"ฉันเอง" เสียงที่เขาได้ยิน คือ เสียงที่คุ้นเคยของภรรยา "พวกเขาอาจจะก่อรัฐประหาร"

พวกเขาเป็นใครกัน?

คำบอกเล่าของทักษิณ

หลังจากที่รับโทรศัพท์จากภรรยาแล้ว ผมก็รู้สึกตกใจ ก่อนที่ผมจะไปประชุมที่นิวยอร์ก ก็มีลางสังหรณ์ ผมจึงให้เพื่อนรัฐมนตรีคอยจับตาดูการเคลื่อนไหวของพวกเขา แต่พวกเขาใช้วิธีอื่นหลอกพวกเรา พวกเขาตั้งใจและตระเตรียมการมาเป็นอย่างดี ผมวางใจง่ายไปหน่อย ไม่ใช่ว่าผมมั่นใจเกินไป แต่เป็นเพราะผมคิดว่า คนที่ตรงไปตรงมาและซื่อสัตย์ไม่น่าทำเรื่องเช่นนี้ นี่มันศตวรรษที่ 21 แล้วนะ ยุคสมัยที่อาศัยอาวุธยึดอำนาจมันหมดไปแล้ว ผมคิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะทำเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าจะกล้าเช่นนี้.

* * * * *

คำบรรยายใต้ภาพ..
(1) ภาพหน้า 2 (หลังเกิดการรัฐประหาร รถถังก็ออกมาตรึงอยู่บนถนน)
(21) ภาพหน้า 21 วันที่ 3 เมษายน 2549 ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย กำลังให้ สัมภาษณ์นักข่าว ณ ที่ทำการพรรค เขาปฏิเสธที่จะลาออก เขากล่าวว่า "ผมจะรับข้อเสนอใดๆ ที่ทำให้ประชาชนในชาติปรองดองกัน" เพื่อ หยุดยั้งวิกฤตทางการเมืองที่ดำเนินมาเกือบ 2 เดือน

* * * * *

ที่มา: http://oldforum.serithai.net/index.php?topic=15812.0;wap2

* * * * *

@ คลิกลิ้งค์นี้.. หนังสือหายาก "24 ชั่วโมงของทักษิณ" (ฉบับแปล) 164 หน้า

* * * * *

@ คลิกลิ้งค์นี้.. รออีกแป๊บนุงนะคะ..

* * * * *