"คู่มือ...ทำกับข้าวเมืองเหนือประยุกต์" (ฉบับรีไซเคิ้ล) เล่มนี้ ผมขออนุญาตเรียกอย่างนี้ เพราะกระดากที่จะเรียกว่า "ตำรา" ผมเขียนขึ้นจากประสบการณ์ในการทำกับข้าวด้วยตนเองเกือบจะทุกวัน ตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่จนเกือบจะลาจากโลกใบนี้ไปแล้ว ส่วนหนึ่งซึ่งนับว่าเป็นส่วนมากที่สุดมาจากความทรงจำในอดีต ที่ได้อาสาเป็นลูกมือช่วยผู้ใหญ่ทำกับข้าวอยู่เสมอ... และทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ผมได้ตรวจสอบชำระข้อความบางท่อนบางตอนที่เป็นส่วนสาระสำคัญกับหนังสือ "ตำราทำกับข้าวเมืองเหนือ" เขียนโดย คุณสงวน โชติสุขรัตน์ ซึ่งเป็นบรมครูทางการหนังสือพิมพ์ขั้นปฐมของผม แล้วนำมาคลุกเคล้าผสมผสานเรียบเรียงเขียนขึ้นมาใหม่ในเชิง "เล่าสู่กันฟัง" ทั้งนี้ เพื่อสะดวกแก่คนรุ่นใหม่ จะได้นำเอาไปเป็น "คู่มือ" อนุรักษ์การทำกับข้าวของเมืองเหนือ ให้คงอยู่ถึงคนรุ่นต่อๆไป โดยคำนึงถึงวิธีการการทำกับข้าวเพื่อให้ทำกันได้อย่างง่ายๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อนอะไร

วันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

"ก่อนชีวิตจะจางหาย ภายใต้ฟ้ากว้าง" (2) By: Chote Vanhakij

"ขออนุญาตคุณ Chote Vanhakij ขอนำบทความของท่านมาโพสต์ที่นี่นะครับ" ธนวุฒิ ดุษฎีปัญจพร

UpDate ตอนที่ 12 "ผีโพง" "ผีเป้า" ถึง ตอนล่าสุด

"ก่อนชีวิตจะจางหาย ภายใต้ฟ้ากว้าง"
By: Chote Vanhakij

@ ย้อนหลัง.. "ตอนที่ 1 "ถวิลหาอดีต..." ถึง ตอนที่ 11 "ล่าเก้ง"


ตอนที่ 12 "ผีโพง" "ผีเป้า"

ที่จะนำเรื่องผีพวกนี้มาเล่า ก็ต้องท้าวความกันก่อนนะครับ ว่าผมเองแค่..."ถวิลถึงอดีต" ครั้งที่ยังมีป่า มีดง มีเพียงแสงตะเกียง คบไต้ ให้แสงสว่างยามกลางคืน เอามาเขียนทิ้งไว้เป็นบันทึกถึงอดีต ไม่มีจุดประสงค์ให้เชื่องมงาย ให้หวาดกลัว หรือหลอกหลอนกันให้กลัวแต่ประการใด เพราะเรื่องผีนั้น อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน.

(และอย่าว่าแต่สังคมไทยเลย สังคมไหน ๆ ศาสนาใด ๆ ในโลก ก็ล้วนมีเรื่องผี เรื่องมารเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้น...และความเชื่อก็แน่นแฟ้นพอ ๆ กัน และจะบอกว่างมงาย ก็งมงายพอ ๆ กัน เหมือนเป็นความเชื่อที่ล้างออกไปจากใจมนุษย์ไม่ได้ แม้จะมีวิทยาการสูงส่ง แสงสว่างของไฟฟ้า สว่างไสว มลังเมลือง...ผีก็เหมือนมีอยู่เสมอ...คู่กับผู้คน

แม้อยู่ใจกลางมหานครใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ก็ใยมิใช่จะไม่มีผี เพียงแต่ความเชื่อเรื่องผีอาจลดน้อยลง หรือ หาเหตุ ผล มาคัดค้านได้มากขึ้นเพราะความเจริญขึ้นของวิทยาการ และความคิดด้านวิทยาศาสตร์.

ผีมีอยู่ได้ก็เพราะมีคน (คนมีสำนึกเรื่องผี).

ไม่มีคน ก็ไม่มีผี

ไม่มีแสงสว่าง ก็ไม่มีเงา.)

หน้าร้อน ที่บ้านเกิดเดิมของผม...(สมัยก่อนปี พ.ศ.2520 ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ใช้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าด หรือโซล่า)...คนอยู่ในวัยฉกรรจ์ หรือวัยทำงาน กินข้าวเย็นกันแล้ว ก็มักไม่ลงเรือนไปเที่ยวไหน ถ้าไม่นั่งคุยกับลูก เมีย ก็มักหางานอดิเรกมาทำ เช่น เหลาคันเบ็ดไว้ไปปักเบ็ด หรือออกหาปลา, สานข้อง, สานแห, สานกระบุง ตะกร้า ฯลฯ แล้วแต่ความชำนาญ.

ส่วนแม่บ้าน ก็มักนั่งปั่นฝ้ายให้เป็นเส้นด้าย เพื่อไว้ใช้ทอผ้า นั่งปะ นั่งชุนเสื้อผ้า(เพราะเสื้อผ้าสำเร็จรูปยังหาได้ยากมากในสมัยนั้น) ไม่ค่อยอยู่ว่างโดยใช้แสงตะเกียงนั่นแหละ เป็นแสงไฟทำงาน....ส่วนครอบครัวใหญ่ ที่มีตา ยาย หรือลุง ป้า พร้อมลูก หลาน อยู่กันหลายคน ก็มักออกมานั่งรับลม ที่ชานบ้าน.

หรือบางคนก็ออกมานั่งกรองแฝก (ถักหญ้าคาให้เป็นตับ ไว้มุงหลังคาบ้าน) นั่งเล่น นั่งคุย เรื่องโน้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง ที่ลานดินหน้าบ้าน หน้ากองไฟ พร้อมญาติผู้ใหญ่ที่มีบ้านติด ๆ กัน ยังไม่ขึ้นนอน...

บางทีก็นั่งเผา นั่งจี่ หัวเผือก หัวมันให้ลูก หลาน ที่ค่อนข้างโต และกำลังเล่นกัน อยู่รอบ ๆ นั่นแหละ ไว้กิน เวลาเล่นเหนื่อย.

ถ้าหน้าร้อนข้างขึ้นเดือนหงาย พอหรุบหรู่ ๆ เด็ก ๆ อย่างพวกผมยิ่งสนุก เล่นซ่อนหา เล่นผีหลอก ตามประสาไป...ด้วยไม่มีอะไรเป็นเครื่องบันเทิงเหมือนสมัยนี้ และถ้าวันไหนมีพ่อเฒ่า พ่อจารย์ ที่เคยผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มาเยอะ ไม่ใช่เฒ่าดอก เฒ่าดาย(คือพูดอะไรไม่เก่ง เล่าเรื่องอะไรก็ไม่สนุก)...มาเล่าเรื่องโน้น นี่ นั่น สู่กันฟัง...!

เด็กพอรู้เดียงสาอย่างพวกผม จะล้อมวงเข้ามาฟังเลย ไม่เล่นซ่อนหากันแล้ว...

สนุกครับ...!!

ค่ำคืนเดือนมืด นั่งล้อมกองไฟ มีเสียงนกฮูกกูกร้องเอาขวัญ เสียงบ่างหวีดร้อง...เรื่องผี เรื่องน่ากลัวอื่นใด มันจึงประทับไว้ในความทรงจำครั้งเด็ก ๆ แม้จะผ่านมาหลายปี ลืมเลือนไปบ้าง ก็ยังเหลือในความทรงจำมากโข โดยจำมาแต่คนเฒ่าที่เล่าให้ฟังไว้แต่ครั้งกระโน้น...ครั้งที่ป่าดง พงพี ยังอุดมสมบูรณ์ด้วยส่ำสัตว์สารพัด, อาถรรพ์ป่ารุนแรง, ความลึกลับดำมืด ที่ไม่มีใครไขปริศนาออก, ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยความรู้คนยุคโน้น...มาให้อ่านกัน.

บ้านเกิดเดิม เป็นพื้นที่รอยต่อของสองอารยธรรม คือ อารยธรรมของชาวเหนือของไทยตอนล่าง และอารยธรรมของชาวอีสานตอนบน...จึงมีความรู้จักทั้งสองฝั่งฟากแห่งอารยธรรมซึ่งมีความแตกต่างกันหลายอย่าง เอามาเทียบเคียง.

อย่าง "ผีโพง" ที่เป็นชื่อเรื่อง ทางอีสาน น่าจะเป็น "ผีเป้า" ผีที่ชอบกินของดิบ ของคาว ของสกปรกมากกว่า.

และน่าจะต่างจากผีปอบอยู่มาก ๆ เพราะดูเหมือนผีปอบจะมีฤทธิ์ร้ายกาจกว่า คือ เมื่อเข้าสิงร่างคนที่คนใด ถ้าไม่ครอบงำวิญญาณเดิมไว้ หรือไล่วิญญาณเดิมออกจากร่างแล้วเข้าครอบงำร่าง กินตับไตไส้พุงจนหมด ร่างเดิมตายไป ก็ไปหาร่างใหม่เข้าสิง กินตับไตไส้พุงต่อไป

เอาเรื่องแรกของผีโพง จากอินเทอร์เน็ตไปอ่านก่อนนะครับ ก่อนจะร่ายยาวเรื่อง"ผีโพง" จนเป็นมหากาพย์ ไปสักสี่ ห้าตอนให้อ่านกันแก้เหงา.

1. พ่ออุ๊ยหนานต๋า จตุนาม อายุ 79 ปี บ้านเลขที่ 24 หมู่ที่ 1. ต.เชียงแรง กิ่ง อ.ภูซาง จ.พะเยา.

ให้สัมภาษณ์ นายจิรยุทธ รวมสุข.

ผีโพง อยู่ในคราบร่างของคนธรรมดา แต่เพราะความผิดปกติอย่างใดไม่ทราบ จึงมีภาวะอีกอย่างหนึ่งเป็นผีโพง (คือ ชอบกินของดิบ กินเลือด กินเนื้อ).

มีพระรูปหนึ่ง มีบ้านเดิมครั้งก่อนบวชอยู่ฟากทุ่งนา หลังจากกลับไปเยี่ยมบ้าน พลบค่ำ ก็เดินกลับวัดอีกฟากทุ่งโดยเดินลัดเลาะมาตามคันนา เจอผีโพงกลางทาง ผีโพงก็ถามพระว่า "ไปไหนมา".

พระไม่กล้าตอบว่า "ไปบ้านมา" เพราะกลัวผีโพงฆ่า ก็เลยพูดอ้อม ๆ ว่า "ไปหาของแบบเดียวกันนั่นแหละ"

ผีโพงนึกว่าพวกเดียวกัน ก็ถามต่อว่า "ที่ฝังไว้เมื่อวานหรือ?" และบอกให้พระอยู่รอ.

หลังจากนั้นผีโพง ก็ลงไปขุดศพ(คน) ได้ขาศพมาหนึ่งขา แล้วนำมาทิ้งไว้ตรงหน้าพระ(แสดงว่ามีน้ำใจแบ่งปันเพราะนึกว่าพระเป็นผีโพงเช่นเดียวกับตน)หันรีหันขวาง แล้วบอกว่ายังขาดเครื่องใน เดี๋ยวจะกลับไปเอามาให้.

พระนั้นก็ตกใจ อารามกลัวยกขาศพขึ้นได้ก็แบกใส่บ่า วิ่งเตลิดข้ามทุ่งไปจนถึงวัด พอถึงวัดนึกขึ้นได้ว่าเป็นขาคน(ศพ) ก็เลยขว้างออกไปนอกวัด แต่ขว้างไม่พ้นกำแพงวัด ไปติดอยู่ที่กำแพง ก็ยิ่งตกใจ วิ่งเข้าโบสถ์ตัวสั่นงันงก.

หลังจากนั้น ไม่นานพระก็มรณภาพ เพราะความกลัวมาก ๆ ที่ทางเหนือเรียกว่าขวัญหาย.

เรื่องแรก เป็นอย่างไรครับ?...

Chote Vanhakij
15 กรกฎาคม 2560 เวลา 10:50 น.
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1880233832297560&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 13 "ผีโพง 2"

อธิบายกันชัดเจนไปแล้วนะครับ ระหว่าง ผีเป้า กับ ผีโพง แต่โดยปกติในความคิดผมนั้น ผีเป้า น่าจะเป็นผีผู้ชาย และผีโพง น่าจะเป็นผีผู้หญิง เท่าที่สรุปด้วยความคิดเห็นส่วนตัวนะ.

ยังไม่ต้องบรรยายมากครับ มาอ่านผีโพง เรื่องที่สองต่อกันเลย...!

2. นางอวน ศิริชมภู อายุ 68 ปีเลขที่ 2 หมู่ที่ 11 บ้านป่าอ้อดอนชัย ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง จ.เชียงราย ให้สัมภาษณ์ นายชัชวาล ปัญญาไชย.

(ทั้งนี้ ติดตามได้ในเว็บไซต์ Thai-Floksy.com

ของมหาวิทยาลัยนเรศวร วิทยาเขตสารสนเทศ จังหวัดพะเยา มีข้อมูลเรื่องผีโพง ที่น่าสนใจหลายเรื่อง ตามที่ผมนำมาลงให้อ่าน โดยไม่ได้ขออนุญาต ก็ขออนุญาตผ่านบทความนี้ ด้วยความเคารพครับ).

ผีโพง เวลาออกหากิน จะเอาเด็กเล็กขี่หลังไปด้วย เวลาไปหายายที่บ้าน ยายจะบอกกับเด็กว่า...เวลามาให้บอกยายด้วย เวลามา ก็จะเรียกยาย ว่ามาแล้วเน้อ มาตามพื้นบ้าน มาหากินขี้เลน ขี้โคลนใต้ถุนบ้านยาย ยายก็บอกว่าถ้ามาอีกให้เรียกยายทุกครั้ง

เด็กมันก็จะเรียกทุกครั้ง ยายมาแล้วเน้อ ออกหากินอย่างนี้ประจำ พอผีโพงหากินกลับไปบ้าน...ทีนี้เขาพลิกบันไดบ้านกลับ ผีโพงจำไม่ได้ มันก็มองดูบ้านใช่ บันไดไม่ใช่ วนไป วนมา บ้านใช่ บันไดไม่ใช่จนสว่าง...และทำเป็นแกล้ง กวาดพื้นแกรกกราก เพื่อกลบเกลื่อนความเป็นผีโพง

ส่วนผีโพงดำ เป็นผีผู้หญิง เวลาออกหากินกลางคืน จะเที่ยวหาแต่ผู้ชาย(เหมือนร่านราคะ) เวลาเจอผู้ชาย มันจะชอบจับอวัยวะเพศชายเสมอ และขอบหากินกลางคืน.

3. นายสิงห์คำ ตันรักษา อายุ 66 ปี บ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 11 บ้านป่าอ้อดอนชัย เหมือนคนข้างบน ให้สัมภาษณ์แก่คนคนเดียวกัน เล่าว่า.....

ผีโพงนั้น...แกว่า สมัยก่อน มักจะมีหัวควายแห้ง หรือหัวควายที่เขาเลาะเนื้อออกแล้ว ทิ้งไว้ตามยุ้งข้าว ผีโพงชาย ถ้าไปหาแอ่วสาว มักจะแวะไปแคะหัวควายเหล่านี้กิน พวกหนุ่ม ๆ ที่ไม่เป็นโพง ก็ไปเที่ยวสาวตามปกติ พวกที่เป็นผีโพงก็ไปหากิน ถ้าไม่ได้กินหัวควาย ไปเจอกบ เขียด จับได้ก็ดูดกินเมือกคาวทางปากของกบ เขียด ทิ้งไว้ตามคันนา

ถ้าเราไปทุ่งนาตอนเช้า จะเจอกบ เขียดนอนตาย ซึ่งบางทีกบ เขียด ก็ไม่ได้ตายเอง โดนผีโพงดูดกินไส้ พุง กินกลิ่นคาว หมดแล้วก็ทิ้งไว้...เราไปทุ่งนาตอนเช้า เอากบ เขียดไปย่างกิน ก็ไม่มีพิษอะไร

นี่ก็เรียกว่า ผีโพง.....! ถ้าเราไปหากบ เขียด สมัยนั้นไม่มีไฟฉาย มันจะเห็นผีโพง ออกเป็นแสงสว่างแดงให้เห็น ถ้ามันเห็นมันจะไล่ คนเราก็วิ่งหนี ที่มีคาถาอาคมก็สู้กันไป แต่ถ้าจำหน้ากันได้ว่าเป็นเพื่อนบ้าน ก็กลับมากลับบันไดบ้านเขาเสีย ให้ผีโพงขึ้นบ้านไม่ได้...คนเขาจะได้รู้ว่าเป็น ผีโพง.

.....................................

หลังจากนี้ ก็ขออนุญาต นำเอาข้อเขียน ของ อ.มาลา คำจันทร์ นักเขียนรางวัลซีไรต์ พ.ศ.2534...ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาล้านนาคนหนึ่ง มาขยายต่อ เกี่ยวกับผีโพง เป็นบางเรื่อง บางตอน ซึ่งเท่าที่ทราบท่านศึกษาเกี่ยวกับจารึกภาษาโบราณของท้องถิ่นทางนี้มานาน และด้านนี้โดยเฉพาะ.

ถ้าเอ่ยถึงนาย "เจริญ มาลาโรจน์" น้อยคนที่จะรู้จัก แต่ถ้าบอกตามชื่อที่เขียนว่า มาลา คำจันทร์ คงมีคนรู้จักมากมาย...ผมแนะนำหนังสือท่านเล่มหนึ่งครับ.

"หุบเขากินคน" วรรณกรรมเยาวชน น่าอ่าน อ่านแล้วจินตนาการได้กว้างไกลครับ.

.....................................

สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ เล่าว่า ผีโพง คือ ผีชนิดหนึ่ง ที่สิงอยู่กับคนเพศหญิง (มีหลายท้องที่ว่า สิงอยู่กับคนเพศชาย เช่น ทางอีสาน) กล่าวกันว่าการเป็นผีโพงนั้น มีสาเหตุหลายประการ เช่น สืบมาจากตระกูลของตนเอง...เป็นมาจากเสาเรือน...รับของจากผีโพงมาแล้ว กลายเป็นผีโพงในภายหลัง...เป็นเพราะเกิดแต่กรรมวิบากของตน...เป็นต้น.

#ผีโพงที่เป็นโดยสืบมาจากตระกูลนั้น จะสืบมาจากปู่ ย่า ตา ยาย โดยสืบทอดช่วงละหนึ่งคน โดยแยกเป็นสองสาขา เช่น แม่ที่เป็นผีโพง มีลูก 6 คน ลูก 5 คนจะเป็นคนปกติ จะเป็นผีโพงเพียงคนเดียว และจะสืบต่อไปเรื่อย ถึงหลาน เหลน โหลน กล่าวกันว่าถ้าผู้ติดเชื้อเป็นหญิง จะกลายเป็นผีโพง และหากผู้ติดเชื้อเป็นชายก็จะกลายเป็นผีสือ(ทางอีสานน่าจะเป็นผีกระหัง) คนที่จะเป็นผีโพง หรือผีสือนั้น อายุประมาณ 20 ปีถึงจะเป็น และคนที่เป็นผีนี้ จะเป็นคนขวัญอ่อน ไม่ชอบกินจุก กินจิก เฉื่อยชา ตระหนี่ ชอบเก็บตัว สะอาด ตาโต ใบหน้ามีสีแดงเรื่อ โดยเฉพาะจมูกจะแดงและแดงเรื่อแผ่กระจายเต็มใบหน้า ซึ่งใบหน้าแดงดังกล่าวผีโพงจะแดงกว่าผีกระสือ.

(ขอแทรกความเห็นส่วนตัวไว้หน่อยครับ ลักษณะของอาการเก็บกด หรือเก็บตัวแบบนี้มีกันทุกชาติ ในลักษณะแบบนี้ทางตะวันตกจะเข้าลักษณะของผีดูดเลือดของฝรั่ง คือ กลางวันออกมาโดนแดดไม่ได้ โดนแดดแล้วผิวไหม้ เป็นแผลพุพอง แพ้แสงแดดอย่างรุนแรง มีอาการทางจิต คือ กลางวันเหงาหงอย แต่กลางคืนร่าเริง ซึ่งถ้ามีโอกาสเขียนถึงอีก จะเขียนมาให้อ่าน).

#ผีโพงที่เป็นมาจากเสาเรือน นั่นเพราะเสาเรือนทำมาจากไม้อาถรรพ์(ซึ่งน่าจะทุกภาค ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับไม้แบบนี้) คือ.....

1. เสาไม้ตะเคียน

2. ไม้สองนาง คือไม้ต้นเดียวกัน แต่แยกเป็นสองลำตั้งแต่ผิวดิน มีขนาดเท่ากัน คนทำบ้านเห็นว่าง่าย ได้ไม้สองต้นโดยไม่ต้องเสาะหายาก ก็ตัดมาทำ และไม้ที่ว่านี้ มีน้ำมันเยิ้ม

3. เสาที่ใจกลางไม้มีโพรง.

4. เสาที่ทำจากไม้ที่อยู่บนจอมปลวก

5. เสาที่ได้จากไม้งำเงา(มีแสงสะท้อนของตัวเองในน้ำอยู่ตลอด เหมือนไม้สองนาง เพียงแต่ไม่มีต้นคู่) คือ ขึ้นอยู่ใกล้น้ำ (คติทางบ้านผม ไม้ชนิดนี้ มีนางไม้รักษา และถ้าล้มจมลงในน้ำวังไหน คนที่ไม่มีวิชาทางน้ำ หรือคาถาอาคมดีจะไม่กล้าลงหาปลา หรือลงเล่นน้ำ...เพราะเชื่อว่า นางไม้นี้จะกลายเป็น รากษส...ผีเสื้อน้ำ คอยจับเอาคนชะตาขาดไปเป็นเหยื่อ โดยทำให้จมน้ำตาย)

(แทรก...มติส่วนตัว ข้อ 1,2 ไม่วิจารณ์ครับ...ส่วนข้อ 3,4 น่าจะมีเชื้อโรคบางอย่างติดมากับไม้ ทำให้เกิดโรคกับคนในบ้าน จนมีอาการผิดปกติ ส่วนข้อ 5 น่าจะเป็นแค่ความเชื่อ).

โบราณเชื่อว่า เสาทั้งห้าประเภทนี้มีผีสิงอยู่ และอาจเข้าสิงสมาชิกในเรือนที่ขวัญอ่อนแล้วกลายเป็นผีโพงไป

#เป็นเพราะรับของมาจากผีโพง คตินี้มีความเชื่อในเรื่องเช่นเดียวกันกับผีปอบ และผีฟ้า...เช่น กรณีที่มีคนไปพบผีโพง แล้วผีโพงขอร้องไม่ให้บอกแก่คนอื่น และได้มอบของมีค่าให้เพื่อเป็นค่าปิดปาก(ซึ่งจะกลายเป็นดิน หรือก้อนขี้ควายในเวลาต่อมา...น่าจะด้วยอำนาจการสะกดจิต(ภาษาทางบ้านเกิด เรียกว่าเลือมตา,เลียมตา...แต่ไม่ใช่บังตา)) แต่ผู้รับของรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับผีโพงไม่ได้ และผีโพงตนเดิมที่มีคนรู้แล้วจะมีอายุอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปีก็จะตาย และคนที่รับของและไปพบผีโพงนั้นจะกลายเป็นผีโพงสืบต่อแทน

#เป็นเพราะวิบากกรรม คือ เกิดจากคนที่เคยทำบุญตักบาตรด้วยของสด ดิบ ที่เป็นเนื้อสัตว์ดิบ หรือของคาว บูด เน่า(ตรงนี้ มีคติเกี่ยวกับพุทธศาสนา เพราะผิดวินัยของพระที่จะรับ คนเฒ่า คนแก่ เลยสอนเป็นคติสอนใจมากกว่า ว่าอย่าทำบุญ หรือกลั่นแกล้งพระ) หากเกิดในชาติต่อไปก็จะเป็นผีโพง หรือผีสือ ตามที่ตัวเองมีเพศ

เล่ารายละเอียดมาพอสมควร ก็ขอสรุป ไว้ว่า ผีโพงชอบกินของคาว เช่น คาวเลือด คาวปลา แต่ที่ชอบมากที่สุดคือคาวจากเขียด หรือกบ(แปลกที่ว่า ไม่เคยเห็นว่าเคยกินคางคก คงเพราะเป็นพิษหรืออย่างไรไม่ทราบ)...เล่ากันว่าใครเป็นผีโพง...ในตอนกลางวันให้สังเกตดูที่จมูก ซึ่งจมูกของคนที่เป็นผีโพงถ้าดูไกล ๆ จะเป็นสีแดง และถ้าดูใกล้ ๆ จะมีเส้นเลือดสีแดงไหลผ่าน เป็นสีสดใสจนมองเห็นได้ชัดเจน.

จะมาต่อครับ...อดใจอีกนิด.....!

Chote Vanhakij
16 กรกฎาคม 2560 เวลา 17:20 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1881156255538651&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 14 "ผีโพง 3"

ในสมัยที่เรื่องลึกลับในป่าดงพงไพรยังเข้มขลัง ความเชื่อยังแน่นแฟ้น ความหวาดกลัวยังฝังลึกในมโนสำนึกนั้น...เรื่องแบบนี้ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหรือจะเป็นไปไม่ได้.

แม้ผมเอง จะนำมาเขียนให้อ่านแบบเข้าใจง่าย ๆ พร้อมแทรกความคิดเห็นส่วนตัวแทรกไว้ เพื่อให้มองเห็นความจริงอีกด้าน สอดแทรกสุนทรียคติ, ธรรมะ, และเหตุ ผลอื่น ๆ ที่พอจะใส่เข้าไปในเนื้อเรื่องได้ โดยให้กลมกลืนไปกับเนื้อเรื่อง...แต่บางอย่างก็ยังยากที่จะอธิบาย...ด้วยคนอ่านในชั้นหลัง ก็มีความรู้สึกต่างยุค ต่างสมัย ไม่กลมกลืนไปกับเรื่องที่เล่า เพราะห่างไกลทางด้านความรู้สึก

แต่ก็ไม่รู้สึกแปลกหรือจะต้องเสียใจอะไร ด้วยตั้งใจว่าเขียนเล่าทิ้งไว้บอกถึงยุคสมัยหนึ่ง ให้คนในยุคสมัยต่อ ๆ ไปได้อ่าน ได้รับรู้ความรู้สึก ทัศนคติ และความเข้าใจในยุคนั้น ๆ

แม่ผมเอง...! บ้านเดิมอยู่ต่างอำเภอ ฐานะทางบ้านตอนนั้น ดีกว่าฐานะทางข้างฝ่ายพ่อ ติดตามพ่อมาอยู่ที่อำเภอนี้ เพราะสมัยนั้น พ่อติดตามคณะค้าขายควาย ไปค้าขาย และเทียวไปค้า ไปขายบ่อย ๆ จนเกิดความคุ้นเคย และชินสายตากับคนถิ่นนั้น...แม่(ท่านเล่าให้ฟังเอง ตั้งแต่ผมจำความความได้) บอกว่าพ่อเป็นหนุ่มรูปหล่อ แต่นิสัยดี คือ ไม่ก้าวร้าว นักเลง และเป็นคนไม่ชอบเอาเปรียบคนอื่น ซึ่งต่างจากคนในคาราวานค้าควายคนอื่น ที่จะต้องห้าวหาญ นิสัยกล้าได้กล้าเสีย นักเลง และอะไรก็ได้...ที่เป็นเรื่องของลูกผู้ชาย ด้วยต้องต้อนฝูงควายไปขายต่างถิ่น แม้จะใกล้อำเภอกัน.

ก็ต้องคอยป้องกัน เสือ(เสือจริง ๆ) และเสือคน(โจร)ที่คอยจะจ้องมาปล้น วัว ควาย เอาไปกิน หรือแย่งเอาไปค้าขายเอง...เพราะฉะนั้น พ่อ...ในความรู้สึกของแม่ จึงต้องตา ต้องใจ จนถึงกับทอดสะพานใจให้(หม่าย...ภาษาถิ่น)...จนพ่อเองรู้สึกได้ และให้ญาติผู้ใหญ่มาสู่ขอตามธรรมเนียม ก่อนจะย้ายตามพ่อมาทำมาหากินยังอีกอำเภอตามพ่อ.

ผมเอามาเขียนถึงทำไม?.

เอามาเขียนถึงเพราะวัฒนธรรม ที่แตกต่างของสองอำเภอนั่นแหละ...! ที่จะเอามาเขียนถึง.

แม่เป็นคนถือผีเชื้อตามบรรพบุรุษ และแม้แต่ย้ายบ้านมาแล้ว ก็ยังนับถือผีเชื้อเพื่อเป็นเครื่องปกปักรักษาตัวเอง ด้วยต้องย้ายมาอยู่ต่างถิ่นตามพ่อ และเอาผีเชื้อที่ว่านี้ไปฝากไว้กับศาลปู่ตา(ศาลเทพารักษ์ใหญ่ ของหมู่บ้าน ศาลใต้) และนับถือสืบมาจนทุกวันนี้...แม้จะนับถือพุทธศาสนา และเข้าวัดทำบุญ ทุกวันพระ วันโกน และวันที่มีงานต่าง ๆ ของทางวัดอยู่เสมอก็ตาม

ส่วนปู่ เคยบวชเป็นพระภิกษุหลายพรรษา ท่องเที่ยวไปหลายที่สมัยป่าดงยงคงมืดทึบดุจป่าแต่บรรพกาล...ก่อนสึกออกมามีครอบครัว (เคยถูกเกณฑ์เป็นทหารช่วยรบ ครั้งสงครามปราบฮ่อ ไปรบถึงเชียงตุง)และย้ายมาตั้งรกรากที่บ้านนี้ และพ่อก็สืบทอดความนับถือพระพุทธศาสนาและคาถาอาคมผ่านมาทางปู่ แม้จะไม่เคยบวชเลย แต่เพราะต้องเดินทางในดง และใช้ชีวิตในสมัยนั้นตามความเชื่อ....ก็ต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ไว้ป้องกันตัว.

มาเข้าเรื่องกันครับ.......สาเหตุอีกสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้คนเป็นผีโพง ที่ อ.มาลา คำจันทร์ ท่านไม่ได้นำมาเขียนถึงในบทที่แล้วไงครับ......

...................................

อักขระมนต์ คือ รหัสยะอักขระ(กุญแจ) ที่จะไขเข้าสู่พลังงานรอบข้าง(จะเป็นพลังอะไรก็แล้วแต่...!)ที่บุคคลคนนั้น ได้โอมอ่าน หรือสวดท่องออกจากปากแล้ว สามารถอธิษฐานนำเอาพลังงานที่อยู่รอบข้างมาสร้างสภาวะใด สภาวะหนึ่งให้เป็นไปตามปรารถนา มากน้อย ตามแต่อักขระมนต์ และผู้นั้นจะเข้าถึงสภาวะนั้น ในขณะนั้น จะโน้มนำให้เป็นไปได้

บางคนสามารถเปลี่ยนธาตุสี่ให้เป็นไปตามปรารถนา(คือแปลงร่างได้)...บางคนถึงขนาดเปลี่ยนแปลงมิติที่อยู่รอบข้างให้เป็นมิติอื่น (คือ หายตัวได้ เหาะได้ ดำดินได้)...ซึ่งเกินที่มนุษย์ธรรมดาจะทำให้เป็นไปได้...แต่คนที่มีพลังจิตสูง (คือ ถึงแม้ไม่มีมนต์ใช้อำนาจสมาธิล้วน ๆ (พลังจิต)ก็อาจบันดาลได้ตามปรารถนา)...แต่บางคนอาจต้องอ่านมนต์ ท่องคาถาเพื่อเปิดประตูมิตินำเอาพลังงานอื่นมาเสริม.

เดิม เมื่อยังไม่มีคนค้นพบ ก็ไม่มีอะไร แต่ถ้ามีคนค้นพบ ด้วยความกดดันบีบคั้น ด้วยการแสวงหา หรือด้วยการบำเพ็ญสมาธิขั้นสูงแล้วพบเข้า...

เช่น พรานป่าโดนสัตว์ป่าทำร้าย ขณะที่จะสลบ เกิดนึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วรอดมาได้ สิ่งนั้นก็จะเป็นมนต์ แต่เป็นมนต์ข้างต่ำ

นักบวชที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ บำเพ็ญสมาธิ แล้วพบรหัสยะอักขระเข้า อักขระนั้นก็จะเป็นอักขระมนต์ (ไสยดำ มนต์ดำ).

หรือนักบวช ผู้มีจิตปราศจากกิเลส สรรเสริญคุณของศาสดาของตนอยู่ มีจิตสงบ เข้าถึงพลังงานใด อักขระนั้น ก็จะเป็นอักขระมนต์(ไสยขาว มนต์ขาว).

ทำไม?....

นี่แหละครับ...ที่จะบอก เมื่อบุคคลผู้เข้าถึงภาวะแบบนี้(ในศาสนาพราหมณ์ หรือ รหัสยะลัทธิทั้งหลาย)...สิ้นชีพไป ท่านทั้งหลายก็จะเป็นอาจารย์ต้นมนต์(ปรมาจารย์) ที่จะคอยส่งพลังงานให้ลูกศิษย์ ที่นำเอามนต์ไปใช้ ให้เกิดความขลัง หรือศักดิ์สิทธิ์ คนที่เป็นศิษย์จึงต้องเซ่นสรวง บูชาแด่บุรพาจารย์ จะด้วยเนื้อ เลือด หรือข้าวตอก ขนม ข้าวต้ม ดอกไม้.....

หรือด้วยของที่คิดว่าเหมาะแก่ผู้มีศีลสะอาด เช่น ของหอม ธูป เทียน ดอกไม้ก็แล้วแต่ที่บุรพาจารย์สั่งไว้.

ยังไง?.....

คนที่จะเรียนไสยศาสตร์ จะรู้กันโดยทั่วไปว่า จะมีข้อห้ามกำกับไว้เสมอ เมื่อเวลาเรียนมนต์กับอาจารย์ (ไสยดำ ไม่ใช่ไสยขาว) และห้ามเป็นคำขาด ห้ามล่วงละเมิดตลอดชีวิต (เช่น ห้ามด่าพ่อ แม่คนอื่น, ห้ามเป็นชู้ผิดลูก ผิดเมียคนอื่น ฯลฯ) ถ้าล่วงละเมิด นอกจากจะทำให้มนต์สิ้นความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังจะทำให้มนต์นั้น เข้าตัว กลับมาทำร้ายตัวเอง อย่างดีก็คลุ้มคลั่ง เสียสติ หลง ๆ ลืม ๆ.

#อย่างกลาง กลายเป็น "ผีโพง" ครึ่งคน ครึ่งผี มีภาวะที่กลืนไม่เข้า คลายไม่ออก เช่นที่เขียนถึง.

อย่างร้าย โดนต้นมนต์เข้าสิงจนกลายเป็น "ผีปอบ" ซึ่งทางอีสาน ถือว่าร้ายแรงที่สุด.

#และนี่คือที่มาของ "ผีโพง" ทางอีสาน.

...............................

คนโบราณ มักจะมีคาถา อาคม มีมนต์ป้องกันตัวทุกคน เพราะต้องเดินทางผ่านป่าดง ด้วยการเดินเท้า...มีมาก มีน้อย แล้วแต่ความจำเป็นและวิริยะอุตสาหะ ถ้าใครรู้ตัวว่ารักษาไม่ได้ ก็ไปคืนมนต์กับอาจารย์ ก็จบไป ไม่มีอะไร....

แต่รักษาไม่ได้ ละเมิดข้อห้าม ก็กลายเป็น "ผีโพง" ไป

และ ผีโพงนี้ มีฤทธิ์สะกดจิตตามที่เขียนมาแล้ว.

ฟังเรื่องเล่านะครับ.......

ผีโพง จะออกหากินตอนกลางคืน โดยมากจะเป็นคืนข้างแรม ที่เรียกกันว่าเดือนมืด เวลาที่ออกหากินคือหลังเที่ยงคืนไปแล้ว เมื่อแน่ใจว่าทุกคน ทุกบ้านเข้านอนกันหมดแล้ว โดยเว้นระยะ 7 วัน 15 วัน (บางคนเฒ่าเล่าว่า ไม่มีระยะเวลาแน่นอน)...หญิงที่เป็นผีโพงนั้น เมื่อถึงเวลาแล้วก็จะทนอยู่ไม่ได้ต้องออกไปหากิน

แม้สาวผีโพงที่นั่งคุยกับคนรักอยู่ เมื่อถึงเวลาและคนรักเผลอ ก็จะเอาคนโท หรือหมอน เป็นต้น มาตั้งแล้วเอาผ้าคลุมสะกดจิตให้เห็นเป็นตนเอง แล้วก็ออกไปหากิน

ผีโพงที่นอนอยู่กับสามี ก็จะเอาเสื่อ เอาหมอนมาพรางแทนตน แล้วออกไปหากินเสมอ เมื่อจะให้มีแสงที่จมูก ผีโพงจะเอาจมูกถูกับหัวบันได 3 ครั้ง ถูกับลูกบันได 3 ครั้ง และถูกับเสาบันได 3 ครั้ง (บ้างก็ว่าถูกับเสาเรือน)...พอมีแสงแล้ว ก็จะออกไปหากินตามทุ่งนา ฤดูที่ออกหากินบ่อย คือ ฤดูฝน โดยเฉพาะคืนที่ฝนตกปรอย ๆ.

หนุ่มห้าวคนหนึ่ง กลางดึกไปหาปลา เห็นแสงไฟวูบวาบ ก็รู้ว่าเป็นผีโพง...เดินเข้าไปดู...เห็นว่าเป็นผีสาว จึงขู่ว่าต้องยอมให้ตัวเองร่วมเพศด้วย หากไม่ยอม จะเอาเรื่องที่สาวนั้นเป็นผีโพง ไปบอกแก่คนอื่น.

ผีโพงสาว ก็ต้องยอมตาม...

เมื่อหนุ่มห้าว ทำตามใจตัวเองเสร็จ ก็กลับบ้าน ไปอาบน้ำนอนด้วยความสุขใจ.

พอรุ่งขึ้น ก็อยากไปดูที่เกิดเหตุเพื่อย้ำความอิ่มเอมใจ พบว่าริมคันนาที่ตนเองร่วมเพศกับผีโพงสาว มีร่องรอยเตียนราบ...และรูปูข้างคันนาเนียนเรียบและเป็นมันผิดปกติ....

???????????????????

โดนผีโพงสาว สะกดจิตให้ฟัดกับรูปูที่ข้างคันนาเสียแล้ว.........

Chote Vanhakij
17 กรกฎาคม 2560 เวลา 21:18 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1881936498793960&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 15 "ผีโพง 4"

คนที่ชอบเรื่องป่า ก็อดใจรอหน่อยนะครับ ข้อมูลเรื่องเล่าที่จดจำมาจากคนเฒ่าครั้งกระโน้นมันเยอะแยะ พอเขียนเรื่องนี้ ก็นึกถึงเรื่องโน้น ความทรงจำผุดออกมาได้เรื่อย ๆ เหมือนกับได้ทบทวนความจำ ที่มันแทบจะฝังกับอดีตไปแล้ว เพราะว่าจากถิ่นนั้นมาเสียนาน 20 ปี...ถึงได้กลับไปถิ่นเกิด.

การเป็นเด็กอยู่บ้านป่า ที่มีภูเขาสูงล้อมรอบทุกด้าน มีทางออกจากหมู่บ้าน แค่สอง สามทาง ซึ่งก็เป็นเพียงทางดินลูกรังที่เอารถแทรกเตอร์ไถหน้าดินให้เตียน แล้วก็ใช้สัญจรไปมานั้น...มันแทบจะเรียกไม่ได้ว่าถนน เพราะถ้าเส้นทางนั้นไม่มีการไถเบิก หรือซ่อมทำแค่ปีเดียว กอไผ่หรือไม้ใหญ่ก็งอกกิ่งก้านสานกัน จนถ้ามองจากทางอากาศจะไม่รู้เลยว่าข้างล่างเป็นถนน ถ้าไม่สังเกตุจากพื้นที่ที่มองเห็นเส้นทางเป็นช่วง ๆ

ช่วงที่ผมเกิดจนจำความอะไรได้แล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เห็นเทคโนโลยียุคปัจจุบัน หรือเรื่องอะไรที่มันล้ำหน้าหรอกนะครับ...ก็มีให้เห็นอยู่.

คือตั้งแต่ปี พ.ศ.2498 มีสงครามทางประเทศลาว เรื่องความแตกต่างทางลัทธิการปกครองระหว่างลัทธิสังคมนิยม(คอมมิวนิสต์)...และประชาธิปไตย เกิดรบกันมานานแล้ว โดยฝั่งประชาธิปไตยได้รับการสนับสนุนจากชาติมหาอำนาจ...และมีทหารนิรนามจากไทย เข้าไปช่วยรบกับทางฝั่งโน้นหลายกองพัน...ก็ขอไม่เล่ารายละเอียดนะครับ ถ้าเกี่ยวพันด้านเรื่องเล่าจริง ๆ ถึงจะนำเอามาเล่า.

ที่นำเอามาเล่าเพราะอะไร?.

เพราะแม้จะเป็นเด็กบ้านนอกคอกนา แต่บนฟ้าก็ยังเคยเห็นเครื่องบินไอพ่นบินลัดฟ้าจากทางตะวันตกเฉียงใต้ จนเห็นสายหมอกเมฆข้างบน โดนไอพ่นแหวกเป็นเส้นตรงสีขาว พร้องเสียงคำรามกระหึ่มบนฟ้าบ่อย ๆ เพื่อบินไปทิ้งระเบิดในลาวตอนเหนือ เฮลิคอปเตอร์เอย...! เครื่องบินโจมตี ทิ้งระเบิดอย่าง โอวี-10 เอย...! ก็พอจะคุ้นตา และรู้จักประมาณนั้น.

แต่ก็อยู่บนฟ้าละครับ และพื้นที่ที่เขารบกัน ก็อยู่ห่างไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตร จนไม่มีผลกระทบกับดินแดนแถบนี้...และนั่นแหละครับ แม้จะรู้และเห็นเครื่องบิน บินบนฟ้า แต่ข้างล่างทางภาคพื้นดิน ก็ยังเป็นป่าดง เขาสูง ไม้ใหญ่ สัตว์ป่าเยอะแยะ.

เกิดเป็นลูกชาวบ้าน ชาวนา เฮ็ดไห่ เฮ็ดนา สมัยที่ยังเดินทางไม่ได้ไกล ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีเครื่องปรุงแต่งความสุขอะไร ความต้องการอะไร ก็ดูเหมือนไม่ยุ่งยากมากมายเหมือนเด็กสมัยนี้ โตหน่อย...! เด็กผู้ชาย มีหนังสะติ๊กห้อยคออันหนึ่ง ลูกหินในกระเป๋ากางเกง ห้า หกลูก ก็เที่ยวเล่นรอบหมู่บ้านได้ยันค่ำ...!

ไล่ยิงนก ไล่ยิงหนู ตามเรื่องไป.

เล่นซ่อนหา ปั้นดิน ปั้นหม้อ เก็บผัก.

เดินรวมกลุ่มเก็บหมากหวด เก็บพุทราป่า ที่พอหาได้.

ฝนตกก็เล่นน้ำกลางสายฝน.

หน้าฝน หน้าแล้ง ก็มีที่เล่นกัน ทุ่งนา ฟ้ากว้าง สันเขาลิบ ๆ หนองน้ำขี้โคลน เก็บปลาประมาณนั้น....

ผู้คนเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ น้ำใจงดงาม...!

เฮ้อ........คิดถึงอดีตที่ไม่อาจหวนกลับ.

.........................................

เข้าเรื่องผีโพงดีกว่า...........

สารานุกรมวัฒนธรรมไทยทางภาคเหนือ เล่าถึงผีโพงอีกชนิดหนึ่งว่า...มีผีโพงอีกอย่าง ค่อนข้างจะน่ากลัว และดุร้าย ไม่เป็นมิตร และไม่อยู่เป็นครึ่งคน ครึ่งผีอย่างผีโพงธรรมดาว่า..."ผีโพงดง".

และว่า เป็นผีโพงอีกชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ตามชายดง หรือชายป่า ทั้งนี้ปรากฏชื่อผีโพงดงหลายครั้งในวรรณกรรมโดยเฉพาะในบทพรรณนา ในพิธีเรียกขวัญ(ซึ่งทางเหนือและอีสานเชื่อว่า ขวัญคือวิญญาณของตัวคนผู้นั้น) เช่น เชิญว่า ขอเชิญขวัญให้กลับมาอยู่กับเนื้อ กับตัว อย่าไปหลงระเริงเล่นอยู่ในป่าเป็นเพื่อนกับผีโพงดง เป็นต้น.

ผีโพงดงอาศัยอยู่ และหากินตามชายดงหรือชายป่า ดวงไฟที่ลุกจากจมูกของผีนี้ มีสีเหมือนดวงไฟจากคบไต้ บางครั้งจะมีสะเก็ดไฟร่วงพราว จากสะเก็ดไฟดวงใหญ่ และบางครั้งดวงไฟจะแยกออกเป็นสองดวง ลอยฉวัดเฉวียนแล้วกลับมารวมกันใหม่ ลักษณะเช่นนี้ ทำให้ผู้ผ่านบริเวณนั้น เห็นเข้าแล้วหวาดกลัว โดยเฉพาะแม่ค้าโบราณที่หาบของไปขายเวลาเช้ามืด.

เคยมีเรื่องเล่าว่า มีผู้พยายามต่อสู้กับผีโพงดง โดยถอดเสื้อของตนออก แล้วเสกคาถาใส่เสื้อตัวนั้น และพันเสื้อตัวนั้นกับคบเพลิงแล้วจุดไฟ พร้อมกับเสกคาถาเพื่อปราบผีโพงดง แต่คงพ่ายแพ้ และไม่อาจชนะได้ ก็มักจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ผีโพงดงนี้ บางท่านเรียกว่าผีหัวไฟ.

ผีสือกับผีโพง เป็นเพื่อนร่วมทุกข์แก่กัน เป็นแนวร่วมหรือพันธมิตรกัน จึงไม่มีเรื่องราวระหองระแหง รบพุ่งฆ่าฟันระหว่างผี สำรวจดูในวรรณกรรมพื้นบ้านก็ยังไม่พบว่ามีผู้ใดเขียนถึงผีสือและผีโพงรบพุ่งกัน

บางครั้งผีสือ ผีโพงก็ร่วมทางแห่งทุกข์ไปหากินกบเขียด และของเน่าเหม็นตามกรรมวิบากแห่งเขา แต่ส่วนมากเขาจะไปเดี่ยว ๆ ตัวใครตัวมัน เขาจะกินแต่สิ่งปฏิกูลพึงรังเกียจ สำหรับคนปกติอย่างเรา เช่น กินเมือกและคาวจากกบ เขียด กินเสลดที่คนบ้วนทิ้ง(คนโบราณจะห้ามลูกหลานว่าอย่าขากเสลดบ้วนน้ำลายเรี่ยราด ผีสือจะมาเลีย)กินเสร็จแล้ว เขามักไปเช็ดปากฝากไว้เป็นดวงที่ผ้าที่ผู้คนเขาตากไว้ค้างคืน(โบราณจึงห้ามตากผ้าค้างคืน...(เชื้อรา) ท่านว่าผีสือจะมาเช็ด).

บางทีเขาจะไปเลียกินเลือดคั่ง เลือดค้างของแม่ที่เพิ่งคลอดลูกใหม่ ๆ (ไม่ใช่ไปเลียคาตัวนะ) แต่มันจะเลียตามร่องฟาก หรือตรงดินใต้ถุนที่แม่เกิดใหม่นอน หรือเลียผ้าคราบ ผ้าปูที่เอาให้แม่เด็กเกิดใหม่รองนอน คนโบราณจะจู้จี้พิถีพิถันมากเรื่องนี้(คงเพราะหาสารซักฟอก และสารซักล้างลำบากในสมัยนั้น) #แม่ช่างหรือหมอตำแย จะกำชับกำชาเป็นพิเศษว่าผ้าคราบ ผ้าปูอย่าสักแต่ว่าซัก ต้องขยี้คราบเลือดทุกตารางนิ้ว ต้องตากแดดให้แห้งสนิทจนได้กลิ่นแดดจากเนื้อผ้า.

ใครซักหรือ?....... แม่ลูกอ่อนนอนกระดานไฟใช่ไหม?

ไม่ใช่...ก็เพิ่งเบ่งลมกัมชวาตจนหน้าดำ หน้าแดงอยู่หยก ๆ ระดมเรี่ยวแรงทั้งตัว เบ่งให้ก้อนเนื้อหนักร่วมสามกิโลกรัมผ่านช่องคลอด จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหน ลุกไปซักผ้าให้ตัวเอง

คนซักผ้าเลือดและผ้าขี้ ผ้าเยี่ยวทั้งหลาย หากไม่ใช่น้องสาวก็เป็นแม่ของหญิงเพิ่งคลอดนางนั้น...ซึ่งไม่ใช่ขี้เยี่ยวของแม่ลูกอ่อนนางนั้นหรอก แต่เป็นของลูกน้อยที่เพิ่งเกิด.

นี่คงเป็นสาเหตุที่คนไทย แต่งเอาลูกเขยเข้าบ้าน เพราะหากแต่งเอาสะใภ้เข้าบ้าน แม่ผัวหรือน้องผัวคงไม่ทำหน้าที่นี้แน่ ๆ

เหม็นจะตาย เลือดเน่า เลือดเสียคั่งค้าง.

น่ารังเกียจจะตาย อุจจาระและปัสสาวะของคนอื่น แม้จะเป็นเด็กน้อย ๆ ร้องอุแว้ ๆ ก็เถอะ เคยถามแม่ละอ่อน นอนไฟ เธอตอบว่าส่วนมากจะเป็นแม่...เพราะน้องสาว ยังเป็นสาวมักแหนงหน่ายขี้เดียดเกลียดชังของเน่าเหม็น ต่อเมื่อเลือดคั่งค้าง น้ำคาวปลาหมดไปแล้ว น้องสาวก็อาจมารับหน้าที่ต่อไปจากแม่.

#แม่นี้หนอไม่ว่าแม่ใคร ช่างยิ่งใหญ่แท้ ๆ

#ความรักของแม่ที่มีต่อลูกอยู่เหนือความรังเกียจขยะแขยงใด ๆ

ขอนำสำนวนของ อ.มาลา คำจันทร์...มาเล่าฝากไว้ครับก่อนจบเรื่อง "ผีโพง" ท่านเล่าว่า มีเรื่องเล่าจากย่า เคยเล่าไว้ ใน #เรื่องเล่าจากดงลึก...

กระสือมีลูกอ่อนวัยกินนม ถึงเวลาที่นางต้องออกไปหากินคาวกบคาวเขียด นางจะละลูกน้อยไว้บนเรือนก็กลัวลูกร้อง ผัวจะตื่น แล้วผัวจะรู้ความจริงว่านางเป็นกระสือ นางจึงอุ้มลูกแนบอกไปหากินด้วย พอลูกหลับ นางก็เอาลูกซุกไว้ใต้ครุตีข้าวใบโตคล้ายงอบ (ดูภาพประกอบข้างล่างครับ)...

ครุใบใหญ่มาก เขาเอาครอบดิน แต่เผยอปากด้านหนึ่งพ้นดิน สูงสักศอก นางเสือกลูกไว้ใต้ครุแล้ว ก็ออกไปหากินตามบุรพกรรม ที่เคยทำมาแต่ปางก่อน.

นางกินจนอิ่มซึ่งอาหารที่เป็นของตัวแล้ว ก็กลับมาหาลูก ปรากฏว่าปากครุที่เขาเผยอไว้มันหับลงมา ลูกนางอยู่ในครุก็ร้องไห้ นางเองจะเปิดปากครุเพียงลำพังก็เกินแรง เกินกำลัง นางจึงไปขอแรงผู้ชายตีข้าวที่นอนค้างกลางนาให้มาช่วยยกครุ เขารู้ว่านางเป็นผีสือ นางจะอายุสั้น แต่นางก็ยอม.

#นางยอมอายุสั้น เพื่อแลกกับความสวัสดีของลูกน้อยที่โดนครุหับขัง.

#ความรักของแม่แม้จะครึ่งคนครึ่งผี ก็ช่างยิ่งใหญ่แท้

Chote Vanhakij
20 กรกฎาคม 2560 เวลา 18:15 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1883781261942817&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 16 "เรื่องแทรก" "เรื่องประหลาด" "หินเจ้าที่"

"หินเจ้าที่"

คนงานไทยที่มาเข้ามาทำงานในสิงคโปร์ส่วนใหญ่มาจากชนบท ส่วนมากไม่รู้ภาษาอังกฤษหรือรู้แบบงู ๆ ปลา ๆ พวกเขาชอบดื่มเหล้า พอเมาเข้าไปแล้วมักมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันเสมอ และบางครั้งการทะเลาะนำไปสู่การเสียเลือดเนื้อหรือแม้กระทั่งชีวิต.

ผมมีอาชีพขับรถบูลโดเซอร์ ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับคนงานไทยเมื่อตอนผมถูกส่งเข้าไปทำงานเคลียร์พื้นที่และปรับหน้าดินในเขตพัฒนาที่ดิน

ที่ดินแปลงนั้น มีต้นมะม่วงใหญ่ต้นหนึ่ง ใต้ต้นมีศาลพระภูมิ พื้นที่ทั้งหมดถูกรถแทร็กเตอร์ไถราบหมดแล้ว เหลือเพียงโคกดินตรงกลางที่มีต้นมะม่วงแผ่กิ่งก้านปกคลุมให้ร่มเงาแก่ศาลพระภูมิ

คนงานคนก่อน พยายามใช้รถบูลโดเซอร์ไถโคกและดันต้นมะม่วงให้โค่น แต่ไม่สำเร็จ แถมตัวเองหวุดหวิดจะเสียชีวิตเนื่องจากรถบูลโดเซอร์พลิกคว่ำถึงสองครั้ง สองหน เลยไม่ยอมทำอะไรกับโคกตรงนั้นอีก เขาแจ้งเรื่องนี้กับหัวหน้างาน และมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง จนท้ายที่สุดเขาขอลาออก และผมก็ถูกจ้างเข้าไปแทน

วันแรกที่ผมเริ่มทำงาน คนงานไทยมองผมอย่างระแวงสงสัย และจับกลุ่มซุบซิบกันพักหนึ่ง มีคนงานไทยคนหนึ่งเดินเข้ามาหาผม ด้วยภาษาอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่น เขาเล่าเรื่องของคนงานขับรถบูลโดเซอร์คนก่อนให้ผมฟัง เขาว่าหัวหน้าไซต์เคยได้ไปนิมนต์พระท้องถิ่นมาทำพิธีเซ่นไหว้ ขอขมาลาโทษพระภูมิเจ้าที่ที่เรากำลังทำงานอยู่ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่คนงาน เขาทำสีหน้ายิ้มเยาะ ก่อนจะกล่าวตอนท้ายว่า การอัญเชิญพระภูมิเจ้าที่ออกไปอยู่ที่อื่น ไม่ใช่นึกจะย้ายก็ย้ายไปดื้อ ๆ ต้องมีการอัญเชิญอย่างถูกต้อง.

และมีแต่พระสงฆ์ไทยเท่านั้นที่ทำได้....

แต่มันเป็นวันแรกของการทำงานของผม ผมจึงตั้งใจลุยงานเต็มที่โดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผีสางเทวดาหรือเจ้าที่ เจ้าทางหรือไม่ก็ตาม หลังจากหัวหน้าคุมงานเอาศาลพระภูมิออกแล้ว ผมก็ขับเจ้าบูลโดเซอร์ดันต้นมะม่วงยักษ์โค่นล้มลง แล้วจึงไถเนินดินเสียราบเรียบ มีหินก้อนหนึ่งหนักประมาณ 500 กิโลกรัม ผุดขึ้นมาจากตรงบริเวณที่เป็นโคก ผมจึงเอารถไถดันออกไปไว้ที่ขอบพื้นที่โล่ง รอให้รถบรรทุกมาขนเอาไปทิ้ง

วันรุ่งขึ้น เมื่อผมมาลงเวลาทำงาน ผมสังเกตเห็นคนงานไทยในโรงอาหารคุยกันด้วยท่าทีตื่นเต้น สองสามคนชี้มือ ชี้ไม้ไปยังจุดที่เคยเป็นเนินดิน ผมมองตามไปก็แทบไม่เชื่อสายตา หินก้อนที่เมื่อวานผมเอารถ ดันมันไปไว้ที่ขอบพื้นที่โล่ง...บัดนี้มันกลับมาตั้งอยู่ตรงจุดที่เคยเป็นโคกและมีศาลพระภูมิ

หินไม่น่าจะกลิ้งไปที่ตรงนั้นได้เอง เป็นไปไม่ได้...! โดยเฉพาะบนพื้นที่ราบ ผมนึกสงสัยคนงานไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าคนที่เคยบอกผมว่า...มีแต่พระไทยเท่านั้น ที่ทำพิธีอัญเชิญเจ้าที่ได้ เขาจะต้องขบคิดกับพรรคพวกของเขาช่วยกันเอาหินก้อนนั้นไปตั้งไว้ที่เดิม เพื่อแสดงให้เห็นอิทธิฤทธิ์ของเจ้าที่ อันมีแต่พระไทยเท่านั้น จะจัดการได้ หรือไม่ก็เป็นการกลั่นแกล้งผม หรือเพียงแต่เล่นตลกร้าย.

แต่...ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตาม มันทำลายตารางเวลาการทำงานของเรา และขวัญกำลังใจของคนงานทั้งหมด...!

หัวหน้าคนงานสั่งรถบรรทุกคันหนึ่งมาทันที ผมถูกเรียกตัวให้เอารถไปยกก้อนหินใส่รถบรรทุก ก้อนหินเมื่อยกใส่กระบะรถบรรทุกแล้ว ก็ใช้เชือกผูกมัดอย่างแน่นหนา กันกลิ้งตก คนงานคนหนึ่งบอกคนขับให้เอาไปทิ้งในไซต์งานอีกที่ ที่กำลังถมที่

รถบรรทุกเคลื่อนออกจากที่ พอเลี้ยวโค้งลับสายตา พวกเราก็ได้ยินเสียงโครมครามสนั่นหวั่นไหว ปรากฏว่ารถคันนั้นลื่นไถล ตกลงไปจากเนินลาด ริมไหล่ถนนด้านซ้าย สูงประมาณ 30 เมตร รถพลิกกลับตั้งหลังคาขึ้น คนขับกระเด็นออกไปไกลจากตัวรถประมาณ 10 เมตร โดยมีหินก้อนนั้นทับคาอยู่ บนหน้าอกจนแหลกเละ...เขาตายคาที่.

เจ้าหน้าที่ตำรวจ มาสอบปากคำพวกเราสอง สามคน พร้อมกับถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุอย่างละเอียด ทุกแง่ ทุกมุม.

หินก้อนนั้น ไม่สามารถใช้แรงคนกลิ้งออกจากหน้าอกคนตายได้ ตำรวจจึงใช้เชือกมัดก้อนหิน เอาปลายเชือกอีกด้านผูกกันชนรถสายตรวจ ลากก้อนหินออกมาวางไว้ใกล้กับศพ จากนั้นก็ถ่ายรูปก้อนกินแยกจากศพโดยละเอียด แล้วก็ปักเสาเอาเชือกล้อมวงที่เกิดเหตุ พลางกำชับหัวหน้าคุมงาน ให้บอกทุกคนอย่าเข้ามาทำอะไรในบริเวณที่ล้อมวงไว้โดยเด็ดขาด ตำรวจทิ้งสถานที่เกิดเหตุไว้ในสภาพนั้น จนกระทั่งรถบรรทุกศพของตำรวจมาถึง

ความสลดหดหู่แผ่คลุมไปทั่ว คนงานปฏิเสธที่จะเข้าไปใกล้บริเวณที่เคยเป็นโคกหิน และเป็นที่ตั้งของศาลพระภูมิ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด พวกคนงานคอยเหลียวหน้า เหลียวหลังอยู่บ่อย ๆ ...

ราวกับระแวด ระวังอำนาจลึกลับที่คอยจ้องเล่นงานอยู่ข้างหลัง....!

เช้าวันรุ่งขึ้น...ก้อนหินหายไป...

มันไม่อยู่ตรงที่รถคว่ำ...!!!

คนงานไทยคนหนึ่งท่าทางหวาดผวา เขาพูดอังกฤษแบบกระท่อน กระแท่น บอกพวกเราว่า เขาเดินไปที่สำนักงานของไซต์ ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงอาหาร เห็นหินก้อนนั้น ตั้งอยู่ที่ที่เคยเป็นโคกดิน เขาประกาศความตั้งใจว่าจะลาออก และไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ ถ้าไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค เขาจะเก็บข้าวของไปเสียแต่เช้าวันนี้เลย...!

ไม่นานต่อมา รถตำรวจคันหนึ่ง ตามด้วยรถไม่มีเครื่องหมายอีก 2 คัน ก็มาถึง พร้อมกับนายตำรวจระดับสูงอีกหลายคน ช่างภาพของตำรวจได้เอารูปที่เขาถ่ายไว้ตรงสถานที่เกิดอุบัติเหตุรถคว่ำเมื่อวาน มาให้พวกเราดู...ปรากฏว่า ไม่มีรูปก้อนหินอยู่ในภาพถ่ายเหล่านั้นเลย แม้แต่ภาพเดียว

เมื่อรู้จากพวกเราว่า หินก้อนนั้นไม่ได้อยู่ตรงที่ตำรวจทิ้งไว้แล้ว โดยที่พวกเราไม่มีใครไปแตะต้อง...!

ตำรวจยิ่งงงหนักขึ้นไปอีก...

เจ้าหน้าที่พานายตำรวจชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ไปดูสถานที่เกิดเหตุ ชี้ให้ดูจุดที่รถบรรทุกลื่นจากไหล่ถนน จุดที่รถตกลงไปข้างล่าง และรายงานถึงตอนที่พวกเขาเอารถสายตรวจ ลากก้อนหินออกจากหน้าอกของศพคนขับรถบรรทุก

นายตำรวจ เช่นเดียวกับตัวผม ตั้งข้อสงสัยตรงกันว่า การที่ก้อนหินย้ายที่ได้นั้น อาจเป็นการเล่นพิเรนของใครสักคน โดยใช้รถปิคอัพมาขนเอาไป...แต่หินก้อนนั้นหนักมาก ไม่น่าที่แรงคนจะยกขึ้นรถได้ ขนาดตำรวจห้าคน ช่วยกันเอาออกจากอกคนตายยังผลักมันไม่เขยื้อน...!

ตำรวจ ตรวจบริเวณโดยรอบอย่างละเอียด ก็ไม่พบร่องรอยว่ามีการกลิ้งก้อนหินไปจากจุดที่ตำรวจลากออกจากศพ แล้วทิ้งไว้.

บ่ายวันนั้น พวกเราเลิกงานเร็วกว่าปกติครึ่งชั่วโมง ผมแวะไปที่โรงอาหาร เพื่อจะหาเบียร์เย็น ๆ ดื่ม สักเหยือกก่อนกลับบ้าน มีคนงานไทยกลุ่มหนึ่งอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว คนที่แนะนำให้หาพระไทยมาทำพิธี ก็อยู่ที่นั่นด้วย...!

พอเห็นหน้าเขา ผมเกิดอารมณ์ฉุนกึกขึ้นมาทันที ผมตะโกนด่าเขา ว่าเป็นคนสร้างสถานการณ์ขึ้นเพื่อ #ต้องการให้จ้างพระไทยมาทำพิธีล้างอาถรรพ์.

เขาตะโกนตอบผมเป็นภาษาไทยด้วยอารมณ์โกรธเช่นกัน ผมเดินเข้าไปหาเขาที่โต๊ะ และง้างหมัดตะบันใส่หน้าเขาเต็มเหนี่ยวโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง เขาล้มคว่ำลงไปที่พื้นก่อนจะลุกขึ้นมาช้า ๆ พลางใช้แขนเสื้อคอกลมเช็ดเลือดที่มุมปาก แล้วหันเดินเข้าไปในครัวอย่างสงบ.

อึดใจต่อมา...! ผมเห็นเขาโผนออกจากครัวพร้อมด้วยมีดหั่นเนื้อเล่มเขื่องในมือขวา สับตีนโลดลิ่วตรงมาที่ผม แต่ก่อนที่เขาจะเข้าถึงตัว ผมก็กระโจนขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้อยู่ใกล้ ๆ แล้วบิดควันตลบเผ่นออกไปจากที่นั่นอย่างไม่คิดชีวิต.

หัวหน้าไซต์งานเห็นเหตุการณ์โดยตลอด แต่เขาก็ไม่ได้เข้ามาห้ามปรามหรือขัดขวาง

วันรุ่งขึ้น เมื่อผมมาทำงาน ผมระวังตัวเต็มที่ ในโรงอาหารไม่มีคนเลย ยิ่งเพิ่มความกลัวว่าจะถูกทำร้ายมากขึ้น.....

แต่ตรงจุดที่เคยมีโคกและศาลพระภูมิ ท่ามกลางกลุ่มคนงานไทยที่ไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น...ผมแลเห็นจีวรสีเหลืองอร่ามของพระไทยรูปหนึ่ง...

ท่านคงมาทำพิธี...........พิธีล้างอาถรรพ์ หรือถอดถอนอะไรสักอย่าง.

ครู่หนึ่งต่อมา หัวหน้าไซต์งานก็ขับรถพาพระรูปนั้นกลับออกไป พวกคนงานไทยเดินมาที่โรงอาหาร พูดคุยเสียงดัง พร้อมตะโกนสั่งอาหาร คนที่มีเรื่องกับผม เขาไม่ยอมหันมามองทางผมเลย.

และผมมารู้ทีหลัง ว่าเขาชื่อไสว.

เพื่อนร่วมงานชาวสิงคโปร์คนหนึ่ง เล่าให้ผมฟังว่า หัวหน้าไซต์งานได้ไปรับพระไทย มาตั้งแต่เช้ามืด พระได้สวดทำพิธีเป็นเวลากว่าชั่วโมง ก่อนจะประกาศว่าต่อไปนี้ จะไม่มีเหตุร้ายใด ๆ เกิดขึ้นอีกแล้ว หลังจากทำพิธีเสร็จ พระได้เข้าไปดันก้อนหินโดยมีหัวหน้าไซต์งานช่วย ปรากฎว่ามันพลิกกลิ้งไปอย่างง่ายดาย เหมือนไร้น้ำหนัก.

งานชิ้นแรกสำหรับผมในเช้าวันนั้น คือ ยกก้อนหินใส่รถปิคอัพ หลังจากตำรวจกลับไปแล้ว และอนุญาตให้เอาก้อนหินไปทิ้งได้

ทุกอย่างดำเนินไปด้วยความราบรื่น พวกคนงานก็ดูชื่นบานกันถ้วนหน้า ผมเดินเข้าไปหาไสวและขอโทษเขา...

หลังเลิกงาน ผมซื้อเบียร์เลี้ยงเขา สองสามขวดเป็นการแสดงความเสียใจในการกระทำของผมเมื่อเย็นวาน.

จากเรื่อง The Rolling Rock.
โดย........Tan Hack Chye.
แปลโดย "พัฒน์วิภา"....ลง ต่วย'ตูน พิเศษ.
ฉบับ พฤศจิกายน 2543.

Chote Vanhakij
21 กรกฎาคม 2560 เวลา 20:46 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1884495545204722&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 17 "เรื่องประหลาด" "อาฏานาฏิยปริตตสูตร"

"อาฏานาฏิยปริตตสูตร"

เรื่องนี้ ผมคิดอยู่หลายรอบ ว่าจะนำมาเขียนดีหรือไม่ เพราะถ้าคนอ่านมีอคติในหลายเรื่อง คนอ่านคนนั้นก็จะตกเข้าไปสู่อคติ, มิจฉาทิฏฐิ (ความไม่รู้ และเข้าใจผิดไปทางอื่น)...แต่ก็บอกแล้วแต่ต้นว่า ไม่ได้เขียนโดยมุ่งหมายจะให้เข้าใจอะไรไปทางไหน แต่เขียนเพื่ออยากบันทึกความทรงจำ และความงดงามของชีวิตเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว โดยผ่านความทรงจำและมุมมองของคนคนหนึ่ง ไว้ให้ลูกหลานอ่าน...!

แม้ผู้นับถือและเชื่อมั่นในทางนี้ อ่านแล้ว...! ก็อาจตกเข้าไปสู่ความงมงาย นับถือไปทางผิด ๆ จนละเลยหลักการที่แท้จริงของศาสนาพุทธที่เน้นความเป็นอยู่ในชีวิตปัจจุบันภพ ให้มีความสุขตามอัตภาพโดยไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและคนอื่นให้เดือดร้อน ด้วยหลักธรรมที่พุทธองค์ตรัสบอกไว้.

ก็นะ....เมื่อบอกกันชัดแจ้งขนาดนี้แล้ว...!!!

ยังอ่านแบบไม่มีสติปัญญาประกอบเหตุ ผลนำมาเทียบเคียงข้อเขียน ก็ไม่รู้จะพูด จะบอกกันให้รู้ และคิดต่อไปในทางที่มีเหตุ ผลได้อย่างไร?

ปี พ.ศ.2537 นับถึงปีปัจจุบัน พ.ศ.2560 ก็ 20 กว่าปีเข้าไปแล้ว ขณะนั้น ผมยังบวชเป็นพระภิกษุ อายุ 26 พรรษา 5 เป็นเปรียญธรรม 5 ประโยค....จำวัดที่วัดแห่งหนึ่งใน กทม. แต่ไปเรียนที่วัดมหาธาตุยุวราษฎร์รังสฤษฏิ์ ท่าพระจันทร์ ติดกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

มีโอกาสรู้จักกับพระอาจารย์จันทร์ (เดิมท่านเป็นคนเมืองเพชรบุรี) แต่เป็นกระหร่าง(ไม่ยอมให้เรียกว่ากระเหรี่ยง) บ้านเดิม อยู่หมู่บ้านเล็ก ๆ ในเขตต้นน้ำบางกลอย ลำน้ำอีกสาขาของแม่น้ำเพชรบุรี ในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนแก่งกระจาน ซึ่งมีเนื้อที่ 2,000 กว่าตารางกิโลเมตร...แนะนำเอาพอรู้นะครับ.

ข้อมูลถ้าจะค้น เป็นข้อมูลสาธารณะ ค้นง่าย มีเยอะครับ น่าเข้าไปค้น ถ้าใครชอบป่าและชอบเที่ยวป่า...!

ประมาณ วันที่ 3-4 เมษายน ปีนั้น ผมสอบเปรียญธรรม 6 ประโยคแล้ว (ประกาศผลที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ) ยังไม่ทราบผล และภาคเรียนทางมหาวิทยาลัยสงฆ์ ยังไม่เปิดภาคเรียน...ท่านบอกว่า "ผมจะกลับบ้าน ที่บ้านเดิมในป่าต้นน้ำบางกลอย จะไปลาญาติ แล้วเดินทางไปอังกฤษ" (สาเหตุไม่ทราบชัดเจน)...ท่านว่าแบบนั้นและชวนไปเที่ยว...บอกว่าท่านมหาน่าจะชอบ...! และผมก็ชอบจริง ๆ เพราะลูกป่าโดยกำเนิดอยู่แล้ว.

ก็สอบถามท่านว่ามีใครบ้าง(ขอไม่เอ่ยนามนะครับ อาจกระทบท่านอื่น) ก็มีหลวงพี่คนเมืองเพชรฯ ท่านหนึ่ง, พระมหาเปรียญจาก จ.มหาสารคามอีกสองรูป(คุ้นเคยกัน แต่ไม่ถึงเป็นเพื่อน), เพื่อนพระสนิทกันจากจังหวัดหนองคายหนึ่งรูป, สามเณรจากจังหวัดสุรินทร์หนึ่งรูป, พร้อมลูกศิษย์ที่ติดตามหนึ่งคน...

ผมก็ขอโอกาสท่านกลับไปลาเจ้าอาวาสที่วัดที่อยู่ นมัสการบอกท่านว่าจะไม่อยู่ 7 วัน แล้วก็เดินทางมาที่วัดมหาธาตุฯ เช้านั้น...

ก็ออกเดินทางกันวันนั้นเลย ผมมีเพียงสบงสองผืนไว้ผลัดเปลี่ยน ผ้าอาบน้ำฝนหนึ่งผืนในย่าม เอกสารประจำตัว มีดยังชีพชื่อดังของสวิสฯ เล่มหนึ่ง พร้อมย่ามแค่นั้น ซึ่งทุกรูปก็เหมือนกัน.

ไปพักที่วัดในเพชรบุรีคืนหนึ่ง...ซึ่งหลวงพี่ทางโน้น ท่านก็ดีใจหาย ให้ลูกศิษย์ไปหามีดในห้องครัววัด ได้มีดโต้มอญสามเล่ม ก็ให้ลูกศิษย์ไปลับไว้ให้คม ได้หม้อแกงขนาด 8 นิ้วไว้ไปต้มน้ำหนึ่งใบจากโรงครัวของวัด.

ตอนเช้าให้ลูกศิษย์ไปซื้อพริกแกงสำเร็จรูป ข้าวสาร 15 ก.ก. เกลือ, ปลากระป๋องสามแพ็ค แพ็คละหนึ่งโหล, ยาแก้ไข้แก้ปวด, ไฟแช็ค, เน้น ๆ มีน้ำตาลปึกเมืองเพชรฯ หลายกิโลกรัม และถั่วเขียวประมาณ 5 กิโลกรัม, ที่เหลือก็แล้วแต่พระท่านจะจัดหาเอง เช่นบุหรี่ หรือลูกอม แปรงและยาสีฟัน สบู่...แต่ผมไม่สูบบุหรี่จึงไม่มีอะไรต้องเตรียมเป็นพิเศษ นอกจากของใช้ส่วนตัวที่กล่าวแล้ว.

เช้าได้ของครบ ก็เดินทางด้วยรถประจำทางเข้าที่เขื่อนแก่งกระจาน ติดอยู่ที่เขื่อนเกือบสามชั่วโมง เพราะอาจารย์จันทร์ท่านหารถขึ้นเขาพะเนินทุ่ง ต่อไปยัง ก.ม.ที่ 36 (สุดทาง) ไม่ได้ พอคนรู้จักท่านติดต่อได้ ก็ใกล้ค่ำ บ่ายสามโมงเย็นแล้ว...พอได้รถ คนขับรถก็ห้อตะบึงเต็มที่ ผ่านด่านป่าไม้ อาจารย์จันทร์ท่านบอกว่า จะกลับบ้านไปหาญาติ แต่จะขึ้นไปเที่ยวน้ำตกทอทิพย์ก่อน(ต้นน้ำเพชร) แล้วจะพาพระทั้งหมดเดินป่า ลัดลงผาน้ำหยด ต่อไปยังบ้านท่าน ร่ำลาญาติท่านเสร็จ ก็จะออกทางบ้านโป่งลึกเลย ไม่กลับมาทางด้านนี้.

เจ้าหน้าที่ตรวจข้าวของ เสร็จแล้วก็ให้ผ่านด่าน รถกระบะวิ่งจนสุดทางที่ ก.ม.36 .ก็จอดให้ลง.

ผมและคณะ เดินตามคำแนะนำของหลวงพี่คนเมืองเพชรฯ ประมาณ 3 ก.ม.ถึงน้ำตกก็พอดีใกล้ค่ำ ในป่าจะค่ำเร็วต้องรีบหาที่พัก ไม่มีเวลาชมน้ำตก อ.จันทร์ ท่านแนะนำให้หาฟืนก่อไฟ และให้ลูกศิษย์ก่อไฟต้มน้ำในลำธารไว้ดื่ม.

ป่าเมืองเพชรฯ สมัยนั้นยังเปลี่ยว และมีความน่ากลัวอยู่มาก ตามรายงานและผังแสดงสัตว์ป่าที่สถานที่แสดงข้อมูลตรงหน้าเขื่อน บอกว่ามี ช้างป่า, หมี, หมีหมา, หมาไน, หมาจิ้งจอก, เสือดาว, #เสือโคร่ง เลียงผา, สมเสร็จ, วัวแดง, กวางป่า, เก้งธรรมดาและเก้งหม้อ ฯลฯ นักท่องเที่ยวยังเข้าถึงน้อย สังเกตจากที่ผมเข้าไปสำรวจชายหาดริมน้ำที่จะพัก...(ค่อนข้างสะอาดและเตียน)ไม่เห็นมีรอยเท้าคนเลยแม้แต่รอยเดียว...! แม้รอยรองเท้าของเจ้าหน้าที่รักษาป่าก็ไม่เห็น ที่สังเกตเห็นมีเพียงรอยเท้าหมูป่า เพิ่งผ่านไปใหม่ ๆ อยู่หลายจุด ส่วนพระท่านอื่น ๆ ท่านก็บ้างอาบน้ำ บ้างก็นั่งดูฝูงปลาต้นน้ำ (น้ำใสมาก และปลาเกล็ดหลากสายพันธุ์ตัวโต ๆ ขนาดเป็นกิโล สองกิโลเยอะแยะ)...ซึ่งทั้งหมดแต่ละท่านเดิมเป็นลูกป่า และลูกทุ่งทั้งนั้น แม้จะเคยเห็นธรรมชาติเดิม ๆ แบบนี้มาบ้าง แต่ก็ไม่เคยเห็นป่าดิบ ดงทึบขนาดนี้

เลยค่อนข้างตื่นเต้น...

แม้แต่ผมเอง...!!! ก็ตื่นเต้น.

ตอนเดินลงจากเขาผ่านน้ำตก ผมโดน "ทาก" (ปลิงบก)เกาะติด และดูดเลือดตรงง่ามเท้าโดยไม่รู้สึกตัว อยู่ตัวหนึ่ง มารู้สึกตัวตอนทากหลุดไปแล้ว รู้สึกตีนเหนียว ๆ เพราะเลือดไหลไม่หยุด ก็รู้ว่าโดนทากกัด (เพราะบ้านเดิมก็มีเยอะ) ก็เดินย้อนรอยหาบนหาดทราย เห็นกระดืบ ๆ บนหาดทราย ก็จับโยนเข้าป่ารก และรีบไปหาเศษไม้เล็ก ๆ ที่ติดค้างตามกอไม้ชายฝั่ง เอามาโยนเข้ากองไฟเพื่อจะเอาขี้เถ้าไฟ มาโรยรอบหาดทรายที่จะทำเป็นที่นอน....เป็นแนวกันทากไต่เข้ามาดูดเลือด เพราะนอนกันบนหาดทรายกว้าง ๆ ไม่มีรั้ว, ไม่มีมุ้ง, ไม่มีเต๊นท์ มีแต่ผ้าอาบน้ำฝนปูนอน และหนุนหัวด้วยย่ามส่วนตัวเท่านั้น.

แต่ละรูปเตือนกัน เรื่องที่พัก เช่น ไม่ให้นอนใต้กอไม้ เพราะมีงูพิษและงูเหลือม, อย่าแตกกลุ่ม นอนนอกเขตกองไฟ (ก่อไว้สองกอง ด้านที่ติดกับตลิ่งน้ำ หัว ท้ายที่พัก), และเขตที่โรยขี้เถ้าไว้เป็นแนวกันทาก ในที่ของแต่ละรูป ก็โรยรอบที่นอนด้วย...ส่วนทางด้านที่ติดกับน้ำ ปล่อยโล่ง เพราะถ้ามีสัตว์ร้ายเข้ามา จะได้ยินเสียง และเตือนกันเรื่องกฎป่า พร้อมทั้งเรื่องความปลอดภัย เช่น จะลุกไปฉี่ให้ปลุกเพื่อนรูปหนึ่ง บอกให้รู้ตัวด้วยเสมอ....

เสร็จแล้ว........

ก็มานั่งดื่มน้ำมะตูมตากแห้ง ที่ลูกศิษย์ต้มในหม้อ ผสมน้ำตาลเมืองเพชรฯ ซึ่งน้ำมะตูมยังค่อนข้างร้อนเพราะอากาศในป่าเย็นลงอย่างรวดเร็ว ดื่มให้ตัวรู้สึกอุ่นเพราะหนาว...

และนั่งคุยกันสัพเพเหระ ในเรื่องที่จะเดินทางเลาะลำน้ำลงไป ซึ่งไกลมาก และไม่มีเส้นทางให้เดิน ต้องเดินแบบพรานไปตามทางด่านสัตว์ ซึ่งมีทากคอยดักดูดเลือดเป็นฝูง อ.จันทร์ท่านก็ยังไม่เฉลย ว่าจะเดินทางยังไง ไปแบบไหน?.

ไม่มีรูปใดคุยเรื่องเสือ เรื่องผีป่า ภูติผีปีศาจอื่นใด เพราะทั้งหมดที่ไปเป็นลูกป่า รู้เรื่องข้อห้ามพวกนี้ดี.

พอสามทุ่ม ก็ตามที่แต่ละรูป เลือกเข้าที่นอนที่กำหนดไว้แล้ว ผมเดินไปดูกองไฟที่ลูกศิษย์ก่อไว้ บอกให้ชุนฟืนเข้า และถามหลวงพี่คนเมืองเพชรฯ ว่าทิศตะวันออกอยู่ทางไหน?

ท่านบอกแล้ว ผมก็ไหว้รำลึกถึงคุณพระไตรรัตน์แล้ว สวด"อาฏานาฏิยะปริตตสูตร" เบา ๆ แต่จะตัดมาเฉพาะตอนที่จะต้องอ้างถึงตามนี้นะครับ.

ปุรตฺถิมสฺมึ ทิสาภาเค สนฺติภูตา มหิทฺธิกา
เตปิ อมฺเห อนุรกฺขนฺตุ อาโรคเยนะ สุเขน จ

ทกฺขิณสฺมึ ทิสาภาเค สนฺติเทวา มหิทฺธิกา
เตปิ อมฺเห อนุรกฺขนฺตุ อาโรคเยน สุเขน จ

ปจฺฉิมสฺมึ ทิสาภาเค สนฺตินาคา มหิทฺธิกา
เตปิ อมฺเห อนุรกฺขนตุ อาโรคเยน สุเขน จ

อุตฺตรสฺมึ ทิสาภาเค สนฺติ ยกฺขา มหิทฺธิกา
เตปิ อมฺเห อนุรกฺขนฺตุ อาโรคเยน สุเจน จ

ปุริมทิสํ ธตรฏฺโฐ ทกฺขิเณน วิรุฬฺหโก
ปจฺฉิเมน วิรูปกฺโข กุเวโร อุตฺตรํ ทิสํ

จตฺตาโร เต มหาราชา โลกปาลา ยสสฺสิโน
เตปิ อมฺเห อนุรกฺขนฺตุ อาโรคเยน สุเขน จ

อากาสฏฺฐา จ ภุมฺมฏฐา เทวา นาคา มหิทฺธิกา
เตปิ อมฺเห อนุรกฺขนฺตุ อาโรคเยน สุเขน จ.

(คำแปล)

เหล่าภูตทั้งหลายที่มีฤทธิ์มาก ที่สถิตอยู่ในทิศบูรพา
แม้ภูตเหล่านั้น จงตามรักษา ซึ่งเราทั้งหลาย.
ให้เป็นผู้มีความสุข ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน.

เทวดาทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก ที่สถิตอยู่ในทิศทักษิณ...............(ท่อนท้ายแปลเหมือนกัน)

พญานาคทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก ที่สถิตอยู่ในทิศปัจจิม..............

ยักษ์ทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก ที่สถิตอยู่ในทิศอุดร แม้ยักษ์ทั้งหลายเหล่านั้น จงตามรักษาซึ่งเราทั้งหลาย
ให้เป็นผู้มีความสุข ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน.

ท้าวธตรัฐ อยู่ประจำทิศบูรพา
ท้าววิรุฬหก อยู่ประจำทิศทักษิณ
ท้าววิรูปักข์ อยู่ประจำทิศปัจจิม
ท้าวกุเวรอยู่ ประจำทิศอุดร.

ท้าวมหาราชทั้ง 4 นั้น
เป็นผู้มียศ คุ้มครองโลกอยู่.........
แม้ท้าวมหาราชทั้ง 4 นั้นจงตามรักษาซึ่งเราทั้งหลาย
ให้เป็นผู้มีความสุข ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน

เทวดาผู้ประเสริฐทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์มาก ที่สถิตอยู่ในอากาศก็ดี สถิตอยู่บนภาคพื้นก็ดี........
แม้เทวดาเหล่านั้น จงตามรักษาซึ่งเราทั้งหลาย
ให้เป็นผู้มีความสุข ปราศจากโรคภัยเบียดเบียนฯ

ต่อด้วยแผ่เมตตา แล้วก็ขยายจิตออกเป็นวงกลมรอบตัว.....แล้วก็เข้านอน.

ไม่ได้สังเกตรูปอื่น.........

Chote Vanhakij
22 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:35 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1885110151809928&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 18 "เรื่องประหลาด" "คาถาปลุกหมอน"

"คาถาปลุกหมอน"

พุทธัง อาราธนานัง กะโรมิ
ธัมมัง อาราธนานัง กะโรมิ
สังฆัง อาราธนานัง กะโรมิ

อาราธนาคุณบิดาอยู่หน้า คุณมารดาอยู่หลัง คุณพระอินทร์ไปอยู่เบื้องซ้าย คุณพระนารายณ์ไปอยู่เบื้องขวา คุณพระอิติปิโสภะคะวา คือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุ้มครองเกศาของข้าพเจ้าด้วยเทอญ.

พระภูมิเจ้าที่ เจ้ากรุงพาลี แม่ธรณี แม่คงคา เคหานาวาไพร เจ้าป่า ข้าพเจ้าจะนอน จงคุ้มครองปกปักรักษาข้าพเจ้าด้วย กะเตสิ กะเตสิ ติงกะระณัง อะระหังปิตตัง พุทธะชานามิ ธัมมะชานามิ สังฆะชานามิ พุทโธ พุทธัง นะกันตัง อะระหังพุทโธ ท้าวเวสสุวรรโณ ทุสะนะโส นะโมพุทธายะ ฯ.

สวดจบตบลงที่หมอนสามครั้ง.

กลับไปอ่านที่ "กะเตสิ กะเตสิ ติงกะระณัง" นะครับ คาถาเต็มมาจากเรื่องในขุทกนิกาย ธรรมบทคาถา จากเรื่องจูฬปันถกะเถระว่า.....

"ฆะเฏสิ ฆะเฏสิ กิงกะระณัง ฆะเฏสิ อะหังปิ ตัง ชานามิ ชานามิ".

เรื่องหนึ่งในอรรถกถา ท่านพระอรรถกถาจารย์ร้อยเรียงเนื้อความจากพระไตรปิฎก เมื่อสังคายนาแล้วอธิบายว่า เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์(พุทธองค์ครั้งยังบำเพ็ญบารมีอยู่)เสวยชาติเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์สอนลูกศิษย์โง่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นพระจูฬปันนถกะนี้ ด้วยคาถานี้ จนได้เป็นเสนาบดีแคว้นหนึ่ง เพราะพระราชารอดจากการปลงพระชนม์จากอำมาตย์ที่คบคิดกับช่างกัลลบก ให้ช่างตัดพระมัสสุ(หนวด)นั้นทำการปาดพระศอเสียให้ตาย แต่พระเถระชื่อจูฬปันถกะ ครั้งยังเป็นคนโง่ ได้แนะนำคาถานี้ไว้ให้ท่องบ่น ตอนตัดพระมัสสุ พระราชาทรงระลึกได้ก็ท่องขึ้นมา...จึงรอดจากการปลงพระชนม์.

พระเกจิอาจารย์ชั้นหลังเห็นว่ามีความหมายดี ก็นำเอาประโยคบาลีประโยคนี้มาให้ลูกศิษย์ท่องบ่น เป็นคาถากันไพรเวลานอนค้างอ้างแรมในต่างที่.

แต่คาถาที่นำมาเป็นรูปแบบคาถาที่ใช้โดยชาวบ้าน ซึ่งไม่รู้ภาษาบาลี แต่ท่องจำสืบ ๆ ต่อกันมา เท่าที่สังเกตเห็น และแน่ใจ มีอยู่ 3 คาถา ที่นำเอามารวมเป็นคาถาเดียวกัน โดยเจ้าของคาถาอาจจะไม่รู้ คือ...

1. ทุ สะ นะ โส....คาถาหัวใจสัตว์นรก(หัวใจเปรต)
2. นะโมพุทธายะ....คาถาพระพุทธเจ้า 5 พระองค์
3. "ฆะเฏสิ..ฯลฯ..ชานามิ"....คาถาระวังภัย.

คาถาที่ใช้แม้จะสอบทานได้ว่า เอามาจากหลายคาถามารวมกัน และมีคำไทย ปนอยู่มากมาย แต่ถ้ามีความเชื่อมั่นก็อาจให้สำเร็จผลสมความคิด.

คาถาที่นำมาแสดงนี้ มาจากเฟส ของท่านผู้รู้ท่านหนึ่ง...ก่อนจะร่ายคาถานี้ ท่านก็บอกว่าให้สวดกะระณียะเมตตสูตร (ซึ่งเป็นปริตตมนต์บทหนึ่งที่มีในเจ็ดหรือสิบสองตำนานของปริตตมนต์เวลาพระท่านเจริญพุทธมนต์ในงานมงคลต่าง ๆ) แล้วค่อยสาธยายคาถาบทนี้ ก่อนจะนอน(โปรดดูภาพข้างล่างนะครับ)...!

อาจจะมีบางคนชอบใช้ชินบัญชรคาถา หรือ ชัยมงคลคาถา(พาหุง...มหาการุณิโย นาโถ.....)ก็ได้ถ้านอนป่าหรือแปลกที่จากบ้านปกติ เช่น โรงแรม ที่พักต่าง ๆ เวลาไม่ได้นอนที่บ้าน ทั้งนี้แล้วแต่จะถูกจริตนิสัย.

(เดิมผมเองก็ใช้คาถาแบบชาวบ้านนั่นแหละครับ พอเป็นเปรียญสูง ๆ เข้าใจที่มาของคาถา, มนต์, ปริตตสูตรต่าง ๆ แล้ว ก็ละทิ้งบ้างเลือกเอาแต่ที่สอบสวนทวนความได้บ้าง กำหนดใช้ไว้ในใจไม่กี่แบบ เพราะความหมายในเนื้อความบาลีดีบ้าง เรื่องราวและที่มามีความหมายบ้าง เช่น คาถาว่า...ฆะเฏสิ ฯลฯ นี้บ้าง...และตรงตัวอย่างอาฏานาฏิยะปริตตสูตรที่นำมาแสดงเฉพาะส่วนที่กล่าวมาแล้ว)

การนอนป่านั้น ถ้านอนบนดิน อาจจะมีการตั้งค่าย หรือไม่ตั้งค่าย ของพราน หรือกองคาราวานเกวียนค้าขาย หรืออะไรก็แล้วแต่...ผู้อาวุโส หรือผู้มีวิชาอาคมมักจะวางข่ายมนต์ หรือกางข่ายอาคมเพื่อจะป้องกันภูติผี ปีศาจ หรือสิ่งลึกลับอะไรก็ตาม ที่จะเข้ามาทำร้าย หรือทำให้คนในคณะเจ็บป่วย

เท่าที่เห็นและรู้จักประจำ ก็มีอยู่ 2 แบบ คือ...

1. เอาไม้(มีเคล็ดของไม้แตกออกไปต่างหาก) เสกคาถา แล้วขีดวงล้อมเฉพาะวงที่จะนอน หรือล้อมรอบปางพัก บอกขอบเขตให้คนในคณะได้ทราบขอบเขตว่ากลางคืน ห้ามออกนอกเขตอาคมที่ผู้มีวิชาทำไว้...จะไม่ปลอดภัย.

2. ผู้มีอาคม กลั้นใจเลือกหยิบหิน หรือก้อนดินสี่ก้อน รำลึกถึงครูบาอาจารย์แล้ว เสกคาถากำกับ โยนไปสุดแดนที่พัก เพื่อบอกอาณาเขต กันภูตพราย ปีศาจร้าย สัตว์ร้าย หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นภัย จะล้ำแดนอาคมเข้ามา.

อีกคติหนึ่ง...คงจะมาจากคติทางศาสนาพุทธเหมือนกัน เพราะอ้างถึงแม่พระธรณี ท่านว่า จะนอนตรงไหน?...ดูที่ทางเรียบร้อยแล้ว ถ้านอนบนพื้นดิน ให้กลั้นใจหยิบดินหรือฝุ่นนิดหนึ่ง รำลึกถึงแม่ธรณี แล้วกล่าวในใจว่าขอฝากร่างนอนบนพื้นดินสักคืน ท่านว่าวิเศษเหมือนกัน...คือ คุ้มภัยได้แทบจะทุกอย่าง.

....................................

คาถาอาคมนั้น นอกจากจะเรียนรู้มาจากอาจารย์อย่างถูกต้องแล้ว ความเชื่อมั่น และพลังจิตของผู้ใช้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะให้สำเร็จผลสมความปรารถนา เพราะถ้าปราศจากความเชื่อมั่น และอำนาจจิตที่เกิดจากความเชื่อมั่นจนเกิดเป็นสมาธิแล้ว...เฉพาะตัวอาคมหรือคาถาแทบจะไม่ส่งผลใด ๆ ให้เกิดขึ้นมาได้เลย.

ท่านว่า คาถาอาคมจะขลังและศักดิ์สิทธิ์มักจะเกิดกับคนสองประเภท คือ โง่อย่างมาก...กับอีกพวก คือฉลาดอย่างมาก...

พวกแรก เพราะความโง่อย่างมาก เชื่อมั่นโดยไม่มีข้อแม้ จนทำให้เกิดสมาธิ เป็นพลังอย่างแรงกล้าที่จะให้ผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย

ส่วนพวกฉลาดอย่างมาก เพราะความฉลาดจึงสามารถสร้าง อุคคหนิมิต จนถึงปฏิภาคนิมิต(นึกภาพ จนสามารถเห็นภาพนั้นเป็นนิมิตในใจ) ออกจากสมาธิแล้ว อธิษฐานจิตตามปรารถนา แล้วเข้าสู่สมาธิโอมอ่านคาถาอาคมอีกรอบ จนให้เกิดผลใจนึก.

แต่ไม่ทุกครั้ง...!!! วิทยาศาสตร์ จึงไม่ยอมรับว่าให้ผลจริง เพราะเกิดจากตัวแปรหลาย ๆ อย่าง ตามที่เขียนมานั่นแหละครับ.

.............................

คืนแรก หลังจากหลับพักไปตื่นหนึ่ง อากาศเย็น ผมรู้สึกตัวตื่น คงราวเที่ยงคืนได้ เหลียวมองไปทางกองไฟเหนือ ใต้ เห็นแสงไฟลุกวอมแวมอยู่ อ.จันทร์ท่านยังคงไม่หลับ นั่งเฝ้ากองไฟคอยชุนฟืนอยู่

มองไปรอบ ๆ เห็นพระรูปอื่น ท่านนอนตามปกติ.

แปลกที่ว่าอยู่ในป่าแท้ ๆ กลับไม่มีแมลงต่าง ๆ เช่น ยุงมารบกวน ช่วงเย็นไม่ได้สังเกต มาสังเกตตอนที่ตื่นมานี่แล้ว...อาจเพราะเป็นหน้าร้อน และควันไฟที่ช่วยไล่แมลง จึงไม่ได้รับความเดือดร้อนจากแมลงเหล่านี้.

มองขึ้นไปยอดไม้สูง ๆ เห็นราง ๆ เพราะสายตาชินกับความมืด เงี่ยหูฟังเสียงบนฝั่ง...ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ

มองไปทางชายน้ำ ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ.

มองรอบ ๆ ตัว สังเกตดูรอบ ๆ ตัว ไม่มีแมลงมีพิษ ประเภทตะขาบ หรือ งูมานอนเป็นเพื่อนก็เบาใจไปอย่างหนึ่ง เพราะนอนกันบนพื้นทรายจริง ๆ

ผมร้องบอก อ.จันทร์ ท่านไปว่า ผมไปฉี่นะ...!

ท่านพยักหน้ารับ ผมก็ออกไปฉี่ใกล้ ๆ บริเวณที่พัก กลับเข้ามาก็ยังไม่มีพระรูปใด รู้สึกตัวหรือตื่น ก็เดินเลาะ ๆ ดูความผิดปกติรอบที่พัก เข้าไปเติมฟืนที่กองไฟอีกด้าน แล้วก็เข้าที่นอนที่ปูผ้าอาบน้ำไว้นอน.

ตื่นมาอีกทีตอนตีสาม ทุกอย่างปกติ...

จนรุ่งเช้า คงสักหกโมงเช้าครับ เห็นอะไรชัดเจนแล้ว ผมก็หยิบย่าม ค้นหาสบู่ ยาสีฟัน แปรง เตรียมล้างหน้า เห็นเพื่อนพระสองสามรูปตื่นแล้วเหมือนกัน ผมเดินเลี่ยงไปท้ายที่พัก เตรียมอาบน้ำเลย เพราะอากาศเย็นอย่างนี้ ต้องอาบน้ำเลย ในลำธารนั่นแหละ จะได้ช่วยปลุกร่างกายให้ตื่นเต็มตัว.....

ได้ยินเสียงกิ่งไม้หักแคร็ก.....!

หมูป่าครับ....!!! ขนาดสัก 20-30 กิโลกรัมได้...ไม่ใหญ่มาก คงจะลงมากินน้ำ ฝั่งตรงข้าม(ลำธารช่วงนั้นกว้างสัก 10 เมตร)...ก็ยิ่งรู้สึกปลอดภัย ร้องเรียกพระอีกสองสามรูปท่านมาดู...ต่างก็ดีใจที่เห็นหมูป่ากันชัดเจนใกล้ ๆ สักพักหมูป่าก็เดินขึ้นฝั่งเข้าป่าหายไป

อาบน้ำเสร็จ...ผมก็เดินเข้าลานพัก ตอนนี้ตื่นกันหมดแล้ว...สอบถามกันไม่มีใครเป็นอะไรก็โล่งอกละครับ.

ก็ให้ลูกศิษย์หุงหาอาหาร หลังจากทำธุระส่วนตัวกันหมดแล้ว...

อ.จันทร์บอกว่า คงต้องไปทางแพไม้ไผ่ ล่องไปตามน้ำ น่าจะเร็วกว่าเดิน...ถามหลายรูป ก็ไม่มีปัญหา ตัวท่านเองชำนาญแพอยู่แล้ว หลวงพี่คนเมืองเพชรฯท่านก็ชำนาญ ผมก็พอได้ ส่วนรูปอื่น ๆ ก็ไม่มีปัญหา.

ตกลงกันได้แล้ว........

ก็ฉันข้าวเช้าที่ลูกศิษย์ทำถวาย.......

Chote Vanhakij
23 กรกฎาคม 2560 เวลา 18:19 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1885720745082202&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 19 "เรื่องประหลาด" "คาถากันผีน้ำ"

"คาถากันผีน้ำ"

การถือธุดงค์ของพระ หรือการเดินธุดงค์นั้น พระที่จะทำการฝึกฝนตัวเองในการเดินธุดงค์ จะต้องสมาทาน(คือถือ)ธุดงค์อย่างน้อยหนึ่งข้อ จึงจะเป็นการเดินธุดงค์ หรือการฝึกหัดตนเองให้เหนือกว่าข้อวัตรปกติที่ทำอยู่ และต้องทำให้ตลอดช่วงที่ถืออยู่ เช่น เมื่อจะธุดงค์ ท่านตั้งใจว่า...จะถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร....

ท่านจะไหว้รำลึกถึงคุณพระรัตนตรัย แล้วทำการอธิษฐานว่า...

"อสุสานัง ปฏิกขิปามิ โสสานิกังคัง สมาทิยามิ...เราของดเว้นที่ที่ไม่ใช่ป่าช้าเสีย ขอสมาทานองค์ของผู้อยู่ป่าช้าเป็นวัตร".

อย่างไร?...

คือ...เมื่ออธิษฐานแล้ว ต้องนอน ต้องพักที่ในป่าช้าเท่านั้น นอนที่อื่นไม่ได้ แม้วันเดียว...!

ทำไม่ได้เป็นอันธุดงค์ข้อนั้นขาด ถ้าจะทำต้องอธิษฐานต่อ...หรืออธิษฐานใหม่.

อ่านมาตั้งนาน ยังไม่มีเรื่องประหลาดเลย บางท่านอาจแย้งในใจ...!!

มีครับ...อ่านจบไปห้าตอน รับประกันท่านจะเข้าใจเรื่องลึกลับซับซ้อนที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน และอาจกลายเป็นหมอขมังเวทย์ไปอีกคน

ประหลาดพอไหม?...!!!!!

#พุทธศาสนานั้น...แม้ยอมรับการมีอยู่ของ เทวดา มาร พรหม หรืออทิสมานกายอื่น ๆ และยอมรับว่าอาจร้องขอ หรือไหว้วอน ผลที่มนุษย์ต้องการได้บ้าง(แง่ของธรรมะที่สูงกว่านี้ ของดไว้ก่อนครับ) และเขาเหล่านั้นก็อาจอำนวยให้ได้บ้างหากมีกรรมเกี่ยวเนื่องกัน...แต่ในที่สุด พุทธศาสนาบอกว่า เทพเหล่านั้นมิใช่อมตะ มีเกิด ตาย และเสื่อมไปตามอายุของเขา.

แต่พุทธศาสนาเน้นให้มนุษย์ก้าวไปสู่ที่สุดแห่งทุกข์ และความพ้นจากทุกข์ด้วยความพยายามของมนุษย์เอง ด้วยเรี่ยวแรงแห่งมนุษย์เอง ด้วยสติปัญญาของมนุษย์เอง ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ หรือพระเจ้าตนใดบันดาลให้ได้ทั้งนั้น.

อย่างที่เขียนมาสองตอนครับ ไปคราวนั้น ไม่ได้ไปธุดงค์ แค่ไปเที่ยวเล่นตามป่า เพราะฉะนั้น เรื่องคาถาอาคม เรื่องวิทยามนต์ จึงนำมาเล่าได้ เขียนได้.

และเมื่อจะลงน้ำล่องแพ...ก็ควรจะรู้คาถานี้.

หิริโอตตัปปะ สัมปันนา สุกกะธัมมะ สะมาหิตา

สันโต สัปปุริสา โลเก ทะเว ธัมมาติ วุจจะเรติ.

ไม่แปลละครับ...เมื่อเป็นเด็ก เคยเห็นปู่ที่เป็นคนโบราณนั้นสักเต็มตัวดำมืดไปหมด เหมือนคนทางเหนือโบราณ คือสักดำตั้งแต่คอ ลงไปถึงเหนือเข่า แขนไปสุดที่กลางท่อนแขนแรก สักตัว"มอม"บ้าง อักขระขอมบ้าง ยันต์บ้าง แล้วแต่จะลงที่ข้างหน้า ข้างหลังได้ แต่ดำมืดตามที่ว่าทั้งตัว ไม่มีว่าง.

แต่มีที่แปลกอยู่บนแขนซ้ายด้านใน อ่านเป็นบาลีได้ตามนั้น ท่องจำตามปู่มาตั้งแต่เด็กจนจำได้แต่อยู่ชั้น ป.1....จนเดี๋ยวนี้ยังไม่ลืม.

แต่อ่านอักขระขอมไม่ออก จนเดี๋ยวนี้ ก็แค่พอรู้บ้าง เพราะไม่ได้ศึกษาเรื่องอักขระขอมโดยตรง...จนเมื่อบวช และได้เรียนภาษาบาลี สามารถแปลบาลีในธัมมปทัฏฐกถา ขุททกะนิกายแล้ว...จึงรู้ความหมายว่า เป็นคาถาป้องกันยักษ์ และผีเสื้อน้ำ(จะเล่าภายหลังนะครับ).

..............................

เช้าวันนั้น ฉันเช้าที่ลูกศิษย์นำมาถวายแล้ว ก็วานให้สามเณร กับลูกศิษย์ช่วยกันตัดไม้ ส่วนพระที่เหลือช่วยกันผูกแพ และทำแพ ส่วนมากพระน้ำหนักตัวไม่เยอะ!! อย่างผม...ไม้ไผ่ขนาดสองวาครึ่ง สี่ลำก็พอดี มีหลวงพี่คนเมืองเพชรฯ ตัวใหญ่หน่อย ก็ห้าลำ แต่ขนาดแพไม่ยาวอย่างที่พูด เพราะเวลาลงแก่ง แพยาวมากจะติด และขวางแก่ง ทำให้คัดหัว คัดท้ายลงช่องน้ำลำบาก อีกอย่างต้นน้ำเชี่ยว ไหลแรงมาก แพรูปละลำ ไม่มีแพคู่ ต้องใช้ความชำนาญเฉพาะตัวล่องเอง ซึ่งถ้าไม่ระวังอาจเสียหลักตกกระแทกหิน หัวแตกตาย หรือแข้งขาหักได้ อันตรายอย่างยิ่ง สำหรับคนไม่ชำนาญ ต่างจากแพใหญ่ที่นั่งได้หลายคน จะไม่มีเหตุเช่นว่านี้.

สาย ๆ พอแพเสร็จ ตรวจความเรียบร้อย แน่นหนาแล้ว อ.จันทร์ท่านให้ผูกแพกับหลัก ชวนกันขึ้นไปดูน้ำตกทอทิพย์...

สวยมากครับ...เลาะดูสักพัก ก็ชวนกันลงมา ขากลับมีทากติดขามารูปละตัว สองตัว แต่ไม่ทันดูดเลือด เพราะรีบเดินกันเร็ว ๆ ลงถึงชายหาดก็แกะออก โยนเข้าป่าชายฝั่งไป.

มาฉันเพล ซึ่งก็เป็นข้าวต้มปลากระป๋องใส่พริกแกง แต่บรรยากาศป่าเอื้ออำนวย...เลยอร่อยเป็นพิเศษ...!

ตอนล่องแพนี่ สนุกครับ ช่วงแรก ลำน้ำแคบมาก ล่องไป งัดแพไป เล่นน้ำไป เปียกปอนเกือบทุกรูป มีแค่ อ.จันทร์ กับหลวงพี่เมืองเพชรฯ เท่านั้นที่ไม่เปียก(อ้าว...! แล้วข้าวสาร กับเสบียงอย่างอื่นละ? บางท่านอาจมีคำถาม ไม่เปียกเหรอ?) ข้าวสารใส่ไว้ในแกลลอนพลาสติกครับ ผมรับมา 5 กิโลกรัม กับเสบียงอย่างอื่น ผนึกถุงพลาสติกใส่ไว้ในถุงปุ๋ยอีกชั้น...ผูกไว้ท้ายแพ ถ่วงน้ำหนักคนถ่อ เพราะต้องมายืนค่อนหัวแพ คอยคัดแพลงช่องน้ำ ไม่อย่างนั้น แพจะชนก้อนหิน แล้วคนที่ยืนหัวแพ จะเสียหลักพุ่งไปข้างหน้าชนหินตาย.

มาสัก 2 ชั่วโมง สักบ่ายสามได้ชวนกันลากแพเกยหาด แล้วขึ้นพัก กะว่าอีกสัก สามสี่คุ้งน้ำก็จะหาที่พัก...ผมก็มานั่งมองฝูงปลาที่เล่นน้ำเป็นฝูง ๆ ที่เคยเห็นและจำได้ชัดเจนมีปลากับแก้(ตุ๊กแก) คนไทยเรียกปลาสนาก เพราะในน้ำจะมองเห็นเกล็ดสีเงินวาววับ ชัดเจน แต่ที่นี่ตัวใหญ่มาก ตั้งแต่ขนาดหนึ่งฟุต หรือฟุตกว่า....
ดูภาพข้างล่างครับ.........

ปลาสนาก ( อังกฤษ : Burmese tout, Giant barilius ) ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Raiamas guttatus อยู่ในวงค์ปลาตะเพียน............( Cyprinidae )

ลักษณะลำตัว ยาวทรงกระบอก หัวและปากแหลม ปากกว้างมาก จงอยปากล่างงุ้ม คล้ายตะขอ ไม่มีหนวด เกล็ดเล็ก ลำตัวสีมันวาว ข้างลำตัวมีประสีน้ำเงินคล้ำ หางเว้าเป็นแฉกลึกสีแดง มีแถบสีดำใกล้แถบบนและแถบล่าง ครีบหลังสีเหลืองอ่อนมีแต้มคล้ำ ในตัวผู้มีตุ่มข้างแก้มแตกต่างจากตัวเมีย โดยเฉพาะในฤดูผสมพันธุ์ และสีลำตัวจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูอมส้ม ขนาดประมาณ 15-45 เซนติเมตร

เป็นปลากินเนื้อ มักอยู่เป็นฝูงเล็ก ๆ หากินบริเวณผิวน้ำ ล่าเหยื่อ ปลาเล็ก ๆ กุ้ง ปูต่าง ๆ เป็นต้น

เป็นปลาที่มีความว่องไว ปราดเปรียวมาก และว่ายน้ำเคลื่อนไหวตลอดเวลา มีรูปร่างคล้ายปลาแซลมอนที่พบในต่างประเทศ จึงได้ฉายาจากนักตกปลาเมืองไทยว่า "แซลมอนเมืองไทย"

อาศัยอยู่ตามแม่น้ำสายใหญ่ ในภาคเหนือ, ภาคอีสาน, และภาคกลาง มีชื่อเรียกต่างกันออกไปเช่น "มะอ้าว"ในภาษาไทยใหญ่ น้ำหมึกยักษ์, นางอ้าว, อ้าว, ดอกหมาก, ปากกว้าง, และจิ๊กโก๋ ในภาษาอีสาน เป็นปลาเศรษฐกิจที่พบบ่อยในบางฤดูกาล บริโภคโดยการปรุงสด และมีการเลี้ยงเป็นปลาสวยงามที่มีการซื้อขายในตลาดปลาสวยงามด้วย

.....................................

ทำไมต้องมีคาถากันเงือก ก็มาฟังกันก่อนครับ.......

ผีน้ำคงหมายถึงผีในน้ำมากกว่าอย่างอื่น สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ ให้ขอบเขตความหมายของผีน้ำไว้ว่า หมายถึงวิญญาณที่สถิตอยู่ในน้ำ โดยเฉพาะวังน้ำลึก ผีชนิดนี้จะคอยทำร้ายคนที่ไปที่วังน้ำที่มันอาศัยอยู่ ไม่ปรากฏว่าผีน้ำมีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไร(แต่บางที่ผีน้ำอาจแค่เป็นเครื่องขู่ โดยเฉพาะขู่เด็กไม่ให้ไปเล่นตามวังน้ำลึกซึ่งเป็นเขตที่มีอันตรายสูงก็ได้ ท่านให้ดูประกอบที่ผีเงือก)...

ซึ่งในคำว่าผีเงือกท่านก็ให้คำนิยามไว้ว่า ผีเงือกเป็นผีน้ำซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด...

ชนิดแรกมีลักษณะอย่างงูมีหงอน ซึ่งจะปรากฏตัวเมื่อมีฝนตกหนัก แล้วเกิดน้ำท่วมน้ำนองขึ้น ผีเงือกนี้จะจับเอาคน หรือทำร้ายคนโดยเฉพาะเด็ก ที่ไปเล่นน้ำที่นองนั้น(คตินี้ตรงกับทางอีสานตอนเหนือ ที่มีภูมิลำเนาติดกับแม่น้ำโขงเกือบทั้งหมด)

ผีเงือกชนิดที่สอง เป็นผีเงือกที่อยู่ในห้วงน้ำโดยเฉพาะห้วงน้ำลึกที่มองดูเห็นน้ำเป็นสีเขียวดูสงบเยือกเย็น ผีเงือกชนิดนี้เป็นผีเพศหญิงตัวไม่ใหญ่นัก มีตาแดงกับมีผมดกและยาวมาก เมื่อใครไปลงน้ำที่ผีเงือกชนิดนี้อาศัยอยู่ ผีเงือกจะใช้เส้นผมของตน พันขาบุคคลนั้นลากลงใต้น้ำ แล้วดูดเลือด หรือกลืนวิญญาณ.

ที่ได้อ่านพบในตำนาน ก็มีตำนาน พระเจ้าพรหมมหาราช กับช้างมงคลสามตัว ที่ปรากฏเป็นงูใหญ่เท่าลำตาล ไหลล่องมาตามลำน้ำโขง ความในตำนานนั้นไม่ชัดว่าเป็นเงือก อย่างที่พูดถึงหรือไม่ หรือเป็นอย่างอื่น (แต่ถ้าความคิดเห็นส่วนตัว ผมแปลกแยกออกไปหน่อยหนึ่ง เพราะภาษาบาลี มีคำว่า "นาค" ซึ่ง หมายถึงช้าง หรือแปลว่าช้างตัวประเสริฐ อันนี้หรือเปล่าที่อาจารย์ชั้นหลัง ไปจับเอาที่คำว่านาค แล้วแปลว่างูใหญ่ลอยน้ำมา)

ส่วนเรื่องผีเงือกที่แปลงตัวเป็นงูใหญ่ ท่านเล่าไว้แบบนี้ (สำนวน อ.มาลา คำจันทร์)...

ที่บ้านหนองบัวคำ ปัจจุบัน(หมายถึง ก่อนปี 2510) มีบ้านอยู่หลายหลัง ในหนองน้ำมีบัวมากมาย กลางหนองมีปลาชุกชุม ชาวบ้านไม่กล้าลงไปจับ เคยมีชาวบ้านต่างถิ่นมาจับ เกิดทะเลาะเป็นปากเสียงกับชาวบ้านหนองบัวคำ เพราะชาวบ้านเขาเกรงอันตรายจากผีจะมาทำร้ายพวกเขา

ในการล่องเรือแต่ครั้งก่อนนั้น ที่ถ้ำวังตอนนี้จะมีผีคอยอาละวาดทำลายเรือแพที่ล่องไป หากไม่ทำการเลี้ยงหรือเซ่นสรวง โดยมากมักจะขึ้นบนเรือทำให้เรืออับปางหรือเป็นอันตราย ตามคำบอกเล่ากล่าวว่า พอเรือล่องมาถึง พวกผีเฝ้าวังน้ำ และถ้ำที่นี่จะปรากฏตัวพายเรือทวนน้ำขึ้นมา และบอกสั่งพวกเรือว่า...

"หากขึ้นมาจากกรุงเทพฯ ขอช่วยซื้อผ้าแพร ผ้าไหม หรือปิ่น และลานใส่หูมาฝากด้วย".

ชาวเรือมักจะทำตาม เขาจะเอาแพรไหมมาวางไว้ ส่วนปิ่นปักผมและลานใส่หูนั้น บางทีหาไม่ได้ ก็จะเอาขมิ้นมาปอกเปลือกแล้วทำเหมือนปิ่นและลานฝากไว้ แต่เรือบางลำไม่ปฏิบัติตาม หรือเรือลำใดที่ทำจากไม้สองนาง(คือไม้ต้นเดียวแต่แยกออกจากกันเป็นสองลำตั้งแต่โคนต้น)เมื่อนำเอาไม้ชนิดนี้มาทำเรือ พอเรือมาถึงที่นี่ เรือลำนั้นจะไหลเข้าน้ำวนและจมหายลงไป ไหลทะลุไปออกกลางหนองบัวคำ ซึ่งอยู่ห่างจากวังน้ำแห่งนี้ ราว ๆ กิโลเมตรเศษ

แม้ปัจจุบันนี้ปรากฏว่ายังมีเรือชะล่าขนาดใหญ่เก่า ๆ ยังคงแช่จมน้ำอยู่ที่หนองนั้น

หรือเรือลำใด ไม่ปฏิบัติตามสัญญา พวกผีจะขี่เรือขึ้นมาแล้วตรงขึ้นล่มเรือ ทำให้ผู้คนข้าวของเสียหายและได้รับอันตราย คนเรือเกรงกลัวยิ่งนัก ข่าวความร้ายแรงและการอาละวาดของผีวังนี้ เลื่องลือเป็นที่หวาดกลัวแก่เรือแพขึ้นล่องยิ่งนัก

ต่อมามีอาจารย์ดี มีความรู้และเก่งกล้าทางเวทมนต์คาถายิ่งนัก ล่องเรือผ่านมา เมื่อเรือผ่านวังน้ำตอนนี้ มีคนพายเรือสวนเข้ามาหา(ก็นึกรู้โดยสำนึกในใจว่าไม่ใช่คน)และพวกนั้นร้องบอกว่า.....

"หากขึ้นมาจากกรุงเทพฯ ขอให้ซื้อผ้าไหม ผ้าแพร และปิ่นลานมาฝากด้วยนะ".

อาจารย์ผู้นั้นก็รับปาก "หากฉันกลับจะเอามาให้ คอยรอเอาแล้วกัน".

หลังจากนั้นไม่นานเขาก็กลับมา เรือถ่อผ่านวังตอนไปโดยไม่ได้แวะส่งของที่ผีขอให้เอามาฝาก...

ผีประจำวังน้ำ จึงปรากฏกายขึ้นเรือ และถามว่า "กลับจากกรุงเทพฯ ไม่เห็นเอาของฝากมาให้"

อาจารย์คนนั้นหัวเราะและตอบว่า "ข้าลืมไป เอ็งอยากได้ก็ตามขึ้นไปเถิด หากเอ็งไม่พอใจ จะทำอย่างไรก็ตามใจ ข้าไม่ให้ละ".

เมื่อถูกสบประมาทเช่นนั้น ผีก็โกรธยิ่งนัก มันคว่ำเรือของมันทันทีและบันดาลให้วังน้ำปั่นป่วนเป็นระลอก ร่างของมันกลายเป็นเงือกใหญ่ ตรงเข้าหนุนเรือหมายใจจะคว่ำเรือให้อับปาง พวกคนเรือก็ตกใจ.

แต่อาจารย์ขมังเวทย์บอกให้พวกเรือสงบใจไว้ อย่าตกใจ ตนเองจะเป็นผู้ปราบผีเอง แม้ผีน้ำได้จำแลงกายและบันดาลให้กระแสน้ำปั่นป่วน อาจารย์ขมังเวทย์ก็ยังแก้ไขได้.

เรือรีบถ่อหนีขึ้นไป ปีศาจร้ายคงติดตามอาละวาดไม่ละลด จนถึงวังน้ำแห่งหนึ่ง เหนือผาวิ่งชู้ใต้สบแจ่ม(ปากน้ำแจ่ม) ปีศาจน้ำ ไม่ยอมให้แล่นเรือต่อ มันเอาหางมัดเรือไว้แน่น

อาจารย์ขมังเวทย์เห็นท่าไม่ไหว โอมอ่านคาถาเสกควายธนูทองแดงโยนลงน้ำไป ด้วยอำนาจวิทยามนต์ กระแสน้ำปั่นป่วน คลุ้มคลั่งเกิดเป็นมหิงสาตัวมหึมา เข้าโรมรันกับปีศาจร้าย ปีศาจร้ายโดนควายธนูขวิดบาดเจ็บสาหัส โลหิตไหลนอง จนแม่น้ำปิงเป็นสีแดงไปหมด โดยเฉพาะวังน้ำแห่งนั้น น้ำขุ่นแดงเป็นสีเลือดไปสิ้น จนชาวบ้านที่เห็นและรู้เรื่อง เรียกวังน้ำนี้ต่อมาว่าวังแดง.....

นับตั้งแต่ผีน้ำ(ปีศาจ)นั้นได้พ่ายแพ้แก่จอมขมังเวทย์ วังน้ำร้ายวังนั้น ก็สงบเงียบมาจนปัจจุบัน.

เดี๋ยวจะมาขยายเรื่องนี้วันหน้าครับ....วันนี้ขอจอดแพพักก่อน หิวกาแฟแล้ว.

Chote Vanhakij
25 กรกฎาคม 2560 เวลา 22:45 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1887139628273647&id=100009328851456

* * * * *

วันจันทร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"ก่อนชีวิตจะจางหาย ภายใต้ฟ้ากว้าง" (1) By: Chote Vanhakij

"ขออนุญาตคุณ Chote Vanhakij ขอนำบทความของท่านมาโพสต์ที่นี่นะครับ" ธนวุฒิ ดุษฎีปัญจพร

UpDate ตอนที่ 1 "ถวิลหาอดีต..." ถึง ตอนที่ 11 "ล่าเก้ง"

"ก่อนชีวิตจะจางหาย ภายใต้ฟ้ากว้าง"
By: Chote Vanhakij

@ คลิกที่นี่.. ตอนที่ 12 "ผีโพง" "ผีเป้า" ถึง ตอนล่าสุด


ตอนที่ 1 "ถวิลหาอดีต..."

ยุ่งกับเรื่องการเมือง เรื่องบ้าบอคอแตกในประเทศไทยมาพักหนึ่ง...ก็ไม่หนักนัก ผมเน้นเรื่องทำมาหากินมากกว่า...ไม่ค่อยเข้าไปยุ่มย่ามกับเขาโดยตรงเท่าไหร่...! เลยไม่ค่อยเดือดร้อน.

คิดได้ว่า...เอาความเป็นอยู่ของชาวชนบทเมื่อสัก 40-50 ปีที่แล้ว...มาเล่าทิ้งไว้ในเฟสบุ๊คถ้าจะดี.

เพราะเมื่อบันทึกไว้แล้ว...ผ่านไปอีกครึ่งศตวรรษ...มีคนอ่านพบก็จะได้ซึมซับบรรยากาศที่จะหาไม่ได้อีกแล้วในอนาคต.

บ้านที่ผมเกิด ได้รับฐานะเป็นตัวตำบลก่อนผมเกิด(ไม่อ้างอิงนะครับ)...ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 15-16 ก.ม.สมัยที่ยังเป็นทางเกวียนก็เดินเท้าไปกลับ หรือนั่งเกวียนไปกลับ...ก็พอดีถึงบ้านค่ำ.

ถ้าหนทางหน้าแล้ง และล้อเกวียนไม่ติดหล่ม...ก็จะประมาณนี้...แต่ถ้าบรรทุกข้าวของมาหนักล้อเกวียนติดหล่ม.. .บางทีอาจต้องนอนกลางทาง.

หมู่บ้านที่ใกล้กันที่สุด ห่างออกไป 3 ก.ม. ไกลอีกหน่อย 5 ก.ม..

สมัยปี 2510...จนถึงปี 2527 ยังไม่มีไฟฟ้าใช้...มีหลังจากปีที่ว่านั้นมา.

ตัวตำบล...สมัยที่พอจำความได้ มีบ้านประมาณร้อยกว่าหลังคาเรือน...มีภูเขาโอบล้อมทุกด้าน...หนทางออกสู่บ้านอื่น ไปตามทางเกวียนลัดเลาะไปตามช่องเขา และทางชักลากไม้...ของบริษัททำไม้บริษัทหนึ่ง.

สัตว์ป่ายังมีอุดมสมบูรณ์...สมัยที่ผม 7-8 ขวบ ฝูงลิงลงมากินข้าวโพดที่ชาวไร่ปลูกไว้ ยังมีเป็นร้อย.

เก้งเยอะ หมูป่าเยอะ เสือโคร่งมีพอได้ยินเลา ๆ (คือบางปีแล้งมาก เสือโคร่งข้ามมาจากฝั่งซ้ายน้ำโขง ไม่ได้อยู่ประจำถิ่น)...พอให้ชาวบ้านตื่นเต้น.

เลียงผามี กวางนี่ไม่ได้ยินคนเฒ่าเล่าให้ฟังว่ามีหรือไม่ ไม่แน่ใจ...

แนะนำมาพอสมควรครับ...เพื่อจะบอกว่าที่มาตุภูมิสมัยนั้น ป่าดงยังอุดมสมบูรณ์...น้ำท่า ป่าเขียว.

กระทั่งยังเคยเห็นนกเงือก ที่แสดงความสมบูรณ์ของป่า ยังมี ยังเคยเห็น...!

และตำนานรอบกองไฟ จากปากคนเฒ่า...ที่เล่าตำนานลึกลับ อาถรรพ์ของป่า จากปากพรานไพร.

จากคนเฒ่า คนแก่ที่บุกเบิกมาตั้งบ้านเรือน จนเป็นหมู่บ้าน....

ใครเคยฟัง...เรื่องจิ้งเหลนกลายร่างเป็นปลากั้ง(ปลาช่อนภูเขา).

ผีกองกอย...!

โขมดดง.

ผีป่าบ้าง.....ฯลฯ....อยากฟัง คอมเม้นต์มานะครับ.

จะเล่าให้ฟัง....

Chote Vanhakij
23 มิถุนายน 2560 เวลา 21:57 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1865945730393037&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 2 "ไล่ราวหมู่ป่า"

เพี้ยนมาจาก "เหล่า" (ป่าไม้ใหญ่ที่ถูกโค่นลงทำไร่เลื่อนลอย แล้วถูกทิ้งร้าง จนเริ่มมีป่าพื้น เต็มไปด้วยไม้เนื้อแข็งที่เริ่มเติบโต ประมาณ 3-5 ปี...พื้นล่างจะรกไปด้วยแฝก หญ้าสาบเสือ(หญ้าเมืองวาย,ดงฮ้าง)...และหญ้าประเภท เลา, ต้นอ้อ...ฯลฯ).

สรรพสัตว์ที่เกิดมาบนโลกนี้...เหมือนพุทธดำรัส ที่ตรัสเป็นพุทธธรรมเตือนชีวิตไว้แบบนี้ครับ...

....."หยาดน้ำค้างบนปลายยอดหญ้า ยามต้องแสงอาทิตย์อุทัย ย่อมเหือดแห้งหายไป ตั้งอยู่ไม่นาน ฉันใด,

ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมถูกความแก่ ความเจ็บ และความตาย เผาผลาญไป ตั้งอยู่ไม่นาน ฉันนั้น".

ไม่อธิบายต่อนะครับ...จะยาว เมื่อยังมีกิเลส เวียนว่าย ตายเกิด ตามคติพุทธ ไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ก็ต้องเป็นแบบนี้.

จะล่าสัตว์...แล้วเอาพุทธพจน์มาอ้างทำไม?.

ก็แทรกไว้ครับ...มีเกิด มีตาย มีเจ็บไข้ได้ป่วย ตามคติโลก ธรรมดาโลกละครับ.

เข้าเรื่องเลยแล้วกัน...สมัยที่ผมพอจำความได้ สัก 7-8 ขวบ...เรื่องสนุกสนานของพรานชาวบ้าน และหนุ่มรุ่น ๆ ที่กำลังหัดยิงปืน กำลังห้าว อยากเป็นพราน ก็คือ ไล่ราวหมู่ป่านี่แหละ...

มันยังไงครับ?.

เกริ่นพื้นที่ ที่บ้านเกิดนิดหนึ่ง บ้านเกิดเป็นชุมชนใหญ่ ตั้งอยู่บนพื้นราบ กลางแอ่งหุบเขา ที่มีภูเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง สูงไม่เกิน 500 เมตร ล้อมรอบทุกด้าน ชุมชนปลูกบ้านเป็นกระจุก ติดกันไม่ห่าง ภายในพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร.

ที่รวมเป็นกระจุก เพราะต้องช่วยเหลือกันยามมีภัยทุกชนิด...ตั้งแต่ปล้น ไฟไหม้ โจรขโมยวัว ควาย ฯลฯ.

ไกลปืนเที่ยงจริง ๆ ครับ...

และป่า ถึงจะไม่คงสภาพดงใหญ่ เหมือนป่าสงวนในปัจจุบัน แต่ก็เปลี่ยวดิบ และเต็มไปด้วยไม้ใหญ่ ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ตามความสูงของภูเขา.

บ้านของข้าพเจ้า ปลูกเรือนสับฟาก(สมัยนั้น) อยู่บนลาดเขา ฟากหนึ่งของหมู่บ้าน...ท้ายหมู่บ้านวัดระยะทางตรงไปทางทิศตะวันตก ตามสายตาไกลจากบ้านที่อยู่...ประมาณ 1.5 ก.ม.ถูกจับจองเป็นพื้นที่ที่จะสร้างวัดป่าเนื้อที่ประมาณ 30-40 ไร่ ปัจจุบันเหลือไม่ถึง.

ค่ำคืน ประมาณสักสองทุ่ม เมื่อบ้านเมืองยังไม่มีไฟฟ้าใช้...ยังมีเสียงโหยหอนของหมาจิ้งจอก ดังมาจากทางวัดอยู่บ่อย ๆ.

นั่นคือ สภาพหมู่บ้านขณะนั้นครับ.

สิ้นหน้าแล้ง...หลังบุญเดือนหกในหมู่บ้านผ่านแล้ว...ฝนจะเริ่มตก พื้นดินอ่อนนุ่ม สัตว์ป่าจะเริ่มออกมาจากที่หลบภัย เช่น โพรงไม้ใหญ่ ซุ้มกอไผ่ป่า เงื้อมหิน เพื่อหาอาหารกิน.

โดยเฉพาะหมูป่าละครับ...จะเริ่มมีรอยกีบเท้า ปรากฏบนพื้นดิน ให้พรานที่เตรียมล่าแกะรอย และรู้จักแหล่งที่อยู่ รัศมีการหากินว่ากว้างขนาดไหน จะได้ประมาณพื้นที่เตรียมล่า...

เมื่อถึงวันล่า ก็หาสมัครพรรคพวก(ลูกไล่ สัก 10-20 คน)ไม่เกินนั้น...พร้อมคนมีปืนแก๊ป ที่จะเป็นพรานคอยยิงหมู สัก 4-5 คน(สมัยนั้น หาปืนยาก).

วางแผนว่าจะวางพรานไว้ตรงไหน...! ลูกเหล่า ลูกไล่ จะไล่ จะตีเกราะ เคาะไม้ จะให้หมาพราน ค้นหาหมูป่า จากทางไหน ไปทางไหน.

ทิ้งระยะ ห่างจากหมูที่ล่าเท่าไหร่...ถึงจะไม่โดนปืนลูกหลงจากพรานที่ซุ่มยิงหมูตรงทางด่านที่หมูจะวิ่งผ่าน....

จนเกิดตำนาน พรานโดนหมูป่าขวิดท้องไส้ไหล.

โดนหมูวิ่งสวนควันปืน ขวิดจนพวงสวรรค์หาย.

สับไกปืน แล้วปืนไม่ลั่น เพราะหมูมีเขี้ยวหมูตัน...!

สับไกปืน แล้วปืนไม่ลั่น เพราะหมูป่ามีช้องหมูอยู่ในปาก

พรานหนุ่มใจกล้า สับไกปืนแก๊ป ปืนไม่ลั่น ขัดใจ ชักมีดเดินป่าออกฟันหมูป่า ดวลกันแบบฝ่ายหนึ่งอยากเอาชีวิต กับอีกฝ่ายป้องกันชีวิต.

เยอะแยะครับ...

รวมทั้งอาถรรพ์ต่าง ๆ จากการล่าหมูป่า.

จะเล่าตอนหน้าครับ....ยาวไปเดี๋ยวจะอ่านยาก

Chote Vanhakij
24 มิถุนายน 2560 เวลา 21:32 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1866551293665814&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 3 "ไล่ราวหมูป่า" (ต่อ)

"ช้องหมูป่า, เขี้ยวหมูป่าตัน"

เมื่อวานได้เล่าถึงการเตรียมการในการไล่ราวหมู่ป่า หลังฝนเดือนหกตกแล้ว เห็นรอยกีบหมูป่าเหยียบดิน จนพรานแกะรอย และรู้ที่อยู่เตรียมล่า.

(ผมเอง จบ ป.6.เมื่อสิ้นเมษายน 2523...อายุ สิบสามปีเต็ม ย่างเข้าสิบสี่ เพราะความที่ยากจน แต่เรียนดี เรียนเก่ง พ่อ แม่ไม่อยากให้มีชีวิตเป็นชาวไร่ยากจน.

เลยบอก บวชเรียนเถอะลูก...เผื่อได้ร่ำเรียนเป็นมหาเปรียญ มีความรู้เป็นคนดีแล้วออกมาทำมาหากิน...ว่างั้น..!)...เพราะเหตุนี้แหละ เลยทำให้ชีวิตพลิกผันแบบหน้ามือ หลังมือ...

เพราะจากเด็กต่างจังหวัดกะโปโลไม่รู้เรื่องอะไรเลยกับโลกภายนอก(คือ พอรู้บ้างผ่านตัวหนังสือพิมพ์ที่มีขายภายในหมู่บ้านสมัยโน้น)...ห่มผ้าเหลือง พอรู้วัตร ปฏิบัติของพระเณร...ก็มีอันต้องจากสังคมทุ่งนา ป่าใหญ่ ฟ้าใส ผู้คนจิตใจงดงามเข้ามาเป็นพระเณร ใน กทม.ทันที...

เพราะลุงนำมาฝากไว้ที่วัดแห่งหนึ่งแถวบางซื่อ กทม.

ก่อนนี้...เข้ามาครั้งหนึ่งแล้ว...พักที่วัดแถวลาดกระบัง กทม.แต่กลับไปจำพรรษา ที่ต่างจังหวัด.

ก็คิดเอาแล้วกันครับ...ว่าหน้ามือ หลังมือขนาดไหน.

คือ มาแบบปุบปับ แล้วชีวิตชนบท ก็ขาดหายไปเลยแต่นั้น ว่างจากเรียน ก็กลับไปเยี่ยมพ่อ แม่และญาติปีละครั้ง....

กลับไปแต่ละครั้ง หมู่บ้านก็เปลี่ยน ผู้คนเริ่มแปลกหน้า...เด็ก ๆ เริ่มโต....จนผ่านไปสิบกว่าปี ผมออกจากวัด(สึก)กลับไปก็เป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่นสำหรับคนในหมู่บ้าน นอกจากคนเฒ่า คนแก่ และญาติแล้ว แทบจะไม่มีใครรู้จักผมเลย ว่าเกิด และใช้ชีวิตในหมู่บ้านนี้สิบกว่าปีก่อนจะออกจากบ้านไปอยู่ถิ่นอื่น.

หมู่บ้านที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สาเหตุใหญ่สาเหตุหนึ่งก็คือ ประเทศลาวฝ่ายประชาธิปไตย พ่ายแพ้ให้กับพรรคอมมิวนิสต์อันเป็นชนชั้นแรงงาน...และถือเป็นการแตกประเทศ....

ลาวต้องไปอยู่ภายใต้การปกครองแบบสังคมนิยม.

ทำให้คนลาวที่ถือฝ่ายเสรีประชาธิปไตย โดนไล่ล่า เข่นฆ่า จนต้องหนีกระเซอะ กระเซิงเข้ามาฝั่งไทยตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2515...จนถึง 2525 จนทางสหประชาชาติ และโดยความช่วยเหลือของอเมริกา ส่งไปอยู่โลกที่สาม.

นั่นแหละครับ...หมู่บ้านเลยมีผู้คนมากขึ้นและโตแบบก้าวกระโดด เพราะมีผู้คนเพิ่มขึ้นมาอย่างกระทันหัน จากคนลาวที่ไม่สามารถไปอยู่โลกที่สาม...และมีญาติที่อื่น...ตกค้างในหมู่บ้านหลายร้อย.

จะยาว...เข้าเรื่องละกัน...

ช้องหมูป่า และเขี้ยวหมูป่าตันนั้น โบราณท่านว่ามีดีทางคงกระพัน แคล้วคลาด กันภูติผีปีศาจที่เกิดจากอำนาจป่า ฯลฯ.

บางท่านว่า ช้องหมูป่า คือขนเพชรของหมูป่าจ่าฝูง ที่มีฤทธิ์ส่งให้เกิดผลทางคงกระพัน.

แต่ผมเชื่อกระแสนี้มากกว่า...ว่าเกิดจากขนแผงของหมูป่าที่เกิดขนแผงตั้งแต่หว่างคิ้ว ยาวไปตลอดสันหลังจนถึงโคนหาง.

เป็นขนแข็งและหนา.. วิธีการเกิดคงเกิดจากขนแผงตรงหว่างคิ้วและกลางหัวของหมูป่ายาวมาก จนมาปิดตาหมูป่า บางทีอาจย้อยยาวมาจนจนถึงปากและเขี้ยว...หมูป่าคงรำคาญ เลยเอาลิ้นตวัดมากัดออก กลายเป็นขนที่คล้องอยู่ตรงเขี้ยวมั่ง.

ติดอยู่ในกระพุ้งแก้มมั่ง...จนยางไม้และอะไรต่าง ๆเข้าไปเคลือบจนแข็ง.

เขี้ยวหมูตัน...ตรง ๆ แล้ว ไม่บรรยายครับ

ทีนี้มาพูดถึงฝ่ายพรานครับ...

พรานโบราณสมัยนั้น นอกจากปืนลูกซองแฝด(ลำกล้องคู่)...และลำกล้องเดี่ยวที่ถือว่าเป็นปืนดีที่สุดที่ชาวบ้านมีครอบครองได้แล้ว.

ก็มีลูกซองห้านัดของ อ.ส.ประจำหมู่บ้านนี่แหละ ที่ดีกว่า.

นอกนั้นก็จะเป็นปืนแก๊ป....ที่พรานสร้างดินปืนเอง...หล่อลูกปืนจากตะกั่วอวนเอง จะเอาลูกโดด ก็หล่อลูกปืนใหญ่หน่อย เท่าเม็ดลูกปัด ถ้าจะเอาลูกเก้าก็เอาเม็ดเขื่องกว่าหัวเข็มหมุดหน่อย.

ลูกปรายก็เล็กลงไปอีก......

จึงเป็นเหตุให้คิดว่าหมูป่าหนังเหนียวมาจากตรงนี้.

หมูป่านั้น เป็นสัตว์หนังหนาครับ ถ้าลูกปืนที่เข้ากระทบ(โดยเฉพาะลูกตระกั่วกลม ๆ)ไม่กระทบเป็นมุมฉากกับพื้นผิวหนัง หรือมากกว่า 70 องศาขึ้น.

ลูกปืนจะแฉลบ และไม่ทะลุผิวหนังหมูป่า...ต่อให้เป็นปืนลูกซองลูกโดดหรือลูกเก้าเม็ด.

ถ้ามุมยิง...โดนขนที่แผงคอ(ซึ่งขนแข็งมาก)ไล่ตั้งแต่กึ่งกลางหน้าผากไป....มุมลูกกระสุนที่เข้าปะทะน้อยกว่า 70 องศาละก็.

กระสุนจะแฉลบ...ไม่เข้า.....กลายเป็นหมูป่าหนังเหนียวทุกตัว...จนเป็นตำนานเขี้ยวหมูตัน

และช้องหมูป่าแหละครับ.

ทีนี้ ปืนแก๊ปที่ชาวบ้านมี จะมีนกสับปืนไปตีแก๊ปให้แตกจนเกิดประกายไฟ ไหลไปจุดชนวนดินปืนที่ท่อรูเข็มจนไประเบิดภายในลำกล้องปืน.

ส่งกระสุนจากท่อลำกล้องปืน เข้าสู่เป้าหมาย.....

ไว้ต่อวันหน้าละกันครับ....

บทหน้า...พรานหนุ่มขัดใจชักมีดเดินป่า...ออกดวลกับหมูป่า....เพราะปืนไม่ลั่นครับ

Chote Vanhakij
25 มิถุนายน 2560 เวลา 21:32 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1867165393604404&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 4 "หลามปลากั้ง"

"ถวิลหาอดีต" "ไล่ราวหมูป่า" ทีแรกก็เขียนเล่น ๆ ไว้ให้ลูกหลานอ่านในอนาคต...กะว่าอย่างนั้นจริง ๆ ครับ...แต่คุณพี่ที่เคารพ เพราะติดตามข่าวทางด้านการเมืองมานาน(ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว)...แต่ดูเหมือนญาติสนิท...ท่านคนทางลำพูน...คิดว่าแบบนั้น. พี่ ธนวุฒิ ดุษฎีปัญจพร.ครับ.

ขออนุญาตเอ่ยนาม...ท่านนำข้อเขียนเล่น ๆ ของผมไปลงในที่แห่งหนึ่งทั้งสามตอนแล้ว...แก้ไขอะไรไม่ทัน ท่านนำไปลงแล้วถึงส่งข่าวมาบอก.ผมก็ไม่มีโอกาสแก้ไข วรรคตอน ตัวอักษร สำนวนทั้งสิ้น... ทั้งเรื่องส่วนตัวที่แทรกไว้...ก็ไม่ได้ตัดออก...ถ้ามีโอกาส หรือท่านบอกก่อน ก็คิดว่าจะแก้ให้สำนวนลื่นไหลกว่านี้.

เป็นเกียรติอย่างมากครับ...!


Tong Maririn : "ผมว่าเขียนอย่างที่คุณโชติเขียนภาษาบ้านๆนี่ละครับมีเสน่ห์ชวนติดตาม เขียนมาจากชีวิตไม่ต้องแต่งเสริมเติมแต่งนี่ละครับที่น่าอ่านน่าจดจำ"

เลยขอพัก เรื่องไล่ราวหมูป่า เมื่อปลายเดือนหก...เริ่มเข้าต้นฤดูฝน ข้ามไปปลายฤดูฝนเดือนสิบเอ็ด ต้นเดือนสิบสอง...ต่อเดือนยี่จะเข้าหน้าแล้ง.

(เป็นการนับเดือน แบบจันทรคติของไทยครับ มีเวลาจะอธิบายในหน้าอื่น).

ปลายเดือนสิบเอ็ด ข้าวไร่เริ่มแก่ ใกล้เก็บเกี่ยว(ข้าวปี) ถ้าเป็นข้าวเบา(ข้าวดอ)ก็เกี่ยวไปทานกันเป็นข้าวใหม่, ข้าวหลาม ในกระบอกไม้ไผ่ข้าวหลามเสียแล้ว.

เดือนนี้ฝนขาดเม็ด ลมหนาวมาแล้ว...น้ำในลำห้วยต้นน้ำจะใสมากจนเห็นพื้นท้องน้ำ...

และลำห้วยเล็ก ๆ ต้นน้ำบนภูเขา สายน้ำจะขาดห้วงเป็นช่วง ๆ ปลาจำพวก ปลาผ่านบู่, ปลากั้ง, ปลาซิว, กระสูบจุด แม้กระทั่งลูกอ๊อดของกบภูเขา (ทางแม่ฮ่องสอนเรียก กบแลว) แถวบ้านเกิด เรียกเขียดปาดบ้าง.

หรือมีชื่ออื่นอีก ก็จำไม่ได้...แต่ลูกอ๊อด(เพชรบูรณ์ เรียกอีปุ่ม)เหล่านี้ พร้อมปลาจะหลบลงน้ำลึก ลงแอ่ง.

เขียนมาซะยาว...!

วันนี้...จะพาไป "หลามปลากั้ง" กินข้าวกลางป่ากันครับ

เรื่องหมูป่า...ขอขยักเรียกความจำก่อน.

(ทีมงานวันนั้น พ่อ, ผม, น้องชายเก้าขวบ...แม่เลี้ยงน้องสาวคนที่สาม, และสี่อยู่บ้าน)

ปลากั้ง...บางที่เรียกปลาก้าง (อังกฤษ Dwarf snakehead, Red-tailed snakehead) ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในวงศ์ปลาช่อน (Chanidae).

มีรูปร่างคล้ายปลาในวงศ์นี้ทั่วไป แต่มีส่วนหัวกลมมน และโตกว่า ลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อน ถึงน้ำเงินคล้ำ และมีลายปะ หรือจุดสีคล้ำ ท้องสีจาง โคนครีบอกมีลายเส้นสีคล้ำเป็นแถบ 4-6 แถบ ครีบหลัง ครีบก้น และครีบหางมีสีเทาหรือสีน้ำเงินเรื่อ ขอบหางสีส้มหรือสีจาง.

มีการกระจายพันธุ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในพม่า, ไทย, ลาว, เขมร, เวียดนาม...

บางตำราว่ามีกระทั่งมาเลย์, อินโดนีเซีย,บาหลี โดยพบได้แถบลำธารต้นน้ำในภูเขา...พอออกลำน้ำใหญ่กลับไม่ค่อยพบ.

ปลาก้างจัดเป็นปลาชนิดหนึ่งของปลาวงศ์นี้ ที่มีขนาดเล็ก โตเต็มที่มีขนาดยาวไม่เกินหนึ่งฟุต.

พบได้ในต้นน้ำบนภูเขา ทั่วทุกภาคของประเทศไทย จัดเป็นปลาที่มีสีสันสวยงาม และเลี้ยงไว้ดูเล่น.

แต่ยังไม่มีเลี้ยงในเชิงพาณิชย์.

ปลากั้ง หรือปลาก้าง ที่พบในถิ่นเกิด มีสีครีบหลังสีแดงสดเหมือนไฟ เหมือนกับที่พบในเทือกเขาสูงทางฝั่งซ้ายน้ำโขง(ลาว)...มีชื่อที่ทางนักมีนวิทยาให้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า "Channa gahua" เหมือนกับปลากั้งอินเดีย.

แต่นักมีนวิทยาบางท่านเห็นว่า ปลากั้งทางเอเชียอาคเนย์ น่าจะใช้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า "Channa limbata" มากกว่า.

พอแล้วนะครับ...อ้างอิง.

เดินห่างจากบ้านประมาณ 3-4 ก.ม.ก็ถึงซอกห้วยต้นน้ำ สายน้ำขาดช่วงเป็นแอ่ง ๆ พ่อพาเดินเลาะลำห้วยหมายตาไว้สองสามแอ่ง ที่มีชายเฟือยจากหญ้าเลา ล้มปลายหญ้าลงในน้ำ.

พ่อบอกให้รื้อออก ก็ช่วยกันทั้งสามคนรื้อหญ้าออกพ้นน้ำ...เริ่มเห็นปลากั้งตัวขนาดถ่านไฟฉายก้อนใหญ่ออกมากระโดดหลายตัว.

ลงมือไล่ตะครุบสิครับ ทีนี้ น้ำแค่หัวเข่า แอ่งแคบ ๆ กว้างแค่ 2-3 เมตร...สนุกมาก แต่ละแอ่งตัวใหญ่ ๆ มีเป็นสิบ...ตัวเล็กนี่เยอะ.

ไม่ได้เอาสวิงไป....เพราะตั้งใจไว้แบบนั้น...!

ชาวป่า...ถ้าจะจับปลาแบบหมดแอ่ง...ทำไม่ยากครับ(ทุบรากไหล โล่ติ๊นนั่นแหละครับ)...โยนลงน้ำ สอง สามราก สิบนาทีปลาก็โผล่มาให้จับ.

ใครเคยดูยูทูปจะรู้ครับ....เหมือนชาวป่าทุบแช่น้ำ ให้ปลาไหลไฟฟ้าโผล่ แล้วเอาไม้แทงนั่นแหละ.

พืชมีพิษต่อระบบเหงือกของปลา...ชนิดเดียวกัน.

ได้มาแล้ว ทั้งเล็กใหญ่ ร่วมสามสิบตัว...พ่อบอกพอ ขึ้นจากน้ำคัดตัวงาม ๆ มาสิบตัว ให้ขอดเกล็ดห้าตัว.

ไว้ย่างอีกห้าตัว.

บอกให้ขอดเกล็ดปลารอ แล้วก่อไฟไว้ด้วย พ่อหายไปสักพัก กลับมาก็มีมะเขือพวง, มะกอกป่า,เถาสะค้าน, ผักกูด...

ได้มาแล้วใช้ให้น้องไปล้างผัก....ผมย่างปลา.

ขั้นตอนนี้ พ่อเลือกบั้งหลามจากต้นไผ่หลามข้างห้วย...สับปลา ปาดกระบอกไผ่....คะเนปลากับน้ำแล้ว.

เคล้าเกลือกับปลา สับเถาสะค้านลงกระบอก...

กรอกพริกขี้หนู เนื้อปลา เกลือ ควักน้ำพริกปลาร้าในกระปุกลงไปด้วย.

ผ่ามะกอกลงไปลูกหนึ่ง.....ส่วนผักกูด บางทีก็ไม่ใส่

เอาไปเผาไฟ(หลาม)ครับ.

สุกแล้ว ก็ดูภาพเลยครับ.

เทลงรางไม้ไผ่....ล้อมวง....เป็นมื้ออาหารที่ถือว่าอร่อยที่สุดของปีนั้นเลย

Chote Vanhakij
26 มิถุนายน 2560 เวลา 22:43 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1867846133536330&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 5 "ไล่ราวหมูป่า" (ต่อ)

"ช้องหมูป่า เขี้ยวหมูตัน"

ประเภทเครื่องราง...ที่เกิดจากสัตว์ทิ้งไว้ โบราณาจารย์ถือว่าเป็นของทนสิทธิ์โดยธรรมชาติ...แล้วมนุษย์เอามาให้ครูบา อาจารย์ปลุกเสก ลงเลขยันต์เพื่อความขลังนั้น ที่ได้ยิน ได้ฟังคุ้นหูมาบ่อย ๆ ก็มี.

1. ช้องหมูป่า.
2. เขี้ยวหมูตัน
3. เขี้ยวเสือ
4. กระดูก หรือหนังหน้าผากเสือ.
5. เขากวางคุด
6. งากำจัด งากำจาย
7. เขากำจัด เขากำจาย
ฯลฯ....

สมัยที่ยังอยู่บ้านป่า เป็นเด็ก ยังไม่เข้าใจอะไรมากมาย คนเฒ่า เล่าอะไรให้ฟัง ก็เชื่อตามละครับ ประเภทเครื่องราง ของขลัง ที่เล่ามานี่........

ก็อยากได้ อยากมี.

จนเมื่อบวชหลายพรรษา มีความรู้ทางโลกสูง และทางธรรมสูงแล้ว เฉย ๆ แต่ก็ไม่ทำร้าย ทำลายความเชื่อใคร ถือว่าใครเชื่อจนเกิดความเชื่อมั่น แปรพลังความเชื่อมั่นนั้น เป็นกลุ่มก้อน พลังงานทางจิต...

ส่งให้เกิดผล ในทางความคงกระพัน ชาตรี หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ของทนสิทธิ์ที่กล่าวมาจะอำนวยผลให้.

มันมาเกี่ยวกับการล่าหมูป่ายังไงละครับ?....

คือ หลาย ๆ ครั้ง ที่พรานตามล่าหมูโทน หรือหมูจ่าฝูง ตัวใด ตัวหนึ่ง จนยกปืนขึ้นยิงหลายครั้ง ก็ไม่แตก ปืนไม่ลั่น.

แน่ใจว่ายิงโดนจัง ๆ แต่อำนาจทะลุ ทะลวงของกระสุนก็ทำอันตรายหมูป่านั้นไม่ได้ จนทำให้พรานนั้นสงสัย และสืบดู จนถึงเวลาหมูนั้นโดนกับดัก จับตัวมาได้.

หรือยิงตาย แล้วเอาบางสิ่งบางอย่างที่แปลกพิเศษในร่างนั้น มาถามผู้รู้...จนแน่ใจว่าใช่สิ่งนั้น แล้วเกิดการแสวงหา.....

แต่ในความคิดของผม คิดว่าอำนาจของแรงกระสุนปืนโบราณนั้น ไม่รุนแรงพอมากกว่า.

จึงทำให้ดูเหมือนว่าหมูนั้นหนังเหนียว ยิงไม่เข้า...เพราะจริง ๆ หนังหมูป่า เทียบกับหนังเก้งแล้ว หนา บาง ห่างกันเป็นเซ็นต์เลยครับ.

อีกอย่างดินปืนโบราณนั้น มีกรรมวิธีที่คล้ายกันก็จริง แต่ก็มีสูตรดินปืนของใครของมัน(คือระเบิดแรง ปานกลาง)ต่างกัน...ง่าย ๆ ใครเคยดูบั้งไฟ ที่เขาจุดทางภาคอีสานบ้างครับ.

เคยขอดูดินปืน ที่บรรจุในกระบอกบั้งไฟไหมครับ?

งั้นผมจะอธิบาย ดินปืนที่บรรจุบั้งไฟนั้นมีแรงระเบิดปานกลางให้ผลในทางลุกไหม้มากกว่าแรงระเบิด.

ส่วนดินปืนที่บรรจุในกระบอกปืนแก๊ปนั้นให้แรงระเบิดมากกว่า และจุดระเบิดอย่างรวดเร็ว รุนแรงมากกว่าดินปืนบั้งไฟครับ......

วิธีทำ...

ไม่อธิบายสูตรโดยละเอียดนะครับ เอาแต่พอรู้หลัก ๆ แล้วจะข้ามไป.

ต้นพริกแก่แห้งสนิท, ไม้ปอมอง(ไม่ทราบชื่อในถิ่นอื่น)ไม้ชนิดนี้เนื้อไม้เบา เป็นถ่านแล้วโขลกแหลกง่าย พอ ๆกับต้นพริก, หรือไม้ชนิดอื่นเนื้อเบา.

เผาให้เป็นถ่านเตรียมไว้ ได้พอแล้วใส่ครกหินโขลกให้ละเอียด(ใส่น้ำไปด้วยหน่อยหนึ่ง)พอให้ถ่านจับตัวเป็นก้อน

ใส่กำมะถัน ใส่ดินประสิว ตามอัตราส่วน ระวังอย่างเดียวต้องคอยหยอดน้ำในครกเรื่อย ๆ ไม่ให้ดินปืนแห้ง.

ถ้าไม่อย่างนั้น จะเท่ากับเราเอาระเบิดมือลูกหนึ่งมาโยนลงตรงหน้าใกล้ ๆ ตัวเอง.

บดไปจนได้ที่...แบ่งดินปืนสักครึ่งช้อน ไปตากแดดให้แห้ง ทดลองจุด ถ้าพรึบเดียว....

เหลือแต่รอยจาง ๆ บนพื้นใบตองก็ใช้ได้.

ถ้าลุกไหม้ช้า มีรอยไหม้บนพื้นใบตอง ก็แน่ละ ถ่านไม่ละเอียดพอ ดินประสิวน้อย.

เติมดินประสิวเข้าไป...โขลกและทดลองจนได้แรงระเบิดที่ต้องการแล้ว...ยีให้ละเอียด ตากแดดให้แห้งสนิท.

ทดลองกรอกปากกระบอกปืนแก๊ป ลองยิงครับ.

ปืนแก๊ปนั้นเป็นปืนลำกล้องเรียบ ใช้ยิงด้วยลูกตะกั่วกลม ๆ ยิงครั้งหนึ่งแล้ว กว่าจะกรอกลูกปืน พร้อมยิงนัดที่สอง ก็ใช้เวลาอย่างเร็วสุดก็สิบนาทีครับ....ประมาณนั้น เป็นจุดอ่อนในการล่าสัตว์อย่างมาก เพราะจะไม่สามารถยิงซ้ำได้อย่างรวดเร็วเหมือนปืนยุคปัจจุบัน.

กรณีหมูป่าวิ่งสวนควันปืนนัดแรก ถ้าไม่โดนจุดตาย หรือที่สำคัญ...มีทางเลือกสามทางครับ.

1.โดดเกาะต้นไม้ที่อยู่ใกล้ ขึ้นไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะมีเวลา.

2.บังหลังต้นไม้ ถ้ามีต้นไม้ใหญ่ให้บัง และปีนขึ้นไม่ได้

3.ชักมีดซุย หรือมีดประแดะ ออกมาเตรียมสู้.

(ตัดเรื่องหมูป่าหนังเหนียวไว้ก่อนครับ เอาเรื่องนี้ให้จบก่อน).....

พรานทั่วไป...มักจะเลือกสองวิธีแรก...ไม่เอาวิธีที่สาม กลัวไส้ตัวเองทะลัก...เพราะคมเขี้ยวหมูป่า.

พรานป่าพื้นบ้านมักจะมีมีดซุยปลายแหลม, มีดชายธง, มีดบ่องหรือจะเรียกมีดประแดะ ก็ตามแต่ติดตัวทุกคนเวลาเข้าป่า เป็นมีดเดินป่าประจำตัวทุกคน.

สมัย พ.ศ.นั้น การเห็นชาวบ้านสะพายย่าม พร้อมปืนแก๊ป มีดเดินป่าในแปมหวาย(ฝักมีด)...ในหมู่บ้านหรือในดงเป็นเรื่องปกติครับ....เพราะแต่ก่อนไกลปืนเที่ยง โจรผู้ร้ายเยอะ...ต้องมีไว้ป้องกันตัว.

(ปัจจุบัน ปืนเถื่อน เสียค่าปรับ (โดนรีดด้วยมั้ง) เป็นหมื่นละครับ).

เหลือบไปดูภาพปืนแก๊ปนิดหนึ่ง....!

พ้นแล้ง เริ่มฝนปีนั้น...คุ้มบ้านผมมีไล่ราวหมูป่า พรานอาวุโส มือยิงหมูป่า สี่ห้าคน ดักตามช่องทาง ที่หมูจะวิ่งผ่าน.

พรานใหม่คอยซ้ำ มีแต่หนุ่ม ๆ วัยรุ่นเป็นสิบ.

เด็ก ๆ อย่างพวกผม คอยตีเกราะ เคาะไม้ให้ป่าแตก.

หมาพรานคอยตามกลิ่นเป็นสิบตัว.

......................

หมาพรานได้กลิ่น เห่าโฮ่ง ขึ้นสี่ ห้าตัวก็รู้แน่ครับ เจอตัวแล้ว พรานลูกไล่รุ่นหนุ่ม เริ่มต้อนหมูไปทางพรานใหญ่ พวกผมเด็ก ๆ อยู่ชั้นนอกห่าง ๆ กลัวขวางทางปืน.

หมูวิ่งจะพ้นเหล่า(ป่าหญ้าสาบเสือท่วมหัว)อยู่แล้ว จะเข้าทางปืน กลับวิ่งสวนทางกลับมาหาพรานลูกไล่มือใหม่....

(ข้อความต่อไปนี้ ไม่ได้เห็นกับตา แต่ฟังจากปากพรานรุ่นพ่อ และคนเจ็บทีหลัง)...พวกเด็ก ๆ อย่างพวกผมเห็นอยู่ห่าง ๆ

หมูป่าวิ่งสวนทางเข้าหาพรานหนุ่ม หมาพรานพื้นบ้านกระโชกไล่ตามเป็นสิบ...ระยะ 15 เมตร.

พรานมือใหม่ ตวัดปืนแก๊ปจากไหล่ ประทับพานท้ายเข้าซอกไหล่ประทับบ่า.

(ถ้าล้มได้นัดเดียวและประจันหน้าแบบนี้ คุยได้เป็นปี และขึ้นชั้นพรานอาชีพเลยแหละ...ขอบอก)

ง้างนก สับไกไล่หลังกันแค่ครึ่งวินาทีละมั้ง(โม้เอามันนะครับ)...น่าจะสามวินาที.

นกสับแก๊ปปืนบนถ้วยแก๊ปดังเป๊ก....เงียบ

ปืนไม่ลั่น.....!

พรานหนุ่มขัดใจ โยนปืนเข้าป่าสาบเสือทางขวา...คว้าด้ามมีดข้างเอว.

ยังไม่พ้นฝัก หมูป่าก็ชนตูมเข้าตรง กระดูกเชิงกรานด้านหน้า...กระเด็นเข้าป่าสาบเสืออีกทาง.

หมูป่าเป๋ไปอีกทาง.

หมาพรานล้อมหน้า ล้อมหลังเข้าทัน หมูป่าก็หันซ้าย หันขวา สู้หมา พอดีพรานใหญ่ตามมาทันก็เล็งปืนรอจังหวะ(กลัวยิงโดนหมาพราน).

(ปกติถ้ามุมยิงทางซ้ายลำตัวเหยื่อได้ นี่ถือว่าสุดยอดเป้าครับ....เป้าหัวใจ).

หมูป่าเคลื่อนตัวพ้นหมา พรานใหญ่ก็สับไกโป้ง.....ตูมสนั่น..

พวกผมก็เฮสิครับ.....พรานระดับนี้อยู่แน่นอน.

ปรากฏว่าเป้าเลื่อน โดนกระดูกสันหลังหมูหัก ลงไปนั่งกอง....จะซ้ำก็ต้องบรรจุนัดใหม่.

หมูป่าก็งับซ้าย งับขวาสู้หมา...

แต่พรานหนุ่มสิครับ หายจุกลุกจากป่าหญ้าสาบเสือ คว้ามีดซุยได้ก็กระโจนเข้าฟันหมูป่า.

พรานใหญ่ร้องทันแค่....อย่า.

พรานหนุ่ม ฟันไป หมูหลบทัน แต่หันกลับ มางับกัดมือที่ถือมีดพรานหนุ่ม กระดูกหักไปหนึ่งนิ้ว.

กระดูกหลังมือแตก เส้นเลือดขาด...หลุดออกมาก็พอดีพรานคนอื่นตามทัน.

ซ้ำปืน ไปอีกสองนัด.

แต่ต้องมาปฐมพยาบาลคนเจ็บด้วยใบสาบเสือห้ามเลือด พันด้วยผ้าขาวม้า ส่งอำเภอก่อนค่ำ.

หมูป่าโทนตัวนั้น หนักเกือบ 80 กิโลกรัม.

ดูภาพประกอบปืนแก๊ป, มีดซุย และพรานรุ่นหนุ่มได้เลย.

พรานหนุ่มของจริง(ภาพจากเน็ต).

พรานแก่ ภาพจากละคร.

Chote Vanhakij
27 มิถุนายน 2560 เวลา 23:35 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1868565510131059&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 6 "ไล่ราวหมูป่า" (ต่อ)

"ช้องหมูป่า, เขี้ยวหมูตัน"

ส่งท้ายเรื่อง เรื่องนี้..............

เครื่องราง ของขลัง บรรดามีที่มนุษย์สรรหามาไว้คุ้มครองป้องกันตัวเอง ก็ล้วนมาจากความหวาดกลัวต่อภัย และความไม่รู้ต่าง ๆ นั่นแหละครับ.

เมื่อยังไม่มีพุทธศาสนาเป็นแนวทางให้คิด...ให้ขยายไปสู่ความเข้าใจโลกและชีวิต.

ก็ยึดเอาสิ่งต่าง ๆ ที่คิดว่าทำให้ตัวเองปลอดภัย รู้สึกมีความมั่นคงทางด้านจิตใจ เต็มอิ่มในความรู้สึกมายึดถือ เคารพบูชา เป็นที่พึ่ง ที่ยึดเหนี่ยว.

แม้เมื่อมีพุทธศาสนาเป็นที่ให้ความเข้าใจ ด้านโลก, ชีวิต และโลกหน้า.....ก็ยังมีแนวความคิดเดิม ๆ เข้ามาเกาะเกี่ยวกับคติทางศาสนาหลาย ๆ อย่าง เช่น กรรม, ผลบุญ, หรือผลแห่งบาปอกุศลที่ส่งผลข้ามภพชาติ ในคติทางพุทธศาสนา จนมีส่วนหยั่งรากลึก ในความคิดและสามัญสำนึกของชาวไทยถิ่นนี้...ให้มีคติ ความเชื่อ และแนวคิดอื่น ๆ ปน ๆ กันอยู่เสมอ กับแนวความคิดเดิมที่เข้ากันได้....

อย่างไรครับ?......

อย่าง...ช้องหมู เขี้ยวหมูตัน แบบนี้ คนไทยส่วนใหญ่เชื่อกันอย่างมาก และเล่าสู่ลูกหลานรุ่นต่อรุ่น ว่าเป็นเครื่องรางจากสัตว์ ที่มีฤทธิ์ อำนาจในตัวเอง เป็น "ทนสิทธิ์"...ที่ไม่จำเป็นต้องผ่านการปลุกเสก.

เพราะเชื่อว่าชาติก่อน ๆ สัตว์เหล่านี้อาจเคยเป็นมนุษย์ที่มีฤทธิ์ หรือเป็นสัตว์ที่บำเพ็ญบารมีมาก่อน.

เมื่อเกิดมาในชาติภพปัจจุบัน...อำนาจฌาณ อภิญญาต่าง ๆ ที่เคยบำเพ็ญไว้ จะทำให้วัตถุธาตุบางอย่างในตัวมีฤทธิ์ เกิดอำนาจที่จะปกป้องคุ้มครองสัตว์นั้น ๆ จนกว่าจะหมดภาวะความเป็นอยู่ในภพนั้น ชาตินั้น แล้วไปเสวยภพใหม่ ตามผลแห่งกรรม.

และทิ้ง "ทนสิทธิ์" ตามธรรมชาติเหล่านี้ ไว้ให้แก่ผู้มีกรรมเกี่ยวเนื่อง นำไปใช้.

ผมเองที่นำมาเป็นหัวเรื่อง มิได้มีเจตนา จะให้ไปคลุ้มคลั่งแสวงหา เอามาเป็นเครื่องปกป้อง คุ้มครองตัวแต่อย่างใดครับ.

............................................

ในเอกภพ (Univers) อันกว้างใหญ่นี้...จะอธิบายแบบบ้าน ๆ นะครับ.

จักรวาลที่เราอาศัยอยู่นี้ ชื่อ สุริยะจักรวาล มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง มีดาวบริวารอยู่ 9 ดวง ปัจจุบันให้การยอมรับว่ามีแค่ 8 ดวง.

สุริยะจักรวาลของเรานี้ คือ หนึ่งในจักรวาล ที่มีแสนหรือล้านจักรวาล รวมอยู่ในแกแล็คซี่ทางช้างเผือก.

และแกแล็คซี่ทางช้างเผือกของเรา ก็แค่หนึ่งในกาแล็คซี่หนึ่งเท่านั้น ที่บรรจุอยู่ในความว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ คือ Univers.

แม้แกแล็คซี่ใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุด คือ กาแล็คซี่อันโดรมีดา ก็ไกลออกไป 2.2 ล้านปีแสง.

เฮ้อ...คิดตามช้า ๆ นะครับ ตัวตนของมนุษย์เราแต่ละคนก็แค่ธุลีเล็ก ๆ ในเอกภพ อันกว้างใหญ่เท่านั้น.

เฉลี่ย 85 ปีทุกคนก็จะกลายเป็นเถ้าธุลี คืนสู่ธาตุกำเนิดเดิมทั้งหมด.

ลัทธิใดที่เชื่อว่า ไปสู่พระเจ้าที่ยิ่งใหญ่....ก็หวังว่าตัวเองจะกลับไปรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้า

พุทธศาสนา ก็บอกว่าเมื่อละโลกนี้ไป ทุกคนจะไปที่ใดก็แล้วแต่ ผลกรรมดี ชั่วที่ตัวเองสร้างไว้....บังคับที่เกิดเบื้องหน้าไม่ได้.

แล้วคนเราเกิดมาเพื่ออะไร? เกิดมาพบความลำบาก ไม่มีความสุขเสมอกันทำไม?.

นั่นสิ?.......

อยากพูดอะไรลึกซึ้งกว่านี้ละครับ.

แต่ช่างเถอะ....

ต่อให้มีเครื่องราง ของขลัง เมื่อหมดเวลาของเรา ของเขา ต่างคนก็ต่างไป.

หาอะไรยึดเหนี่ยว เป็นอมตะตลอดไม่ได้.

มีเครื่องรางของขลัง ก็เพราะเราอยากได้ อยากมี อยากเก่งกว่าคนอื่น มิใช่หรือ?.

" เมื่อวานก็ผ่านไปแล้ว คิดคำนึงนึกไป ก็กลับไปทำอะไรไม่ได้.....

พรุ่งนี้ ก็ยังมาไม่ถึง....!

มีแต่เดี๋ยวนี้...ที่สามารถกระทำ ".

นี่ใยมิใช่ แนวทางพุทธศาสนา ที่พระพุทธองค์พร่ำสอน ตรัสสอนอยู่เสมอ....

Chote Vanhakij
29 มิถุนายน 2560 เวลา 21:58 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1869911463329797&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 7 "ไปไต้เขียด"

"ส่องไฟ จับกบ จับเขียดตอนกลางคืน"

สมัย พ.ศ.นั้น ก่อนปี พ.ศ.2515 ประเทศลาว ยังมีฝ่ายเสรีประชาธิปไตย รบติดพันอยู่กับฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ ทางเหนือขึ้นไปจากหมู่บ้านที่ผมอยู่ ประมาณ 200 ถึง 200 กว่ากิโลเมตรด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แถวทุ่งไหหิน ซำทอง เมืองล่องแจ้ง.

ผมเป็นเด็ก พื้นที่แถวนี้ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่สีแดง ลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังแผ่ระบาด ขยายแนวคิดเต็มที่...และเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่มีความเป็นธรรม มักจะตกเป็นเป้าโจมตีของพลพรรคลัทธินี้.

เพื่อแสดงให้ชาวบ้านเห็นแนวทาง จะได้มาศรัทธา เชื่อถือเป็นแนวร่วม ส่งเสบียงอาหาร เวชภัณฑ์ต่าง ๆ ให้แก่พลพรรคลัทธินี้อยู่ได้.

รอคอยทัพใหญ่ และกำลังพลเมื่อฝ่ายเสรีประชาธิปไตยพ่ายแพ้(ตอนนั้น มีนายพลวัง เปา เป็นหลักโดยการหนุนของชาติมหาอำนาจ...และแนวร่วมจากทหารรับจ้างปิดทองหลังพระจากไทย...

และไทย โดยการที่ไทยยอมให้ชาติที่หนุนลาวสมัยนั้น เข้ามาตั้งฐานทัพในแดนไทย เช่น กองบินอุดรฯ, กองบินโคราช, กองบิน 4 ตาคลี, ฐานทัพอู่ตะเภา ฯลฯ ).....

แล้วพลพรรคคอมมิวนิสต์ที่เชื่อมั่นในชนชั้นกรรมาชีพ ว่า คือผู้ทำงาน.....

หาใช่ชนชั้นผู้ดี ชนชั้นผู้ปกครองไม่....ที่เป็นผู้สร้างผลผลิตแก่ชาติ...

จะได้ยาตราเข้ายึดประเทศไทย สถาปนาการปกครองแบบใหม่ ที่ชนชั้นผู้ดีเกลียดชังและคัดค้านลัทธินี้...ชนิดตายกันไปข้าง ไม่ยอมประนีประนอมเด็ดขาด.

มันเกี่ยวกับเรื่องที่ผมจะเล่าตอนเด็กตรงไหน?.

เกี่ยวครับ...!

พื้นที่สีแดง คือที่แทรกซึมของ ผกค.สมัยนั้น เจ้าหน้าที่รัฐ หรือ คนต่างพื้นที่จะแห่แหนกันเข้าไปยุ่มย่าม หรือ คึกคะนอง โลดโผน ใช้อำนาจกดขี่ เรียกร้องอะไรจากชาวบ้าน หรือคนที่อยู่ในพื้นที่ได้ยาก.

ชาวบ้านเอง ก็ไม่ได้เดือดร้อนจากการที่มีพวกนี้อยู่มากนัก(ที่อื่นไม่ทราบ)...แต่แถวเขตตำบล แทบจะไม่มีผลกระทบจากการที่มีพวกนี้อยู่เลย.

แต่ก่อนนักเลง, โจร, ขโมยลักวัว ลักควาย ถ้าก่อความเดือดร้อนมาก ๆ ชาวบ้านยังได้อาศัยพวก ผกค.มายิงทิ้งให้....!

(ซึ่ง ผกค.ส่วนหนึ่งก็เป็นชาวบ้านที่ได้รับความอยุติธรรมจากรัฐ และเจ้าหน้าที่รัฐ เลยไปเข้ากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(ทั้งนี้ ยังไม่ถึงสมัยนักศึกษาจากธรรมศาสตร์ไปเข้าร่วมครับ)...และเห็นความอยุติธรรมบ้าง เจ้าหน้าที่บ้านเมืองล่าช้าไม่สนใจติดตามคดีแบบนี้บ้าง ฯลฯ เป็นญาติกับประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนบ้าง...

พอได้รับการร้องขอ...ก็จะไปจัดการให้ เพราะมีปืนดีอย่างหนึ่ง...มีที่หลบซ่อนตัวดีอีกหนึ่ง...ได้คะแนนนิยมอีกอย่างหนึ่ง)....

สรุปง่าย ๆ ครับ...!

จะได้สั้นเข้า พื้นที่สีแดง คือ พื้นที่อันตรายจากพวกก่อการร้ายคอมมิวนิสต์(ตามคำโฆษณาของรัฐบาลสมัยนั้น)...จึงเป็นเหมือนพื้นที่ป่าศักดิ์สิทธิ์...พวกพ่อค้า นายทุนหน้าเลือดทั้งหลาย ก็ไม่กล้าเข้าไปตัดไม้ทำลายป่า..

ชาวบ้านเองก็ไม่กล้าหักล้าง ถางพง เข้าไปทำไร่ลึกนัก เพราะกลัวถูกทางการโยนข้อหาเป็นแกนบ้าน เป็นสายให้กับพรรคคอมมิวนิสต์...และกลัวต่อการเสี่ยงจากความเข้าใจผิดจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ด้วย...

เพราะฉะนั้น ป่าจึงเป็นป่า ดงจึงเป็นดง ความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ จึงมีอยู่ครบถ้วน...

สัตว์ประเภทสัตว์ครึ่งบก ครึ่งน้ำ กบ เขียด อึ่งอ่าง เขียดเล็ก เขียดน้อยอื่น ๆ จึงมีให้จับไม่หวาด ไม่ไหว...

เพราะจะเอาไปขายใครที่ไหน ก็ไม่มีใครซื้อ เนื่องจากใคร ๆ ก็หาจับเองได้.

ไม่มีการลดจำนวน เพราะสารเคมีต่าง ๆ เช่น ยาฆ่าหญ้าแบบดูดซึมในสมัยปัจจุบัน.

เดือนหก ข้างเพ็ญสิ้น...เริ่มข้างแรม....ฝนเริ่มกระหน่ำหนัก ทำให้เริ่มมีน้ำในกระทงนา...กบ เขียดที่จำศีล เริ่มออกมาหาอาหารกิน จนเริ่มอ้วน....

รอฝนห่าใหญ่ ๆ ก่อนจะมีน้ำหลาก สักห่า....ก็จะมีกบ เขียดออกมาจับคู่ข้างหนองน้ำ.

คงต้องขอยกยอดวันพรุ่งนี้ครับ.......เน็ตรวน..

จะมาต่อ...นะครับยังไม่จบ.

Chote Vanhakij
30 มิถุนายน 2560 เวลา 17:58 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1870485329939077&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 8 "ไปไต้เขียด" (ต่อ)

หลังหน้าแล้งของปีหลังจากแล้งมานาน ผ่านสงกรานต์ กลางเดือนเมษายนแล้ว พื้นดินแถบถิ่นบ้านเกิด ถ้าปีไหนไม่แล้งจัด...หรือแล้งนานจนถึงค่อนปี เดือนเจ็ด เดือนแปด.

ฝนก็จะทยอยตกมาเรื่อย ๆ ห่าเล็กบ้าง ห่าใหญ่บ้างแล้วแต่พายุที่เข้า ทำให้พื้นดินที่แห้งแล้งมานาน เริ่มอ่อนนุ่ม จนสัตว์ใหญ่ เช่น หมูป่า เก้ง ชะมด ฯลฯ เริ่มมีรอยเท้าปรากฏบนพื้นดิน.

เพราะออกจากที่ซุ่มซ่อนในป่ารก มาหากินรากไม้ และอาหารอย่างอื่น ซึ่งผมก็ได้พาไล่ราวหมูป่าไปแล้ว.

เริ่มมีน้ำขังตามแอ่ง แต่ไม่มากนัก กบ เขียด ยังไม่ออกมาจากที่หลบซ่อน และมาออกันตามหนองน้ำ เพื่อรอผสมพันธุ์.

ขึ้นเดือนเจ็ด (ต้นเดือนพฤษภาคม) ฝนห่าใหญ่ จะมาและมาเรื่อย ๆ ช่วงนี้แมลงเม่าที่ออกมาบินหาแสงไฟมากมาย จะโดนกบ เขียด อึ่งอ่าง และสัตว์อื่นกินไปเสียเยอะ.

สัตว์ครึ่งบก ครึ่งน้ำเหล่านี้จะมีอาหารกินจนอิ่ม และเริ่มมีไข่เพื่อเตรียมผสมพันธุ์.

ก่อนวิสาขบูชาไม่กี่วัน ฝนเทลงมาขนาดหนัก จนในแอ่งกลางนา และชายป่ามีน้ำขัง...เสียงกบ เขียด ร้องระงมแต่หัวค่ำ เสียงอึ่งอ่างนี่ดังแต่กลางวันแต่ยังไม่ปรากฏตัว.

พ่อบอกว่า ถ้าหัวค่ำฝนหยุดและไม่ดึกเกินไป ให้เตรียมตะเกียงแก๊ส ข้อง สวิงจับกบ เตรียมออกจับกบ.

(เมื่อโตแล้วและเข้าใจการศึกษา ตอนที่เคยเป็นครูอยู่พักหนึ่ง...ผมจึงมาสำเหนียกได้ว่า นี่คือ สปช.(สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต) ที่นักการศึกษาพูดถึง ว่าอยากให้เด็กได้เข้าใจและเรียนรู้การทำมาหากิน เพื่อปากท้อง เพื่อเลี้ยงชีวิต).

มันจึงเป็นประสบการณ์ตรงที่ถ่ายทอดกันรุ่นสู่รุ่น ในวิถีชีวิต ที่นักการศึกษาพูดถึงนั่นแหละครับ.

ในการจับกบ จับเขียดนี้ คนเก่า ๆ มักพูดตำนานเรื่อง "ผีโพง" ให้ฟัง มันเป็นนิทานรอบกองไฟบ้าง ปู่เล่าให้หลานฟังก่อนเข้านอนบ้าง...คนเฒ่าพูดกัน แล้วเด็ก ๆ อย่างพวกผมไปนั่งใกล้ ๆ คอยฟังบ้าง..แล้วแต่โอกาส.

พอฝนหยุดสักหนึ่งทุ่ม ไม่ดึกมาก บ้านผมอยู่บนลาดเขา ก็เดินลงมาทางทิศตะวันออก สักร้อยกว่าเมตร ก็พ้นเขตเรือน ลงทุ่ง...พ่อบอกให้ระวังงูต่าง ๆ ที่พบ อย่าเข้าใกล้ แม้ตัวเล็ก ๆ

(แต่ในใจคิดอยู่ว่า งูสิงตัวใหญ่ ๆ ก็เข่นด้วยหนังสะติ๊กกับเพื่อนร่วมก๊วน เอาไปขายซะเยอะ ตัวละ กิโล สองกิโล สมัยนั้น ผมขายตัวละ ห้าบาท สิบบาทแล้วแต่...ก็ไม่รู้ว่างูมีพิษ แตกต่างกันอย่างไร...ได้แต่ระวัง).

ผมเลือกเอาแต่อึ่งอ่างละครับ กอดกันเป็นคู่ ๆ เพราะมันจับง่าย ได้เยอะ ส่วน"เขียดลายโม้"นั้น จับไม่ค่อยทันหรอก มันกระโดดหนีเร็ว.

กบไม่ต้องพูดถึง...มีแต่คนโตเท่านั้นที่จับได้...ซึ่งก็เห็นแสงไฟวับแวมของคนจับกบ อยู่ในทุ่งเดียวกัน สอง สามจุด.

ขนาดย่อง ๆ ใช้สวิงตะครุบก็ไม่ทัน.

คงร่วมชั่วโมงละครับ ข้องผมหนักอึ้ง คงร่วมสามโล ผมบอกพ่อว่ากลับเถอะ แกมาเขย่าชั่งน้ำหนักข้องดูแล้ว คะเนว่าเยอะ ส่วนแกได้กบ และเขียดมาเต็มข้องใหญ่เหมือนกัน.

ก็พากันกลับ.....ถึงบ้านผมล้างมือ ล้างตีน เปลี่ยนเสื้อผ้าได้ก็มุดเข้ามุ้งตัวเอง.

ส่วนแม่นอนแล้ว...พ่อเลยเอา กบ เขียด อึ่งอ่าง ไปขังรวมกันในถัง.

ใครยังไงไม่รู้ ตอนนั้น เพราะการเอากบ เขียด อึ่งอ่าง เป็นร้อย ๆ ตัวไปขังรวมกันในถังเหล็กใบเดียว แล้วเอาไว้บนบ้าน(ก็คือกระท่อมฟาก มีฝาฟากล้อมบ้าน ตรงกลางโล่ง ๆ ทั้งหลัง มีชานยาวต่อมาหน้าบ้าน).

โดยทิ้งไว้นอกชาน หาของหนัก ๆ ทับฝาปิดไว้....มันก็ส่งเสียงร้องทั้งคืนสิครับ...เด็กอย่างผม กว่าจะหลับได้ ก็คงเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว.

ค่อนแจ้ง แม่ลุกมาก่อไฟนึ่งข้าวเหนียว แยกกบออก หลังจากนึ่งข้าวสุก ก็เอาน้ำร้อนลวกเขียด และอึ่ง...ทำความสะอาดแล้ว.

ควักเครื่องใน เตรียมแกง..

ดูสูตรในคอมเม้นต์ครับ.


"สูตรอ่อมเขียด" ครับ.

1. เขียดทำแล้วสับหยาบ ๆ กะให้พอหม้อ และคนกิน.
2. ผักชีลาว สับหยาบ ๆ 1 ถ้วยตะไล.
3. ตะไคร้ ทุบแตกสับหยาบ ๆ เช่นกัน 3 ต้น
4. พริกชี้ฟ้า หรือพริกขี้หนู มาก น้อย ตามที่คิดว่าชอบเผ็ดมาก เผ็ดน้อย...และตามปริมาณแกงที่จะทำ...ไม่น่าเกิน 10 เม็ด
4. ใบแมงลัก(ผักอีตู่) เด็ดไว้สักสามยอด.
5. ใบมะกรูดฉีก เยอะมากจะขมใบมะกรูด สี่ ห้าใบคงพอ.
6. หอมแดงทุบหรือโขลกพอแหลก 5 หัว.
7. ปลาร้า ต้มกรองแล้ว 1 ถ้วยตวง.

ผมชอบแบบนี้...ต้มน้ำสักสามถ้วยตวง พอเดือด เอาเกลือลงสักเม็ด (เกลือแกงเม็ด) หรือเกลือป่นสักช้อน.

ตามด้วย พริกชี้ฟ้า ตะไคร้ หอมแดง จนได้กลิ่นหอมเครื่องเทศ.

ก็ตามด้วยเนื้อเขียดสับ เดือดอีกทีใส่น้ำปลาร้า...ชิมรสพอดีแล้ว....!

ตามด้วย ใบแมงลัก ใบมะกรูด(บางคน ชอบเอายอดพริกอ่อน ตามลงไปด้วย.

ปิดฝาหม้อ จนกลิ่นแกงออกอ่อน ๆ ชิมดูครับ.

พอดี ยกลง...

ไม่พอดี เติมรสอีกหน่อย แล้วยกลง.

ตั้งวงข้าวสิครับ.....

ถ้าเป็นต้มส้ม ก็จะไม่ใส่ใบมะกรูด แต่จะใส่ยอดส้มป่อย(ส้มพอดี)ให้เปรี้ยว.

มะขาม ตามชอบ.

ซดคล่องคอ ข้าวเหนียวอุ่น ๆ

มีแรงสู้ชีวิตได้ยาว...

Chote Vanhakij
1 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:47 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1871332266521050&id=100009328851456

* * * * *

ไม่ได้หายไปไหน อีก 7 วันพบกันใหม่จ้า



* * * * *


ตอนที่ 9 "ล่าเก้ง"

ปกติ หลังจาก "ไปไต้เขียด" แล้ว ก็คิดว่าจะต่อด้วยเรื่อง "ผีโพง" ละครับ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศก่อนปี พ.ศ.2516...เพราะสมัยนั้นที่บ้านเกิด มีเพียงแสงคบไต้ ดีขึ้นมาหน่อยก็ตะเกียงน้ำมันก๊าด มันเข้ากับบรรยากาศที่จะพูดเรื่องผีพวกนี้ที่สุด และแสงสว่างที่สว่างไสวที่สุดตอนนั้นก็มีแสงตะเกียงเจ้าพายุที่วัดเท่านั้น ซึ่งก็จะนาน ๆ ครั้งถึงจะจุด คือ ช่วงมีงานใหญ่ประจำปี การเขียนเรื่องผี จึงน่าจะเหมาะ...แต่ดูแล้ว เรื่อง "ผีโพง" นี่ เขียนได้ยาวชนิดห้าตอนจบเลยแหละครับ...เพราะไปได้ข้อมูลมาเยอะ.

แต่เอาเถอะครับ...! คั่นเรื่องด้วยเรื่องนี้ก่อนก็ได้ ฟังดูเรื่องนี้ ถ้าอ่านแบบธรรมดา ก็จะธรรมดา แต่ถ้าขบคิดเสียหน่อย ก็จะมองได้หลายหลาก แล้วแต่ความลึกซึ้งของความคิด

ตามตำนานของหมู่บ้านนั้น บ้านที่ผมเกิด และพื้นที่ใกล้เคียงรอบฝั่งโขงทั้งสองด้าน ทั้งซ้ายและขวายังอยู่ในการปกครองของไทย โดยฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงจรดทางเหนือไปถึงเมืองแถน(เดียนเบียนฟู) ยังเป็นรัฐใต้อาณัติของไทย การข้ามไปมาระหว่างผู้คนสองฝั่งจึงเป็นไปปกติ เพราะถือเป็นชนชาติเดียวกัน ก่อนที่พื้นที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง จะถูกผนวกเข้าเป็นอินโดจีนของฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ.2436...จึงข้ามไปมาหาสู่กันค่อนข้างลำบาก...แต่ก็ยังมีการข้ามไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ โดยไม่ถึงกับต้องมีวีซ่า มีพาสปอร์ต หรือมีใบผ่านแดนแต่อย่างใด แต่ก็เข้าไปไม่ได้ลึกนัก.

นอกจากพรานป่ารุ่นปู่ รุ่นพ่อ ที่แบกปืน ชนิดค่ำไหน นอนนั่น ประสาพรานที่ชอบป่า เคยเล่าให้ฟังว่าเคยเที่ยวข้ามไปล่าสัตว์ฝั่งโน้น ประมาณ 80 ปีที่ผ่านมา ว่าเคยไปถึงภูฝอยลม (ปัจจุบัน น่าจะบ้านกาสี นาโคก นาล้อมประมาณนั้น ฝั่งโน้น)...ว่าเคยเข้าไปเที่ยวป่าลึกเข้าไปในแดนนั้นขนาดนั้น (ไม่ล้มสัตว์ใหญ่ เพราะถึงล้มก็จะแบกหามข้ามฟาก ชนิดสามวัน สามคืนค่อยถึงบ้านนั้น ลำบากมาก)...เอาแค่ยังชีพ ด้วยสัตว์เล็ก หรือเมื่อใกล้เข้าแดนไทย ถ้าเจอสัตว์ใหญ่ค่อยล้ม แล้วส่งข่าวบอกพรรคพวก เพื่อนบ้านมาช่วยกันหาบหาม.

สายตระกูลของผมมาจากบ้านห้วยห่าว-นากาว(ปัจจุบัน ทราบว่าไม่มีหมู่บ้านนี้แล้ว สภาพหมู่บ้านไม่มีเค้า กลายเป็นที่ทำไร่ ทำนาของหมู่บ้านอื่น) เพราะเหตุใดไม่แน่ชัด...บ้างว่าเพราะความกันดาร บ้างว่าเพราะตอนนั้นฝรั่งเศส กำลังหาทางเข้าครอบครองฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง พวกที่ไม่ชอบฝรั่งเศส เลยข้ามฟากมาอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง...และย้ายมาเรื่อย จนมาทำไร่อยู่ที่หมู่บ้านนี้ จนถึงย้ายมาตั้งเป็นหมู่บ้านถาวรโดยคนจากสามตระกูล...เมื่อปี พ.ศ.2412.

..........................................

ปกติการล่าสัตว์ของบ้านนี้ หัว เขา...(หรือมีอย่างอื่นอีกนั้นก็เลือน ๆ แล้ว)จะยกให้แก่พรานที่ทำให้สัตว์นั้นบาดเจ็บก่อน หรือทำให้สัตว์ตัวนั้นล้ม...และขาหลังข้างหนึ่ง จะถูกยกให้แล่ง(ลูกน้องพรานไล่ราว หรือคนติดตามในคณะ)...ส่วนที่เหลือจึงจะแบ่งเท่ากันเป็นพูด ๆ (กอง,ส่วนแบ่ง)ให้เท่า ๆ กัน มากน้อยแล้วแต่ขนาดของสัตว์ ไม่มียกเว้น.

ซึ่งข้อความที่ผมเขียนนี้ เป็นข้อความที่ตัวผม อยากบันทึกยุคสมัยไว้ให้ลูก หลานอ่าน ผ่านมุมมองของปัจเจกชนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว จะผิด จะถูกอย่างไร...ก็เป็นเพียงเหตุการณ์ในอดีต ไม่มีใครกลับไปแก้ไขได้ และผมก็ต้องการเพียงนั้น เพียงบอกเล่าข้อเท็จ จริงของยุคสมัย...ไม่เน้นความผิด ถูก.

............................................

ธรรมเนียมการยกหัวให้แก่พรานผู้ล่านั้น มาจากไหนไม่อาจตอบได้ชัดเจน แม้จะสอบถามพรานเก่า พรานใหญ่หลายคน ก็ตอบแต่แบบว่า เขามีมาอย่างนั้น...บางคนยังตอบว่า เขายกให้เป็นเครื่องเซ่น แก่อาวุธที่ใช้ล่า(ผีปืน...เพราะปืนของพรานใหญ่หลายคนเปรียบเหมือนอีกชีวิตหนึ่งของพราน มีความศักดิ์สิทธิ์ มีความขลัง เป็นเครื่องราง ที่อาจใช้ข่มผีไพร ข่มผีโป่ง...และแม้แต่เสือสมิงก็ไม่อาจลวงตาพรานให้เห็นเป็นอื่น...ถ้าถือปืนคู่กายอยู่กับตัว คงจะเหมือนซามูไร ญี่ปุ่น กระมังครับ ที่ถืออาวุธคู่กายเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งต่างจากนินจา ที่ถืออาวุธ เป็นแค่ของใช้งาน).

ผมจึงอยากนำเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับธรรมเนียมยกหัวให้แก่พรานนี้...มีที่มาจากตรงนี้หรือเปล่า?.

โปรดใช้วิจารณญาณนะครับ.............

คนป่าโบราณนั้น หลาย ๆ เผ่า มักมีธรรมเนียมล่าหัวมนุษย์ต่างเผ่า อาจจะเพราะเป็นศัตรูกัน, เพราะเป็นการฝึกนักรบของเผ่าให้แกร่งกล้า, เพราะเป็นการหาเครื่องเซ่น มาเซ่นไหว้ผีประจำเผ่าก่อนเริ่มฤดูเพาะปลูก ซึ่งเชื่อกันว่าจะทำให้พืชผลงอกงาม เช่น ชนเผ่าว้าทางตอนเหนือของพม่า...ฯลฯ.

จะนำมาเขียนถึงเฉพาะที่เห็นว่าชัดเจน และรอบ ๆ แถวทวีปเรานะครับ ถ้าเอามาทั้งหมดเรื่องคงยาวมาก เช่น ชนเผ่าว้า พวกละว้ามีหลายชื่อ แข่วะ ข่าว้า ว้า หรือวะ...ถิ่นฐานก็อยู่ตามป่าเขา ทางตอนเหนือของพม่า กระจายลงมาถึงรัฐฉาน และอาจมีมาถึงชายแดนไทย ที่รวมกันตั้งเป็นบ้านเมืองใหญ่อยู่ระหว่างจีน กับเมืองเชียงตุง เรียกรัฐวะ หรือว้า.

ค.ศ.1893 อังกฤษยึดพม่า รวบเอาเมืองวะเข้าไว้เป็นเมืองหนึ่งของสหรัฐฉาน แต่ไม่กล้าจัดการปกครอง คงปล่อยให้พวกว้าปกครองกันต่อไป คอยระวังแต่ไม่ให้พวกฝรั่ง หรือคนต่างเมืองหลงเข้าไปในฤดู "ล่าหัวมนุษย์".

ฤดูนี้ มีอยู่เดือนเดียว คือ เริ่มต้นเดือนมีนาคม ไปสิ้นสุดเอาเมื่อต้นเมษายน ก่อนสงกรานต์.

โดยปกติ พวกว้าไม่ล่าหัวมนุษย์นอกเขต ที่พวกเขากำหนด เป็นเขตบ้าน เขตเมืองของเขา นอกจากคนต่างถิ่นที่พลัดหลงเข้าไปในเขตบ้านเมืองของเขา ซึ่งพวกเขากำหนดว่าเป็นเขตแดนศักดิ์สิทธิ์เขาถึงจะฆ่า.

โดยจะยกกันออกจากหมู่บ้าน คุมกันเป็นพวก ๆ ถ้าเจอคนต่างถิ่นที่มีพวกน้อยกว่าก็จะเข้าจู่โจมแล้วฆ่า แต่ถ้าเจอคนมากกว่าก็จะเลี่ยงหนี.

ถือโอกาสตอนพลบค่ำเข้าโจมตี ฆ่าแล้วตัดหัว แต่พวกว้าถือว่าหัวเดียวมักจะไม่พอ ถ้าได้หลาย ๆ หัว นำไปเป็นเครื่องเซ่น ก็จะทำให้ผีบ้าน ผีเมืองพอใจ การเพาะปลูกก็จะเจริญงอกงาม ได้หมาก ได้ผลเต็มที่

ความเชื่อเช่นนี้แหละที่ทำให้ว้าทีล่าหัวมนุษย์มาได้...จึงเป็นผู้กล้า เป็น "วีรบุรุษ" ของเผ่า ของเมือง ถือเป็นวีรกรรมของนักรบผู้กล้า.

เมื่อได้มาแล้วจะกี่หัวก็ตาม พวกเขาจะรีบนำกลับเผ่า ต้มให้เนื้อหนังเปื่อยยุ่ย เอาแต่กะโหลกขาว ๆ แห้งแล้วนำมาขัดให้เงางาม วางไว้บนเสาสูง ประมาณ 1 วาที่ปากทางเข้าหมู่บ้านหรือเมือง

ซึ่งจะบอกว่าหมู่บ้านใหญ่ตั้งมานาน หรือหมู่บ้านเล็ก ตั้งมาไม่นาน ดูได้จากจำนวนหัวกะโหลก.

การล่าหัวนี้ มีอีกหลายที่ในพื้นที่ใกล้เคียงของประเทศไทย เช่น ชาวลาว ก็มีพวกข่า ขมุ ที่โหดร้ายไม่แพ้กัน ล่าเอามนุษย์ต่างเผ่า หรือเผ่าเดียวกันก็แล้วแต่...มาเป็นเครื่องเซ่นสังเวยแก่เผ่า.

จนมีคนลาวบางกลุ่ม ฝังศพญาติ พี่ น้อง ที่เสียชีวิตไว้ใต้ถุนบ้าน กันการขโมยเอาหัวของศพไปเป็นเครื่องเซ่น จนดูเหมือนผู้ไปพบเห็นดูเป็นประเพณีแปลกประหลาด...และแม้แต่ปัจจุบัน ชนชาวดอยหลายเผ่าในเมืองไทย ที่ชอบฝังศพมากกว่าเผา ก็ยังโดนขุดหลุมทำลายศพ เพื่อหาของประดับมีค่า และของอื่น ๆ อยู่เสมอ.

คงพักเรื่องนี้ เรื่องการยกหัวให้แก่พรานที่ล่าได้ ว่ามาจากเรื่องนี้หรือเปล่า?.

แล้วค่อยต่อ การล่าเก้ง ในตอนต่อไป.

ฝากไว้ให้คิดครับ...

Chote Vanhakij
10 กรกฎาคม 2560 เวลา 19:31 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1877324392588504&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 10 "ล่าเก้ง" (ต่อ)

เก้ง หรือ อีเก้ง หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกกันว่า ฟาน...(อังกฤษ Barking deer, Muntjac)...เป็นกวางขนาดกลางและเล็ก ที่อยู่ในวงศ์ย่อย Muntiacinae กระจายพันธุ์อยู่ตั้งแต่อนุทวีปอินเดีย,ประเทศจีน ทางตอนใต้ไปจนถึงภูมิภาคอินโดจีน และเกาะต่าง ๆ ในฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย.

มีรูปร่างโดยรวมคือ มีขนตามลำตัวสีน้ำตาล อาจมีสีอื่นผสมแตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิด เขามีขนาดเล็กกว่ากวางในสกุลอื่น ไต้ตามีต่อมน้ำตาเห็นได้ชัดเจน เป็นเส้นสีดำร่องยาว ตัวผู้เมื่อโตเต็มที่จะมีเขี้ยวงอกออกมาจากมุมปาก หางมีขนาดสั้น เวลาตกใจจะร้องดัง "เอิ๊บ ๆ, เปิ๊บ ๆ ...แล้วแต่คนฟัง...แล้วก็กระโดดหนีไป จึงเป็นที่มาในชื่อภาษาอังกฤษว่า Barking deer...กวางเห่า.

เก้งเป็นกวางที่หากินในสภาพภูมิประเทศได้หลากหลาย ทั้งทุ่งหญ้า,ป่าดิบ และป่าเสื่อมโทรม หรือป่าที่ถูกแผ้วถาง...เมื่อยังมีขนาดเล็ก จะมีจุดสีขาวตามลำตัวเหมือนกวางสกุลหนึ่ง.

.................................

เก้งธรรมดา หรือ ฟาน, อีฟาน หรือที่นิยมเรียกกันว่า เก้ง (อังกฤษ Indian muntjac,Coomon barking deer, Red muntjac; ชื่อวิทยาศาสตร์: Muntiacus muntjak) เป็นกวางชนิดหนึ่ง นับเป็นเก้งชนิดหนึ่งที่รู้จักกันแพร่หลาย และมีถิ่นกระจายพันธุ์กว้างขวางที่สุด

มีส่วนหลังโก่งเล็กน้อย ลำตัวมีสีน้ำตาลแดง ด้านใต้ท้องซีดและอมเทาเล็กน้อย หางด้านบนมีสีน้ำตาลเข้ม ด้านล่างมีสีขาว เก้งตัวผู้มีเขาสั้น ฐานเขาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกะโหลกยื่นยาวขึ้นไปเป็นแท่ง มีขนปกคลุม และมีขนสีดำขึ้นตามแนวเขาจนดูเป็นรูปตัว วี เมื่อมองด้านหน้าตรง ส่วนปลายเขาสั้น แต่เป็นง่ามเล็ก ๆ แค่สองง่าม ไม่แตกเป็นกิ่งก้านแบบกวาง ผลัดเขาปีละครั้ง

ส่วนตัวเมีย ไม่มีเขาและฐานเขา แต่บนหน้าผากก็มีขนรูปตัววีเหมือนกัน เก้งที่แก่มาก ๆ จะมีเขี้ยวยาวแหลมโผล่พ้นขากรรไกรออกมาตามที่กล่าวแล้ว เวลาเดินจะยกขาสูงทุกย่างก้าว.

ปกติออกหาอาหารกินได้ทั้งกลางวัน กลางคืน แต่ส่วนใหญ่จะพบตอนเย็นหรือหัวค่ำ และตอนเช้ามืด จนถึงช่วงสาย ๆ อดน้ำไม่เก่งจึงมักไม่อยู่ไกลจากแหล่งน้ำ อาหารหลัก ได้แก่ ยอดไม้,ใบไม้,ผลไม้,หน่ออ่อน และรวมถึงเปลือกไม้ด้วย...

แต่ไม่ค่อยชอบกินหญ้า พบแพร่กระจายพันธุ์ในเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้...ตั้งแต่ศรีลังกา, อินเดีย, จีนตอนใต้,พม่า, ไทย, ลาว, เวียดนามกัมพูชา, มาเลเซีย, เกาะสุมาตรา, เกาะชวา, เกาะบอร์เนียว, เกาะไหหลำ และหมู่เกาะซุนดรา.

มีฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมกราคม ตกลูกต้นฤดูฝนพอดี ปกติตกลูกครั้งละหนึ่งตัว ตั้งท้องนานราว 6 เดือน ออกลูกตามใต้พุ่มไม้ ลูกเก้งเมื่อเล็กมีจุดสีขาวตามลำตัว เมื่ออายุได้ราวหกเดือนจุดสีขาวนั้นจึงจางหายไป...เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ได้เมื่อ 18 เดือน มีอายุโดยเฉลี่ย 15 ปี ในประเทศไทย ถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง.

..................................

ส่วนเก้งหม้อ หรือ กวางเขาจุก หรือเก้งดำ, เก้งดง (อังกฤษ Fea's muntjac, Tenasserim munjac: ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Muntiacus feae) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับสัตว์กีบคู่ จำพวกกวาง มีลักษณะคล้ายเก้งธรรมดา (M.muntjac) แต่มีขนตามลำตัวเข้มกว่า ใบหน้ามีสีน้ำตาลเข้ม บริเวณกระหม่อม และโคนขามีสีเหลืองสด ด้านล่างของลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อน ขาทั้งสี่ข้างมีสีดำ จึงเป็นที่มาของอีกชื่อสามัญที่เรียกกัน.

ส่วนด้านหน้า ด้านหลังมีสีขาว เห็นได้ชัดเจน หางสั้น หางด้านบนมีสีเข้ม แต่ด้านล่างมีสีขาว มีเขาเฉพาะตัวผู้ เขาของเก้งหม้อสั้นกว่าเขาของเก้งธรรมดามีความยาวของลำตัวและหัวประมาณ 88 เซนติเมตร ความยาวหาง 10 เซนติเมตร น้ำหนักตัว 22 กิโลกรัม.

เคยเชื่อกันว่า เป็นเก้งหรือกวางที่หายากในโลกที่สุดชนิดหนึ่ง และเคยคิดว่ามีที่สวนสัตว์ดุสิตตัวเดียว แต่ปัจจุบันพบว่า มีพระภิกษุเลี้ยงไว้ตามวัดแถวชายแดนด้านตะวันตกของไทย และที่ใกล้เคียงแถวชายแดนพม่า.

มีถิ่นกระจายพันธุ์ เช่นเดียวกันกับเก้งธรรมดา อดน้ำได้ไม่เก่งเท่ากับเก้งธรรมดา จึงมักหากินใกล้แหล่งน้ำ การผสมพันธุ์ ในฤดูผสมพันธุ์ และการออกหาอาหารไม่แตกต่างจากเก้งธรรมดาเท่าไหร่นัก...

ปัจจุบันเป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ พ.ศ.2535.

ง่าย ๆ คือ ผู้ใดล่า, มีซาก, เขี้ยว, เขาไว้ในครอบครอง จะโดนโทษตามกฎหมาย.....!

.............................

พ.ศ.นั้น ควายยังเป็นแรงงานที่ใช้ทำนาที่สำคัญที่สุด รถไถนาที่มีก็มีประมาณ 7-8 แรงม้าให้กำลังฉุด, ดึง ในการทำงานได้น้อยมาก และมีในหมู่บ้านที่เห็นน่าจะมีแค่คันเดียว เนื่องเพราะน้ำมันหายาก

เวลาเช้า ๆ เสียงกระดึงคอวัว ควายที่เจ้าของต้อนออกจากคอกไปหากินนั้น จึงดังโป๊กเป๊ก หรือเสียงอื่นแล้วแต่วัสดุที่ใช้ จึงดังลั่นทุกเช้า บางทีออกพร้อมกันหลายฝูง ถนนแทบเดินไม่ได้เพราะเต็มไปด้วยวัว ควาย.

............................

เพ็งเดือนเจ็ดปลายเดือน(เพ็ญเดือนเจ็ด ข้างขึ้น ปลายเดือน) ปีนั้น ฟ้าครึ้มฝน...แดดไม่ร้อน ผมยังเป็น Buffaloboy (มหิงสาบาล...เด็กเลี้ยงควาย) ให้ปู่อยู่ เพราะปู่แบ่งควายแม่ลูกเป็นมรดกให้พ่อ แต่ยังอยู่ในฝูงใหญ่ ไม่ได้แยกคอกออกมาต่างหาก เนื่องเพราะยังมีโจรปล้น, ลักขโมยวัว ควาย อยู่ชุกชุม...และบ้านที่อยู่ อยู่เขตนอกสุดของหมู่บ้าน...การแยกออกมาจากฝูงใหญ่จึงค่อนไม่ปลอดภัย และระวังรักษาลำบาก.

ปกติชีวิตของชาวป่า ชาวนาทางบ้านนี้ ที่ทำไร่ก็ลงข้าวปลูก ฟัก แฟง แตงเถา หรือข้าวโพด ถั่ว งา ไว้เสียแต่ปลายเดือนหกหลังฝนตก จนพื้นดินเพาะปลูกอ่อนนุ่ม ชุ่มน้ำ หรือแต่ต้นเดือนเจ็ดเสียแล้ว...บางคนมีฐานะดี ลูก หลาน แรงงานเยอะ ก็ทำทั้งไร่ และนา.

บางคน ไถฮุด(ไถดะ) ในเนื้อที่นาของตนเสร็จแล้ว ก็เอาจอบออกมาซ่อมคันนาที่ทะลุเพราะรูปู หรือรูหนู แต่หน้าแล้งที่ผ่านมา เพื่อให้น้ำท่วมก้อนขี้ไถ ให้ดินนุ่มจะได้ไถแปรได้ง่าย เวลาคราดไม่เปลืองแรงควาย ไม่ต้องใช้ควายหลายตัว หรือต้องขอยืมญาติมาทำนาให้เสร็จ

บางคนทำไร่เสร็จแล้ว ก็ว่าง...ที่มีนิสัยเป็นพราน ก็ออกตามรอยเท้าสัตว์ในชายป่า และรอบ ๆ ไร่ ปะเหมาะเคราะห์ดี แน่ใจว่าสัตว์มาซุ่มซ่อนหากินชายไร่ ชายดง ก็นัดแนะพี่ น้อง และเครือญาติ ออกไล่ราว หรือวางกับดักแล้วแต่เหมาะ...

แต่ไม่ทำปืนผูก, หลาว, แหลน, หรือจั่นห้าว ที่จะเป็นอันตรายแก่เพื่อนบ้านด้วยกัน...ด้วยกลัวคนไม่รู้ หรือคนหาของป่าชายไร่ โดนกับดักจนเป็นอันตรายแก่ชีวิต.

ปีนี้ก็เช่นกัน มีพรานและลูกไล่ เจอรอยเท้าหมูป่าท้ายไร่ ที่ไร่ด้านเหนือของหมู่บ้าน ก็นัดแนะกันล้อมป่า เตรียมตีป่า ให้สัตว์ตกใจออกจากที่ซ่อน.

(ขอทวนความจำตรงนี้นิดหนึ่ง...เรื่องปืนแก๊ปล่าสัตว์ ว่าเป็นปืนที่ใช้กรอกดินปืน และกระสุนปืนทางปากกระบอกเข้าไป กระทุ้งให้แน่น ใส่ฝอยไม้ หรือปุยฝ้ายเข้าไปอัดไว้หลังสุดกันลูกกระสุนร่วง.

และยิงนัดหนึ่งแล้ว...เสียเวลาบรรจุนัดใหม่นานมาก เพราะฉะนั้น พรานถ้าไม่แน่ใจว่าโดนจริง ๆ จะไม่ค่อยยิงสัตว์ เพราะถ้าแค่บาดเจ็บต้องตามรอยกันนาน.

และเวลาไล่ราว จะตกขบวน เพราะเสียเวลาบรรจุปืนดังกล่าวแล้ว ทำให้ตามสัตว์ไม่ทัน).

พระที่วัดท่านย่ำค่ำ(ตีกลองแลง)ผ่านไปนานแล้ว บอกเวลาให้ชาวบ้านรู้ตัวว่าอีกหน่อยจะหมดวันมืดค่ำ ให้รีบวางมือจากงานกลับบ้าน มาหุงหาอาหาร ไว้ต่อชีวิต ก่อนจะสิ้นแสงตะวัน.

ส่วนผมไปต้อนควายที่ทุ่งนาด้านทิศใต้ เดินเลาะในลำห้วย กำลังจะต้อนเข้าคอก ขึ้นตลิ่งลำห้วยก่อนจะเอาเข้าคอกและปิดประตูคอกให้ปู่.

กำลังหันรี หันขวางไล่ควายน้อยเข้าคอกขณะที่ตัวใหญ่เข้าหมดแล้ว...เพราะควายน้อยกำลังสนุก.

ก็ต้องตกใจอย่างหนัก เพราะได้ยินเสียงร้องเปิ๊บ....!

เก้งครับ...!

มาจากทางไหนไม่ทราบ...! ผมก็ไม่คิดจะทำร้ายมันในขณะนั้น เพราะมีเพียงหนังสติ๊กห้อยคอ และเรียวไม้ไผ่ที่กำลังต้อนควายน้อยเข้าคอกเท่านั้น.

(มาทราบภายหลังว่า เก้งตื่นตกใจ จากการที่พรานและลูกไล่ ไปไล่ราวทางเหนือของหมู่บ้านที่กะจะเอาหมูป่านั่นแหละ แต่เก้ง นอกจากตกใจร้องเสียงดัง และวิ่งแล้ว ไม่ค่อยจะหันไปสู้หมาพรานเหมือนหมูป่า ให้พรานรู้ตัว และติดตามได้

และคิดว่าตัวนี้ คงอยู่ชายป่าไกลกันหน่อยจากที่กำลังไล่ราว...คงตกใจแตกตื่นออกมา....และด้านเหนือของหมู่บ้าน มีทุ่งนากว้างพอสมควรโอบล้อมหมู่บ้านยาวตลอดไปตามที่ราบลุ่มจนจรดด้านทิศตะวันตก ข้ามลำน้ำก็จะเป็นดงใหญ่อีกดงหนึ่ง(ปัจจุบัน ยังมีสภาพเป็นดงพอสมควร เพราะเป็นป่าชุมชนชาวบ้านช่วยกันรักษา)...ส่วนด้านทิศตะวันออกจากที่นาก็จะเป็นเขาลูกเล็กที่เรือนผม และญาติ ๆ ปลูกเรือนอยู่).

เก้งตัวนี้ วิ่งเตลิดผ่านบ้านชายบ้าน มาสี่-ห้าหลังคาเรือน โดยไม่มีหมาเห่าตาม และไม่มีคนรู้ จนมาใกล้คอกควายของปู่ และเจอกับผม โดยที่เก้งยังไม่บาดเจ็บอะไรเลย....

ผมตั้งสติได้ ก็ร้องชู่ว ๆ ไล่ตีไป...เก้งวิ่งพ้นคอก ก็ไปติดจวน(รั้วทำด้วยไม้ไผ่ขัดแตะอย่างหนา สูงราว 150 - 160 เซนติเมตร)...เก้งวิ่ง วนไป วนมา ผมก็ไล่ตีไป.

พอจวนตัว มันร้องเปิ๊บอย่างแรง แล้วก็กระโดดข้ามรั้ว สูงขนาดนั้นทีเดียว วิ่งลงทางใต้ ผ่านบ้านอีกเป็นสิบ ๆ หลังคา ก่อนออกทุ่งนาอีกครั้ง.

ผมก็ได้แต่ร้องบอกญาติ ๆ ว่า เก้ง ๆ วิ่งไปทางโน้น...แต่ก็มีคนไม่กี่คนหรอก เพราะยังกลับกันมาไม่ถึงบ้าน...ผมก็ไม่ได้ตามต่อ เพราะติดรั้ว และต้องหันมาต้อนควายน้อยเข้าคอก ปิดประตูคอก.

สักพักก็ได้ยินเสียงหมาพราน และพรานที่ไล่ตามดังมาจากทางเหนือของหมู่บ้าน และวกลงทางด้านตะวันตก เพราะคงเห็นเก้งวิ่งออกทุ่งนาทางโน้น.

........................................

#เหตุการณ์ต่อไปนี้ ไม่ได้เห็นกับตาครับ เพราะผมไม่ได้ตามไปไล่กับเขาด้วย แต่ฟังจากปากของญาติที่เขาเป็นพราน....อาว์ชายคนนี้มีบ้านใกล้กันกับบ้านผม เพราะอยู่คุ้มเดียวกัน.

แกเล่าว่า...ก็ก้มหน้า ก้มตาซ่อมคันนาอยู่เพราะใกล้ค่ำ...ได้ยินเสียงล้งเล้ง ๆ จากในหมู่บ้าน, เสียงหมาเห่า, และเห็นพรานวัยรุ่นที่แรงดี วิ่งตามเก้งมาแต่ทิศเหนือ.

แกเองก็ยังไม่เข้าใจ....!

พอเหลียวเห็นเก้ง วิ่งมาทางแก แถมวิ่งผ่านก้อนไถ ขี้โคลน ทำให้วิ่งลำบากและช้า.

หรือเพราะเก้งเหนื่อยแล้วก็ไม่ทราบ....

แกก็เข้าใจกระจ่าง...!

วิ่งออกสกัด....และทุบด้วยด้ามจอบไปสอง-สามที ยังไม่โดน.

พอตูมที่สี่....โดนที่คอ.

เก้งฟุบ...

วันนั้น แกเป็นพรานที่โชคดีที่สุด ไม่ต้องวิ่งไล่ให้เหนื่อย ไม่ได้ออกล่า #แต่ได้หัวและเขา เป็นบำเหน็จตามธรรมเนียมพรานของบ้านนี้.

ส่วนที่เหลือก็แบ่งกันไปตามสัดส่วนที่ได้เขียนถึงไปแล้ว...

แปลกยิ่งกว่าแปลกไหมครับ?...

Chote Vanhakij
11 กรกฎาคม 2560 เวลา 23:48 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1878064632514480&id=100009328851456

* * * * *


ตอนที่ 11 "ล่าเก้ง" (ต่อ)

(#อ่านแล้วไม่ชอบใจให้เว้นข้ามนะครับ)

ส่งท้าย........

พุทธศาสนา เจริญรุ่งเรืองอย่างมากในแถบสุวรรณภูมิมาแต่ก่อนยุคสุโขทัย ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ยังมีปรากฏในประวัติศาสตร์ว่าได้นิมนต์พระเถระ, ปู่ครู มาแต่เมืองนครศรีธรรมราช และจัดตั้งพระแท่นไว้กลางดงตาล เป็นที่สำหรับพระเถระขึ้นแสดงธรรม และพระมหากษัตริย์เองก็โปรดที่จะสดับธรรมในวันธรรมะสวนะ.

จนในปลายยุคสุโขทัยถึงกับมีกษัตริย์ที่ปราดเปรื่องทางด้านพุทธศาสนา เขียนตำราทางศาสนา ชื่อ "ไตรภูมิพระร่วง" เพื่อแสดงความเชื่อทางด้านศาสนา และผลดี กรรมชั่ว ไว้จนเป็นที่รู้จักกันจนทุกวันนี้.

แม้ในสมัยล้านนา ก็มีพระเถระที่ปราดเปรื่องถึงขั้นแต่งปกรณ์ฎีกา เป็นภาษาบาลีจารึกไว้ให้ปรากฏว่า รวบรวมข้อมูลในอรรถกถา มาอธิบาย แสดงเหตุ ผล อยู่ในชั้นดีเลิศ จนถึงกับเป็นตำราที่ใช้แปล ใช้เรียนของเปรียญธรรม 4 และ เปรียญธรรม 5 ประโยค ในด้านภาษาบาลีอยู่จนทุกวันนี้.

คัมภีร์นั้นชื่อ มังคลัตถะทีปนีฎีกา แต่งโดยพระมหาเถระชาวล้านนา ชื่อ สิริมังคลาจารย์.

........................................

แต่ในความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในยุคนั้น กลับเป็นความรุ่งเรืองอยู่แต่ในชั้นในของเมือง และแวดวงของผู้มีความรู้เท่านั้น...ในชั้นนอก ๆ ปลายบ้าน ชนบท ยังมีความเชื่อเดิม ๆ ฝังรกรากอยู่เสมอ การนับถือผี ถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ฯลฯ....ยังควบคู่กับการนับถือพุทธศาสนาในระดับความเชื่อพื้นฐาน เช่น การทำบุญ ให้ทาน การรักษาศีล แต่ในความรู้และเข้าใจในระดับที่สูงขึ้น เช่น การนำเอาธรรมะ หลักการอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิต ความเป็นอยู่ในภพชาติปัจจุบัน กลับมีน้อยมาก (ซึ่งก็แทบไม่แตกต่าง จากพุทธศาสนิกชนในปัจจุบัน...ที่รู้จัก ศาสนาพุทธในระดับนี้...).

จนเมื่อก้าวเข้าสู่การสื่อสาร ในระดับ 4 G เช่นที่กำลังอ่านของผมอยู่นี้ ก็ไม่ได้แตกต่างกันเช่นใดเลย.

พุทธศาสนา แม้จะเจริญรุ่งเรือง แต่ก็มีความเสื่อมพอ ๆ กันควบคู่มาเสมอ เสื่อมเพราะความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่ศึกษาเพิ่มเติมของพุทธศาสนิกชนนั่นแหละ...!

เสื่อม...! เพราะคิดว่าศาสนาเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่เหมาะกับการนำมาใช้ทำมาหากิน ทั้งที่พุทธองค์ก็สอนธรรมะไว้สองระดับ ตั้งแต่การขยันทำมาหากิน, การครองเรือน, การรักษาทรัพย์, การคบมิตร, การวางตัวในสังคม ฯลฯ (โลกียะ).

จนถึงระดับของการทำตัวเองให้หลุดพ้นไปจากกองทุกข์โ(ลกุตตระ).

เสื่อม...จนน่าเป็นห่วง...!

......................................

พุทธศาสนานั้น มีคติในการยอมรับ เรื่องการเวียนว่าย ตายเกิด ไม่รู้จบในวัฏฏะสงสาร(วังวนแห่งทะเลทุกข์...ผมขอแปลแบบนี้) หากยังมีกิเลส เป็นเชื้อกรรม(พีชะ=พืช) เป็นเชื้อให้เกิด พุทธองค์ถึงกับตรัสว่าหาเบื้องต้น ที่เริ่มเกิดมานั้น ก็รู้ได้ยาก....(อวิชชา)

แม้เบื้องปลายแห่งวัฏฏะสงสารนี้ ของผู้เวียนว่ายอยู่ในทะเลทุกข์ เกิดแล้ว ดับแล้ว เป็นอยู่อย่างนี้ แล้ว ๆ เล่า ๆ ก็จะรู้ที่สุด หรือเบื้องปลายตอนจบนั้นก็ยาก

"ภิกษุทั้งหลาย สงสาร(วัฏฏ์)นี้ กำหนดที่สุดเบื้องต้น เบื้องปลายไม่ได้

เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ที่สุดแห่งเบื้องต้น เบื้องปลายย่อมไม่ปรากฏ"

การคิด ขบคิด หรือหาตรรกะใด ๆ เพื่อจะขบปัญหาเหล่านี้ให้รู้ทะลุปรุโปร่ง พระพุทธองค์จึงตรัสบอกว่า เป็นอจินไตย เป็นเรื่องเหลือวิสัยของปุถุชนผู้ยังมีกิเลสหนา.

และแม้เป็นผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อบรรลุแล้ว ก็จะเป็นการเนิ่นช้าอย่างมาก...! ที่จะมาขบคิดเรื่องพวกนี้.

พุทธองค์แสดงไว้ 4 อย่าง......

1. พุทธวิสัย วิสัยของพระพุทธเจ้า
2. ฌานวิสัย วิสัยของผู้ได้ฌาน
3. กรรมวิบาก การให้ผลของกรรมที่ติดตามตัวบุคคล ข้ามภพ ข้ามชาติ
4.โลกจินตา การคิดเรื่องของโลก เช่น พระจันทร์ พระอาทิตย์ ใครเป็นผู้สร้าง? เอกภพคืออะไร?.

.................................

#เกี่ยวอะไรกับการล่าเก้ง?.

#ผมเอามาพูดถึงทำไม?

จากผลกรรมข้ามภพ ข้ามชาติที่พุทธองค์ตรัสถึงในข้อสาม คือ การให้ผลของกรรมนั่นแหละครับ...! พระพุทธองค์ จึงตรัสสอนว่า เฉพาะน้ำตาที่มนุษย์ผู้ตกทุกข์ ได้ยาก, พลัดพรากจากคนรัก จากของรัก, ก็มากว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่จะมาเทียบเท่า.

เพราะฉะนั้น เหตุต่าง ๆ ที่บังเกิด #เช่นอาว์ชายที่ทุบคอเก้ง ใยมิใช่เพราะผลของกรรมวนมาครบรอบแห่งการให้ผล.....

ใครทำใครก่อน...ครบรอบของกรรมจึงบังเกิดให้ผลเช่นนั้นในสังสารวัฏฏ์อันยาวนาน หาเบื้องต้น เบื้องปลาย ที่สุดไม่ได้นี้.

คงรู้ได้ยาก...!

คงมิใช่เหตุบังเอิญแน่นอน....!

เรา ท่านทั้งหลาย ที่ผ่านพบกันในภพชาติปัจจุบัน ใยมิใช่เป็นแบบเดียวกัน....! ใยมิใช่เคยเป็นพ่อ แม่ ลูก เมีย หลาน เหลน พ่อตา แม่ยาย พ่อปู่ แม่ย่า คู่รัก คู่แค้น...ที่เคยร้องไห้ อาลัยรัก.

หรือเคยด่าทอ เข่นฆ่ากันมาก่อน...!

#หรือแม้เคยกินเนื้อกันมาแล้ว เช่น เก้งที่กล่าวถึง...!

ไม่ได้ให้สงสาร หรือให้เลิกกินเนื้อสัตว์หรอกครับ เพียงอยากให้มองความจริงอีกด้านที่ศาสนากล่าวถึง.

เรารู้สึกดีกับใคร ใยมิใช่เคยเป็นคู่รัก เคยเอื้ออาทรกันมาเก่าก่อนแต่ปางบรรพ์ดอกหรือ?.

เราเคารพใคร ใยมิใช่เขาเคยเป็นผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือมาก่อนหรือ?.

เราเคียดแค้น อาฆาตใคร ทั้ง ๆ ที่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรให้เรามากมาย ใยมิใช่เขาเคยทำร้ายเรา หรือเป็นคู่เวรกันดอกหรือ?.

ที่เรากินอยู่นี้ ใยมิใช่เป็นเนื้อ เป็นเลือด แห่งคู่รัก ที่เคยร้องไห้อาลัยรัก(แต่เพราะเขาต้องไปใช้กรรมในคราบร่างอื่น)ในภพชาติอันยาวนาน ในหนทางแห่งสังสารวัฏฏ์

จนเราเองก็ลืมไปแล้วดอกหรือ?.

จึงมากินเนื้อคนเคยรัก.... !

พิจารณาธรรมเถิด...! ท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย...!

Chote Vanhakij
13 กรกฎาคม 2560 เวลา 23:46 น.
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1879338032387140&id=100009328851456

* * * * *

@ คลิกที่นี่.. ตอนที่ 12 "ผีโพง" "ผีเป้า"

* * * * *


"เจ้ากรรมนายเวรที่ชาวพุทธเข้าใจผิด"
ปาฐกถาธรรม : พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ

นี่เป็นเรื่องที่ต้องพูดกันให้ชัดหน่อย เวลาที่เราพูดถึงเรื่องเจ้ากรรมนายเวร แล้วเราคิดว่า เจ้ากรรมนายเวร ต้องเป็นอะไรสักอย่างที่มีวิญญาณล่องลอยไปมา คอยตามเข้าสิง หลอกหลอน หรือทำให้เราเป็นนั่นเป็นนี่ ความคิดแบบนี้ดูจะคลาดเคลื่อนจากหลักศาสนาไปมาก

ในพุทธกาล แม้พุทธศาสนาจะรองรับเรื่องโลกหลังความตาย แต่พุทธเจ้าไม่เคยอธิบาย หรือบอกใครว่า ชีวิตของคนที่เป็นแบบนั้น แบบนี้เพราะมีวิญญาณคอยบันดาลให้เป็น พุทธเจ้าไม่เคยอธิบายเรื่องการเจ็บป่วย เรื่องความมีเคราะห์กรรม ในลักษณะแบบนี้ คือถ้าอธิบายแบบนั้น คำสอนของพระองค์ ก็จะไม่ต่างอะไรจากศาสนาบางศาสนาที่บอกว่า เทพเจ้าสามารถบันดาลความดีความไม่ดี ความสุขหรือความทุกข์ ให้กับคนอื่นได้

พุทธศาสนา พูดเรื่องเวรหรือกรรมในลักษณะของการให้ผล ด้วยตัวของมันเอง อธิบายแบบ"ปฏิจสมุปปาท" ไม่ใช่ให้เข้าใจว่า ชีวิตแต่ละคน มีวิญญาณคอยตามหลอกหลอน

เวลาพระบอกว่า เมื่อทำบุญแล้วควรอุทิศส่วนกุศลหรือความดีให้กับเจ้ากรรมนายเวรบ้าง นั่นหมายถึงว่า ให้คุณส่งผลความดีที่คุณทำ ให้กับคนที่คุณอาจเคยตัดรอนชีวิตเขา อย่าง หมู ปลา หรือ สัตว์ต่างๆ จะโดยจำเป็นหรือไม่จำเป็น ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม หรือแม้แต่คนที่คิดประทุษร้าย เป็นศัตรูกับคุณ คุณควรมีเมตตาธรรมกับคนเหล่านี้ ไม่ใช่มุ่งว่าจะต้องหมายถึง วิญญาณที่ติดตามล่องลอยไปมา

พุทธศาสนาเน้นเรื่องของกรรมของเวร ในลักษณะที่เป็นการกระทำของมนุษย์ ซึ่งเป็นผลที่มนุษย์ต้องได้รับ เช่นถ้าคุณทำกรรมไม่ดีกับคนอื่นหรือแม้แต่กับชีวิตของตัวเอง คุณก็ต้องเผชิญหน้ากับผลของการกระทำนั้นนั้น ซึ่งทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากกรรมเวรที่คุณสร้างเอง ไม่วิญญาณที่ไหนมาบันดาลให้ นี่แหละที่เรียกว่า เจ้ากรรมนายเวร ที่แท้จริง

ที่อาตมาไม่สนับสนุนวิธีคิดในการมองเรื่องเจ้ากรรมนายเวร ที่เป็นรูปแบบของวิญญาณ ล่องลอย คอยกลั่นแกล้ง บันดาลนี่นั่นให้ เพราะการเชื่อแบบนี้สร้างปัญหาให้กับคน ให้คนมองข้ามเหตุผล อย่างที่เป็นข่าว ชีวิตไม่มีดีก็โทษเจ้ากรรมนายเวร เจ็บป่วยก็โทษเจ้ากรรมนายเวร ทำบุญแล้ว ทุกอย่างจะดีขึ้น

การมองแบบนี้ เป็นปัญหามาก เพราะทำให้เรื่องของการทำบุญ กลายเป็นเรื่องที่ส่งเสริมให้คนประมาทในการใช้ชีวิต เพราะคนก็จะคิดว่า ทำบุญแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น ทำให้คนไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งการกระทำของตนเอง ไม่ขวนขวายที่จะเปลี่ยนแปลงหรือลงมือทำอะไรเพื่อตนเอง ไม่มองการเจ็บป่วย เป็นเรื่องของพยาธิ ซึ่งมีอยู่เป็นธรรมดาในสังขารของมนุษย์ทุกคน เป็นเรื่องที่ต้องเยียวยาหรือรักษาโดยวิธีการทางแพทย์ที่ถูกต้อง

นี่ อาตมาอยากจะให้ทำความเข้าใจเรื่องเวรกรรมกันเสียใหม่.

พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ
13 กรกฎาคม 2560 เวลา 20:50
คลิกที่นี่..อ่านคอมเม้นท์ใต้บทความครับ
https://www.facebook.com/PhramahaPaiwan/posts/1894586547474644

* * * * *

@ คลิกที่นี่.. ตอนที่ 12 "ผีโพง" "ผีเป้า"

* * * * *